ชายแดนใต้ยังตึง! “ชัยยงค์” ชี้ปมข้อมูลข่าวสาร-IO เติมไฟขัดแย้ง แม้ 'แม่ทัพภาคที่4' จะขอโทษแต่สถานการณ์ยังไม่จบ
ชายแดนใต้ยังตึง! “ชัยยงค์” ชี้ปมข้อมูลข่าวสาร-IO ซ้ำเติมไฟขัดแย้ง แม้ 'แม่ทัพภาคที่4' จะขอโทษแล้วแต่สถานการณ์ยังไม่คลี่คลาย เสนอรัฐยกระดับเป็นวาระแห่งชาติ แก้เชิงโครงสร้างทั้งความมั่นคง-เศรษฐกิจ ย้ำชัด “โอกาสแยกดินแดนเป็นไปไม่ได้”
วันที่ 21 เม.ย. 2569 นายชัยยงค์ มณีรุ่งสกุล โฆษกคณะกรรมาธิการการทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “ทะลุปมร้อน” ของ The Room 44 โดยประเมินสถานการณ์ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ว่า แม้มีการออกมาขอโทษจากกรณีถ้อยคำพาดพิงของแม่ทัพภาคที่ 4 แล้ว แต่บรรยากาศในพื้นที่ยังคง “ตึงเครียดต่อเนื่อง”
นายชัยยงค์กล่าวว่า สาเหตุสำคัญมาจากผลกระทบของถ้อยคำที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาและประเด็นอ่อนไหวในพื้นที่ ซึ่งยังสร้างความไม่สบายใจให้ประชาชน ขณะเดียวกันการสื่อสารและตอบโต้กันผ่าน “ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO)” ในโลกออนไลน์ ยิ่งทำให้สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนและอารมณ์ของคนในพื้นที่ร้อนแรงขึ้น
นายชัยยงค์กล่าวว่า ในความเป็นจริงสถานการณ์มีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะขบวนการแบ่งแยกดินแดน Barisan Revolusi Nasional (BRN) ซึ่งมีการใช้สื่อสังคมออนไลน์และเครือข่ายภาคประชาสังคมในการขับเคลื่อนข้อมูล เพื่อสร้างกระแสและผลกระทบทางความรู้สึกของประชาชน ผ่านการหยิบยกเหตุการณ์ต่าง ๆ เช่น การปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ หรือเหตุความไม่สงบในพื้นที่ มาใช้เป็นประเด็นสื่อสาร
นายชัยยงค์ยังระบุว่า การก่อเหตุความไม่สงบในพื้นที่ เช่น การเผาทรัพย์สิน การทำลายกล้องวงจรปิด หรือการปิดพื้นที่หลังเหตุรุนแรง มักถูกนำไปขยายผลในเชิงข้อมูลข่าวสาร ซึ่งยิ่งเพิ่มแรงสนับสนุนให้กับกลุ่มขบวนการ
นายชัยยงค์กล่าวถึงแนวคิด “แหล่งบ่มเพาะ” ในพื้นที่ โดยระบุว่า บางส่วนพบอยู่ในสถาบันการศึกษาในพื้นที่ชายแดนใต้ แต่ย้ำว่าเป็นเพียง “บางแห่ง” เท่านั้น และสถานการณ์โดยรวมดีขึ้นมากเมื่อเทียบกับอดีต นอกจากนี้เขายกตัวอย่างการตรวจสอบกิจกรรมบางสถาบันที่อาจเข้าข่ายสุ่มเสี่ยงต่อกฎหมายความมั่นคงในช่วงปี 2566 พร้อมระบุว่า หน่วยงานรัฐได้เข้าไปกำกับดูแลและยุติหลายกรณีแล้ว
นายชัยยงค์ยังตั้งข้อสังเกตถึงประสิทธิภาพงานข่าวกรองในพื้นที่ โดยระบุว่า การทำงานยังไม่สามารถป้องกันเหตุล่วงหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมชี้ถึงปัญหาการขาดแคลนงบประมาณในระดับปฏิบัติการ และการพัฒนาเครือข่ายข่าวที่ยังไม่เข้มแข็ง พร้อมยกตัวอย่างว่าผู้นำท้องถิ่น เช่น กำนันและผู้ใหญ่บ้าน สามารถเป็นแหล่งข้อมูลสำคัญได้ แต่ยังไม่ถูกนำมาใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ และส่วนในมุมโครงสร้าง นายชัยยงค์ระบุว่า ปัญหาสำคัญของพื้นที่คือการทำงานแบบแยกส่วนของหน่วยงานรัฐ ทำให้ขาดเอกภาพในการแก้ปัญหา พร้อมเสนอให้มีการกำหนดความรับผิดชอบที่ชัดเจน ทั้งในด้านผลงานและการตรวจสอบ เขายังกล่าวถึงผลกระทบทางเศรษฐกิจในพื้นที่ชายแดนใต้ว่า หลายพื้นที่ได้รับผลกระทบจากความไม่สงบ โดยเฉพาะเมืองเศรษฐกิจชายแดนที่ซบเซาอย่างต่อเนื่อง
นายชัยยงค์เสนอให้รัฐบาลยกระดับปัญหาชายแดนใต้เป็น “วาระแห่งชาติ” โดยเน้นการแก้ไขเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการศึกษา การปราบปรามเศรษฐกิจผิดกฎหมาย และการบูรณาการนโยบายความมั่นคงโดยมีฝ่ายการเมืองเป็นแกนนำ แม้จะมีความพยายามจากหน่วยงานรัฐ เช่น กอ.รมน. และ ศอ.บต. ในการทำงานร่วมกับสถาบันการศึกษา แต่ยังเป็นความท้าทาย เนื่องจากกระบวนการ “บ่มเพาะแนวคิด” ในพื้นที่ยังดำเนินต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นายชัยยงค์ประเมินว่าสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ “ยังไม่จบ” แม้จะมีความพยายามขอโทษและลดความขัดแย้ง โดยเปรียบเทียบว่าเป็น “แก้วที่แตกแล้ว” ซึ่งยังมีรอยร้าวอยู่ และวิกฤตครั้งนี้อาจเป็นโอกาสในการทบทวนโครงสร้างการแก้ปัญหาอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความยั่งยืนในระยะยาว และยืนยันว่าโอกาสในการแยกดินแดน “เป็นไปไม่ได้” ตามข้อจำกัดทางกฎหมายของประเทศไทย