สอนลูกให้ประหยัด : 6 เทคนิคสอนแผนรับมือการใช้เงินในภาวะวิกฤตให้กับลูก
ช่วงเวลาที่เศรษฐกิจโลกไม่น่านิ่งนอนใจ หลายครอบครัวเริ่มมองเห็นสัญญาณของผลกระทบที่ขยับเข้ามาใกล้ตัวมากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ว่าจะเป็นราคาน้ำมัน ค่าพลังงาน อาหาร และค่าใช้จ่ายเล็กๆ น้อยๆ ที่รวมกันแล้วกลายเป็นภาระค่าครองชีพที่สูงขึ้นอย่างเลี่ยงไม่ได้ในขณะที่คุณพ่อคุณแม่พยายามรับมือกับสถานการณ์ตรงหน้า อีกหนึ่งสิ่งสำคัญที่ไม่ควรมองข้ามคือการ สอนลูกให้ประหยัด เพราะนี่ไม่ใช่แค่เรื่องของการลดรายจ่ายเฉพาะหน้า แต่คือการวางรากฐานความคิดให้ลูกเข้าใจโลกความจริงว่าเงินมีคุณค่า และการใช้จ่ายทุกครั้งล้วนมีผลตามมา การสอนในช่วงเวลานี้จึงมีความหมายมากกว่าปกติ เพราะลูกกำลังได้เรียนรู้จากสถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นรอบตัวและการ สอนลูกให้ประหยัด ในช่วงวิกฤติแบบนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นบทเรียนที่เคร่งเครียดมากเกินไป แต่คุณพ่อคุณแม่สามารถค่อยๆ สอดแทรกผ่านชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุย การชวนคิด หรือการตัดสินใจในแต่ละวัน เพื่อให้ลูกเรียนรู้และเติบโตไปพร้อมทักษะที่ช่วยให้เขารับมือกับโลกที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมั่นคงได้ในอนาคต1. สร้างเป้าหมายร่วมกัน
ในช่วงที่ค่าใช้จ่ายมากขึ้นเพราะสิ่งของหลายอย่างแพงขึ้น การซื้อของที่ลูกต้องการทันทีเหมือนที่ผ่านมา อาจทำให้ลูกเคยชินกับการได้รับอะไรง่ายๆ โดยไม่ทันได้คิดทบทวนให้รอบคอบ แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนให้การซื้อของราคาแพงหรือของฟุ่มเฟือยกลายเป็นภารกิจเก็บออมที่มีเป้าหมายเป็นสิ่งของที่ลูกอยากได้ สิ่งเหล่านี้จะค่อยๆ กลายเป็นบทเรียนสำคัญสำหรับลูก เช่น เวลาลูกอยากได้ของเล่นสักชิ้น ลองชวนลูกคุยว่า ของชิ้นนี้ราคาเท่าไร แล้วเราจะเก็บเงินกันยังไงดี ลูกอาจลองเก็บจากค่าขนมของตัวเองไปทีละนิด ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็ค่อยช่วยเติมให้อีกนิดหน่อยสิ่งที่ลูกได้กลับมาเลยไม่ใช่แค่ของเล่นชิ้นนั้น แต่เป็นความรู้สึกว่าทำสำเร็จด้วยตัวเอง ทำให้ลูกเข้าใจว่าบางอย่างต้องใช้เวลา ต้องรอ และต้องตั้งใจเก็บ เริ่มคิดเองได้ว่า ของชิ้นนี้อยากได้จริงไหม หรือคุ้มพอที่จะเก็บเงินเพื่อมันหรือเปล่า ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการใช้เงินอย่างมีสติอีกด้วย2. ตั้งกติกาเงินเก็บที่ห้ามหยิบมาใช้ช่วงนี้
โลกปัจจุบัน การมีเงินเก็บอาจไม่ใช่แค่เรื่องของผู้ใหญ่อีกต่อไป แต่เป็นสิ่งที่ลูกควรค่อยๆ เรียนรู้ไปพร้อมกันได้ คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากกติกาง่ายๆ ในบ้าน เช่น เงินบางส่วนต้องเก็บเท่านั้น ห้ามใช้ ไม่ว่าจะเป็นเหรียญหรือแบงก์บางประเภท แล้วชวนลูกทำไปด้วยกันทั้งครอบครัว เช่น ถ้าใครได้แบงก์ 50 มา ก็ให้เก็บลงกล่องนี้ทั้งหมดพอทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ ลูกจะค่อยๆ รู้สึกว่าการเก็บเงินเป็นเรื่องปกติ ไม่ใช่สิ่งที่ถูกบังคับ และถ้ามีช่วงเวลาที่ได้เปิดดูเงินเก็บร่วมกัน เช่น ทุกสิ้นเดือน ลูกจะเริ่มเห็นภาพด้วยตัวเองว่า เงินเล็กๆ ที่เราไม่ได้ใช้ในแต่ละวัน สามารถค่อยๆ รวมกันกลายเป็นเงินก้อนที่มีความหมายได้จริง3. อยากได้ไม่ผิด แต่ต้องวางแผนจ่าย
การห้ามหรือปฏิเสธลูกมากเกินไป อาจยิ่งทำให้ลูกรู้สึกอยากได้ของนั้นมากขึ้น แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองเปลี่ยนมาให้ลูกได้ลองรับผิดชอบการจ่ายของตัวเอง ทำให้ลูกวางแผนการใช้จ่ายได้มากกว่า เช่น ถ้าลูกอยากได้ของชิ้นหนึ่ง อาจบอกว่าลูกสามารถซื้อได้ แต่ต้องแบ่งเงินค่าขนมในสัปดาห์ถัดไปมาคืนบางส่วน หรือชวนลูกลองคิดต่อว่า ถ้าใช้เงินก้อนนี้ไปแล้ว ในแต่ละวันจะเหลือใช้เท่าไรพอได้ลองคิดแบบนี้ ลูกก็จะเริ่มเห็นด้วยตัวเองว่า การใช้เงินวันนี้มีผลกับวันถัดไป ไม่ได้จบแค่ตอนจ่ายเงิน และเมื่อเจอสถานการณ์แบบนี้บ่อยๆ ลูกจะค่อยๆ ชะลอการตัดสินใจของตัวเองลง และคิดก่อนใช้เงินมากขึ้น4. ทำให้ลูกเห็นว่าการเก็บเงินมีความหมายจริง
คุณพ่อคุณแม่อาจลองพาไปเปิดบัญชีและเล่าให้ลูกฟังแบบง่ายๆ ว่า เงินที่เราเก็บไว้ไม่ได้หายไปไหน แต่ค่อยๆ เพิ่มขึ้นตามเวลา และที่สำคัญคือช่วยให้เรามีเงินสำรองในวันที่จำเป็นลองยกตัวอย่างใกล้ตัว เช่น ถ้าวันหนึ่งต้องซื้อของที่จำเป็นจริงๆ หรือมีเรื่องที่ต้องใช้เงินกะทันหัน เราจะไม่ต้องลำบากหรือเดือดร้อน เพราะเรามีเงินที่เตรียมไว้แล้ว พอลูกได้ยินแบบนี้บ่อยๆ เขาจะเริ่มเข้าใจว่าการเก็บเงินไม่ใช่แค่การไม่ใช้ แต่คือการเตรียมความพร้อมให้ตัวเอง และค่อยๆ มองเงินเก็บว่าเป็นความสบายใจในวันที่ต้องใช้เงินจริงๆ5. สอนลูกทำบัญชีรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆ ในชีวิตจริง
หากคุณพ่อคุณแม่เคยรู้สึกว่า ลูกยังเล็กเกินไปที่จะเข้าใจเรื่องเงิน งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยเคมบริดจ์ โดย Dr. David Whitebread นักจิตวิทยาด้านพัฒนาการเด็ก พบว่า จริงๆ แล้วเด็กตั้งแต่อายุประมาณ 3 ขวบ ก็เริ่มเข้าใจแนวคิดพื้นฐานบางอย่างได้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแลกเปลี่ยน การรอคอย หรือการเก็บออมเล็กๆ น้อยๆ และเมื่อเข้าสู่ช่วงอายุประมาณ 5-7 ปี พฤติกรรมเกี่ยวกับการใช้เงินของลูกจะเริ่มชัดขึ้น และมักสะท้อนแนวโน้มในอนาคตได้ เช่น ลูกที่ใช้เงินตามใจตัวเองบ่อยๆ อาจเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีปัญหาเรื่องการออม ในขณะที่ลูกที่รู้จักรอและอดใจได้ มักมีแนวโน้มจัดการเงินได้ดีเมื่อโตขึ้นเพราะแบบนี้ การชวนลูกทำรายรับรายจ่ายแบบง่ายๆ จึงไม่ใช่เรื่องยากเกินไปสำหรับวัยของลูก แต่กลับเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่ช่วยให้ลูกค่อยๆ เข้าใจการจัดการเงินของตัวเอง และเมื่อทำอย่างต่อเนื่อง ลูกจะค่อยๆ ซึมซับวินัยทางการเงินไปโดยธรรมชาติ พร้อมเติบโตไปเป็นคนที่ใช้เงินอย่างมีสติในอนาคต6. ฝึกให้ลูกบริหารเงินในสถานการณ์จำกัด
ในช่วงที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การให้ลูกได้ลองใช้เงินในจำนวนที่มีขอบเขตบ้าง ช่วยให้ลูกเริ่มเข้าใจความเป็นจริงมากขึ้น คุณพ่อคุณแม่อาจเริ่มจากการให้ค่าขนมในจำนวนที่พอดีสำหรับหนึ่งสัปดาห์ แล้วปล่อยให้ลูกลองจัดการเอง ว่าจะใช้ยังไง แบ่งไว้กิน แบ่งเก็บ หรือจะเผื่อไว้วันหลังยังไงบ้าง โดยที่ระหว่างสัปดาห์จะไม่มีการเติมเพิ่ม การทำแบบนี้จะช่วยสร้างทักษะให้ลูกรู้จักวางแผนการใช้เงินอย่างจำกัดมากขึ้นและสุดท้ายแล้ว ต่อให้คุณพ่อคุณแม่พยายามสอนมากแค่ไหน ลูกอาจไม่ได้ทำตามสิ่งเหล่านี้เลย หากไม่ได้เห็นจากคนใกล้ตัว การใช้เงินในชีวิตประจำวันของคุณพ่อคุณแม่จึงสำคัญมาก ไม่ว่าจะเป็นการเลือกซื้อของเท่าที่จำเป็น การคิดก่อนจ่าย หรือการไม่ใช้เงินตามอารมณ์ เมื่อสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นให้ลูกเห็นซ้ำๆ ในทุกวัน ลูกจะเข้าใจว่าการใช้เงินอย่างมีสติเป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตอ่านบทความ: YONO: สอนลูกตามเทรนด์การใช้จ่ายแบบประหยัดแต่ชีวิตดีสไตล์วัยรุ่นเกาหลีอ้างอิงpbsbarclaysmoneysmartchubb