โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สงครามแช่แข็งยอดส่งออก ไร้ออร์เดอร์ใหม่-สินค้าเก่าตีกลับ10%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 15 เม.ย. เวลา 00.00 น. • เผยแพร่ 15 เม.ย. เวลา 00.00 น.

ส่งออกไทยปี 2569 วิกฤตหนัก ส่อหลุดเป้าโต 2-3% หลังเกิดวิกฤตโลจิสติกส์ ต้นทุนพลังงานกดดันหนัก ชี้ผู้ประกอบการเจอศึกรอบด้าน เส้นทางขนส่งปั่นป่วน-ค่าระวางพุ่ง สินค้าค้างท่า ตีกลับ 5-10% แถมคำสั่งซื้อใหม่ “หยุดนิ่ง” คู่ค้าผู้นำเข้าชะลอดูสถานการณ์ สรท.เผยสินค้า “เกษตร-อาหาร” หนักสุด เจอข้อจำกัดเรื่องเวลา ขณะที่สินค้ามาร์จิ้นต่ำ รับต้นทุนไม่ไหว และสินค้าที่พึ่งพาตลาดเดียว แนะภาคเอกชนเร่งหาตลาดใหม่ทดแทน หันหาเอเชียใต้ แอฟริกา ด้าน สนค.เตรียมปรับเป้าส่งออกใหม่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ มีสิทธิติดลบ 3% ประสานเอ็กซิมแบงก์ปล่อยกู้ สั่งทูตพาณิชย์ 58 แห่งทั่วโลกหาแนวทางช่วยเหลือด่วนที่สุด

หวั่นส่งออกปีนี้หลุดเป้า 2-4%

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงทิศทางการส่งออกของไทยในช่วงไตรมาส 2 และช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ว่า สรท.มองว่าแนวโน้มการส่งออกไทยเผชิญความท้าทายเพิ่มขึ้นจากหลายปัจจัยที่เกิดขึ้นพร้อมกัน โดยมีความเสี่ยงที่ทั้งปี 2569 จะขยายตัวต่ำกว่าที่ประเมินไว้เดิมในกรอบเติบโต 2-4% โดยหากสถานการณ์สงครามในตะวันออกกลางยังไม่คลี่คลาย ซึ่งมีผลกระทบสำคัญจากปัญหาการขนส่งสินค้า

โดยปัจจุบันสถานการณ์โลจิสติกส์มีความไม่แน่นอนสูง ในเส้นทางขนส่งและการเข้าเทียบท่า ส่งผลให้เกิดความล่าช้าในการส่งมอบสินค้า และในบางกรณีอาจต้องนำสินค้ากลับ ซึ่งกระทบต่อรอบการค้าและสภาพคล่องของผู้ส่งออก อีกทั้งค่าระวางเรือที่ปรับสูงขึ้นตามราคาพลังงาน ขณะเดียวกันค่าเบี้ยประกันภัยในเส้นทางเสี่ยงก็เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลกระทบต่อความสามารถในการแข่งขัน โดยเฉพาะผู้ประกอบการ SMEs ซึ่งภาพรวมมีผลต่อต้นทุนการส่งออกของสินค้าไทยไปต่างประเทศ

ขณะที่ความต้องการของผู้นำเข้าในหลายตลาดก็มีแนวโน้มชะลอคำสั่งซื้อ และอยู่ในภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait and See) ทำให้คำสั่งซื้อใหม่ในระยะสั้นเติบโตได้จำกัด และกลุ่มสินค้าที่น่าเป็นห่วง ได้แก่ สินค้าเกษตรและอาหารสด ซึ่งอ่อนไหวต่อความล่าช้าของการขนส่ง สินค้าที่มีอัตรากำไรต่ำที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนที่สูงขึ้น และสินค้าที่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งสูง ส่วนตลาดที่มีความเสี่ยง เช่น ตลาดตะวันออกกลาง ซึ่งมีความไม่แน่นอนด้านการขนส่ง และตลาดยุโรปบางส่วนที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงานและภาวะเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ดีตลาดที่ยังมีโอกาส เช่น ตลาดอาเซียน เอเชียใต้ และบางประเทศในแอฟริกา ซึ่งยังมีความต้องการสินค้าและมีความยืดหยุ่นด้านเส้นทางการขนส่งมากกว่า โดยในครึ่งปีหลังยังมีโอกาสฟื้นตัว หากสถานการณ์ด้านโลจิสติกส์และต้นทุนเริ่มคลี่คลาย

อย่างไรก็ตามผู้ส่งออกไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวทั้งด้านการกระจายตลาดและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ สรท.มีข้อเสนอแนะเบื้องต้น โดยผู้ประกอบการควรติดตามสถานการณ์โลจิสติกส์และความเสี่ยงของเส้นทางขนส่งอย่างใกล้ชิด พร้อมทั้งเร่งกระจายตลาดเพื่อลดความเสี่ยงจากการพึ่งพาตลาดใด ตลาดหนึ่ง ขณะนี้ภาครัฐก็ต้องเร่งส่งเสริมการส่งออกต่อไป

เอกชนหนักจ่อหาตลาดใหม่

นายสุภาพ สุวรรณพิมลกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท เอส.เค.โพลีเมอร์ จำกัด เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การส่งออกของบริษัทในปี 2569 ค่อนข้างหนัก โดยเริ่มเห็นสัญญาณติดลบมาตั้งแต่ไตรมาส 4 ของปีก่อนหน้าแล้ว ซึ่งมาจากปัจจัยสำคัญในช่วงนั้นคือ ค่าเงินบาทแข็ง ทำให้ความสามารถในการแข่งขันอ่อนด้อยลงเมื่อเทียบกับคู่แข่ง

ซึ่งทำให้การแข่งขันในปีนี้บริษัทจำเป็นจะต้องปรับตัวมากขึ้น โดยเฉพาะต้องหาตลาดใหม่และหาลูกค้าใหม่เพิ่มขึ้น รวมถึงขยายไปยังเซ็กเมนต์อื่น จากเดิมที่ฐานลูกค้าหลักอยู่ในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า อิเล็กทรอนิกส์ และยานยนต์ ก็ต้องพยายามกระจายไปยังกลุ่มอื่น เช่น เครื่องมือแพทย์ภาคก่อสร้าง หรือโครงการภาครัฐ เพื่อชดเชยยอดขายที่หายไป

ทั้งนี้ จากปัญหาที่เกิดขึ้นทำให้ลูกค้าบริษัทส่งออกสินค้าได้น้อยลง ซึ่งก็ส่งผลกระทบให้บริษัทขายชิ้นส่วนยางให้กับลูกค้าลดลง ซึ่งในส่วนนี้เป็นลูกค้าในประเทศ ส่วนลูกค้าในต่างประเทศก็ได้รับผลกระทบจากปัญหาภาษีการค้าของสหรัฐ และค่าขนส่ง ค่าพลังงานที่เพิ่มขึ้น

โดยต้องยอมรับว่าการทำธุรกิจในปีนี้ค่อนข้างหนักมากส่งผลให้บริษัทต้องมีการปรับลดต้นทุนวัตถุดิบและค่าขนส่ง แม้จะเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และก็ต้องลดกระบวนการผลิต เพิ่มทักษะพนักงานให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพขึ้น เพิ่มรอบการผลิต และพยายามหลีกเลี่ยงการทำโอที การเบิกค่าล่วงเวลา รวมถึงบริหารค่าจ้างและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ อย่างระมัดระวังที่สุด

ส่วนการลงทุนในปีนี้ บริษัทอาจต้องระมัดระวังและชะลอการลงทุนบางส่วนออกไปก่อน ขณะที่เป้าหมายรายได้ของบริษัทในเชิงแผนบริหารภายในเรายังต้องตั้งเป้าเติบโตอยู่ แต่ในทางปฏิบัติก็อาจจะพิจารณาว่าเป็นไปได้แค่ไหน ก็ต้องดูสถานการณ์ตลาดและความสามารถของทีมงานอีกที

“ค่าเงินบาทถือว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อรายได้ หากเป็นไปได้ถ้าเงินบาทอ่อนมาที่ระดับประมาณ 33 บาทต่อดอลลาร์จะช่วยได้มาก แต่ตอนนี้ยังไปไม่ถึง ถึงอย่างนั้นก็ยังถือว่าดีกว่าช่วงที่เงินบาทแข็งมากก่อนหน้านี้”

วัตถุดิบมีใช้ถึงแค่ พ.ค.

นายสุภาพกล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องของวัตถุดิบในการผลิตสินค้านั้นก็เจอปัญหาราคายังไม่แน่นอน โดยเฉพาะในกระบวนการผสมยางที่ต้องใช้น้ำมันเฉพาะทาง เช่น พาราฟินิกออยล์ หรือโพรเซสซิ่งออยล์ เพื่อนำมาปรับคุณสมบัติของยาง วัตถุดิบพวกนี้เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมน้ำมันโดยตรง ทำให้เกิดการแข่งขันแย่งกำลังการผลิต และผู้ขายก็ไม่กล้าโค้ดราคา ซึ่งตอนนี้ทั้งเม็ดพลาสติกและยางได้รับผลกระทบหมด

วัตถุดิบในระบบส่วนใหญ่มีใช้ถึงแค่เดือนพฤษภาคมเท่านั้น สำหรับบริษัทเราเองวัตถุดิบยังพอมีสต๊อกไปได้ถึงเดือนกรกฎาคม เพราะไหวตัวเร็วและจองโควตาไว้ก่อน เพียงแต่ผู้ขายยืนยันชัดเจนว่ามีของ แต่ราคาไม่กำหนดแน่นอน และคำสั่งซื้อครั้งต่อไปในเดือนหน้าก็ต้องเริ่มเจรจากับลูกค้าแล้วว่าอาจจำเป็นต้องขอปรับราคาขึ้น แต่ตามธรรมชาติลูกค้าก็ไม่ได้รับภาระต้นทุนเพิ่มทั้งหมดอยู่แล้ว สุดท้ายก็ต้องต่อรองกัน

อย่างไรก็ดีแม้ลูกค้าหลักของบริษัทซึ่งอยู่ในตลาดสหรัฐ แต่มีความเสี่ยงว่ายอดจะลดลง ส่งผลให้ต้องมองหาตลาดใหม่เพิ่ม เช่น ยุโรป ญี่ปุ่น ตลาดอเมริกาเองก็ต้องเจาะเซ็กเมนต์ใหม่ ๆ ให้มากขึ้น เพื่อให้การเติบโตของบริษัทนั้นเติบโตได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

สินค้าเก่าค้างท่า-คำสั่งซื้อใหม่นิ่ง

นายวิศิษฐ์ ลิ้มลือชา ประธานกรรมการ บริษัท มหาบูรพาผลิตภัณฑ์อาหาร จำกัด และนายกสมาคมการค้าอาหารอนาคตไทย กล่าวว่า ภาคการส่งออกอาหารไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากวิกฤตตะวันออกกลางอย่างมีนัยสำคัญ หลังเส้นทางขนส่งสะดุดและคำสั่งซื้อใหม่หยุดชะงัก ส่งผลให้ผู้ประกอบการประเมินว่าตลาดตะวันออกกลาง “ติดลบแน่นอน” ในปีนี้ ขณะที่ผลกระทบจะยืดเยื้ออย่างน้อย 3 เดือน แม้สถานการณ์คลี่คลายเร็วก็ต้องใช้เวลาอีกระยะ กว่าการค้าและโลจิสติกส์จะกลับสู่ภาวะปกติ

ปัจจุบันสินค้าส่งออกบางส่วนยังคงลอยอยู่กลางทะเลหรือค้างในท่าเรือ โดยมีสัดส่วนสินค้าที่ต้องตีกลับราว 5-10% ของปริมาณส่งออกไปตะวันออกกลาง ขณะที่คำสั่งซื้อใหม่ “หยุดนิ่ง” จากความไม่แน่นอนด้านการขนส่งและค่าประกันภัยที่พุ่งสูง ขณะที่เรื่องของต้นทุน ภาคอาหารได้รับผลกระทบจาก “พลาสติก” ซึ่งเป็นวัตถุดิบบรรจุภัณฑ์หลัก มีสัดส่วนสูงถึง 10-50% ของต้นทุนการผลิต โดยเฉพาะเม็ดพลาสติกและเรซิ่น
ที่พึ่งพาวัตถุดิบจากตะวันออกกลาง ส่งผลให้เกิดภาวะซัพพลายตึงตัวในช่วงเปลี่ยนแหล่งนำเข้า

ขณะเดียวกันต้นทุนพลังงานและโลจิสติกส์เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ตั้งแต่การขนส่งสินค้าในประเทศไปจนถึงค่าระวางเรือ ส่งผลให้ผู้ประกอบการสามารถแบกรับต้นทุนได้เพียง 2-3 เดือน ก่อนจะเริ่มทยอยปรับราคาสินค้า นอกจากนี้ยังพบว่าวัตถุดิบภาคเกษตรยังมีแรงกดดันซ้ำเติม โดยคาดว่าผลผลิตปีนี้จะลดลง 5-10% ยิ่งเพิ่มภาระต้นทุนให้ภาคการผลิตอาหารด้วย

ขอรัฐผ่อนปรนภาษีนำเข้า

ทั้งนี้ แม้ตะวันออกกลางเป็นตลาดที่มีความต้องการสูงและนำเข้าอาหารถึง 90% แต่สถานการณ์ปัจจุบัน “มีดีมานด์แต่ส่งสินค้าไม่ได้” สะท้อนความเปราะบางของระบบขนส่ง ดังนั้นภาพรวมปีนี้น่าห่วง โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กที่มีสภาพคล่องจำกัด เสี่ยงได้รับผลกระทบรุนแรง หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 3 เดือน ขณะที่ภาคเอกชนเสนอให้รัฐเร่งผ่อนปรนภาษีนำเข้าและออกมาตรการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำราว 3% เพื่อประคองธุรกิจผ่านช่วงวิกฤตนี้

โดยรวมวิกฤตครั้งนี้อาจไม่รุนแรงเท่าโควิด แต่เป็น “แรงกระแทกเชิงต้นทุนและโลจิสติกส์” ที่กดดันภาคส่งออกอาหารไทยทั้งระบบ และจะเป็นตัวชี้วัดสำคัญของความสามารถในการยืนระยะของผู้ประกอบการในปี 2569 นี้

สนค.จ่อปรับเป้าส่งออกปี’69

นางสาวณัฐิยา สุจินดา รองผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กล่าวว่า แนวโน้มการส่งออกในปี 2569 คาดว่าจะยังขยายตัวต่อเนื่อง ท่ามกลางความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ของโลก หลังจากที่สหรัฐปรับมาใช้มาตรา 122 ทำให้ภาษีนำเข้าจากไทยลดลงจากอัตรา Reciprocal Tariffs เดิม ช่วยสนับสนุนการเร่งส่งออกในช่วง 150 วัน สำหรับการเปิดไต่สวนตามมาตรา 301 มีกรอบดำเนินการถึงกลางปี ซึ่งคาดว่า จะเห็นผลในช่วงปลายปี

อย่างไรก็ตามสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซที่มีแนวโน้มยืดเยื้อส่งผลกระทบต่อราคาพลังงาน และต้นทุนการผลิตและการขนส่ง กระทบกำลังซื้อของประเทศคู่ค้า เป็นความเสี่ยงที่จะกระทบต่อการส่งออกในอนาคต กระทรวงพาณิชย์ได้ติดตามสถานการณ์และประเมินผลกระทบอย่างใกล้ชิด

ทั้งนี้ สนค.ได้มีการหารือกับหน่วยงานภาครัฐและเอกชน ผลักดันการส่งออกท่ามกลางวิกฤต พร้อมทั้งกระจายความเสี่ยงไปยังตลาดใหม่ เพื่อให้การค้าไทยยังคงรักษาระดับการเติบโตสามารถคว้าโอกาสท่ามกลางวิกฤตอย่างแข็งแกร่ง

สนค.คาดการณ์จะมีการปรับประมาณการส่งออกปี 2569 ใหม่ โดยจะประเมินจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิรัฐศาสตร์ และสงครามการค้า โดยจากเดิมที่เคยตั้งเป้าหมายการส่งออกในปี 2569 ไว้ที่ประมาณ 2-3% พร้อมกันนี้หากส่งออกไทยจากนี้เฉลี่ย 28,235.8 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือน ส่งออกทั้งปีจะขยายตัว 1.1% หากเฉลี่ย 27,522.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนคาดว่าส่งออกจะติดลบ 1% และหากเฉลี่ย 26,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐต่อเดือนคาดว่าส่งออกจะติดลบ 3%

เร่งทูตพาณิชย์ช่วยผู้ส่งออก

รายงานข่าวจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศระบุว่า กรมได้มีการหารือกับเอกชนอย่างใกล้ชิดทั้งกลุ่มอุตสาหกรรม สภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) และผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเอกชนส่วนใหญ่ที่ได้รับผลกระทบต่างยอมรับว่าปัญหาที่เกิดขึ้นมีผลต่อค่าระวางเรือที่สูงขึ้น และยังมีผลต่อการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกรมมีการติดตามปัญหาอย่างใกล้ชิด และมีแนวทางช่วยเหลือผู้ส่งออก

โดยธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (เอ็มซิมแบงก์) จะมีวงเงินพิเศษช่วยเหลือขยายตลาดส่งออก โดยเฉพาะตลาดใหม่ อีกทั้งได้มอบหมายให้สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ (ทูตพาณิชย์) ทั้ง 58 แห่งทั่วโลกในการหาแหล่งนำเข้าใหม่ ๆ เช่น ปุ๋ย พลังงาน ซึ่งทำงานร่วมกับภาคเอกชนอย่างใกล้ชิด ส่วนในกรณีผู้ส่งออกที่ไม่สามารถส่งสินค้าให้กับผู้นำเข้าได้ จากการหารือกับ สรท.ก็ได้แนะนำให้ผู้ส่งออกพยายามส่งสินค้ากลับมาที่ต้นทาง เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น โดยกรมพยายามประสานช่วยเหลือผู้ส่งออกแต่ละรายอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะยังสามารถส่งสินค้าไปได้

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สงครามแช่แข็งยอดส่งออก ไร้ออร์เดอร์ใหม่-สินค้าเก่าตีกลับ10%

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...