โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

“เฟด” จ่อคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ หลังสงครามอิหร่านเขย่าเศรษฐกิจโลก

การเงินธนาคาร

อัพเดต 16 มี.ค. เวลา 17.27 น. • เผยแพร่ 16 มี.ค. เวลา 10.20 น.

"เฟด" จ่อคงดอกเบี้ยในการประชุมสัปดาห์นี้ 18 มี.ค.69 ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากสงครามตะวันออกกลางที่ดันราคาน้ำมันพุ่งและเพิ่มความเสี่ยงต่อเงินเฟ้อ

วันที่ 16 มีนาคม 2569 เวลา 17.00 น. สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่าเจ้าหน้าที่ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) คาดว่าจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมสัปดาห์นี้ ท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจที่เพิ่มขึ้นจากสงครามในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้เป้าหมายนโยบายของธนาคารกลางต้องเผชิญแรงกดดันจากสองทิศทางพร้อมกัน

การโจมตีของสหรัฐและอิสราเอลต่ออิหร่านทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนมากขึ้น โดยราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอาจกระตุ้นเงินเฟ้อ ขณะเดียวกันก็เสี่ยงกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่ข้อมูลตลาดแรงงานล่าสุดที่อ่อนแอกว่าคาด ทำให้ผู้กำหนดนโยบายต้องประเมินใหม่ถึงเสถียรภาพของการจ้างงานในสหรัฐ

สถานการณ์ดังกล่าวอาจทำให้เจอโรม พาวเวล ประธานเฟด และคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงิน (FOMC) ต้องเผชิญทางเลือกที่ยากลำบาก กล่าวคือ หากต้องการพยุงตลาดแรงงาน อาจจำเป็นต้องปรับลดอัตราดอกเบี้ย แต่หากต้องการควบคุมเงินเฟ้อ ก็อาจต้องคงหรือปรับขึ้นดอกเบี้ยแทน

นักเศรษฐศาสตร์จาก BofA Securities ระบุว่า ในระยะสั้นเฟดมีแนวโน้มใช้ท่าทีรอดูสถานการณ์ ก่อนตัดสินใจ เนื่องจากการพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันถือเป็นช็อกด้านอุปทาน ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อทั้งเงินเฟ้อและการเติบโตทางเศรษฐกิจ

ก่อนเกิดสงคราม เฟดได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ย 3 ครั้งในช่วงปลายปี 2568 และตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ 3.5%–3.75% ตั้งแต่เดือนมกราคม อย่างไรก็ตามหลังเกิดการโจมตีอิหร่าน ราคาน้ำมันดิบเบรนท์พุ่งขึ้นทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งอาจส่งผลต่อเงินเฟ้อและเศรษฐกิจโดยรวม

ตามทฤษฎีเศรษฐศาสตร์ทั่วไป ช็อกราคาพลังงานมักส่งผลต่อเงินเฟ้อเพียงชั่วคราว แต่ความรุนแรงของผลกระทบจะขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น ระยะเวลาของสงคราม ความคาดหวังเงินเฟ้อของประชาชน และการส่งผ่านต้นทุนพลังงานไปยังสินค้าอื่น

หากราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูง อาจส่งผลให้การบริโภค การเติบโตทางเศรษฐกิจ และการจ้างงานชะลอลง ซึ่งในกรณีดังกล่าว นโยบายการเงินอาจจำเป็นต้องผ่อนคลายมากขึ้น

ขณะเดียวกันข้อมูลล่าสุดยังระบุว่า การใช้จ่ายผู้บริโภคในเดือนมกราคมเพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อย สะท้อนว่าเศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอตัวตั้งแต่ก่อนเกิดสงคราม

นอกจากนี้เจ้าหน้าที่เฟดเองก็มีมุมมองที่แตกต่างกันต่อแนวโน้มเงินเฟ้อ โดยบางคน เช่น ผู้ว่าการเฟด Christopher Waller มองว่าเงินเฟ้อกำลังปรับตัวลงใกล้เป้าหมาย ขณะที่อีกฝ่ายเห็นว่าเงินเฟ้อยังคงสูงเกินไปเป็นเวลานาน ซึ่งอาจกระทบความน่าเชื่อถือของธนาคารกลาง

เฟดจะประกาศผลการประชุมในวันพุธ (18 มี.ค.69) พร้อมเผยแพร่แถลงการณ์นโยบาย คาดการณ์เศรษฐกิจ และแนวโน้มอัตราดอกเบี้ย โดยนักวิเคราะห์คาดว่าเฟดจะเน้นความยืดหยุ่นในการกำหนดนโยบาย เนื่องจากความไม่แน่นอนด้านเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว

แนวทางที่เฟดอาจใช้คือหลักการ “Do No Harm” หรือหลีกเลี่ยงการตัดสินใจที่รุนแรงเกินไปในช่วงที่สถานการณ์ยังไม่ชัดเจน

นอกจากปัจจัยเศรษฐกิจแล้ว การประชุมเฟดครั้งนี้ยังเกิดขึ้นท่ามกลางแรงกดดันทางการเมือง หลังผู้พิพากษาศาลรัฐบาลกลางสหรัฐ สั่งระงับหมายเรียกของกระทรวงยุติธรรมที่ต้องการสอบสวนเฟดและเจอโรม พาวเวล เกี่ยวกับโครงการปรับปรุงสำนักงานใหญ่ของธนาคารกลาง

แม้ศาลจะตัดสินให้เฟดเป็นฝ่ายชนะในเบื้องต้น แต่อัยการสหรัฐ Jeanine Pirro ระบุว่าจะยื่นอุทธรณ์ต่อ ซึ่งประเด็นดังกล่าวอาจกระทบต่อการเปลี่ยนผ่านตำแหน่งผู้นำเฟด โดยคาดว่า เควิน วิร์ช จะเข้ารับตำแหน่งแทนพาวเวล เมื่อวาระประธานเฟดสิ้นสุดในเดือนพฤษภาคม

อย่างไรก็ตาม แม้วาระประธานเฟดของพาวเวลจะหมดลงในปีนี้ แต่ตำแหน่งกรรมการเฟดยังคงดำรงอยู่จนถึงปี 2571 ทำให้เขายังสามารถมีบทบาทในคณะกรรมการกำหนดนโยบายการเงินต่อไปได้

ทั้งนี้พาวเวลยังไม่ได้เปิดเผยอย่างชัดเจนว่าจะลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ แต่ทนายของเฟดระบุว่าเขาอาจไม่สามารถลาออกได้ในช่วงที่ยังมีการสอบสวนอยู่ เนื่องจากต้องปกป้องความเป็นอิสระของธนาคารกลาง

อ้างอิง : bloomberg.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯ ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...