รัฐบาลเปิดปฏิบัติการ “ย้อนเกล็ดมังกร” ทลายเครือข่ายสแกมเมอร์–สวมสัญชาติ
อนุทิน ชาญวีรกูล นำคณะรัฐมนตรีและหน่วยงานความมั่นคง แถลงผลการปราบปรามเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ การทุจริตสวมตัวแปลงสัญชาติ และบ่อนการพนันผิดกฎหมาย โดยยืนยันเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มข้น ไม่มีการ “เคลียร์” ทุกกรณีต้องดำเนินคดีตามกฎหมาย
เปิดยุทธการ “DOPA N.I.C.E.” ทลายขบวนการสวมสัญชาติ
นฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง เปิดเผยว่า ได้ตั้งคณะทำงาน “DOPA N.I.C.E.” ตรวจสอบความมั่นคงทางทะเบียน หลังพบเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติใช้ช่องโหว่กฎหมายสัญชาติไทย
รูปแบบที่พบ ได้แก่ การว่าจ้างคนไทยจดทะเบียนสมรสกับหญิงต่างชาติ แล้วแจ้งเกิดบุตรโดยใช้ข้อมูลเท็จ เพื่อให้เด็กได้รับสัญชาติไทยโดยมิชอบ ก่อนนำสถานะไปใช้ฟอกเงินและถือครองทรัพย์สินแทน (nominee)
โยงสแกมเมอร์จีน ฟอกเงินกว่า 7 หมื่นล้านบาท
การสืบสวนเชื่อมโยงไปยังเครือข่ายสแกมเมอร์รายใหญ่ โดยเฉพาะกรณีของ เฉิน ยินไหล ที่ถูกกล่าวหาว่าใช้ประเทศไทยเป็นฐานฟอกเงินกว่า 70,000 ล้านบาท และใช้เอกสารทะเบียนเท็จเพื่อสร้างสถานะบุคคลให้ครอบครัว
เจ้าหน้าที่ระบุว่า พบการโอนเงินผ่านบัญชีม้าไปยังกลุ่มที่มีความเกี่ยวข้องกับภรรยาและบุตรที่ถือสัญชาติไทยโดยมิชอบ
จับกุมแล้ว 34 ราย เอาผิดทั้งคนไทย-ต่างชาติ-เจ้าหน้าที่รัฐ
ปฏิบัติการล่าสุด “ย้อนเกล็ดมังกร” เมื่อวันที่ 29 เมษายน 2569 สามารถจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 รายในรอบแรก และขยายผลดำเนินคดีรวมแล้ว 34 ราย ประกอบด้วย
- ชาวจีน 2 ราย
- คนไทยรับจ้างสวมบทบาท “พ่อ” 3 ราย
- เจ้าหน้าที่รัฐ 3 ราย
พร้อมดำเนินการทางวินัยเจ้าหน้าที่อีก 19 ราย และอยู่ระหว่างขยายผลเครือข่ายเพิ่มเติมทั่วประเทศ
ตรวจเข้มทั่วประเทศ ปม “พ่อไทย-แม่ต่างด้าว” สวมสิทธิเด็ก
รัฐบาลสั่งตรวจสอบการแจ้งเกิดและการจดทะเบียนสมรสทั่วประเทศ โดยเฉพาะกรณีพ่อเป็นคนไทย แม่เป็นต่างด้าว เพื่อป้องกันการใช้ช่องทางนี้สร้างสัญชาติไทยโดยมิชอบ ยืนยันพบ “หลายพันกรณี” อยู่ระหว่างการไล่ตรวจสอบ
ทลายบ่อนพนันเถื่อน เงินหมุนเวียนหลายร้อยล้าน
รัฐบาลยังเดินหน้าปราบปรามบ่อนการพนันผิดกฎหมายหลายแห่ง เช่น
- ปฏิบัติการในจังหวัดนครราชสีมา จับ 89 ราย เงินหมุนเวียนกว่า 60 ล้านบาท/เดือน
- บ่อนในกรุงเทพฯ 2 แห่ง จับรวมกว่า 100 ราย เงินหมุนเวียนหลักสิบล้านต่อเดือน
พร้อมขยายผลตรวจสอบพื้นที่ทั่วประเทศโดยชุดปฏิบัติการฝ่ายปกครองกว่า 900 ชุด
นายกฯ ลั่น “ไม่มีเคลียร์–ยึดทรัพย์–ถอนสัญชาติ”
นายกรัฐมนตรีระบุว่า รัฐบาลยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ไม่มีการช่วยเหลือหรือเคลียร์คดีใด ๆ หากผิดกฎหมายจะถูกดำเนินคดีทั้งแพ่ง อาญา และอาจถูกเพิกถอนสัญชาติหรือเนรเทศ พร้อมยึดทรัพย์ทันที
พร้อมย้ำว่าการปราบปรามครั้งนี้เป็นการทำงานร่วมกันของหลายหน่วยงาน ทั้งตำรวจ DSI ปปง. ป.ป.ช. และฝ่ายปกครอง เพื่อจัดการเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง