โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

SCB EIC หนุนเลิกตรึง ราคาน้ำมัน หั่นจีดีพีเหลือ 1.4% จับตาเงินเฟ้อพุ่ง 5%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 27 มี.ค. เวลา 14.56 น. • เผยแพร่ 26 มี.ค. เวลา 07.48 น.

SCB EIC หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.4% วิกฤตพลังงานพ่นพิษ หนุนเลิกตรึงราคาน้ำมันก่อนเศรษฐกิจช็อกซ้ำรอยปี 40 จับตาเงินเฟ้อพุ่ง 5% ในเดือนเม.ย. นโยบายการเงินเจอโจทย์ Stagflation ด้วยกระสุนที่มีอย่างจำกัด

26 มี.ค.2569 ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตพลังงาน ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยังคงทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง แม้สงครามจะยุติลงก็ตาม ดังนั้น การที่ภาครัฐเริ่มปรับนโยบายจากการอุดหนุนราคาขายปลีกแบบหน้ากระดาน มาเป็นการทยอยปรับขึ้นราคาจึงเป็นทิศทางที่ถูกต้องและจำเป็นอย่างยิ่ง

โดยจากข้อมูลล่าสุดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569 พบว่าฐานะของกองทุนอยู่ในภาวะขาดดุลสุทธิประมาณ 20,000 ล้านบาท และในช่วงเวลาปัจจุบันจำเป็นต้องชดเชยราคาน้ำมันเฉลี่ยวันละประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งหากสถานการณ์ดำเนินต่อไปอีกเพียง 2–3 วัน ยอดขาดดุลอาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะกองทุนเข้าใกล้ระดับ 40,000 ล้านบาท

ตามกรอบกฎหมายของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนสามารถกู้เงินได้ในวงเงินจำกัด หากยอดขาดดุลเกินกรอบที่กำหนด จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาลเพื่อกู้เงินเพิ่มเติม และหากภาระเพิ่มสูงเกินระดับ 60,000 ล้านบาท อาจต้องออกมาตรการค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่ภาระหนี้สาธารณะในที่สุด

“ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต โดยเฉพาะวิกฤตปี 2540 ว่าการตรึงราคาหรือฝืนกลไกตลาดเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่แรงกระแทกที่รุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถประคองสถานการณ์ต่อไปได้ ดังนั้น การปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง”

ในบริบทของราคาพลังงาน หากพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค จะเห็นว่าราคาน้ำมันของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แม้จะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ขณะที่บางประเทศมีราคาน้ำมันสูงถึง 50–90 บาทต่อลิตร ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกัน

“ ต้นทุนที่แท้จริงของน้ำมันดีเซล หากสะท้อนราคาตลาดโลก อาจอยู่ในระดับประมาณ 60 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยใช้มาตรการอุดหนุนราคามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน "

อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาน้ำมันในลักษณะ “หน้าโรงกลั่น” ส่งผลให้กลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดกลับเป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูง จากข้อมูลการใช้จ่ายด้านพลังงานพบว่ากลุ่มรายได้สูงสุด 20% มีการใช้พลังงานมากกว่ากลุ่มรายได้น้อยอย่างมีนัยสำคัญ

”การอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการใช้พลังงานต่อบุคคลมากกว่า ทั้งในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและการดำเนินธุรกิจ“

นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตเฉียบพลัน (Shock) หากตรึงราคาไว้นานเกินไปจนทรัพยากรหรือกองทุนน้ำมันหมดลง เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกและต้องปล่อยราคาลอยตัว จะเกิดสภาวะ"ช็อก" ต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คล้ายกับวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่มีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศจนหมดเพื่อรักษาค่าเงิน

” การปรับขึ้นราคาน้ำมันย่อมส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการจับจ่ายและแผนการใช้เงินของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง “

อย่างไรก็ดีการส่งสัญญาณเชิงนโยบายว่าราคาดีเซลควรอยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาทต่อลิตรมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้โครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศบิดเบือน ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่ใช้ดีเซลในสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และนโยบายดังกล่าวยังไม่เอื้อต่อการประหยัดพลังงานหรือการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจ

แม้จะมีการรณรงค์ให้ลดการใช้พลังงาน แต่เมื่อราคายังอยู่ในระดับต่ำ แรงจูงใจในการปรับพฤติกรรมก็มีจำกัด ผลที่ตามมาคือภาระทางการคลังที่สะสม และความเสี่ยงที่เมื่อจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาปรับตัว จะต้องปรับขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง

“ นโยบายภาครัฐในระยะต่อไปควรมุ่งเน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ ควบคู่กับการทยอยปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจและสังคม ”

  • ปรับลดประมาณการ GDP เหลือ 1.4%

ดร.ยรรยง กล่าวอีกว่า วิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้สามารถใช้เป็นโอกาสในการปรับทิศทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ พลังงานแสงอาทิตย์ และอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว

ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะเข้าใกล้กรอบเพดานมากขึ้น แม้จะมีความจำเป็นในระยะสั้นจากสถานการณ์วิกฤต แต่ภาครัฐจำเป็นต้องมีแผนงานและการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าหนี้สาธารณะจะสามารถกลับสู่เส้นทางที่ยั่งยืนได้ในระยะปานกลาง

ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางในหลายด้าน ทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด ภาคการผลิตที่เผชิญต้นทุนสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัว และรายได้ที่แท้จริงของแรงงานซึ่งยังไม่กลับสู่ระดับก่อนปี 2562 สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อของครัวเรือนจะถูกกดดันเพิ่มเติมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น

“ SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% (เดิม 1.8%) จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% โดยคาดว่าราคาน้ำมันจะถึงจุดสูงสุดในเดือนเม.ย.69 และอาจจะเห็นเงินเฟ้อขึ้นไปถึง 4 – 5 % ก่อนจะทยอยกลับลงมา“

ดร.ยรรยง กล่าวอีกว่า ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)

ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้

1 ภาคการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลง มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก ขณะที่การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล

2 ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน

3 การบริโภคภาคเอกชน จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง

4 ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่

5 ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป

  • สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤตสองทาง”

สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz (ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง “

  • 3 ฉากทัศน์ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง

ดร.ยรรยง ระบุว่า SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง โดย

  • กรณีฐาน (Baseline - โอกาส 50%): ความขัดแย้งยุติภายใน 2 เดือน คาดการณ์ GDP โต 1.4% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2%
  • กรณีเลวร้าย (Worst Case - โอกาส 40%): ความขัดแย้งยืดเยื้อถึง 4 เดือน มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP อาจลดลงเหลือ 1.1% และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4-5%
  • และ 3) กรณีรุนแรง (severe - โอกาส 10%) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีจะติดลบ 0.5 ถึง ติดลบ 1 % โดยเงินเฟ้อจะมากกว่า 5 %

นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ

“เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว “

นโยบายการเงินเผชิญ Stagflation ด้วยกระสุนจำกัด

ดร.ยรรยง กล่าวอีกว่า นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation หรือ เศรษฐกิจชะลอลงในภาวะที่เงินเฟ้อสูง ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้

โดยประเมินว่า กนง.จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา

“ ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME “

ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม

รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ

ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น

ด้านเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น

โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น (เพิ่มเติม…)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...