SCB EIC หนุนเลิกตรึง ราคาน้ำมัน หั่นจีดีพีเหลือ 1.4% จับตาเงินเฟ้อพุ่ง 5%
SCB EIC หั่น GDP ไทยปี 69 เหลือ 1.4% วิกฤตพลังงานพ่นพิษ หนุนเลิกตรึงราคาน้ำมันก่อนเศรษฐกิจช็อกซ้ำรอยปี 40 จับตาเงินเฟ้อพุ่ง 5% ในเดือนเม.ย. นโยบายการเงินเจอโจทย์ Stagflation ด้วยกระสุนที่มีอย่างจำกัด
26 มี.ค.2569 ดร.ยรรยง ไทยเจริญ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานวิจัยเศรษฐกิจและความยั่งยืน ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) เปิดเผยถึงทิศทางเศรษฐกิจภายใต้แรงกดดันจากวิกฤตพลังงาน ว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางมีแนวโน้มยืดเยื้อ ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกจะยังคงทรงตัวในระดับสูงต่อเนื่อง แม้สงครามจะยุติลงก็ตาม ดังนั้น การที่ภาครัฐเริ่มปรับนโยบายจากการอุดหนุนราคาขายปลีกแบบหน้ากระดาน มาเป็นการทยอยปรับขึ้นราคาจึงเป็นทิศทางที่ถูกต้องและจำเป็นอย่างยิ่ง
โดยจากข้อมูลล่าสุดของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ณ วันที่ 23 มีนาคม 2569 พบว่าฐานะของกองทุนอยู่ในภาวะขาดดุลสุทธิประมาณ 20,000 ล้านบาท และในช่วงเวลาปัจจุบันจำเป็นต้องชดเชยราคาน้ำมันเฉลี่ยวันละประมาณ 2,500 ล้านบาท ซึ่งหากสถานการณ์ดำเนินต่อไปอีกเพียง 2–3 วัน ยอดขาดดุลอาจเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10,000 ล้านบาท ส่งผลให้ฐานะกองทุนเข้าใกล้ระดับ 40,000 ล้านบาท
ตามกรอบกฎหมายของพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง กองทุนสามารถกู้เงินได้ในวงเงินจำกัด หากยอดขาดดุลเกินกรอบที่กำหนด จำเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐบาลเพื่อกู้เงินเพิ่มเติม และหากภาระเพิ่มสูงเกินระดับ 60,000 ล้านบาท อาจต้องออกมาตรการค้ำประกันเงินกู้ ซึ่งจะเชื่อมโยงไปสู่ภาระหนี้สาธารณะในที่สุด
“ สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนบทเรียนสำคัญจากวิกฤตเศรษฐกิจในอดีต โดยเฉพาะวิกฤตปี 2540 ว่าการตรึงราคาหรือฝืนกลไกตลาดเป็นเวลานาน อาจนำไปสู่แรงกระแทกที่รุนแรงยิ่งขึ้นเมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถประคองสถานการณ์ต่อไปได้ ดังนั้น การปรับตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไปจึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง”
ในบริบทของราคาพลังงาน หากพิจารณาเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในภูมิภาค จะเห็นว่าราคาน้ำมันของไทยยังอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศ แม้จะไม่ใช่ประเทศผู้ผลิตน้ำมันรายใหญ่ ขณะที่บางประเทศมีราคาน้ำมันสูงถึง 50–90 บาทต่อลิตร ส่วนหนึ่งเป็นผลจากโครงสร้างภาษีที่แตกต่างกัน
“ ต้นทุนที่แท้จริงของน้ำมันดีเซล หากสะท้อนราคาตลาดโลก อาจอยู่ในระดับประมาณ 60 บาทต่อลิตร ซึ่งหมายความว่าประเทศไทยใช้มาตรการอุดหนุนราคามาอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน "
อย่างไรก็ตาม การอุดหนุนราคาน้ำมันในลักษณะ “หน้าโรงกลั่น” ส่งผลให้กลุ่มที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดกลับเป็นกลุ่มผู้มีรายได้สูง จากข้อมูลการใช้จ่ายด้านพลังงานพบว่ากลุ่มรายได้สูงสุด 20% มีการใช้พลังงานมากกว่ากลุ่มรายได้น้อยอย่างมีนัยสำคัญ
”การอุดหนุนแบบถ้วนหน้า เป็นปัญหาความเหลื่อมล้ำ เพราะผู้ที่ได้รับประโยชน์สูงสุดคือกลุ่มผู้มีรายได้สูง เนื่องจากเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการใช้พลังงานต่อบุคคลมากกว่า ทั้งในการเดินทางด้วยรถยนต์ส่วนบุคคลและการดำเนินธุรกิจ“
นอกจากนี้ยังมีความเสี่ยงต่อการเกิดวิกฤตเฉียบพลัน (Shock) หากตรึงราคาไว้นานเกินไปจนทรัพยากรหรือกองทุนน้ำมันหมดลง เมื่อถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับได้อีกและต้องปล่อยราคาลอยตัว จะเกิดสภาวะ"ช็อก" ต่อเศรษฐกิจอย่างรุนแรง คล้ายกับวิกฤตการณ์ปี 2540 ที่มีการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศจนหมดเพื่อรักษาค่าเงิน
” การปรับขึ้นราคาน้ำมันย่อมส่งผลกระทบต่อจิตวิทยาการจับจ่ายและแผนการใช้เงินของประชาชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาลสำคัญอย่างสงกรานต์ที่กำลังจะมาถึง “
อย่างไรก็ดีการส่งสัญญาณเชิงนโยบายว่าราคาดีเซลควรอยู่ที่ระดับประมาณ 30 บาทต่อลิตรมาเป็นเวลานาน ส่งผลให้โครงสร้างการใช้พลังงานของประเทศบิดเบือน ประเทศไทยจึงกลายเป็นประเทศที่ใช้ดีเซลในสัดส่วนสูงมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น และนโยบายดังกล่าวยังไม่เอื้อต่อการประหยัดพลังงานหรือการปรับตัวของภาคเศรษฐกิจ
แม้จะมีการรณรงค์ให้ลดการใช้พลังงาน แต่เมื่อราคายังอยู่ในระดับต่ำ แรงจูงใจในการปรับพฤติกรรมก็มีจำกัด ผลที่ตามมาคือภาระทางการคลังที่สะสม และความเสี่ยงที่เมื่อจำเป็นต้องปล่อยให้ราคาปรับตัว จะต้องปรับขึ้นอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบเป็นวงกว้าง
“ นโยบายภาครัฐในระยะต่อไปควรมุ่งเน้นการช่วยเหลือแบบเฉพาะจุด โดยให้ความสำคัญกับกลุ่มเปราะบาง เช่น ผู้มีรายได้น้อย เกษตรกรรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะ ควบคู่กับการทยอยปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อหลีกเลี่ยงแรงกระแทกต่อเศรษฐกิจและสังคม ”
ปรับลดประมาณการ GDP เหลือ 1.4%
ดร.ยรรยง กล่าวอีกว่า วิกฤตราคาพลังงานครั้งนี้สามารถใช้เป็นโอกาสในการปรับทิศทางเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงาน เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมการลงทุนในเทคโนโลยีใหม่ เช่น ระบบโครงข่ายอัจฉริยะ พลังงานแสงอาทิตย์ และอุตสาหกรรมสีเขียว ซึ่งจะช่วยสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจในระยะยาว
ในด้านเสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค ภาระทางการคลังที่เพิ่มขึ้นอาจทำให้ระดับหนี้สาธารณะเข้าใกล้กรอบเพดานมากขึ้น แม้จะมีความจำเป็นในระยะสั้นจากสถานการณ์วิกฤต แต่ภาครัฐจำเป็นต้องมีแผนงานและการสื่อสารที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นว่าหนี้สาธารณะจะสามารถกลับสู่เส้นทางที่ยั่งยืนได้ในระยะปานกลาง
ขณะเดียวกัน เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความเปราะบางในหลายด้าน ทั้งการลงทุนภาคเอกชนที่ฟื้นตัวอย่างจำกัด ภาคการผลิตที่เผชิญต้นทุนสูงขึ้น ภาวะเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มเร่งตัว และรายได้ที่แท้จริงของแรงงานซึ่งยังไม่กลับสู่ระดับก่อนปี 2562 สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนว่ากำลังซื้อของครัวเรือนจะถูกกดดันเพิ่มเติมจากราคาพลังงานที่สูงขึ้น
“ SCB EIC ปรับลดประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 2569 เหลือ 1.4% (เดิม 1.8%) จากผลกระทบของสงครามตะวันออกกลาง ที่ทำให้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์สูงขึ้นมาอย่างรวดเร็ว อัตราเงินเฟ้อทั่วไปไทยเฉลี่ยทั้งปีจะเร่งตัวขึ้นมากเกินกรอบเป้าหมายของ ธปท. อยู่ที่ 3.2% โดยคาดว่าราคาน้ำมันจะถึงจุดสูงสุดในเดือนเม.ย.69 และอาจจะเห็นเงินเฟ้อขึ้นไปถึง 4 – 5 % ก่อนจะทยอยกลับลงมา“
ดร.ยรรยง กล่าวอีกว่า ขณะที่การใช้จ่ายในประเทศจะชะลอลง โดยเฉพาะการบริโภคที่มีแนวโน้มจะถูกกระทบจากกำลังซื้อครัวเรือนและความเชื่อมั่นที่ลดลงตามราคาพลังงานและอาหารที่ปรับสูงขึ้น และจากรายได้แรงงานที่แท้จริงที่หดตัว สำหรับภาคธุรกิจจะได้รับแรงกดดันจากต้นทุนที่สูงขึ้นและอัตรากำไรที่ลดลง ธุรกิจจะชะลอการลงทุนจากความไม่แน่นอนที่สูงขึ้น เสถียรภาพเศรษฐกิจจะมีความเปราะบางมากขึ้นจากแนวโน้มโอกาสการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด การขาดดุลเงินทุนเคลื่อนย้าย และการขาดดุลการคลังที่สูงขึ้น (triple deficits)
ทั้งนี้ช่องทางหลักของการส่งผ่านผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยมีดังนี้
1 ภาคการค้าระหว่างประเทศ จะได้รับผลกระทบจาก Terms of trade (สัดส่วนราคาสินค้าส่งออกต่อราคาสินค้านำเข้า) ที่แย่ลง มูลค่านำเข้าจะเร่งตัวขึ้นมากจากการนำเข้าพลังงานที่ราคาสูงขึ้นมาก ขณะที่การส่งออกจะได้รับผลกระทบจากแนวโน้มเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงกว่าคาด และปัญหาการชะงักงันของอุปทาน (Supply disruption) ที่อาจเกิดขึ้น ส่งผลให้ดุลการค้าลดลงมาก และดุลบัญชีเดินสะพัดพลิกกลับมาขาดดุล
2 ภาคการท่องเที่ยว จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทยโดยรวมจะชะลอตัว เป็นผลจากจำนวนเที่ยวบินที่มีแนวโน้มลดลง ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นตามราคาน้ำมันที่เร่งตัว และความกังวลของนักท่องเที่ยวเกี่ยวกับแนวโน้มเศรษฐกิจ โดยเริ่มเห็นสัญญาณการลดลงของนักท่องเที่ยวจากตะวันออกกลางและยุโรป แต่ยังมีแรงหนุนจากนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพเติบโตอย่างจีนและอินเดีย ในภาพรวม SCB EIC ปรับลดประมาณการนักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จาก 34.1 ล้านคนเป็น 33.2 ล้านคน
3 การบริโภคภาคเอกชน จะชะลอลงจากค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางราคาพลังงานโลก ส่งผลกระทบเพิ่มเติมต่อการฟื้นตัวของการใช้จ่ายของครัวเรือนที่ยังคงเผชิญปัญหาแผลเป็นทางเศรษฐกิจ ทั้งด้านรายได้ครัวเรือนจากตลาดแรงงานที่ยังเปราะบาง และภาระหนี้สูง
4 ภาคธุรกิจเผชิญต้นทุนการผลิตที่เพิ่มขึ้นและการขาดแคลนวัตถุดิบ ซึ่งกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและกดดันอัตราผลกำไร ความไม่แน่นอนและต้นทุนที่สูงขึ้นจะทำให้ผู้ประกอบการบางส่วนตัดสินใจชะลอการลงทุนใหม่
5 ตลาดการเงินผันผวนสูง เงินทุนเคลื่อนย้ายในตลาดการเงินไหลออกทำให้เงินบาทอ่อนค่าเร็ว ส่งผลให้ดุลบัญชีเงินทุนติดลบสูงขึ้น โดย ธปท. อาจต้องเข้ามาดูแลแทรกแซงในตลาด FX ผ่านการใช้เงินสำรองระหว่างประเทศเพื่อไม่ให้เงินบาทอ่อนค่าเร็วเกินไป
สงครามตะวันออกกลางยกระดับความรุนแรงเป็น “วิกฤตสองทาง”
สงครามตะวันออกกลางส่งผลกระทบให้ปริมาณน้ำมันและก๊าซที่ต้องผ่านช่องแคบ Hormuz (ประมาณ 20% ของอุปทานโลก) ลดลงอย่างมาก ทำให้ราคาพลังงานเพิ่มขึ้นสูงมากอย่างรวดเร็ว ขณะที่การโจมตีแหล่งพลังงานในตะวันออกกลางได้สร้างความกังวลใจให้กับตลาดในประเด็นอุปทานพลังงานที่อาจใช้เวลาฟื้นฟูนาน รวมทั้งความจำเป็นของประเทศทั่วโลกที่จะพยายามจัดหาแหล่งพลังงานเพิ่มเติมเพื่อชดเชยปริมาณพลังงานสำรองที่เริ่มลดลง ปัจจัยด้านอุปทานและอุปสงค์เช่นนี้จะทำให้ราคาพลังงานโลกไม่สามารถปรับลดลงได้เร็ว แม้สงครามจะจบลง “
3 ฉากทัศน์ ผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง
ดร.ยรรยง ระบุว่า SCB EIC ประเมิน 3 ฉากทัศน์ของวิกฤตตะวันออกกลาง โดย
- กรณีฐาน (Baseline - โอกาส 50%): ความขัดแย้งยุติภายใน 2 เดือน คาดการณ์ GDP โต 1.4% และเงินเฟ้ออยู่ที่ 3.2%
- กรณีเลวร้าย (Worst Case - โอกาส 40%): ความขัดแย้งยืดเยื้อถึง 4 เดือน มีการทำลายโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน ราคาน้ำมันเฉลี่ยอาจสูงถึง 105 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ส่งผลให้ GDP อาจลดลงเหลือ 1.1% และเงินเฟ้อพุ่งสูงถึง 4-5%
- และ 3) กรณีรุนแรง (severe - โอกาส 10%) ยืดเยื้อเกิน 4 เดือน สงครามขยายวงกว้าง มีประเทศในตะวันออกกลางที่เข้าร่วมสงครามมากขึ้น รวมถึงมีแหล่งผลิตและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานถูกทำลายอย่างหนัก กรณีนี้ราคาน้ำมัน Brent เฉลี่ยทั้งปีนี้อาจสูงถึง 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จีดีพีจะติดลบ 0.5 ถึง ติดลบ 1 % โดยเงินเฟ้อจะมากกว่า 5 %
นอกจากราคาพลังงานโลกพุ่งขึ้นแรง สงครามนี้จะทำให้ต้นทุนขนส่งทางบก ทางทะเล และทางอากาศเร่งตัวและผันผวนสูง วิกฤตพลังงานครั้งนี้จึงมีแนวโน้มส่งผลกระทบเป็นวงกว้างกว่าวิกฤตพลังงานในอดีต โดยกำลังขยายผลวงกว้างเป็น “วิกฤตสองทาง” ทั้งจากสินค้าพลังงานและจากการขาดแคลนสินค้าต้นน้ำของอุตสาหกรรมสำคัญบางชนิด เช่น เม็ดพลาสติก ปุ๋ย ยา และโลหะ
“เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวเพียง 1.4% จากการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง ประสิทธิภาพการใช้พลังงานที่ต่ำ และเศรษฐกิจเปราะบางเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว “
นโยบายการเงินเผชิญ Stagflation ด้วยกระสุนจำกัด
ดร.ยรรยง กล่าวอีกว่า นโยบายการเงินเจอความท้าทาย Stagflation หรือ เศรษฐกิจชะลอลงในภาวะที่เงินเฟ้อสูง ส่งผลให้คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีแนวโน้มคงดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1% ในปีนี้
โดยประเมินว่า กนง.จะไม่เลือกปรับขึ้นดอกเบี้ยเพื่อดูแลเงินเฟ้อที่สูงขึ้น เนื่องจากจะพิจารณาว่า เงินเฟ้อมาจากปัจจัยด้านอุปทานเป็นสำคัญ ภาคธุรกิจอาจไม่สามารถส่งผ่านต้นทุนที่สูงขึ้นให้กับผู้บริโภคได้มากนักภายใต้อุปสงค์ที่ซบเซา
“ ขณะที่การปรับขึ้นดอกเบี้ยอาจส่งผลลบต่อเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มเติบโตต่ำต่อเนื่อง และมีความเปราะบางจากปัญหาภาระหนี้ในภาคครัวเรือนและ SME “
ขณะเดียวกัน การลดดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เงินเฟ้อมีแนวโน้มเกินกรอบของนโยบายการเงิน อาจทำให้ตลาดตั้งคำถามกับ Commitment ของ ธปท. ต่อ Inflation targeting และอาจทำให้ค่าเงินบาทอ่อนค่าเร็วขึ้น ส่งผลกระทบต่อเงินเฟ้อเพิ่มเติม
รวมทั้งประสิทธิภาพของการลดดอกเบี้ยต่อเศรษฐกิจมีค่อนข้างจำกัดภายใต้ภาวะที่ดอกเบี้ยอยู่ในระดับที่ต่ำมากแล้วและเศรษฐกิจมีความไม่แน่นอนที่สูง กนง. จึงน่าจะเก็บ Policy space ไว้ใช้เมื่อมีความจำเป็นและมีความมั่นใจในทิศทางของเศรษฐกิจที่ชัดเจนขึ้น อย่างไรก็ดี กนง. อาจพิจารณาลดดอกเบี้ยเพิ่มได้อีก 1 ครั้งในปีนี้ หากผลกระทบต่อ GDP รุนแรงกว่าที่ประเมินไว้อย่างมีนัยสำคัญ
ทั้งนี้ ธปท. ตั้งใจที่จะใช้มาตรการเฉพาะจุดต่าง ๆ เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิผลของนโยบายการเงิน เช่น มาตรการปรับโครงสร้างหนี้ มาตรการ Soft loan และมาตรการค้ำประกันสินเชื่อ เป็นต้น
ด้านเศรษฐกิจโลกจะชะลอลงจากผลของสงคราม แรงกดดันเงินเฟ้อสูงขึ้นจะทำให้ Fed เลื่อนลดดอกเบี้ยไปช่วงปลายปี SCB EIC ประเมินว่าในกรณีฐานเศรษฐกิจโลกในปี 2026 จะเติบโตลดลงจาก 2.7%YOY เหลือ 2.5%YOY โดยเป็นผลจากภาวะสงคราม ส่งผลให้ต้นทุนการผลิตสูงขึ้นและวัตถุดิบในการผลิตขาดแคลน ซึ่งจะทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มขึ้น
โดยเศรษฐกิจที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานสูง เช่น เศรษฐกิจเอเชีย จะได้รับผลกระทบมาก ด้านนโยบายการเงิน ธนาคารกลางหลักมีท่าทีประเมินสถานการณ์ในช่วงความไม่แน่นอนยังมีสูง โดย SCB EIC มองว่า Fed มีแนวโน้มเลื่อนการลดดอกเบี้ยออกไปเป็นช่วงไตรมาส 4 และคาดว่าจะลดได้เพียงครั้งเดียว 25 bps ในปีนี้ เนื่องจากแนวโน้มเงินเฟ้ออาจปรับสูงขึ้น (เพิ่มเติม…)