โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

พระราชดำรัสในรัชกาลที่ 5 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญา คืน "ตราด" ให้สยาม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 14 ก.ค. 2565 เวลา 03.52 น. • เผยแพร่ 14 ก.ค. 2565 เวลา 03.48 น.
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 (ภาพตกแต่งเพิ่มเติมจากไฟล์ต้นฉบับของ AFP PHOTO)

ในวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 หรือในปีพุทธศักราช 2450 รัฐบาลไทยกับฝรั่งเศส ได้ตกลงทำสัญญาแบ่งปันดินแดนกันขึ้นใหม่ ตามสัญญาฉบับนี้มีใจความว่า “ฝรั่งเศสยอมคืนจังหวัดตราดและเกาะทั้งหลาย ภายใต้แหลมลิงลงไปจนถึงเกาะกูดให้แก่รัฐบาลสยาม”

ก่อนที่จะมีการรับส่งดินแดนให้แก่กันตามความในสัญญาข้อนี้ รัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายจึงแต่งตั้งให้มีข้าหลวงออกไปส่งและรับมอบดินแดนคืนต่อกัน ณ จังหวัดตราด โดยรัฐบาลทั้ง 2 ฝ่ายได้กำหนดว่า การรับและส่งคืนดินแดนให้แก่กันนั้นจะกระทำกัน ณ จังหวัดตราด ในวันที่ 6 กรกฎาคม ร.ศ. 126 หรือในปีพุทธศักราช 2450

เหตุที่เป็นปีพุทธศักราชเดียวกัน แต่ระยะเวลาจากวันที่ 23 มีนาคม ร.ศ. 125 ถึง 6 กรกฎาคม ร.ศ. 126 ห่างกันไม่ถึง 4 เดือน เพราะปีรัตนโกสินทรศก 125 ได้เริ่มนับตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2449-วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2450 ส่วนปีรัตนโกสินทรศก 126 จะเริ่มต้นตั้งแต่ 1 เมษายน พ.ศ. 2450-วันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2451 ฉะนั้นหากนับตามปีรัตนโกสินทรศกเป็นที่ตั้ง ปีนี้ก็ย่อมต้องถือว่าก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 แห่งหนังสือสัญญาที่ฝรั่งเศสทำขึ้นว่าด้วยการคืนจังหวัดตราดให้กับสยามประเทศ หลังจากที่ได้ครอบครองมาตั้งแต่ ร.ศ. 112

ในช่วงเวลาที่มีการรับและส่งคืนจังหวัดตราดนั้น พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมิได้ประทับอยู่ในประเทศไทย หากแต่เสด็จฯ เยือนทวีปยุโรปเป็นครั้งที่ 2 นัยหนึ่งเพื่อรักษาพระองค์ และอีกนัยหนึ่งเพื่อลงนามในหนังสือสัญญาฉบับดังกล่าวกับประธานาธิบดีฝรั่งเศส ดังบันทึกจดหมายเหตุที่พันเอก หม่อมนเรนทรราชา บันทึกไว้ในการเสด็จเยือนทวีปยุโรปของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความตอนหนึ่งว่า

“วันที่ 21 มิถุนายน 126 เวลาเช้า 5 โมง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสได้ให้มงสิเออร์ปิชง เสนาบดีกระทรวงต่างประเทศ นำเครื่องอิศริยาภรณ์มาถวาย เพื่อได้พระราชทานแก่เจ้านายแลข้าราชการ คือ

สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนนครสวรรค์ วรพินิต เลยองโดเนอร์ ชั้นที่ 1
หม่อมเจ้าจรูญศักดิ์ กฤษฎากร เลยองโดเนอร์ ชั้นที่ 2
พระยาบุรุษรัตนราชพัลลภ เลยองโดเนอร์ ชั้นที่ 3
หม่อมนเรนทรราชา เลยองโดเนอร์ ชั้นที่ 4

ส่วนเจ้าพระยาสุรวงษ์วัฒนศักดิ์นั้น ได้รับเครื่องอิศริยาภรณ์ฝรั่งเศสชั้นสูงอยู่แต่เดิมแล้ว ประธานาธิบดี จึงให้ซองบุหรี่ทองคำประดับเพ็ชร เปนที่รลึกซอง 1

อนึ่งวันนี้รัฐบาลสยามกับรัฐบาลฝรั่งเศส ได้ตกลงแลกเปลี่ยนหนังสือสัญญาทางพระราชไมตรีกัน เปนสัมพันธมิตรสนิทยิ่งขึ้น”

อันสอดคล้องกับบันทึกประกอบพระราชนิพนธ์ไกลบ้าน ของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า

“ในเวลาเมื่อก่อนพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จไปยุโรปนั้น รัฐบาลไทยกับรัฐบาลฝรั่งเศสปรึกษาหาทางที่จะปรองดองระงับเหตุบาดหมางกันมาแต่ก่อน ด้วยเรื่องคนในบังคับฝรั่งเศส และเรื่องเขตแดน ได้ตกลงทำหนังสือสัญญากันเมื่อวันที่ 23 มีนาคม รัตนโกสินทรศก 125 ฝ่ายไทยยอมยกเมืองพระตะบอง เมืองเสียมราฐ และเมืองศรีโสภณ อันเป็นหัวเมืองเขมรให้แก่ฝรั่งเศส ฝ่ายฝรั่งเศสยอมให้คนชาวตะวันออกในบังคับฝรั่งเศสอยู่ในอำนาจศาลไทย และยอมคืนเมืองตราดให้แก่ไทยกับทั้งยอมถอนทหารที่ได้มาตั้งอยู่ในเมืองจันทบุรีถึง 12 ปีนั้นกลับไปไม่ล่วงล้ำเกี่ยวข้อง แดนไทยดังแต่ก่อน หนังสือสัญญานี้ได้รับอนุมัติในปาลิเมนต์ฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 21 มิถุนายน ร.ศ. 126” [1]

เวลาเมื่อตกลงกันได้แล้ว พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จอยู่ในยุโรป จึงมีพระราชประสงค์ จะเสด็จไปเยี่ยมเยือนประชาชนชาวเมืองตราด และเสด็จต่อไปยังเมืองจันทบุรีในคราวเดียวกัน ดังพระราชหัตถเลขาถึงสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ความว่า

“ความคิดจรูญ (พระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร-กองบรรณาธิการ) [2]มาต่อไปอีกว่าควรจะไปเมืองตราศ ความคิดเขากัดแก้มเข้าทีมาก จึงเหนพร้อมกันว่าเข้าทีดีนัก ลงมือร่างโทรเลขแต่ปาริศจะมาส่งถึงเธอ [สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชา นุภาพ] ที่นี่ ฉัน [รัชกาลที่ 5] เหนอยู่ว่าคงจะเปนความลำบากชิงกันกับการรับรองที่กรุงให้เธอพว้าพวัง แต่ไม่ควรจะให้เปนการปรกาศ ให้เปนแวะเยี่ยมคือขึ้นไปมีคนประชุมรับพร้อมกันแล้วสปิชอไรก็กลับเท่านั้น เหนเปนเข้าทีนักหนา เปนเราไปแลกเอาคืนมาได้ก็รีบแวะไปทีเดียว ฝรั่งเศสจะเหนเปนดิมอนสเตรชันอย่างไรก็ไม่ได้ เพราะเปนการแลกเปลี่ยนกันโดยดี เมื่อคิดเพลินไปถึงต้องแวะเกาะกรดาดเก็บหอยแลลูกกรบวย” [3]

นอกจากนี้แล้วยังมีพระราชหัตถเลขาถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล ที่ทรงส่งเป็นประจำทุกวัน ดังนี้

“พระราชหัตถเลขาฉบับที่ 40
คืนที่ 184

ในระหว่างทางจากปารีสมาลูเซิน
วันพฤหัศบดี 26 กันยายน ร.ศก 126


แลอยากจะขยับเลื่อนวันในอิตาลีให้น้อยเข้า ครั้นกะวันมีเหลือเกือบจะพอไถลไปเมืองตราดแลเมืองจันท บุรีได้ จึงได้คิดตัดอิยิปต์เข้าไป อิกตอนหนึ่งก็ได้พอดี ความประสงค์เช่นนี้ เพื่อจะตัดเวลาที่อยู่เปล่าๆ รำคาญใจให้น้อยลง ทั้งจะได้ไปเมืองตราดให้พบกับราษฎรทัน ใจด้วย ได้ตอบโทรเลขชาวเมืองตราดที่มีมาเมื่อรับเมือง ว่าจะไปเยี่ยม ถ้าได้ไปเสียในเวลากลับนี้ดูราษฎรจะเปนที่ยินดีว่าพ่อรักใคร่เอื้อเฟื้อเมืองแถบนั้นไม่ได้ไปมาสิบสามสิบสี่ปีแล้ว แลไม่เคยได้รับเสมา [4]แจกเหมือนเมืองอื่นเลย ถ้าได้ไปแจกเสมา 2 เมืองนั้นก่อนจะเปนที่พอใจ เปนอันมาก” [5]

จากพระราชประสงค์ที่จะแวะเยี่ยมราษฎรที่เมืองตราดและจันทบุรี ทำให้หมายกำหนดการเสด็จนิวัตพระนครของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม กล่าวคือ ในคราวแรกเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระ ราชดำเนินถึงปีนังโดยเรือซักเซนแล้ว พระองค์จะทรงเปลี่ยนเรือพระที่นั่งมาเป็นเรือพระที่นั่งมหาจักรีแล้วกลับ เข้าสู่พระนครในทันที แต่เมื่อมีหมายรับสั่งที่จะแวะเยี่ยมราษฎรที่เมืองตราดก่อน พระองค์ก็ทรงงดหมายกำหนดการในบางส่วนออกไป เพื่อร่นวันเวลาถึงปีนังให้เร็วเข้า เพื่อจะเพิ่มหมายกำหนดการในการแวะเยี่ยมราษฎรที่เมืองตราดและจันทบุรี แล้วจึงค่อยเสด็จนิวัตพระนคร

ในการจัดเรือพระที่นั่งมหาจักรี ออกไปรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในคราวนี้ หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล ได้ทรงนิพนธ์เรื่องการรับเสด็จครั้งนี้ ความว่า [6] (จัดย่อหน้าใหม่-กองบรรณาธิการ)

“เมื่อเรือพระที่นั่งจักรี จะออกไปรับเสด็จพระราชดำเนินกลับจากยุโรป ในวันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2450 ที่เกาะปีนังนั้น เจ้านายและข้าราชการฝ่ายในที่มีหน้าที่ถวายพระราชปฏิบัติอยู่ในพระที่นั่งอัมพรสถาน ได้เสด็จไปกับเรือพระที่นั่งจักรีเป็นการส่วนพระองค์ ข้าพเจ้า [หม่อมเจ้าหญิงพูนพิศมัย ดิศกุล] อยู่กับสมเด็จเจ้าฟ้าหญิงนิภานภดล ราชเลขานุการิณี จึงเลยได้ไปตามเสด็จในครั้งนั้นด้วยเมื่อมีอายุได้ 12 ปี จำได้ว่าเรือพระที่นั่งจักรีลำเก่านั้นกว้างใหญ่ มีม่านกั้นกลางลำเป็นฝ่ายหน้ากับฝ่ายใน สำหรับข้าพเจ้าและหญิงเหลือนั้น วิ่งเข้าออกได้ตลอดลำเพราะเป็นเด็ก จึงรู้สึกสนุกนัก

เวลากินเวลานอนก็เข้าไปอยู่ข้างใน พอคิดถึงเสด็จพ่อก็วิ่งไปเฝ้าได้ในข้างหน้าคือทางหัวเรือ ถ้ามีคลื่นก็นอนเมาไปเรื่อยๆ วันที่ 6 พฤศจิกายน เวลาราว 18 น. เรือเมล์ชื่อ ‘แซกซั่น’ ซึ่งเสด็จมาถึงเกาะปีนังนั้น เรายืนเกาะแคมเรือพระที่นั่งจักรี ดูการรับเสด็จกันเป็นแถวด้วยความตื่นเต้น เพราะเห็นเรือลำใหญ่อย่างมโหฬาร ในเวลานั้นเปิดไฟสว่างจ้าลอยลำเข้ามาจอดในอ่าวเดียว กัน ผู้คนบนเรือนั้นกำลังเดินพลุกพล่าน ทางเรือเราก็เห็นเจ้านายผู้ชาย มีเสด็จพ่อ [สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ] และกรมหลวงชุมพรฯและกรมหลวงสิงหวิกรมฯ [พระองค์เจ้าวุฒิไชยเฉลิมลาภ] และข้าราชการ 2-3 คนแต่งเต็มยศ ลงเรือกรรเชียงออกจากเรือพระที่ นั่งจักรีไปยังเรือแซกซั่นนั้น เสียงปืนยิงสลุตทั้งบนฝั่ง ทั้งจากเรือพระที่นั่งจักรีดังกึกก้อง เราเด็กๆ ทั้งตกใจทั้งตื่นเต้นราวกับหัวใจจะกระโดดออกมาข้างนอก เสียงสลุตสงบแล้วราว 1 ชั่วโมง เรือกรรเชียงพระที่นั่งก็มาถึง จำได้ว่าเห็นพระเจ้าอยู่หัวและเจ้านายที่ตามเสด็จทรงสดใสพระพักตร์แดงๆ กันทุกพระองค์ เสด็จเข้าประทับในห้องเสวย เบิกฝ่ายข้าราชการที่ไปรับเสด็จเข้าเฝ้ากันทั่วถึง

เรือออกข้ามทะเลไปเมืองจันทรบุรี และเมืองตราด ซึ่งได้คืนมาจากคดี ร.ศ. 112 ใหม่ๆ แล้วจึงเสด็จกลับกรุงเทพพระมหานคร ในระยะทางกลางทะเลนั้น พระบาทสมเด็จฯ พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระ ราชทานของฝากแก่ผู้ไปรับเสด็จแทบทุกคน ข้าพเจ้าและหญิงเหลือ [หม่อมเจ้าหญิงพัฒนายุ ดิศกุล] ก็ได้รับพระราชทานเสมา ทรงผูกพระราชทานเอง”

ในการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยือนราษฎรที่เมืองตราดและจันทบุรี ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในครั้งนี้ พระยามหาอำมาตยาธิบดี ก็ได้บันทึกไว้ในหนังสือเรื่องจันทบุรีเช่นกัน ความว่า [7]

“เมื่อรัฐบาลไทย ได้รับมอบหมายจังหวัดตราด คืนจากรัฐบาลฝรั่งเศสกลับมาเป็นพระราชอาณาเขตตามเดิมในปี พ.ศ. 2450 (ร.ศ.126) นั้นแล้ว เป็นระหว่างเวลาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว (สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง) กำลังเสด็จประพาสอยู่ในยุโรป เมื่อความได้ทรงทราบใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว จึงได้มีพระราชประสงค์ที่จะเสด็จมาประพาสเยี่ยมชาวจังหวัดตราดและจันทบุรี ก่อนที่จะเสด็จกลับคืนสู่พระมหานคร เมื่อการเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมที่จังหวัดตราดเป็นการเสร็จแล้ว จึงได้เลยเสด็จมาประพาสจันทบุรีอีกวาระหนึ่ง

การเสด็จประพาสที่จังหวัดจันทบุรี ทางฝ่ายบ้านเมืองได้ดำเนินการจัดรับเสด็จดังนี้ คือวันที่ 14 พฤศจิ กายน พ.ศ.2450 อันเป็นวันที่เรือพระที่นั่งมหาจักรีกลับจากตราดถึงหน้าเกาะจุฬา ปากน้ำจันทบุรีนั้นเวลากลางคืน จึงประทับแรมในเรือพระที่นั่งที่ปากน้ำจันทบุรี ในคืนวันนั้นที่ปากน้ำแหลมสิงห์ (หัวแหลมตึกแดง) และที่บนยอดเขาแหลมสิงห์ เจ้าพนักงานได้ตบแต่งตามประทีป โคมไฟ และจุดดอกไม้เพลิงต่างๆ ถวายให้ทอดพระเนตรตลอดคืน”

ฉะนั้นในวันที่ 13 พฤศจิกายน…(พ.ศ. 2549-กองบรรณาธิการ) ก้าวเข้าสู่ปีที่ 100 ที่สมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงเสด็จฯ เยี่ยม ราษฎรที่เมืองตราด ซึ่งเป็นการเสด็จพระราชดำเนินเยือนเมืองตราดครั้งสุดท้ายในรัชสมัยของพระองค์ท่าน

สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกเหตุการณ์ในวันที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นเมืองตราด ในจดหมายเหตุประกอบการเสด็จพระราชดำเนินเยือนยุโรปครั้งที่ 2 ความว่า

“…เวลาเช้า 3 โมงครึ่ง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงเครื่องจอมพลทหารเรือธรรมดา เสด็จพระราช ดำเนินจากเรือพระที่นั่งมหาจักรีประพาสเมืองตราด โดยเรือกลไฟขนาดย่อม ซึ่งกรมทหารเรือได้จัดมาเตรียมไว้ถวาย เวลาเช้า 5 โมงถึงปากน้ำเมืองตราด เรือแล่นขึ้นไปตามลำน้ำ มีผู้ใหญ่บ้านและราษฎรลงเรือลอยลำเป็นแถวกันคอยเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทเป็นอันมาก พอเรือพระที่นั่งผ่านมา ก็พากันโห่ถวายพระพรชัยมงคล และประโคมพิณพาทย์ แจวเรือตามขบวนหลวงขึ้นมา

เวลา 5 โมง 40 นาที เรือพระที่นั่งเทียบท่าต้นทางขึ้นไปเมืองตราด มีข้าราชการมณฑลจันทบุรี และข้าราช การประจำเมืองตราด แต่งเต็มยศขาวประดับเครื่องราชอิสริยาภรณ์มาพร้อมกันเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาท พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชดำเนินจากเรือพระที่นั่งสู่พลับพลาท่าเรือ พระสงฆ์ที่ประชุมพร้อมอยู่ในปะรำติดกับพลับพลานั้น สวดคาถาถวาย พระพรชัยมงคล ข้างฝั่งซ้ายตรงข้ามกับท่าเรือ มีพระสงฆ์ลงมาเจริญพระพุทธมนต์เหมือนกัน ครั้นพระสงฆ์สวดพระพุทธมนต์แล้ว พระบริรักษภูธร [8]ผู้ว่าราชการเมืองตราด อัญเชิญเสด็จพระราชดำเนินโดยทางสถล มารค พร้อมด้วยพระราชวงศานุวงศ์ และข้าราชการฝ่ายทหารพลเรือนเดินตามเสด็จต่อไป มีตำรวจภูธรนำหมวด 1 และตามเสด็จหมวด 1 เวลาเที่ยง 15 นาที ถึงจวนผู้ว่าราชการเมืองเสด็จประทับร้อน

เวลาเที่ยง 45 นาที เสด็จพระราชดำเนินจากจวนผู้ว่าราชการเมืองไปยังพลับพลา ซึ่งพระสงฆ์กับข้า ราชการฝ่ายบ้านเมือง และอาณาประชาราษฎร์ มาชุมนุมคอยเฝ้าอยู่พร้อมกันเป็นอันมากล้น หลามตั้งแต่หน้าพลับพลาเต็มถนนตลอดไปจนถึงสนาม เมื่อเสด็จถึงพลับพลาแล้ว พระสงฆ์ประมาณ 150 รูปมีพระญาณวราภรณ์ [9]เจ้าคณะมณฑลจันทบุรี เป็นประธาน ประชุมพร้อมกันอยู่บนปะรำต่อกับพลับพลาข้างซ้ายนั้น เจ้าอธิการเจ้ง ว่าที่เจ้าคณะรองอ่านคำถวายพระพรชัย มงคล แทนพระสงฆ์เมืองตราด แสดงความปีติยินดีในการที่ทรงพระมหากรุณาเสด็จพระราชดำเนินมาเยี่ยมเมืองตราด”

นอกจากคำถวายชัยมงคลของพระภิกษุสงฆ์แล้ว ก็ยังมีคำถวายชัยมงคลของประชาชนชาวเมืองตราดด้วยอีกฉบับหนึ่ง โดยมีความตอนหนึ่งว่า

“…จำเดิมแต่ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้ทราบความ ตามโทรเลขที่พระราชทานมาแต่ในเวลาเสด็จประพาสอยู่ ณ ประเทศยุโรป เมื่อ ณ เดือนกันยายน ทรงพระกรุณาดำรัสว่าจะเสด็จมา ให้ข้าพระพุทธเจ้าทั้งหลายได้เฝ้าถึงเมืองตราดนี้ ก็ได้พากันตั้งหน้าหมายตาคอยด้วยความยินดีที่จะได้ประสบมงคลสมัยอันนั้นอยู่ [10] แต่มิได้คาดเลยว่าจะทรงพระราชอุตสาหะ เสด็จมาในเวลาขากลับจากประเทศยุโรป ก่อนได้เสด็จคืนยังพระราชนิเวศน์มนเทียรสถานในพระราชธานี ที่ได้เสด็จจรจากพรากไปแล้วเป็นช้านาน ที่สู้ทรงทรมานพระองค์เสด็จมาทั้งนี้ จะพึงคิดเห็นได้แต่ด้วยเหตุอย่างเดียว คือว่าทรงพระเมตตาแก่ชาวเมืองตราด เหมือนอย่างบิดาที่มีความอาวรณ์ระลึกถึงบุตรแล้ว และมิได้คิดแก่ความลำบากยากเข็ญอย่างไร สู้ฝ่าฝืนทุรประเทศทางกันดารไป เพื่อแต่ที่จะได้เห็นหน้าบุตรเป็นที่ตั้ง…”

แล้วพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงมีพระราชดำรัสตอบ มีความตอนหนึ่งว่า

“…ครั้นเมื่อเราได้รับโทรเลขจากเมืองตราดในเวลาที่เราอยู่ในประเทศยุโรป เป็นสมัยเมื่อเราได้มาอยู่รวมกันอีกจึงมีความยินดีอย่างยิ่ง มีความปรารถนาที่จะใคร่ได้มาเห็นเมืองนี้และเจ้าทั้งหลาย เพื่อจะได้ระงับความลำบากอันใดซึ่งจะเกิดขึ้นด้วยความเปลี่ยนแปลง และเพื่อจะได้ปรากฏเป็นที่มั่นใจแก่เจ้าทั้งหลายว่าการทั้งปวงจะเป็นที่มั่นคงยืนยาวสืบไป เจ้าทั้งหลายผู้ที่ได้ละทิ้งภูมิลำเนาจะได้กลับเข้ามาสู่ถิ่นฐาน และที่ได้ละเว้นการทำมาหากินจะได้มีใจอุตสาหะทำมาหากินให้บริบูรณ์ดังแต่ก่อนและทวียิ่งขึ้น ซึ่งเจ้าทั้งหลายคิดเห็นว่าเราเหมือนบิดาที่พลัดพรากจากบุตร จึงรีบมาหานั้นเป็นความคิดอันถูกต้องแท้ ขอให้เชื่ออยู่ในใจเสมอสืบไปในเบื้องหน้าดังเช่นที่คิดเห็นในครั้งนี้ ว่าเราคงจะเป็นเหมือนบิดาของเจ้าเสมอตลอดไป ย่อมยินดีด้วยในเวลามีความสุข และจะช่วยปลดเปลื้องอันตรายในเวลามีภัยได้ทุกข์…”

หากพิจารณาจากถ้อยคำทั้งหมดให้ถ้วนถี่ก็จะเห็นว่าพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงรักและห่วงใยราษฎรของพระองค์มากเพียงใด พระเมตตาที่ให้ราษฎรดุจบิดาห่วงหาบุตรนั้น มิได้เป็นแต่เพียงถ้อย คำที่ตรัสออกมาเท่านั้น แต่จากพระราชหัตถเลขาที่ส่งถึงบุคคลต่างๆ ไม่ว่าสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดลก็ดี สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพก็ดี ล้วนเป็นความตั้งพระทัยที่จะเสด็จไปปลอบขวัญราษฎรของพระองค์ให้คลายทุกข์ คลายเศร้าหมอง โดยแท้จริง

และใช่เฉพาะราษฎรที่เมืองตราดเท่านั้น แต่ราษฎรทั่วทุกถิ่นที่ได้เข้ามาพึ่งความร่มเย็นแห่งพระบรมโพธิสมภารต่างก็ประจักษ์ในความจริงในข้อนี้ได้เป็นอย่างดี ว่าทรงเอาพระทัยใส่ในราษฎรของพระองค์ ดังบิดาห่วงหาบุตรเพียงใด นี่เองจึงเป็นที่มาแห่งพระราชสมัญญานาม “พระปิยมหาราช”…

อ่านเพิ่มเติม :

เชิงอรรถ :

[1] ยุวดี ศิริ. ซุ้มรับเสด็จพระพุทธเจ้าหลวง. (กรุงเทพมหานคร : มติชน, 2549), น. 33.

[2] ขณะนั้นพระองค์เจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร มีพระยศเป็นหม่อมเจ้าจรูญศักดิ์กฤดากร ดำรงตำแหน่งราชทูตไทยประจำประเทศฝรั่งเศส

[3] สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ. จดหมายเหตุประกอบเรื่องไกลบ้าน. (พระนคร : โรงพิมพ์พระจันทร์, 2505), น. 2. (อัดสำเนา)

[4] เหรียญเสมาที่ระลึกเสด็จกลับจากยุโรปครั้งที่ 2 ลักษณะเหรียญเป็นรูปอาร์ม หรือใบเสมา ปั๊มหูในตัว มีห่วง ด้านหน้ายกขอบเส้นลวด 2 ชั้น ตรงกลางเป็นพระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครึ่งพระองค์ ผินพระพักตร์ทางขวาของเหรียญ ทรงเครื่องเต็มยศทหารมหาดเล็ก มีพระปรมาภิไธยอยู่เบื้องบน “จุฬาลง กรณ์” เบื้องล่าง “บรมราชาธิราช” ด้านหลังมีข้อความว่า “เสด็จกลับจากยุโรป ร.ศ. 126” (หนังสืออนุสรณ์งานพระราชทานเพลิงศพ นายเสนาะ จันทร์สุริยา)

[5] พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ประทานสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้านิภานภดล. ไกลบ้าน. (โรงพิมพ์คุรุสภา, 2497), น. 354.

[6] พูนพิศมัย ดิศกุล, หม่อมเจ้า. ประชุมพระนิพนธ์. (กรุงเทพ มหานคร : บำรุงบัณฑิต, ม.ป.ป.), น. 145-146.

[7] สมาคมชาวจันทบุรี. สารคดีเกี่ยวกับเมืองจันทบุรี รวบรวมจากหนังสือชุมนุมชาวจันทบุรี พ.ศ. 2507-2513. (ม.ป.ท., 2515).

[8] พระบริรักษภูธร (ปิ๋ว บุนนาค)

[9] พระญาณวราภรณ์ (ม.ร.ว. ชื่น นพวงศ์ ณ กรุงเทพ) วัดบวรนิเวศวิหาร

[10] ในหนังสือพิมพ์บางกอกไทม์ ได้ลงข่าวการเตรียมการรับเสด็จ ความว่า “ได้มีผู้ส่งข่าวมายังเราแสดงความว่าที่เมืองจันทรบุรีเวลานี้ข้าหลวงเทศาภิบาล กำลังจัดการที่จะรับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทั้งเมืองจันทรบุรีแลเมืองตราด…พวกจีนพ่อค้าจะได้ตั้งโต๊ะบูชาโดยเตมกำลัง แต่ตลาดแถวบลทั้งสองข้างทางจะปลูกปรำคาดด้วยผ้าแดงผ้าขาวตลอดไปถึงพลับพลา แต่จีนเทียนซุยซึ่งเปนผู้มีชื่อเสียงดังนั้นจะเปนหัวน่าในพักพวกของตนจะได้จัดการรับเสด็จโดยเตมกำลัง ในการคราวนี้บรรดาข้าราชการแต่งเตมยศ ภรรยาข้าราชการจะได้แต่งประกวดประชันกันเตมที่ แต่ภรรยาข้าราชการนั้นเกี่ยวในการเลี้ยงด้วย ราษฎร พลเมือง เมืองจันทรบุรีแลเมืองตราด มีความชื่นชมยินดีคอยพระมะหากรุณานับว่าเปนโชกใหญ่ ซึ่งราษฎร พ่อค้า นายห้าง จะได้เฝ้าทูลลอองธุลีพระบาทคราวนี้”

หมายเหตุ : คัดเนื้อหาส่วนหนึ่งจากบทความ “ปีที่ 100 เมื่อฝรั่งเศสยอมทำสัญญาคืนตราดให้สยาม พระพุทธเจ้าหลวงตรัส ‘จะเป็นเหมือนบิดาของเจ้าเสมอตลอดไป’ ” เขียนโดย ยุวดี ศิริ ในศิลปวัฒนธรรม ฉบับพฤศจิกายน 2549

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...