โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ภูมิหลังบางลำพู ชุมชนเก่าแก่ตั้งแต่กรุงศรีอยุธยา

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 06 มี.ค. 2566 เวลา 12.27 น. • เผยแพร่ 06 มี.ค. 2566 เวลา 12.27 น.
ภาพถ่ายเก่า วัดชนะสงครามฯ หรือวัดกลางนา วัดเก่าแก่ของบางลำพู

บ้านบางลำพู หรือ บางลำพู เป็นที่ลุ่มต่ำ มีน้ำท่วมขัง มีต้นลำพูขึ้นอยู่หนาแน่น จึงเรียกชื่อว่า บางลำพู แต่เรียกกันมาแต่ครั้งไหนยังไม่พบหลักฐานแน่ชัด แต่เชื่อว่าครั้งกรุงศรีอยุธยาคงจะมีหมู่บ้านเล็กๆ ริมแม่น้ำ และปากคลองแล้ว เพราะบริเวณนี้มีวัดเก่าถึงสมัยกรุงศรีอยุธยาอยู่ด้วย คือวัดกลางนา (วัดชนะสงคราม ในปัจจุบัน) นอกจากนี้ยังมีวัดเก่ายุคกรุงธนบุรีอีกวัดหนึ่งคือวัดสังเวชฯ หรือที่ชาวบ้านเรียกว่า วัดบางลำพู

เมื่อรัชกาลที่ 1 ทรงสถาปนากรุงเทพฯ เมื่อ พ.ศ. 2325 โปรดให้ขุดคลองรอบกรุงเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาให้เป็นคลองเมืองด้านทิศตะวันออก คลองรอบกรุงนี้เริ่มจากริมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศเหนือ หรือบริเวณบางลำพู แล้วขุดทะลุลงไปเชื่อมแม่น้ำเจ้าพระยาด้านทิศใต้ ทำให้ชาวบ้านเรียกคลองรอบกรุงตรงบางลำพูอีกชื่อหนึ่งว่า “คลองบางลำพู”

ขอบเขตของบางลำพูกำหนดไม่ได้แน่นอน แต่เป็นที่รู้กันว่า รวมบริเวณเลียบแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่วัดชนะสงคราม ที่อยู่ในเขตกำแพงพระนคร จนถึงวัดสังเวชฯ กับวัดสามพระยา ที่อยู่นอกเขตกำแพงพระนคร โดยบริเวณที่เก่าแก่ที่สุดได้แก่ชุมชนรอบวัดชนะสงคราม ถัดมาเป็นชุมชนรอบวัดสังเวชฯ และชุนชนรอบวัดสามพระยา ส่วนประชาชนที่อยู่ในชุมชนดังกล่าวมีหลายเผ่าพันธุ์ มีทั้งแขก, มอญ, จีน, ลาว โดยอยู่รวมกันตามชุมชนดังนี้

แขกกับมอญ อยู่ในชุมชนรอบๆ วัดชนะสงคราม ในกำแพงพระนครใกล้วังหน้า และอยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยา เดิมเป็นวัดเล็กๆ ชื่อ “วัดกลางนา” มีมาตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยา เมื่อหลังสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์แล้ว กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาททรงบูรณปฏิสังขรณ์ทั่วทั้งพระอาราม ต่อจากนั้นรัชกาลที่ 1 ทรงแต่งตั้งพระราชาคณะฝ่ายรามัญสำหรับพระนครตามประเพณีครั้งกรุงเก่ามาอยู่วัดนี้ ชาวมอญเรียกวัดดังกล่าวด้วยภาษามอญว่า “วัดตองปุ” ตามแบบวัดมอญกรุงเก่า หลังจากมีชัยในการพระราชสงครามก็พระราชทานนามวัดนี้ว่า “วัดชนะสงคราม”

ขณะที่บริเวณตั้งแต่วัดชนะสงครามถึงกำแพงพระนครด้านคลองบางลำพู เป็นที่อยู่อาศัยของข้าราชการและขุนนางฝ่ายวังหน้ามาแต่แรก นอกจากนั้นยังเป็นถิ่นฐานของพวก “แขก” ที่ถูกกวาดต้อนมาด้วย ทำให้มีตลาดเล็กๆ ขึ้นที่นี่ แล้วเรียกกันภายหลังว่า ตลาดยอด หรือ ตลาดบางลำพู

นอกจากนี้เอกสารบางเล่มระบุว่า กรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทกวาดต้อนแขกมลายูขึ้นมาเมื่อ พ.ศ. 2329 แล้วโปรดให้ตั้งบ้านเรือนอยู่ใกล้วัดชนะสงคราม ในนิราศชมพระราชวังสวนดุสิต ที่แต่งราว พ.ศ. 2451-2453 ช่วงปลายรัชกาลที่ 5 พรรณนาถึง “แขก” ที่อาศัยอยู่แถวๆ นี้ไว้ว่า

ถึงวัดชนะสงครามงามสง่า ช่างโสภางามเกินเจริญศรี

ขัตติยวงค์ทรงสร้างสำอางดี หลายสิบปีแล้วยังผ่องไม่หมองรา

……………

ครั้นมาถึงซึ่งตำบลถนนขวาง ถิ่นที่ทางกว้างโตรโหฐาน

มีโรงแถวแนวมรรคาฝากระดาน สูงตระหง่านสองชั้นเป็นหลั่นไป

ตำบลนี้ดีเหลือเมื่อแต่แรก พรรคพวกแขกปลูกเคหาอยู่อาศัย

ประเดี๋ยวนี้มีแปลกทั้งแขกไทย ตั้งโตใหญ่เคหาฝากระดาน

จีน อยู่ในชุมชนรอบๆ วัดสังเวชฯ เดิมชื่อ “วัดสามจีน” อยู่ริมคลองเมืองนอกกำแพงพระนคร ใต้วัดสามพระยาลงมาเดิม

วัดสังเวชฯ นี้ สมัยรัชกาลที่ 1 สมเด็จกรมพระราชวังบวรมหาสุรสิงหนาทโปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์วัดนี้พระราชทานแก่นักชีที่ทรงเป็นพระอัยยิกาพระองค์เจ้ากัมพุชฉัตร กับพระองค์เจ้าขัติยาเชื้อสายเขมร ต่อมาถึงแผ่นดินรัชกาลที่ 3 โปรดให้บูรณปฏิสังขรณ์ใหม่ แล้วพระราชทานนามว่า “วัดสังเวชวิศยาราม”

วัดสังเวชฯ ถูกเพลิงไหม้ครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. 2412 ต้นแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ต้นเพลิงเกิดจากร้านโรงที่ถนนสิบสามห้าง ซึ่งเป็นการย่านการค้าของชาวจีน แล้วลุกลามข้ามกำแพงพระนครไปจนถึงวัดสังเวชฯ ภายหลังเพลิงสงบแล้ว รัชกาลที่ 5 โปรดให้รื้อพระเมรุมาศที่ถวายพระเพลิงพระบรมศพรัชกาลที่ 4 ไปสร้างเป็นกุฏิเสนาสนะในวัดสังเวชฯ เป็นการเร่งด่วน จากนั้นก็มีการบูรณปฏิสังขรณ์เรื่อยมา

มอญ อยู่ในชุมชนรอบๆ วัดสามพระยา อยู่ใกล้แม่น้ำเจ้าพระยานอกกำแพงพระนคร ด้านทิศเหนือ เดิมชื่อ “วัดบางขุนพรหม” ที่มาของชื่อนี้มีเอกสารประวัติวัดเล่าว่า ในสมัยรัชกาลที่ 1 บริเวณนี้มีชื่อเรียกว่า “บ้านลาน” เพราะมีขุนนางเชื้อสายมอญสองพี่น้องผูกขาดค้าใบลานตั้งถิ่นฐานอยู่ คนพี่ชื่อ หลวงวิสุทธิโยธามาตย์ (ตรุษ) คนน้องชื่อ ขุนพรหม (สารท)

ต่อมาขุนพรหมเสียชีวิตด้วยไข้ป่าในคราวที่ทั้งสองร่วมกันเป็นนายช่างควบคุมการสร้างมณฑปพระพุทธบาทตามพระบรมราชโองการ หลวงวิสุทธิโยธามาตย์ผู้พี่พร้อมด้วยญาติจึงตกลงใจยกที่ดินพร้อมทั้งบ้านเรือนของขุนพรหมผู้น้องอุทิศถวายให้เป็นวัดเพื่อบำเพ็ญกุศลให้ขุนพรหมผู้น้อง คนทั่วไปก็เรียกชื่อว่า “วัดบางขุนพรหม” ชื่อย่านนั้นจึงเปลี่ยนจากบ้านลานเป็น “บางขุนพรหม” ไปด้วย

สมัยรัชกาลที่ 3 วัดบางขุนพรหมชำรุดทรุดโทรมลง ทายาทชั้นหลานของหลวงวิสุทธิโยธามาตย์ กับขุนพรหม ได้แก่ พระยาราชสุภาวดี (ขุนทอง), พระยาราชนิกุล (ทองคำ) และ พระยาเทพวรชุน (ทองห่อ) ได้มาบูรณปฏิสังขรณ์วัดบางขุนพรหมจนเสร็จสมบูรณ์ แล้วน้อมเกล้าฯ ถวาย เมื่อรัชกาลที่ 3 เสด็จมาทอดพระเนตรก็โปรดเกล้าฯ รับไว้เป็นพระอารามหลวง พร้อมทั้งพระราชทานนามวัดว่า “วัดสามพระยาวรวิหาร”

สมัยรัชกาลที่ 3 เริ่มเปิดตลาดการค้าเสรี กรุงเทพฯ ขยายตัวกว้างขวาง จำนวนประชากรเพิ่มมากขึ้น บริเวณบางลำพูก็ขยายตัวกว้างขวางออกไปมากกว่าเดิม มีการสร้างวัดรังษีสุทธาวาส และวัดบวรนิเวศ (ภายหลังรวมกันเป็นวัดบวรนิเวศเดียวกัน)

รัชกาลที่ 4 เมื่อทรงผนวชก็ได้เสด็จมาครองอยู่ที่วัดบวรนิเวศด้วย ย่อมทำให้บริเวณบางลำพูทวีความสำคัญขึ้นมากกว่าเดิม ในที่สุดเมื่อต้นแผ่นดินรัชกาลที่ 5 ก็เริ่มตัดถนนเข้าสู่บริเวณบางลำพู เช่น ถนนพระสุเมรุ ถนนพระอาทิตย์ ฯลฯ นับแต่นี้ ชุมชนบางลำพูกลายเป็นศูนย์กลางการค้าที่สำคัญที่อยู่ในกำแพงพระนคร แต่มีขอบเขตคลุมออกไปนอกกำแพงพระนครทั้งสองฟากคลองเมือง เพราะมีคลองบางลำพูเป็นเส้นทางคมนาคมสำคัญ

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

ข้อมูลจาก :

ณรงค์ เขียนทองกุล. บ้านบางลำพู ชุมชนดนตรีไทยชาวบ้านที่ยิ่งใหญ่และเก่าแก่ของกรุงเทพฯ, สำนักพิมพ์มติชน พิมพ์ครั้งแรก มีนาคม 2541

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 13 ธันวาคม 2564

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...