โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

7 ช่องทางหารายได้ของผู้พัฒนา สายฟรีแวร์ แจกฟรี (7 Ways for Developer to Make Money from Freeware Apps)

Thaiware

อัพเดต 29 พ.ย. 2564 เวลา 02.00 น. • เผยแพร่ 29 พ.ย. 2564 เวลา 02.00 น. • l3uch
วิธีหารายได้ วิธีสร้างเงิน วิธีทำเงิน ของผู้พัฒนาแอปพลิเคชัน (Application Developer) ที่พัฒนาแอปฯ ขึ้นมาแต่แจกฟรี เขาได้รายได้มาจากไหน มาดู 7 วิธีเหล่านี้กันเลย

7 ช่องทางหารายได้ของผู้พัฒนา สายฟรีแวร์ แจกฟรี

(7 Ways for Developer to Make Money from Freeware Apps)

ถ้าหากพูดถึง ซอฟต์แวร์ และแอปพลิเคชันยอดนิยมอันดับหนึ่งแล้วละก็ แน่นอนว่า ฟรีแวร์ (Freeware) หรือซอฟต์แวร์ที่เปิดให้ดาวน์โหลดมาใช้งานกันได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายนั้นก็จะต้องขึ้นแท่นซอฟต์แวร์ที่กวาดยอดดาวน์โหลดสูงสุดทั่วโลกไปได้แบบไม่ต้องสงสัย รวมไปถึงแอปพลิเคชันบนสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตต่าง ๆ ด้วย เพราะเมื่อดูจากสถิติของ App Store และ Google Play Store แล้วก็จะเห็นได้ว่า “ฟรีแอปพลิเคชัน (Free App)” นั้นมียอดการดาวน์โหลดและใช้งานนำโด่งแซงแอปพลิเคชันที่ต้องเสียเงินซื้อ (Paid App) ไปกว่า 95% เลยเช่นกัน เพราะใคร ๆ ก็ชอบ “ของฟรี” กันทั้งนั้น

สถิติการดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชันฟรีและเสียเงิน


ภาพจาก : https://www.statista.com/statistics/263797/number-of-applications-for-mobile-phones/

แต่เคยสงสัยไหมว่าพวก Developer ที่พัฒนาโปรแกรมและแอปพลิเคชันต่าง ๆ ที่เปิดให้เราสามารถดาวน์โหลด โปรแกรมและแอปพลิเคชันเหล่านี้มาใช้งานได้แบบฟรี ๆ นั้นมี รายได้ จากไหนกันบ้างนะ ?

เนื้อหาภายในบทความ

  • 1. รายได้จาก การโฆษณา
    (Income from Advertising)
  • 2. รายได้จาก โมเดลการหาเงินแบบ CPA
    (Income from CPA Model)
  • 3. รายได้จาก การซื้อความสามารถพิเศษเพิ่มในแอปพลิเคชัน
    (Income from In-app Purchase)
  • 4. รายได้จาก โมเดลการสมัครสมาชิก
    (Income from Subscription)
  • 5. รายได้จาก การจำหน่ายแอปพลิเคชันตัวเต็ม
    (Income from Full Version App)
  • 6. รายได้จาก แอปพลิเคชันขายของ และ อีคอมเมิร์ซ
    (Income from E-Commerce)
  • 7. รายได้จาก ผู้สนับสนุน หรือ สปอนเซอร์
    (Income from Sponsor)

1. รายได้จาก การโฆษณา

(Income from Advertising)

หนึ่งในตัวทำรายได้อันดับต้น ๆ ของเหล่าบรรดาผู้พัฒนาสาย Freeware ก็คงหนีไม่พ้น "การโฆษณา" อย่างแน่นอน เพราะในทุก ๆ ครั้งที่ดาวน์โหลดโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันเหล่านี้มาใช้งานแล้วเราก็จะต้องเจอกับการโฆษณาแฝงในรูปแบบต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น แบนเนอร์, ป๊อปอัพ (Pop-up), คลิปวิดีโอ หรือล่าสุดก็มีโฆษณาเกมแบบที่ผู้ใช้สามารถ “ทดลองเล่นเกม” ในโฆษณาได้ก่อนดาวน์โหลดมาเล่นจริง ๆ

ซึ่งโฆษณาเกมประเภทนี้จะมีคลิปวิดีโอสอนวิธีการเล่นที่ทำให้คนดูรู้สึกหงุดหงิดกับการสาธิตการเล่นแบบงง ๆ ที่ไม่น่าจะทำให้ผ่านด่านได้จนทำให้หลาย ๆ คนรู้สึกหัวร้อนกับความ “ไม่ได้เรื่อง” ของโฆษณาเกมและหลงกดเข้าไปดาวน์โหลดเกมนั้น ๆ มาเล่นเองให้หายโมโห ซึ่งการที่เราดูคลิปโฆษณาจนครบเวลาหรือแตะไปที่แบนเนอร์โฆษณาต่าง ๆ นั้นเองที่เป็นการ “ทำเงิน” ให้กับแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมที่เราทำการดาวน์โหลดมาใช้งาน

เพราะบริษัทเกมหรือโปรแกรมอื่น ๆ ที่เช่าพื้นที่การโฆษณานี้จะต้อง “จ่ายเงิน” ซื้อแบนเนอร์หรือเวลาลงคลิปโฆษณาบนแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมนั้น ๆ ให้กับผู้พัฒนา ที่พัฒนาโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันนั้นขึ้นมาเพื่อ “กระจายฐานลูกค้า” ให้มาดาวน์โหลดและใช้งานแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมของตนเองบ้าง โดยส่วนแบ่งจากรายได้การโฆษณาที่จะเข้ากระเป๋าของผู้พัฒนา หรือ เจ้าของแอปพลิเคนั้นนั้น ๆ ก็จะขึ้นอยู่กับข้อตกลงในการซื้อโฆษณา (โดยส่วนมากแล้วโฆษณาที่เป็นคลิปจะต้องจ่ายเงินเยอะกว่าโฆษณาที่เป็นรูปภาพหรือแบนเนอร์)

รายได้ของแอปพลิเคชัน จาก การโฆษณา (Income from Advertising)


ภาพจาก : https://onix-systems.com/blog/how-mobile-developers-make-money-from-free-apps

และแน่นอนว่าผู้พัฒนาแอปพลิเคชันและโปรแกรมต่าง ๆ ก็ทราบดีว่ามีผู้ใช้ไม่น้อยที่รู้สึก “รำคาญ” และไม่ต้องการเห็นโฆษณารบกวนสายตา (หรือเสียงรบกวน) ขณะใช้งานโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันนั้น ๆ อยู่ ดังนั้นส่วนมากจึงออกฟีเจอร์ “Ads Removal” หรือการกำจัดโฆษณามาควบคู่กับการโฆษณาซะเลย ซึ่งหากใครรำคาญโฆษณาที่ขยันขึ้นมาบ่อย ๆ จนกวนสมาธิการใช้งานก็สามารถจ่ายเงินให้กับผู้พัฒนาโดยตรง เพื่อเอาโฆษณาออกไปและใช้งานกันได้อย่างเป็นสุข (ตลอดระยะเวลาที่จ่ายค่า Ads Removal)

2. รายได้จาก โมเดลการหาเงินแบบ CPA

(Income from CPA Model)

หลักการของการสร้างรายได้ในโมเดลแบบ CPA (Cost Per Action) นั้นจะมีลักษณะคล้ายกับรายได้จากการโฆษณาและมีความเกี่ยวโยงกันค่อนข้างมาก เพราะแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมที่ซื้อโฆษณาบนแพลทฟอร์มอื่น ๆ นั้นก็สามารถที่จะสร้างรายได้จากการที่ผู้ใช้กระทำการ (Action) ต่าง ๆ บนแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมนั้น ๆ โดย CPA นั้นสามารถแบ่งประเภทย่อยได้ ดังนี้

CPM (Cost Per Mille, Cost Per iMpression)

เป็นรายได้ที่เกี่ยวกับการโฆษณาโดยตรง โดยทางบริษัทจะได้รับเงินค่าตอบแทนเมื่อมีผู้ชมโฆษณาครบทุก ๆ 1 พันครั้ง (คำว่า Mille ในภาษาละตินแปลว่า 1 พัน)

CPC (Cost Per Click)

รายได้จากการที่ผู้ใช้คลิกหรือกดเข้าไปยังตัวแอปพลิเคชัน (หรือโฆษณาของแอปพลิเคชัน) 

CPV (Cost Per View)

เป็นรายได้ที่ได้รับจาก “ยอดวิว” หรือยอดการเข้าชมวิดีโอ โดยในส่วนนี้อาจเป็นวิดีโอบนแพลทฟอร์มใหญ่อย่าง YouTube หรือวิดีโอโฆษณาที่ปรากฏคั่นระหว่างใช้งานแอปพลิเคชันอื่นก็ได้เช่นกัน

CPI (Cost Per Install)

รายได้จากการติดตั้ง (Install) แอปพลิเคชันหรือโปรแกรมผ่านโฆษณาบนแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมอื่น ๆ โดยเมื่อผู้ใช้คลิกเข้าไปที่โฆษณาแอปพลิเคชันและกดติดตั้ง ทางผู้พัฒนา ก็จะได้รับค่าตอบแทนจากการติดตั้งแอปพลิเคชันนั้น ๆ (ตัวอย่างเช่น แอปพลิเคชันขายของที่แสดงโฆษณาสินค้าที่ผู้ใช้สนใจขึ้นมาบนแอปพลิเคชันอื่น ๆ เมื่อผู้ใช้รู้สึกถูกใจสินค้าชิ้นนั้นและต้องการสั่งซื้อก็กดไปที่โฆษณาสินค้าตัวนั้น จากนั้นระบบจะลิงก์ไปยังหน้าการติดตั้งแอปพลิเคชันซื้อของ และเมื่อผู้ใช้กดติดตั้งแอปพลิเคชันนั้นก็จะทำรายได้ให้กับแอปพลิเคชันขายของนั้น ๆ รวมทั้งอาจสร้างรายได้จาก CPC และ CPM ได้อีกด้วย)

CPS (Cost Per Sale)

ส่วนมากรายได้ประเภทนี้จะเป็นรายได้ของแอปพลิเคชันช้อปปิ้งต่าง ๆ ที่เปิดให้คนนอกสามารถสมัครสมาชิกเข้ามาตั้งร้านค้าภายในแอปพลิเคชันนั้น ๆ ได้และหักส่วนแบ่งเปอร์เซ็นต์จากการขายแต่ละครั้ง ซึ่งเมื่อผู้ใช้ทำการซื้อสินค้าผ่านแอปพลิเคชันนั้น ๆ ผู้พัฒนาแอปพลิเคชันนั้น ก็จะได้รับเงินตามเปอร์เซ็นต์ตามเงื่อนไขที่วางเอาไว้

รายได้จาก โมเดลการหาเงินแบบ CPA (Income from CPA Model)


ภาพจาก : https://onix-systems.com/blog/how-mobile-developers-make-money-from-free-apps

3. รายได้จาก การซื้อความสามารถพิเศษเพิ่มในแอปพลิเคชัน

(Income from In-app Purchase)

อีกหนึ่งช่องทางการทำมาหากินของผู้พัฒนาสายแจกของฟรี (Freeware) ก็ได้แก่การพัฒนาแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมแบบ “Freemium” หรือของฟรี (ไม่) จริงที่เปิดให้ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันมาใช้งานได้แบบมีฟังก์ชันหรือฟีเจอร์ภายในที่ “จำกัด” และจะต้องชำระเงินเพิ่มเติมเพื่อปลดล็อคฟีเจอร์อื่น ๆ ภายในแอปพลิเคชัน หรือที่เห็นได้บ่อย ๆ ก็จะเป็นฟีเจอร์การ “เติมเกม” ที่ให้ผู้ใช้กดชำระเงินผ่านเกมเพื่อแลกเหรียญไปเพิ่มโอกาสการหมุนกาชาหรือซื้อชีวิตเพิ่มถ้าไม่อยากจะรอนาน ๆ รวมทั้งบางเกมก็อาจมี “สกินเฉพาะ” ให้ผู้ที่เติมเงินสามารถเลือกซื้อได้ตามใจชอบอีกด้วย

ซึ่ง In-app Purchase นี้ก็ช่วยสร้างรายได้ให้กับผู้พัฒนาเหล่านี้ ไปจำนวนไม่น้อยเลยทีเดียว เพราะการใช้งานแอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์จำกัดจนทำให้ใช้งานได้ไม่เต็มที่หรือการสุ่มกาชาเกมออกมาเกลืออยู่บ่อย ๆ ก็ชวนให้หงุดหงิดไม่น้อยจนหลาย ๆ คนยอมจ่ายเงินซื้อความสะดวกสบายเพิ่มขึ้น หรือหากเป็นสกินเฉพาะก็สามารถเอาไปขิงผู้เล่นคนอื่น ๆ ได้อีกต่างหาก

รายได้จาก การซื้อความสามารถพิเศษเพิ่มในแอปพลิเคชัน (Income from In-app Purchase)


ภาพจาก : https://www.spaceotechnologies.com/how-do-free-apps-make-money/

4. รายได้จาก โมเดลการสมัครสมาชิก

(Income from Subscription)

หลาย ๆ คนน่าจะคุ้นเคยกันดีกับบริการดังกล่าวนี้ โดยเฉพาะกับผู้ที่ใช้งานบริการ Steaming Music อยู่บ่อย ๆ ที่จะมีโฆษณาคั่นเชิญชวนให้ทำการ “สมัครสมาชิก” เพื่อรับฟังเพลงแบบไม่ต้องกังวลกับโฆษณาและสามารถ “ดาวน์โหลด” เพลงโปรดเก็บไว้บนสตรีมมิงเพื่อฟังแบบออฟไลน์ในตอนที่ไม่มีอินเทอร์เน็ต หรือล็อกหน้าจอและใช้งานแอปพลิเคชันอื่น ๆ ขณะฟังเพลงได้โดยไม่ต้องกังวลว่าเพลงจะสะดุดแต่อย่างใด แต่นอกเหนือไปจากบริการสตรีมมิงแบบมีโฆษณาคั่นให้หงุดหงิดใจเล่นแล้วก็ยังมีบริการสตรีมมิงที่ให้ “ทดลองใช้ฟรี” ในระยะเวลาที่กำหนด หรือแอปพลิเคชันที่มีฟีเจอร์ล็อคเอาไว้สำหรับผู้ใช้ที่สมัครสมาชิกแบบ Premium อีกด้วย

รายได้จาก โมเดลการสมัครสมาชิก (Income from Subscription)


ภาพจาก : https://www.theverge.com/2021/8/3/22607203/spotify-plus-ad-supported-tier-unlimited-skips-on-demand-listening

แม้ว่าการสมัครสมาชิกนี้มีความคล้ายคลึงกันกับรายได้แบบ In-app Purchase แต่ส่วนมากแล้ว In-app Purchase จะเป็นการชำระเงินแบบจ่ายครั้งเดียวจบ (ปลดล็อกฟีเจอร์แบบ Premium) หรือจ่ายเป็นรายครั้ง (การเติมเกม) ในขณะที่การสมัครสมาชิกของบริการต่าง ๆ มักจะมีสัญญาเป็น “รายเดือน หรือรายปี” ที่ผูกมัดให้ผู้ใช้ต้องชำระเงินให้กับผู้พัฒนา ในทุก ๆ รอบบิลที่กำหนด และสามารถยกเลิกการเป็นสมาชิกได้ตามต้องการ

5. รายได้จาก การจำหน่ายแอปพลิเคชันตัวเต็ม

(Income from Full Version App)

บางครั้งทางผ้พัฒนา ก็จะปล่อยแอปพลิเคชัน หรือโปรแกรมที่เป็นเพียงแค่ "ส่วนหนึ่ง" ของแอปพลิเคชัน หรือโปรแกรมนั้น ๆ ออกมาให้ผู้ที่สนใจสามารถดาวน์โหลดมาทดลองใช้งานกันได้แบบไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ

โดยแอปพลิเคชัน และโปรแกรมนี้จะต่างจากการสมัครสมาชิก และ In-app Purchase ตรงที่มันจะเป็นตัวโปรแกรม หรือแอปพลิเคชัน "แยก" ออกมาจากโปรแกรมหรือแอปพลิเคชันตัวเต็มอย่างชัดเจน ซึ่งผู้ที่ต้องการใช้งานโปรแกรม หรือแอปพลิเคชันในเวอร์ชันเต็มนั้น จะต้องจ่ายเงินเพื่อที่จะ "ซื้อแอปพลิเคชันตัวเต็ม" มาใช้งานอีกทีหนึ่ง

 

แอปพลิเคชัน / โปรแกรมเสริม
แอปพลิเคชัน / โปรแกรมเสริม

6. รายได้จาก แอปพลิเคชันขายของ และ อีคอมเมิร์ซ

(Income from E-Commerce)

การเติบโตของตลาด E-commerce นั้นเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของพวกเราค่อนข้างมาก และสิ่งที่จะมาช่วยให้การจับจ่ายซื้อของออนไลน์ของเราเป็นไปได้อย่างราบรื่นและง่ายดายก็คงหนีไม่พ้นแอปพลิเคชันช้อปปิ้งต่าง ๆ ที่นอกจากจะใช้งานง่ายแล้วยังมีโปรโมชันรายเดือนที่หลอกล่อให้เราเสียเงินกันเกือบทุกเดือนอีกต่างหาก และแน่นอนว่าแอปพลิเคชันเหล่านี้ก็สามารถสร้างรายได้จากการเก็บเปอร์เซ็นต์การลงขายสินค้าของร้านค้าต่าง ๆ ได้ (CPS) หรือบางครั้งก็มีผลิตภัณฑ์เฉพาะแบรนด์นั้น ๆ ที่ช่วยสร้างรายได้ให้กับเจ้าของบริษัทได้อีกด้วย

รายได้จาก แอปพลิเคชันขายของ และ อีคอมเมิร์ซ (Income from E-Commerce)


ภาพจาก : https://www.avsolutions.in/images/services/eCommerce-website.jpg

7. รายได้จาก ผู้สนับสนุน หรือ สปอนเซอร์

(Income from Sponsor)

รายได้อีกทางของผู้พัฒนาสายแจกของฟรี นั้นก็มาจากสปอนเซอร์กระเป๋าหนักที่ลงทุน “ทุ่มเงิน” ไปให้กับเหล่า Developer ทำการพัฒนาแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมนั้น ๆ ต่อไป

โดยส่วนมากแล้วแอปพลิเคชันหรือโปรแกรมที่มีรายได้จากสปอนเซอร์มักจะมี “ฐานผู้ใช้” จำนวนหนึ่งอยู่ก่อนแล้วทำให้บริษัทที่สนใจจะสนับสนุนติดต่อขอทำข้อตกลงร่วมกัน (หรือทาง ผู้พัฒนา อาจเป็นผู้ยื่นเรื่องขอสปอนเซอร์ด้วยตนเองก็ได้เช่นกัน) และรายได้จากสปอนเซอร์มักเป็นรายได้ที่คงที่ที่แยกส่วนออกมาจากรายได้อื่น ๆ อย่างชัดเจน ซึ่งทางผู้พัฒนา ก็อาจนำเอาโลโก้สินค้าหรือบริการที่เป็นสปอนเซอร์ในการสนับสนุนการพัฒนามาไว้ในเกมเพื่อช่วยโปรโมตอีกทางหนึ่งก็เป็นได้

ตัวอย่างเช่น ทางบริษัท Snapchat ได้รับการสปอนเซอร์จากบริษัท Taco Bell ให้เพิ่มฟิลเตอร์ “ทาโก้” ขึ้นมาบนแอปพลิเคชัน ซึ่งเมื่อโฆษณานี้ปล่อยออกไปก็ทำให้ผู้ที่สนใจใช้งานฟิลเตอร์นี้ทำการ “ดาวน์โหลด Snapchat” มาเล่น และทาง Taco Bell เองก็น่าจะได้ลูกค้าเพิ่มจากการซื้อสปอนเซอร์ในครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

รายได้จาก ผู้สนับสนุน หรือ สปอนเซอร์ (Income from Sponsor)


ภาพจาก : https://appetiser.com.au/blog/how-do-free-apps-make-money/

นอกจากนี้ยังมีการหารายได้จากช่องทางอื่น ๆ อย่างการเปิดรับบริจาค (Donation) หรือการเก็บข้อมูลผู้ใช้ไปขายให้กับบริษัทต่าง ๆ ในการยิงโฆษณาออกมาให้ตรงใจผู้ใช้อีกด้วย ซึ่งถ้าใครไม่อยากโดนเก็บข้อมูลไปขายก็แนะนำให้ใช้งาน Private หรือ Incognito Mode ตอนหาของที่อยากได้น่าจะปลอดภัยต่อกระเป๋าเงินมากกว่า เพราะหลายครั้งเราก็หาข้อมูลของสินค้าที่อยากได้รอไว้ก่อนและว่าจะพิจารณาตัดสินใจอีกทีหนึ่ง แต่เมื่อเห็นขึ้นโฆษณาบ่อย ๆ ก็อดใจไม่ไหวจนกดตัดบัตรไปอีกจนได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...