โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

โรคกระดูกพรุนควรเสริมแคลเซียมและวิตามินดีอย่างไร

อาวุโส โซไซตี้

เผยแพร่ 24 ม.ค. 2565 เวลา 03.56 น. • อาวุโสโซไซตี้
โรคกระดูกพรุนควรเสริมแคลเซียมและวิตามินดีอย่างไร

โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ร่างกายมีมวลกระดูกน้อย มีการสร้างกระดูกไม่สมดุลกับการทำลายกระดูก กระดูกก็มีความอ่อนแอ เปาะบาง แตกหักง่าย หากมีการล้มหรือมีการกระแทรกเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้กระดูกหักได้ ผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง อีกทั้งเมื่ออายุมากขึ้นก็เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย

ในการรักษาโรคกระดูกพรุน การรักษาด้วยยาไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนให้หายขาดได้ ผู้ป่วยโรคนี้ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันกระดูกแตก ตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันกระดูกแตก เช่น การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรง รับประทานแคลเซียมและวิตามินดีอย่าง เพียงพอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ระมัดระวังอย่าให้หกล้ม

หนึ่งในการป้องกันกระดูกแตก คือ การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดี เราคงทราบแล้วว่า วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียม มีคำแนะนำให้เสริมแคลเซียมในรูปแบบอาหารและใช้วิตามินดีในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมที่ดีที่สุด คือ น้ำนม นมถั่วเหลืองเองก็ให้แคลเซียมได้เช่นกัน แต่ก็ให้ปริมาณแคลเซียมน้อยกว่านมโค นอกจากน้ำนมแล้ว ปลาตัวเล็ก ๆ ที่ทอดรับประทานทั้งตัวก็เป็นแหล่งของแคลเซียม เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเองก็เป็นแหล่งของแคลเซียม เช่นเดียวกับ พวกผักใบเขียวบางกลุ่ม ที่ต้องกล่าวว่าบางกลุ่มเพราะว่าในแหล่งอาหารที่เป็นผักจะมีสารที่ขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมอยู่ ผักในกลุ่มที่แนะนำให้รับประทานหากต้องการเสริมแคลเซียม ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู

 

การเสริมวิตามินดี

 

จากที่กล่าวว่าในผักมีสารที่ขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม พวกพืชเมล็ด ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้งและงา เป็นต้น ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็มีสารที่ขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมเช่นกัน จะเห็นว่าในอาหารยังพอมีแหล่งของแคลเซียม แต่ถ้าไม่นิยมที่จะบริโภคแหล่งอาหารดังกล่าว คงต้องจบลงด้วยการรับประทานอาหารเสริม ต่างจากการเสริมวิตามินดีที่แนะนำว่าให้เสริมด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเลย

ส่วนใหญ่ร่างกายจะได้รับวิตามินดีจากการสร้างเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด คิดเป็น 80-90% เลยทีเดียว ในอาหารมีวิตามินดีน้อยมากแค่ 10-20% เอง โดยช่วงเวลาที่โดนแสงแดดควรอยู่ในช่วง 9.00-15.00 น. บางคนอาจไม่สะดวกที่จะโดนแสง การเสริมด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงดูเหมาะสม สำหรับการจะเสริมวิตามินดี วิตามินดีควรอยู่ในรูป วิตามินดี 2 หรือวิตามินดี 3 ซึ่งคือ inactive form หรือ natural form ไม่ควรใช้ active form หรือ vitamin D analogs (เช่น calcitriol, alfacalcidol) โดยวิตามินดี 2 เรียกอีกชื่อว่า ergocalciferol ส่วนวิตามินดี 3 มีอีกชื่อว่า cholecalciferol

ดังนั้นในการเสริมวิตามินดีควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ระบุ ergocalciferol หรือ cholecalciferol หรือ วิตามินดี 2 หรือ วิตามินดี 3 ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ระบุ calcitriol, alfacalcidol เพราะจะต้องสงวนใช้ในผู้ป่วยตับวาย ไตวาย ที่จะต้องติดตามค่าแคลเซียมในเลือดและปัสสาวะ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...