โรคกระดูกพรุนควรเสริมแคลเซียมและวิตามินดีอย่างไร
โรคกระดูกพรุนเป็นโรคที่ร่างกายมีมวลกระดูกน้อย มีการสร้างกระดูกไม่สมดุลกับการทำลายกระดูก กระดูกก็มีความอ่อนแอ เปาะบาง แตกหักง่าย หากมีการล้มหรือมีการกระแทรกเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้กระดูกหักได้ ผู้หญิงจะมีโอกาสเป็นโรคนี้ได้สูง อีกทั้งเมื่ออายุมากขึ้นก็เพิ่มโอกาสในการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย
ในการรักษาโรคกระดูกพรุน การรักษาด้วยยาไม่สามารถรักษาโรคกระดูกพรุนให้หายขาดได้ ผู้ป่วยโรคนี้ควรจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันกระดูกแตก ตัวอย่างของการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเพื่อป้องกันกระดูกแตก เช่น การออกกำลังกายให้กล้ามเนื้อแข็งแรง รับประทานแคลเซียมและวิตามินดีอย่าง เพียงพอ ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ระมัดระวังอย่าให้หกล้ม
หนึ่งในการป้องกันกระดูกแตก คือ การรับประทานแคลเซียมและวิตามินดี เราคงทราบแล้วว่า วิตามินดีช่วยในการดูดซึมแคลเซียม มีคำแนะนำให้เสริมแคลเซียมในรูปแบบอาหารและใช้วิตามินดีในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร โดยอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมที่ดีที่สุด คือ น้ำนม นมถั่วเหลืองเองก็ให้แคลเซียมได้เช่นกัน แต่ก็ให้ปริมาณแคลเซียมน้อยกว่านมโค นอกจากน้ำนมแล้ว ปลาตัวเล็ก ๆ ที่ทอดรับประทานทั้งตัวก็เป็นแหล่งของแคลเซียม เต้าหู้ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเองก็เป็นแหล่งของแคลเซียม เช่นเดียวกับ พวกผักใบเขียวบางกลุ่ม ที่ต้องกล่าวว่าบางกลุ่มเพราะว่าในแหล่งอาหารที่เป็นผักจะมีสารที่ขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมอยู่ ผักในกลุ่มที่แนะนำให้รับประทานหากต้องการเสริมแคลเซียม ได้แก่ คะน้า กวางตุ้ง ขี้เหล็ก ตำลึง บัวบก ถั่วพู
จากที่กล่าวว่าในผักมีสารที่ขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียม พวกพืชเมล็ด ได้แก่ ถั่วเมล็ดแห้งและงา เป็นต้น ถั่วเมล็ดแห้งต่าง ๆ เหล่านี้ ก็มีสารที่ขัดขวางการดูดซึมของแคลเซียมเช่นกัน จะเห็นว่าในอาหารยังพอมีแหล่งของแคลเซียม แต่ถ้าไม่นิยมที่จะบริโภคแหล่งอาหารดังกล่าว คงต้องจบลงด้วยการรับประทานอาหารเสริม ต่างจากการเสริมวิตามินดีที่แนะนำว่าให้เสริมด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเลย
ส่วนใหญ่ร่างกายจะได้รับวิตามินดีจากการสร้างเมื่อผิวหนังได้รับแสงแดด คิดเป็น 80-90% เลยทีเดียว ในอาหารมีวิตามินดีน้อยมากแค่ 10-20% เอง โดยช่วงเวลาที่โดนแสงแดดควรอยู่ในช่วง 9.00-15.00 น. บางคนอาจไม่สะดวกที่จะโดนแสง การเสริมด้วยรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจึงดูเหมาะสม สำหรับการจะเสริมวิตามินดี วิตามินดีควรอยู่ในรูป วิตามินดี 2 หรือวิตามินดี 3 ซึ่งคือ inactive form หรือ natural form ไม่ควรใช้ active form หรือ vitamin D analogs (เช่น calcitriol, alfacalcidol) โดยวิตามินดี 2 เรียกอีกชื่อว่า ergocalciferol ส่วนวิตามินดี 3 มีอีกชื่อว่า cholecalciferol
ดังนั้นในการเสริมวิตามินดีควรเลือกผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ระบุ ergocalciferol หรือ cholecalciferol หรือ วิตามินดี 2 หรือ วิตามินดี 3 ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่ระบุ calcitriol, alfacalcidol เพราะจะต้องสงวนใช้ในผู้ป่วยตับวาย ไตวาย ที่จะต้องติดตามค่าแคลเซียมในเลือดและปัสสาวะ