โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เปิด 55 พันธุ์ไม้ ในอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 ก่อนเปิดเข้าชมปี 2567

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ส.ค. 2565 เวลา 03.16 น. • เผยแพร่ 01 ม.ค. 2565 เวลา 02.30 น.

เปิด 55 พันธุ์ไม้ เพาะปลูกในอุทยานเฉลิมพระเกียรติ ร.9 “ปอด” กทม. แห่งใหม่

อุทยานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร รัชกาลที่ 9 สถานที่ที่จะกลายเป็นพื้นที่สีเขียวแห่งใหม่ใจกลางกรุง ในปี 2567 ตามแผนงานก่อสร้าง ซึ่งแน่นอนว่า จะมีต้นไม้หลากพันธุ์ให้ประชาชนชื่นชมกันอย่างแน่นอน

“ประชาชาติธุรกิจ” นำเสนอพันธุ์ไม้ชนิดต่าง ๆ ที่มีการนำมาเพาะปลูกในอุทยานฯ โดยมีทั้งพันธุ์ไม้ทรงปลูกจากราชวงศ์ และพันธุ์ไม้อื่น ๆ ที่น่าสนใจรวมกว่า 55 ชนิด

เปิด 5 พันธุ์ไม้ ทรงปลูกในอุทยานฯ ร.9

1. ต้นรวงผึ้ง (Yellow Star) : พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.10) ทรงปลูก

  • ถิ่นกำเนิด : ประเทศไทย (พบมากทางภาคเหนือ)
  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 8 เมตร ใบรูปมนรีหรือขอบขนานปลายแหลม ขอบใบเรียบ ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามซอกใบสีเหลืองสด ขนาด 1.3-1.5 เซนติเมตร บานสะพรั่งทั้งต้นคล้ายรวงผึ้ง ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลกลมแบบแห้งไม่แตก ขนาด 0.5-1 เซนติเมตร
  • ประโยชน์ : เป็นไม้ไทยหายาก ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกไม้กลิ่นหอม

2. ต้นคำมอกหลวง (Golden Gardenia) : สมเด็จพระนางเจ้าสุทิดา พัชรสุธาพิมลลักษณ พระบรมราชินี ทรงปลูก

  • ถิ่นกำเนิด : ดอยสุเทพ ประเทศไทย
  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น สูง 7-15 เมตร เรือนยอดกลม โปร่ง ใบรูปรีแกมขอบขนาดกว้าง ปลายยอดแหลมปกคลุมด้วยไขสีเหลือง ดอกสีเหลืองสด ส่วนโคนเป็นหลอดยาว ปลายแผ่เป็น 5 กลีบ เรียงเวียนกัน ขนาดดอกบาน 5.5-7 เซนติเมตร ผลรูปกระสวยมีสันชัดเจน
  • ประโยชน์ : เป็นไม้ไทยหายาก ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกไม้กลิ่นหอม

3. ต้นโมกหลวง (Kurchi) : สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้ากรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงปลูก

  • ถิ่นกำเนิด : ทวีปแอฟริกา อินเดีย และเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มถึงไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 15 เมตร ทุกส่วนของต้นมีน้ำยางขาวใบออกเรียงตรงข้าม รูปรีแกมขอบขนาน ออกดอกเป็นช่อกระจุกสีขาว โคนกลีบเป็นหลอด ส่วนปลายแยกเป็น 5 กลีบ เรียงเวียนกัน ผลเป็นฝักเรียวยาว
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ กลิ่นหอม เนื้อไม้สีขาว ใช้ทำหัตถกรรมและเฟอร์นิเจอร์ เปลือกต้นมีรสขมฝาดใช้เคี้ยวหรือต้มแก้โรคบิด มาเลเรียและท้องเสีย

4. ต้นรัตนพฤกษ์/คูนสายรุ้ง (Rainbow Shower Tree) : สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ ทรงปลูก

  • ถิ่นกำเนิด : เป็นลูกผสมจากรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา เกิดจากการผสมของต้นคูนกับกัลปพฤกษ์ นำมาคัดเลือกไว้แต่ดอกสีเหลืองแกมส้มและชมพู
  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่มขนาดกลาง สูงได้ถึง 10 เมตร ใบประกอบมี 8-10 คู่ผลัดใบช่วงสั้น ๆ ในหน้าแล้งและออกดอกทั้งต้น พร้อมผลิใบอ่อน ดอกออกเป็นช่อใหญ่ตามซอกใบและปลายกิ่ง ช่อเป็นพวงห้อยลงดอกขนาด 3.4-4.5 เซนติเมตร ฝักคล้ายฝักคูน แต่มักไม่ติดฝัก
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ให้ช่อดอกสวยงามในฤดูแล้ง

5. ต้นสุพรรณิการ์ (Yellow Silk Cotton Tree) : เจ้าคุณพระสินีนาฏ พิลาสกัลยาณี ปลูก

  • ถิ่นกำเนิด : อเมริกาใต้
  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบสูง 7-15 เมตร กิ่งก้านคดงอ โคนใบรูปหัวใจ แผ่นใบแยกเป็น 5 แฉก ขอบใบเป็นคลื่น ดอกเป็นช่อออกกระจายที่ปลายกิ่งบานทีละดอก ดอกเหลืองมีกลิ่น กลีบบาง เกสรสีเหลือง ผลกลมเมื่อแก่แตก 3-5 พู ภายในมีเมล็ดรูปไตสีน้ำตาล หุ้มด้วยปุยขาวคล้ายปุยฝ้าย
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ให้ดอกสวยงาม ใบอ่อนนำมาต้มเอาน้ำสระผมและแก้โรคบิด ดอกแห้งและใบแห้งใช้เป็นยาบำรุงกำลัง

เปิด 50 พันธุ์ไม้ ปลูกในอุทยานฯ ร.9

1. กระทุ่มนา (Mitrayna Korth)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพรรณไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง เป็นทรงพุ่มกลม มีความสูงได้ประมาณ 8-15 เมตร แตกกิ่งแขนงต่ำ ใบเรียงตรงข้ามสลับตั้งฉากกัน กว้างประมาณ 3-7 เซนติเมตร ช่อดอกออกตามปลายกิ่ง ผลแห้งแตก ภายในมีเมล็ดจำนวนมาก
  • ประโยชน์ : ใบ เมื่อเคี้ยวมีรสขม ช่วยลดความดันโลหิต เปลือกต้นรักษาโรคผิวหนังทุกชนิด แก้มะเร็ง

2. กระพี้จั่น

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : มีขนาดเล็กไปจนถึงปานกลาง โดยมีความสูงประมาณ 8-20 เมตร เปลือกของลำต้นเป็นสีน้ำตาลแตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ โคนใบมนหรือแหลม ส่วนปลายใบเรียวแหลมและแผ่นใบบาง ดอกเป็นช่อที่ปลายยอด ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก กลีบดอกเป็นรูปดอกถั่วมี 5 กลีบ สีม่วงเกือบดำ
  • ประโยชน์ : เนื้อไม้ ช่วยบำรุงเลือด เปลือกต้น ต้มน้ำใช้ชำระล้างบาดแผลเรื้อรัง

3. กัลปพฤกษ์ (Wishing Tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลาง ความสูงประมาณ 10-15 เมตร เปลือกนอกสีเทาลำต้นมีรอยเป็นเส้นเล็กน้อยแตกกิ่งก้านพุ่งสู่ด้านบน ออกดอกเป็นช่อมีกลิ่นหอม มีสีชมพูแกมขาว ดอกบานจะมีกลีบดอก 5 กลีบ
  • ประโยชน์ : เนื้อในฝักเป็นยาระบายอ่อน ๆ เปลือกฝักและเมล็ดทำให้อาเจียน ลดไข้

4. แก้วเจ้าจอม (Lignum Vitae)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพุ่มขนาดเล็ก ลำต้นค่อนข้างคดงอ และมีปมเป็นข้อ ใบจะออกประกอบกันเป็นคู่ กลมมนเล็ก รูปไข่ ออกเรียงสลับกันตามก้านใบและมีผิวมัน ดอกจะมีสีฟ้าเป็นดอกเดี่ยว สีของมันจะค่อย ๆ จางเมื่อแห้งลง
  • ประโยชน์ : เป็นยาขับเสมหะ แก้ไขข้ออักเสบ แก้ปวดประจำเดือน แก้โรคหอบหืด แก้โรคเบาหวาน แก้โรคเกาต์ ขับปัสสาวะ

5. ขนุน (Jackfruit tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 15.30 เมตร ใบเดี่ยวเรียงสลับ แผ่นใบรูปรี ขนาดกว้าง 5-8 เซนติเมตร ยาว 10-15 เซนติเมตร ดอกทั้งช่อจะเจริญร่วมกันเป็นผลรวมมีขนาดใหญ่ ผลดิบเปลือกสีเขียว หนามทู่ เมื่อแก่เปลือกสีน้ำตาลอ่อน
  • ประโยชน์ : เนื้อขนุนสุกใช้รับประทานเป็นผลไม้ และใช้ทำขนมได้หลายชนิด

6. ขนุนพันธุ์ไพศาลทักษิณ (Jackfruit tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 4-6 เมตร ใบออกเรียงเวียนสลับ รูปรี ผลรวมทรงกลม มีหนามสั้น สีเขียวอมเหลือง มีลักษณะเด่นคือ ซังน้อย เนื้อหนา เปลือกบาง และยางน้อย
  • ประโยชน์ : ผลอ่อนนำมาลวกจิ้มน้ำพริกหรือประกอบอาหาร ผลสุกเนื้อในสีเหลือง รสหวาน ทรงต้นให้ร่มเงาได้ดี

7. ขี้เหล็กบ้าน (Cassod tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็กถึงปานกลาง ผลัดใบ สูงประมาณ 8-15 เมตร ลำต้นมักคดงอเป็นปุ่ม ใบประกอบเป็นแบบขนนก เรียงสลับกัน มีใบย่อย 5-12 คู่ ดอกช่อสีเหลืองอยู่ตามปลายกิ่ง ผลเป็นฝักแบนยาวมีสีคล้ำ
  • ประโยชน์ : ดอก รักษาโรคเส้นประสาท นอนไม่หลับ ราก รักษาไข้ รักษาโรคเหน็บชา ลำต้นและกิ่ง เป็นยาระบาย รักษาโรคผิวหนัง

8. จันทร์กะพ้อ (Resak)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นขนาดเล็กถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 5-15 เมตร ต้นค่อนข้างตรง เปลือกเกลี้ยง เรือนยอดเป็นพุ่มรีหรือกว้าง ใบเป็นใบเดี่ยว ดอกออกตามกิ่งเป็นช่อเล็ก ๆ ทยอยบานครั้งละ 1-2 ดอก
  • ประโยชน์ : ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกมีกลิ่นหอมค่อนข้างแรงมาก และสามารถนำดอกมาปรุงเป็นยาหอม แก้ลม และบำรุงหัวใจ

9. จำปี (White chempaka)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง สูงประมาณ 10-20 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นสีน้ำตาลแตกเป็นร่องถี่ กิ่งเปราะ หัก ใบเดี่ยวเรียงสลับ ใบมีรูปรี ปลายแหลม ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบ กลีบดอกสีขาวแคบเรียบ มี 8-12 กลีบ ยาว 4-6 เซนติเมตร มีกลิ่นหอม
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกจะมีกลิ่นหอม สามารถนำมาใช้อบเสื้อผ้าให้มีกลิ่นหอมได้

10. จำปีสิรินธร (Champi Sirindhorn)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ต้นขนาดกลาง ถึงขนาดใหญ่ สูง 20-30 เมตร ใบรูปรี โคนใบมนกลม ออกดอกเดี่ยวที่ซอกใบใกล้ปลายยอด ดอกตูมรูปกระสวย มีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1.1.5 เซนติเมตร ยาว 2.5-3.5 เซนติเมตร
  • ประโยชน์ : ปลูกไว้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ มีกลิ่นหอม

11. ชงโค (Puple orchid tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้พุ่มหรือไม้ต้นผลัดใบขนาดกลาง สูงประมาณ 15 เมตร ใบเดี่ยว เรียงสลับ เป็นรูปไข่แยกเป็น 2 แฉกลึก คล้ายใบติดกัน มีขนาดประมาณ 20 เซนติเมตร ดอกสีชมพูอมม่วง สีม่วงสดคล้ายกล้วยไม้ และสีขาว มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
  • ประโยชน์ : ใช้รากเป็นยาขับลม เปลือกเป็นยาแก้ท้องร่วง มีฤทธิ์แก้ท้องเสีย พอกฝี

12. ชิงชัน (Rosewood)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ขนาดใหญ่ถึงขนาดกลาง สูงประมาณ 25 เมตร เปลือกของต้นนั้นมีสีน้ำตาลอมเทา เปลือกหนา ใบมีสีแดง บางใบเกลี้ยง บางใบอาจมีขนขึ้นอยู่เบาบาง รูปทรงรี ปลายมน หรือหยักเว้าน้อย ๆ และดอกของต้นชิงชันนั้นจะออกดอกทุกปี

13. ตะกู (Bur-flower Tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลม กิ่งเกือบตั้งฉากกับลำต้น เปลือกแตกเป็นร่องละเอียดตามยาว เป็นใบเดี่ยว เรียงตรงข้ามเป็นคู่ ดอกมีสีเขียวอมเหลือง เมื่อแก่จะกลายเป็น สีเหลืองเข้ม มีกลิ่นหอม
  • ประโยชน์ : นำเนื้อไม้ไปแปรรูปเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ทุกชนิด เนื่องจากไม้ตะกูมีสีสวยงาม

14. ตะเคียนทอง (Iron wood)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบขนาดใหญ่ ลำต้นเปลาตรงความสูงของต้นประมาณ 20-40 เมตร ลักษณะของเรือนยอดเป็นทรงพุ่มทึบ ใบเป็นรูปไข่แกมรูปใบหอกหรือรูปดาบ ปลายใบเรียว ดอกเป็นช่อยาวแบบช่อแยกแขนงตามปลายกิ่งและตามง่ามใบ สีเหลืองแกมสีน้ำตาลขนาดเล็ก กลิ่นหอมและขนนุ่ม
  • ประโยชน์ : แก่นมีรสขมอมหวาน ช่วยแก้โลหิตและกำเดา

15. ตะแบกนา (Tabaek)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นต้นไม้ผลัดใบ 15-30 เมตร ใบเดี่ยว ออกตรงข้ามหรือเยื้องกันเล็กน้อย แผ่นใบรูปขอบขนานแกมรูปหอก ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนสอบ ดอกสีม่วงอมชมพูต่อมาเปลี่ยนเป็นสีขาวหรือเกือบขาว ออกรวมกันเป็นช่อตามปลายกิ่ง
  • ประโยชน์ : เนื้อไม้ละเอียดแข็ง ใช้ทำสิ่งปลูกสร้างที่รับน้ำหนักเสา กระดานพื้น และนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ

16. ตะแบกใหญ่ (White Myrtle)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ใบโต ปลายใบแหลม ดอกสีขาว เป็นช่อแบนใหญ่ ดอกแตกออกเป็นกลีบกลม 6 กลีบ พอแก่จวนจะร่วง จะกลายเป็นสีม่วงแดงเป็นช่อใหญ่ หรือพุ่มสีผึ้งรวมกันเป็นช่องามน่าดู
  • ประโยชน์ : ปลูกไว้เป็นไม้ดอกไม้ประดับ เปลือก ทำเป็นยาแก้บิดและมูกเลือด หรือแก้ลงแดง

17. ทองกวาว (Flame of the Forest)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ไม้ขนาดกลาง สูง 8-15 เมตร ลำต้นส่วนมากจะคดงอและแตกกิ่งต่ำ ใบย่อยรูปป้อม โคนเบี้ยว ปลายมน ลักษณะคล้ายรูปสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน ใบกลางจะมีก้านใบยาว ดอกออกเป็นช่อตามกิ่ง ส่วนฐานรองดอกเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย ดอกสีแสดที่เป็นสีเหลืองหายาก ลักษณะเป็นดอกถั่วขนาดใหญ่มี 5 กลีบ
  • ประโยชน์ : ดอกให้สีแดงใช้ย้อมผ้า เมล็ดใช้บำบัดพยาธิภายใน

18. ทองหลาง (Indian Coral Tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นผลัดใบในระยะสั้น ๆ มีความสูงของต้นประมาณ 10-20 เมตร และอาจสูงได้ถึง 25 เมตร เรือนยอดแผ่กว้างใบเป็นใบประกอบแบบขนนก มีใบย่อย 3 ใบ ออกเรียงสลับออกดอกเป็นช่อ กลีบดอกเป็นสีแดงเข้ม ดอกมีลักษณะเป็นรูปดอกถั่ว
  • ประโยชน์ : ใบใช้ตำพอกรักษาฝี นำมาบดทาแก้โรคบวมตามข้อ

19. นนทรี (Copper Pod)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น ทรงพุ่มสูงได้ถึง 25 เมตร กึ่งผลัดใบเรือนยอดรูปร่ม แผ่กว้าง ใบเป็นใบประกอบขนนกสองชั้นรูปไข่ ออกดอกเป็นช่อตั้งขนาดใหญ่ที่ปลายกิ่ง สีเหลือง มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
  • ประโยชน์ : เปลือกบดเป็นผงรักษาโรคสะเก็ดเงินและใช้เป็นยาสมานแผลสด

20. บัวสวรรค์ (Gustavia)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้พุ่ม สูง 1.5-4 เมตร ใบ เดี่ยว ออกสลับ รูปใบหอก ปลายใบเรียว ขอบหยัก ดอกมีกลีบดอก 8-9 กลีบค่อนข้างหนา เมื่อบานเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-7 เซนติเมตร สีชมพู กลิ่นหอม ออกดอกตลอดปี
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ

21. ประดู่แดง (Monkey flower tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นพรรณไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงประมาณ 10-12 เมตร ผิวเปลือกลำต้นมีสีน้ำตาลอ่อน เรือนยอดแผ่กว้างกิ่งลู่ลง ผลัดใบ ใบเป็นรูปมนรีออกเป็นคู่ สลับตามลำต้นออกดอกเป็นช่อ ดอกสีแดงสด จะทยอยกันบานไล่ขึ้นไปตั้งแต่โคนก้านช่อจนถึงปลายช่อ เกสรยาวยื่นออกมากลางดอก
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ

22. ประดู่ป่า (Burmese Padauk)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 15-30 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มกลม ทึบ ใบประกอบขนนกชั้นเดียว ปลายใบคี่ เรียงสลับ ดอกมีสีเหลือง กลิ่นหอม ออกเป็นช่อยาว 10-20 เมตร
  • ประโยชน์ : แก่นสีแดงคล้ำใช้ย้อมผ้า และเปลือกให้น้ำฝาดใช้ฟอกหนัง

23. ประดู่อังสนา (Padauk)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นผลัดใบสูง 10-20 เมตร ทรงกลม แผ่กว้าง ลำต้น เรือนยอดทรง กิ่งก้านห้อยลง เปลือกต้นสีน้ำตาลปนดำและแตกเป็นสะเก็ด ใบประกอบแบบขนนกปลายคี่เรียง ช่อดอกเป็นช่อกระจะออกที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ดอกรูปถั่ว สีเหลือง เมื่อบานมีขนาด 1-1.5 เซนติเมตร มีกลิ่นหอม
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ช่อดอกอ่อนกินกับน้ำพริกได้

24. ปีบ (Cork Tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่มีความสูงประมาณ 10-20 เมตร ผลัดใบ เรือนยอดเป็นพุ่มทรงกระบอก กิ่งก้านมักจะย้อยลง ดอกมีสีขาวหรือชมพู มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อกระจุกซ้อนตามปลายกิ่ง
  • ประโยชน์ : ดอกตากแห้งนำมาม้วนเป็นบุหรี่สูบ ใช้สูบทำให้ชุ่มคอ ทำให้ปากหอม

25. ปีบทอง (Tree Jasmine)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นผลัดใบ สูงประมาณ 10 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มทึบ ดอกมีสีเหลืองอมส้มหรือสีส้ม ออกเป็นกระจุกตามกิ่งและลำต้น กระจุกล 5-10 ดอก บานไม่พร้อมกัน กลีบเลี้ยง รูปถ้วยสีม่วงแดง กลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด
  • ประโยชน์ : ลำต้นใช้แก้ซางในเด็กที่มักจะมีเม็ดขึ้นในปากและลำคอ ช่วยแก้ลิ้นเป็นฝ้า ปวดฟัน รักษาโรคผิวหนัง โรคเรื้อน

26. พรหมจุฬาภรณ์

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นขนาดเล็ก สูงไม่เกิน 2 เมตร มีดอกขนาดเล็ก ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางไม่เกิน 1 เซนติเมตร สีขาวเด่น และเปลี่ยนเป็นสีครีมเมื่อดอกมีอายุมากขึ้น มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นดอกโมก กลีบดอกชั้นในประกบกันเป็นรูป
  • ประโยชน์ : มีสารเคมีทุติยภูมิที่มีฤทธิ์ต้านมะเร็ง และอาจพัฒนาเป็นยาต้านมะเร็งได้ในอนาคต

27. มหาพรหมราชินี (Mahaphrom Rachini)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นต้นไม้ขนาดเล็ก สูง 4-6 เมตร เปลือกลำต้นสีน้ำตาล กิ่งอ่อนมีขนอ่อนคลุมอยู่ ใบรูปหอก เป็นดอกเดี่ยวหรือเป็นช่อ 1-3 ดอก ใกล้ปลายยอด โคนกลีบสีเขียวอ่อน ปลายกลีบสีม่วงเข้ม กระดกงอขึ้นและประกบติดกันเป็นรูปกระเช้า แต่ละดอกบานอยู่ได้ 3-5 วัน มีกลิ่นหอมอ่อน ๆ
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ

28. มะกอก (Jew’s plum)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น ขนาดกลาง สูงถึง 25 เมตร ลำต้นและกิ่งก้านเลี้ยงไม่มีขน มีใบย่อย 3-5 คู่ ปลายใบเป็นติ่งแหลม โคนใบแหลมหรือเบี้ยว ดอกออกเป็นช่อสีขาวตามปลายกิ่ง ผลสดมีเนื้อฉ่ำน้ำ ลักษณะรูปไข่หรือรูปรี เมื่อสุกผลสีเหลืองหม่น
  • ประโยชน์ : ยอดอ่อนและใบใช้รับประทานเป็นผักรสเปรี้ยว ผลรสเปรี้ยวหวานเย็น ผลสุกใช้ปรุงรสเปรี้ยว

29. มะเกลือ (Ebony tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ สูง 8-15 เมตร อาจสูงได้ถึง 30 เมตร ผลัดใบหรือไม่ผลัดใบ เปลือกสีดำ แตกเป็นสะเก็ดเล็ก ๆ ตามยาว ใบเดี่ยว เรียงสลับ แผ่นใบรูปไข่ดอกสีขาวหรือเหลืองอ่อน ผลสด รูปทรงกลม ผิวเรียบเกลี้ยง ผลดิบสีเขียว ผลสุกสีเหลืองอมดำ
  • ประโยชน์ : ผลสดสีเขียว รสขื่นเฝื่อนเบื่อฝาด ขับพยาธิในไส้เดือน

30. มะตูม (Bael)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : ลำต้นมีความสูง 18 เมตร เปลือกลำต้นมีสีเหลืองสีเทาเรียบเป็นร่องตื้น เนื้อไม้แข็ง ใบประกอบแบบขนนก ใบย่อยรูปไข่หรือรูปหอกมี 3 ใบ ดอกสีขาวหรือขาวอมเขียว มีกลิ่นหอม ผลมีเปลือกแข็งเรียบและมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 5-15 เซนติเมตร
  • ประโยชน์ : ใช้รับประทานได้ทั้งแบบสดและแบบแห้ง และใช้เป็นยารักษาอาการท้องร่วง ท้องเดิน โรคลำไส้

31. มะเม่า (Maoberry/Mamao)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น ใบเดี่ยวสีเขียวเป็นมัน โคนใบเรียวมน ดอกออกเป็นช่อ ตามซอกใบและปลายกิ่ง ดอกแยกเพศแยกต้น ผลกลม ออกรวมกันเป็นพวง ผลอ่อนสีเขียว เมื่อสุกเป็นสีแดง สุกเต็มที่เปลี่ยนเป็นสีดำ
  • ประโยชน์ : ผลรับประทานได้ มีรสเปรี้ยว โดยรับประทานเป็นผลไม้ สดหรือแปรรูปเป็นน้ำผลไม้ เป็นยาระบาย ช่วยบำรุงสายตา

32. มะฮอกกานี (Broad Leaf Mahogany)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูง 15-25 เมตร ขนาดทรงพุ่ม 6-10 เมตร ผลัดใบ ใบประกอบแบบขนนกปลายคู่เรียงเวียนสลับ ดอกสีเหลืองอมเขียว มีกลิ่นหอม ออกเป็นช่อแบบช่อแยกแขนง ที่ซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ช่อดอกตั้งยาว 10-15 เซนติเมตร
  • ประโยชน์ : เปลือกต้น รสฝาดขม ฝนทาสมานแผล ต้มดื่มแก้ไข้

33. โมกมัน (Ivory)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นผลัดใบ สูงได้ถึง 20 เมตร เปลือกสีขาวหรือสีเทาอ่อนถึงน้ำตาล ใบรูปรี ยาว 3-18 เซนติเมตร ดอกสีขาวนวล ออกเป็นช่อ ตามปลายกิ่ง ยาว 4-6 เซนติเมตร ผลเป็นฝักรูปทรงกระบอกฃ
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ เปลือกต้นและรากใช้แก้พิษสัตว์ กัดต่อยและโรคไต

34. โมกราชินี

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นขนาดกลางสูงได้ถึง 6 เมตร เป็นดอกเดี่ยวออกที่ปลายยอด ดอกบานมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-5 เซนติเมตร กลีบดอก 5 กลีบ สีขาว กลางดอกมีรยางค์เป็นขนยาว กลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลเป็นฝัก ออกเป็นคู่กางออก เมื่อแก่มีสีน้ำตาลและแตกออก
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับและไม้มงคล

35. ยางนา (Yang)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่สูง 40-50 เมตร ไม่ผลัดใบ ลำต้นตรง เปลือกเรียบหนาสีเทา ใบเดี่ยวรูปไข่แกมรูปหอกกว้าง ปลายใบสอบเรียว ดอกสีชมพู ออกเป็นช่อสั้น ๆ สีน้ำตาล กลีบดอกมี 5 กลีบ โคนกลีบประสานเหลื่อมกัน ปลายกลีบบิดเวียนตามกันแบบกังหัน
  • ประโยชน์ : เปลือกเป็นยาบำรุงร่างกาย ฟอกเลือด บำรุงโลหิต

36. รวงผึ้ง (Yellow Star)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น สูงได้ถึง 8 เมตร ใบรูปมนรีหรือขอบขนานปลายแหลม ขอบใบเรียบ ดอกเป็นดอกสมบูรณ์เพศ ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามซอกใบ สีเหลืองสด ขนาด 1.3-1.5 เซนติเมตร ดอกมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ ผลกลมเป็นแบบแห้งไม่แตก ขนาด 0.5-1 เซนติเมตร
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ให้กลิ่นหอม

37. ราชพฤกษ์/คูน(Golden showe)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลาง มีความสูง 10-20 เมตร ดอกขึ้นเป็นช่อยาว 20-40 เซนติเมตร แต่ละดอกมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 4-7 เซนติเมตร มีกลีบดอกสีเหลืองขนาดเท่ากับ 5 กลีบ ผลยาว 30-62 เซนติเมตร และกว้าง 1.5-2.5 เซนติเมตร มีกลิ่นฉุน และมีเมล็ดที่มีพิษเป็นจำนวนมาก
  • ประโยชน์ : เป็นต้นไม้มงคลนิยมใช้ประกอบพิธีที่สำคัญ

38. ลำดวน (Landman)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ต้นขนาดกลาง สูง 5-20 เมตร ไม่ผลัดใบ เรือนยอดรูปกรวย หนาทึบ ลำต้นปลาตรง มีเปลือกสีน้ำตาล ใบเดี่ยว เรียงสลับ ดอกมีสีนวลกลิ่นหอม ออกเดี่ยวตามซอกใบที่ปลายกิ่ง กลีบดอกหนาและแข็ง ดอกมีกลิ่นหอม ลักษณะผลเป็นผลทรงกลม สีเขียว เมื่อสุกสีดำ รสหวานอมเปรี้ยว
  • ประโยชน์ : ดอกแห้งมีสรรพคุณเป็นยาบำรุงกำลัง บำรงโลหิต

39. ลีลาวดี (Temble tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูง 6-12 เมตร เรือนยอดรูปไข่หรือรูปร่ม แตกกิ่งก้านเป็นพุ่มกว้าง ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปใบหอกแกมรูปไข่กลับ ดอกเป็นช่อแบบกระจุกแยกแขนง ปลายแยกเป็น 5 แฉก ดอกมีสีขาวแกมสีเหลือง มีกลิ่นหอม
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ ดอกลีลาวดีใช้ผสมกับพลู ทำเป็นยาแก้ไข้ และไข้มาลาเรีย รากช่วยรักษาไข้หวัด

40. ศรีตรัง (Green ebony)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นต้นไม้ขนาดเล็กผลัดใบ สูง 4-10 เมตร ทรงเรือนยอดโปร่ง ต้นสีน้ำตาลอ่อนปนเทา โตช้า ใบประกอบแบบขนนกสองชั้น ออกตรงกันข้าม ดอกสีม่วง ออกเป็นช่อแขนงขนาดใหญ่ตามปลายกิ่ง โคนกลีบดอกเชื่อมกันเป็นหลอด มี 5 กลีบ เมื่อบานเส้นผ่าศูนย์กลางประมาณ 2 เซนติเมตร ผลเป็นฝักแบน
  • ประโยชน์ : ปลูกเป็นไม้ประดับ

41. สมอไทย (Myrabolan Wood)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ผลัดใบ สูง 20-30 เมตร เปลือกต้นขรุขระ ใบเดี่ยว เรียงสลับ รูปวงรี ดอกออกที่ซอกใบหรือปลายยอด กลีบสีเหลือง ผลเป็นผลสด รูปวงรี เมื่อแก่จะมีสีเขียวอมเหลือง
  • ประโยชน์ : ผลอ่อนจะมีฤทธิ์เป็นยาระบาย ผลแก่จะมีฤทธิ์ฝาดสมาน นอกจากนี้ยังใช้อมกลั้วคอแก้เจ็บคอ

42. สมอพิเภก (Beleric myrobalan)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น เปลือกต้นสีน้ำตาลอมแดง มีรอยแตกขนาดเล็ก บางและหลุดร่อน ใบเป็นใบเดี่ยว ดอกเป็นช่อ ช่อดอกชี้ขึ้น ดอกขนาดเล็ก สีเหลืองหรือเหลืองอมเขียว กลีบเลี้ยงมี 5 กลีบ เชื่อมติดกัน ฐานรองดอกเป็นรูปถ้วย ผลเดี่ยว ทรงกลมรี สีเขียว หรือเขียวอมเหลือง ผิวเกลี้ยง เนื้อแข็งติดเมล็ด
  • ประโยชน์ : ผลดิบรสเปรี้ยว ใช้เป็นยาระบาย แก้ไข้

43. สะเดา (Siamese neem tree)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นต้นไม้ สูง 15-25 เมตร เปลือกต้นแตกเป็นร่องลึกตามยาว เป็นใบประกอบแบบขนนก ออกเรียงสลับรูปใบ ดอกออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ดอกสีขาวนวล กลีบเลี้ยงมี 5 แฉก กลีบดอกโคนติดกัน ปลายแยกเป็น 5 แฉก ผลรูปทรงรี ผิวเรียบ ผลอ่อนสีเขียว สุกเป็นสีเหลืองส้ม เมล็ดเดี่ยว รูปรี
  • ประโยชน์ : ดอก ยอดอ่อน แก้พิษโลหิต กำเดา ก้านใบ แก้ไข้

44. สะเดาข้าง (Pink Cedar)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ สูงราว 20-35 เมตร เปลือกต้นสีเทาเรียบ ใบเป็นใบประกอบแบบขนนก ขึ้นเรียงสลับ ดอกออกเป็นช่อตามซอกใบและปลายกิ่ง แต่ละช่อมีดอกย่อยขนาดเล็ก เวลาบานมี 5 กลีบ สีขาวอมเหลือง ส่งกลิ่นหอมทั้งวัน
  • ประโยชน์ : ใบกับเมล็ด นำมาสกัดสารทำยาฆ่าแมลง เปลือก นำไปต้มดื่มน้ำทำเป็นยาแก้บิดและท้องร่วง

45. สัก (Teak)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ ผลัดใบในฤดูร้อน ลำต้นเปล่า ตรงเปลือกเรียบหรือแตกเป็นร่องเล็ก ๆ ใบเดี่ยวใหญ่มาก ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ดอกมีขนาดเล็ก สีขาวนวลออกเป็นช่อตามปลายกิ่ง ผลเป็นผลแห้งค่อนข้างกลม
  • ประโยชน์ : ใบนำมาต้มกับน้ำรับประทานเป็นยาลดระดับน้ำตาลในเลือด บำรุงโลหิต รักษาโรคผิวหนัง เป็นยาขับพยาธิ

46. เสลาใบเล็ก (Thai bungor)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นต้นไม้ขนาดกลาง สูง 10-15 เมตร เรือนยอดทรงกลมทึบ ใบดก กิ่งโน้มลงรอบทรงพุ่ม เปลือกต้นสีน้ำตาลเข้มเกือบดำ ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม ดอกสีม่วง ม่วงอมชมพู หรือม่วงกับขาว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง ผลรูปเกือบกลม ผิวแข็ง
  • ประโยชน์ : เนื้อไม้ใช้สร้างบ้าน ใบ บดกับกำยานก้อนเล็ก ๆ ใช้ทาแก้ผดผื่นคัน

47. อินทรชิด/เสลา

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นต้นไม้ขนาดกลาง ผลัดใบสูง 1-2 เดคาเมตร เรือนยอดทรงกลมทึบ ใบดก กิ่งโน้มลงรอบทรงพุ่ม ดอกสีม่วง ม่วงอมชมพู หรือม่วงกับขาว ออกเป็นช่อที่ปลายกิ่ง กลีบเลี้ยงเชื่อมกันเป็นรูปถ้วย ผลรูปเกือบกลม ผิวแข็ง
  • ประโยชน์ : ไม้ทำเครื่องแกะสลัก ด้ามเครื่องมือ ทำพื้น รอด ตงคาน ได้ดี ปลูกเป็นไม้ประดับ

48. หว้า (Jambolan Plum)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้นสูง 10-35 เมตร เปลือกต้นค่อนข้างเรียบ สีน้ำตาล ใบเดี่ยว ออกตรงข้าม รูปไข่หรือรูปรี ดอกช่อ สีขาวหรือสีเหลืองอ่อน ออกที่ซอกใบหรือปลายยอด ผลเป็นผลสด รูปรีแกมรูปไข่ ฉ่ำน้ำ มีสีม่วงดำ ผิวเรียบมัน มีขนาด 1 เซนติเมตร
  • ประโยชน์ : เปลือกต้น ต้มน้ำดื่มแก้บิด อมแก้ปากเปื่อย ผลดิบแก้ท้องเสีย ผลสุก รับประทานได้ มีรสเปรี้ยวอมฝาด

49. อินจัน (Gold Apple)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นไม้ยืนต้น สูงประมาณ 10-20 เมตร เรือนยอดเป็นทรงกลมหรือทรงกระสวย หนาทึบ ลำต้นตรง เป็นใบเดี่ยวสีเขียวเข้ม ออกเรียงสลับกัน ดอกมีสีขาวนวลหรือสีเหลืองอ่อน ดอกเป็นดอกเดี่ยวหรือดอกช่อ ผลอ่อนมีสีเขียว แต่เมื่อสุกแล้วจะเป็นสีเหลือง เนื้อนุ่ม มีกลิ่นหอมและมีรสหวาน
  • ประโยชน์ : แก่น ช่วยบำรุงผิวพรรณ ผล ช่วยบำรุงกำลังให้สดชื่น

50. อินทนิลน้ำ (Queen’s Crape Myrtle)

  • ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ : เป็นต้นไม้สูง 5-20 เมตร ผลัดใบเร็ว ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเป็นคู่หรือเยื้องกันเล็กน้อย ดอกบานกว้าง 10 เซนติเมตร กลีบรองดอกรูปถ้วย ปลายแยกเป็น 6 แฉก รูปช้อนปลายแผ่ โคนกลีบเป็นก้านเรียว ผลแห้ง รูปกระสวยป่องกลาง
  • ประโยชน์ : ใบอ่อนตากแดดแล้วชงเป็นชาแก้เบาหวานและลดความอ้วน
ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...