โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

SMEs-การเกษตร

ปลูกขิงบนยอดเขา หมู่บ้านห้วยมุ่น ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย

เทคโนโลยีชาวบ้าน

อัพเดต 27 ธ.ค. 2564 เวลา 09.06 น. • เผยแพร่ 28 ธ.ค. 2564 เวลา 01.00 น.

เมื่อเอ่ยถึงจังหวัดเลย ผู้ที่เคยขึ้นไปท่องเที่ยวคงจะพอนึกออกว่า ภูมิประเทศของเขาเต็มไปด้วยยอดดอยสูงสลับซับซ้อน พื้นที่จังหวัดเลยจะคล้ายจังหวัดน่าน คือพื้นราบที่ทำการเกษตร ไร่ นา จะมีน้อยมาก ด้วยเหตุนี้กระมังที่ทำให้คนจังหวัดเลยพากันอพยพไปทำมาหากินในถิ่นอื่นหรือเมืองหลวง

อาชีพยอดฮิตของคนจังหวัดเลยคือ การค้าขายหวยรัฐบาลหรือล็อตเตอรี่ ไปเมืองไหนก็จะเจอแต่คนจังหวัดเลยไปเช่าบ้านขายหวยล็อตเตอรี่กันอยู่แทบทุกแห่งของจังหวัดใหญ่ๆ แต่ก็ยังมีกลุ่มเกษตรกรกลุ่มหนึ่งเขาไม่ยอมอพยพไปทำมาหากินในถิ่นอื่น เขาปักหลักทำการเกษตรอยู่บนพื้นที่สูง เมื่อท่านขับรถไปจังหวัดอุดรธานี หนองคาย ถ้าไปเส้นทางลัดเขาจะไปทางจังหวัดพิษณุโลก ออกอำเภอนครไทย เข้าอำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย แล้วออกไปจังหวัดหนองบัวลำภู จังหวัดอุดรธานีได้เลย เรียกว่าเป็นเส้นทางลัดก็ว่าได้เลย

เมื่อเข้าเขตอำเภอด่านซ้าย จะมีป้ายบอกทางว่า เกษตรบนพื้นที่สูง ตอนแรกผู้เขียนเข้าใจว่าเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าต่างๆ แต่พอเข้าเขตหมู่บ้านห้วยมุ่น บ้านหมู่ที่ 5 ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ปรากฏว่าหมู่บ้านห้วยมุ่น หรือบ้านหมู่ที่ 4 หมู่ที่ 5 หมู่ที่ 6 หมู่ที่ 7 ไม่ใช่ชาวเขาแต่ประการใด เป็นหมู่บ้านคนไทยล้วนๆ เขาอพยพมาจากจังหวัดพิษณุโลก จังหวัดนครสวรรค์ ขึ้นมาปักหลักทำมาหากินอยู่บนยอดเขาตั้งแต่สมัยปู่ ย่า ตา ยาย สมัยก่อนไม่มีใครหวงห้าม ใครอยากได้ที่ดินทำกิน ก็หักล้างถางป่าเอาได้เลย

ชาวบ้านเหล่านี้จึงมีที่ดินครอบครองกันครอบครัวละ 5-10-20-30 ไร่ ซึ่งที่ดินเหล่านี้ในปัจจุบันกลายเป็น27ที่ดินของกรมป่าไม้ ไม่มีเอกสารใดๆ แต่ทางรัฐบาลอนุโลมให้ทำมาหากินได้ แต่ห้ามทำเกษตรเชิงพาณิชย์ คือ ทำรีสอร์ต หรือโฮมสเตย์ เน้นให้ทำการเกษตรเท่านั้น ดังนั้น กลุ่มหมู่บ้านเหล่านี้จึงต้องปลูกพืชเกษตรอย่างเดียวคือ ข้าวโพด มันสำปะหลัง ยางพารา ใบหม่อน เลี้ยงไหม ฯลฯ

แต่มีอาชีพอีกอย่างที่ได้ให้แก่กลุ่มเกษตรบนพื้นที่สูงเหล่านี้คือ การปลูกขิง เพราะขิงได้ราคาดี ดีกว่าข้าวโพด ดีกว่าข้าวฟ่าง คิดพื้นที่ออกมา 1 ไร่ ปลูกข้าวโพด จะได้ผลผลิตเพียง 1,000 กิโลกรัมเท่านั้น แต่ปลูกขิงจะได้ถึง 5,000 กิโลกรัม ราคาต่ำสุดกิโลกรัมละ 10 บาท ชาวไร่จะได้ถึง 5 หมื่นบาทต่อ 1 ไร่ ข้าวโพดจะได้ 5-6 พันบาทเท่านั้น

ผู้เขียนได้ไปคุยกับผู้ใหญ่บ้านหมู่ที่ 5 บ้านห้วยมุ่น คือ ผู้ใหญ่ปรีชา ผู้ใหญ่ปรีชาทำสวนยางพารา และปลูกพร้อมลูกไร่อีกหลายคน เช่น นายรุ่งโรจน์ โสภาศรี นายชูเกียรติ จันคีรี นายรุ่งโรจน์ ปลูกขิง 3 ไร่ นายชูเกียรติ ปลูก 5 ไร่ เขาก็ได้รายได้จากขิงนี่แหละ ส่งลูกให้ได้เรียนหนังสือจบปริญญาไปหลายคน แม้บ้านอยู่บนยอดเขา อยู่ห่างจากตัวอำเภอไปเกือบ 30 กิโลเมตร แต่ชาวเกษตรแห่งบ้านห้วยมุ่นต้องส่งลูกหลานให้ได้เรียนหนังสือสูงๆ กันแทบทุกครัวเรือน เพราะพ่อแม่ลำบากกันมามากแล้ว

แต่ละครอบครัวจะส่งลูกมาเรียนหนังสือที่ตัวอำเภอด่านซ้าย มีถึงชั้นมัธยมศึกษา แล้วไปต่อมหาวิทยาลัยที่จังหวัดพิษณุโลก บางคนเรียนเก่งก็ได้ไปถึงมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ก็มี ลูกสาวของนายชูเกียรติ เกษตรกรผู้ปลูกขิงบนพื้นที่ภูเขา จบปริญญาตรีพยาบาล ทุกวันนี้ครอบครัวก็ได้อาศัยลูกๆ เหล่านี้เป็นตัวช่วยส่งเงินทองให้พ่อแม่เพื่อแบ่งเบาภาระในการส่งน้องๆ ให้ได้เรียนกันทุกคน

นายรุ่งโรจน์ ปลูกขิง 3 ไร่ ปลูกเสาวรส 3 ไร่ มีสวนยางพาราอีก 5 ไร่ และได้ปลูกไผ่หวานเสริมอีก 3 ไร่

ขิง 3 ไร่ 1 ปี มีรายได้ประมาณ 1 แสนบาท หักต้นทุนออกแล้ว

เสาวรส เป็นพืชล้มลุก เก็บขายได้ทุกสัปดาห์ มีรายได้สัปดาห์ละ 1,500 บาท ไม่ต้องไปขายที่ไหน มีแม่ค้ามารับเอาถึงสวน แม้จะได้ราคาถูก กิโลกรัมละ 10 บาท แต่ไม่ต้องลงทุนค่าน้ำมันรถไปถึงตลาดส่งไกลถึงพิษณุโลก ระยะทางจากไร่ไปถึงตลาดประมาณ 100 กิโลเมตร ค่าน้ำมันรถ กิโลกรัมละ 3 บาท สรุปไป-กลับ หมดค่าน้ำมันไป-กลับ เกือบ 1,000 เข้าไปแล้ว แต่แม่ค้าเขาขึ้นไปรับซื้อถึงสวน เขาจะรับไปครั้งละ 2-3 พันกิโลกรัม ถึงจะคุ้มค่าน้ำมันรถและเหลือกำไร ดังนั้น กลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกต้องปลูกตามคำสั่งของแม่ค้า ต้องรวมกลุ่มกันปลูก จะมีผู้ใหญ่บ้านเป็นหัวหน้ากลุ่ม ถ้าปลูกเพียงเจ้าเดียวก็จะไม่มีใครมารับซื้อ ย่อมทำไม่ได้

การปลูกขิงก็ต้องรวมกลุ่มกัน สมัยก่อนโควิดระบาดจะปลูกขิงส่งออกถึงประเทศจีน ญี่ปุ่น มีแม่ค้าฝ่ายการตลาดให้หมด เกษตรกรมีหน้าที่ปลูกอย่างเดียว รายจ่ายต่อวันสำหรับเกษตรกรก็คือน้ำมันรถ น้ำมันรถต้องจ่ายเยอะกว่าค่ากินอีก วันๆ หนึ่งอย่างน้อยก็ 2-3 ร้อยบาท ครั้นรถไถ รถยนต์ มอเตอร์ไซค์ ก็ใช้น้ำมันหมด ดังนั้น อันไหนประหยัดได้ต้องประหยัด รายจ่ายของเกษตรกรอีกอย่างคือค่าปุ๋ย ขายอะไรได้ก็เป็นค่าปุ๋ยไปหมด มันอ่อนใจตรงนี้แหละครับ นายรุ่งโรจน์บอกกับผู้เขียนและทีมงาน

สนใจข้อมูลเรื่องการปลูกขิง โทร. 064-429-8814

สภาพพื้นที่ปลูกขิง

ขิงนั้นถือได้ว่าเป็นพืชที่สามารถปลูกในเขตร้อนได้เป็นอย่างดี แหล่งปลูกขิงที่มีความสำคัญนั้นก็จะอยู่ที่อินเดียและจีน ส่วนรองลงมาก็คือ ไต้หวัน ไทย เป็นต้น

“การปลูกขิง” นั้น จำเป็นที่จะต้องมีการคัดเลือกพันธุ์ที่ดีเพื่อที่จะนำมาปลูก โดยการปลูกนั้นก็เพื่อที่ใช้เป็นการเก็บพันธุ์ขิงเฉพาะ การเตรียมพันธุ์ขิงที่ดีจึงต้องมีความรู้ในเรื่องการคัดเลือกสายพันธุ์ขิง การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสมกับการปลูกขิง ทำพันธุ์ การดูแลรักษา เป็นต้น

การปลูกขิงนั้นมีหลากหลายสายพันธุ์ให้เลือกเพื่อนำมาปลูกและจำหน่ายเป็นจำนวนมาก สำหรับสายพันธุ์ขิงที่ได้รับความนิยมในการปลูกในไทยนั้นส่วนใหญ่แล้วจะมีประมาณ 2 สายพันธุ์ เรามาดูกันว่ามีสายพันธุ์อะไรบ้างที่ได้รับความนิยมสำหรับการปลูกขิงในไทย

ขิงพันธุ์ใหญ่ หรือ ขิงหยวก โดยสายพันธุ์ขิงชนิดนี้จะมีแง่งที่ใหญ่ ข้อจะห่าง เนื้อละเอียดไม่มีเสี้ยน หรือถ้ามีก็จะมีน้อยมาก ขิงพันธุ์นี้จะมีรสเผ็ดน้อย ใต้เซลล์ผิวเมื่อลอกเยื่อหุ้มออกจะไม่มีสี หรือมีสีเหลืองเรื่อๆ ลักษณะของตาที่ปรากฏบนแง่งจะมีความกลมมน ลำต้นสูง ปลายใบป้าน เหมาะสำหรับการปลูกเป็นขิงอ่อน หรือส่งโรงงานเพื่อแปรรูปเป็นขิงดอง ขิงแช่อิ่ม หรือใช้บริโภคสดได้

ขิงเล็ก หรือ ขิงเผ็ด สำหรับขิงพันธุ์เล็กนั้นจะมีแง่งที่เล็กกว่าพันธุ์ใหญ่พอสมควร อีกทั้งจะสั้นและมีข้อถี่ แต่เนื้อจะมีเสี้ยนค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับพันธุ์ใหญ่ รสชาติขิงเล็กนั้นจะค่อนข้างเผ็ด ลักษณะของตาที่ปรากฏบนแง่งนั้นค่อนข้างแหลมแตกแขนงดี นิยมปลูกเป็นขิงแก่ เพราะได้น้ำหนักดี และใช้ทำเป็นสมุนไพรประกอบการทำเป็นยารักษาโรค และนำมาสกัดน้ำมันด้วย

การปลูกและบำรุงดูแล

สำหรับการปลูกขิงนั้น ถือว่าเป็นการปลูกที่ไม่ได้มีความซับซ้อนอะไรมากนัก เพราะว่าเป็นพืชสมุนไพรที่สามารถปลูกได้ง่าย และถ้าปลูกในช่วงหน้าฝนแล้วจะทำให้ผลผลิตที่ดีและมีคุณภาพ อีกทั้งยังไม่วุ่นวายในเรื่องของน้ำด้วย เพราะใช้น้ำจากสายฝนที่ตกลงมา แต่ถ้าใครจะปลูกขิงนอกฤดูก็สามารถปลูกได้เช่นกัน โดยจะเน้นไปที่การปลูกในช่วงหน้าหนาวแทน เพราะเป็นช่วงที่มีความชื้นในดินใกล้เคียงกับช่วงหน้าฝน

ซึ่งการปลูกขิงนั้น ก่อนจะเริ่มปลูกก็ต้องมีวิธีการเตรียมดิน การเลือกพื้นที่ที่เหมาะสม

เรามาดูกันว่า การปลูกขิงนั้นจะต้องมีวิธีการเตรียมพื้นที่ดินอย่างไรบ้าง ซึ่งจะเหมาะกับการปลูกขิงและทำให้ได้ขิงที่มีคุณภาพพร้อมจำหน่ายสู่ตลาดทั้งในและต่างประเทศ

การเตรียมดิน

ต้องมีการทำการไถพรวนดิน อย่างน้อยมีประมาณ 3-4 ครั้ง จากนั้นก็ให้ยกร่องแปลงปลูกหรือยกร่องปลูก แต่ถ้าเป็นการปลูกแบบร่องก็ทำให้เป็นร่องปลูก โดยให้มีระยะห่างระหว่างร่องประมาณ 50-70 เซนติเมตรโดยประมาณ ส่วนเรื่องความสูงและความยาวนั้นก็ใช้ระยะเท่ากับความกว้าง หรือใช้วิธีการปลูกแบบร่องก็ได้

แต่ก่อนจะเริ่มปลูก ต้องนำปุ๋ยอินทรีย์มาใช้ด้วย อาจจะเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักก็ได้ โดยใช้ประมาณ 1-2 ตันต่อไร่ และให้ใส่ปูนขาวประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่เช่นกัน จากนั้นก็ให้ทำการรดน้ำทิ้งไว้ประมาณ 15-30 วัน แล้วค่อยลงมือปลูกต่อไป

สำหรับการเตรียมพันธุ์เพื่อทำการปลูกนั้น ต้องตัดท่อนพันธุ์ออกเป็นท่อนๆ เสียก่อน โดยให้ความยาวแต่ละท่อนนั้นมีความยาวประมาณ 2 นิ้ว อีกทั้งแต่ละท่อนต้องมีตาบนแง่งประมาณ 2-3 ตา และนำท่อนพันธุ์ที่ตัดมานั้นไปแช่ในน้ำยากำจัดเชื้อราอีกครั้ง

โดยยาที่ใช้อาจจะเป็นพวกยาไคโฟลาแทน หรือแมนเช็ทดี ในปริมาณ 2-3 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ หรือใช้เบนเลทประมาณ 1 ช้อนแกงต่อน้ำ 1 ปี๊บ โดยแช่ไว้ประมาณ 10-15 นาที หรืออาจจะใช้วิธีการคลุกด้วยยาซีรีแซนผง ผสมกับน้ำคลุกได้เช่นกัน หลังจากนั้นให้นำท่อนพันธุ์ที่ผ่านการคลุกหรือแช่น้ำยาแล้วมาผึ่งแดดให้แห้งอีกครั้งหนึ่ง จึงค่อยนำไปปลูก

สำหรับพื้นที่ในการปลูก 1 ไร่ ก็จะใช้ท่อนพันธุ์ขิงประมาณ 200-400 กิโลกรัมต่อไร่

วิธีการปลูก

การปลูกขิงที่เหมาะสมหรือระยะที่จะปลูกนั้น ส่วนใหญ่แล้วก็ขึ้นอยู่กับว่าเกษตรกรที่ทำการปลูกนั้นจะเลือกใช้วิธีแบบใด ตามหลักการที่เหมาะสมของตนเองก็ได้ โดยปกติแล้วการเลือกวิธีการปลูกก็จะต้องอาศัยหลักการใช้น้ำที่เหมาะสมด้วย

การปลูกโดยอาศัยน้ำฝน เป็นการปลูกในร่องหรือระหว่างร่อง โดยมีเส้นร่องสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร โดยเริ่มปลูกนั้นจะนำท่อนพันธุ์มาวางลงในหลุมที่จะปลูก ใส่หลุมละ 1 ท่อน

สำหรับหลุมที่จะปลูกนั้น ควรจะมีความลึกประมาณ 4-5 เมตร ซึ่งระยะห่างระหว่างหลุมที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ 20-25 เซนติเมตร ระยะห่างระหว่างแถวประมาณ 50-70 เซนติเมตร ในพื้นที่ประมาณ 1 ไร่ จะใช้ท่อนพันธุ์ปลูกประมาณ 190-230 กิโลกรัม

การปลูกโดยอาศัยน้ำจากชลประทาน การปลูกโดยใช้น้ำจากชลประทานนั้น จะเป็นการปลูกบนสันร่อง โดยร่องที่ทำการปลูกนั้นจะสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร และมีความกว้างประมาณ 1 เมตร ระหว่างแปลงปลูกนั้นควรมีทางระบายน้ำกว้างประมาณ 25-30 เซนติเมตร ซึ่งวิธีนี้จะใช้ระยะในการปลูกที่ค่อนข้างห่างกว่าวิธีการปลูกแบบใช้น้ำฝน เพื่อที่จะสะดวกในการใช้น้ำ ซึ่งไม่เหมือนกับการปลูกในวิธีแรกที่ต้องปลูกชิดนั้น ก็เพื่อที่จะรักษาความชื้นเอาไว้ โดยหลุมปลูกจะต้องมีความลึกประมาณ 4-5 เซนติเมตร ระยะปลูกระหว่างต้นก็จะประมาณ 30-35 เซนติเมตร ระหว่างแถวประมาณ 50-70 เซนติเมตร

การปลูกขิงอ่อนนั้นจะมีการเตรียมแปลง แล้วนำแง่งขิงที่เตรียมไว้ลงในแปลงปลูก โดยใช้มือขุดทราย หรือเสียมที่มีขนาดเล็ก หรือเหมาะมือในการขุด โดยให้มีความลึกประมาณ 7-8 เซนติเมตร แล้วค่อยวางท่อนพันธุ์ในแนวตั้ง หลังจากที่เริ่มปลูกไปประมาณ 1 เดือน ขิงก็จะเริ่มแทงหน่อขึ้นมาให้เห็น มีความสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร เมื่อขิงมีอายุได้ประมาณ 2 เดือน ขิงรุ่นแรกจะโผล่พ้นพื้นทรายขึ้นมา โดยมีความสูงประมาณ 15-20 เซนติเมตร หากมีความสูงขึ้นมาประมาณ 30-40 เซนติเมตร ก็สามารถที่ทำการเก็บหน่อเพื่อขายได้เลย

โดยระยะเวลาที่เก็บในแต่ละครั้งนั้น จะห่างกันประมาณ 2 สัปดาห์ หรือ 12-15 วัน จากผลที่ได้ลองทำพบว่า ขิงที่เพาะ 100 กิโลกรัมนั้น จะเก็บขิงอ่อนรุ่นแรกได้ประมาณ 13 กิโลกรัม ส่วนรุ่นหลังจะเก็บได้ประมาณรุ่นละ 6-12 กิโลกรัม ตามลำดับ ในการดูแลและการเพาะเลี้ยง

การให้น้ำ

ถึงแม้ว่าจะเริ่มปลูกขิงไปแล้ว แต่การดูแลนั้นก็ถือว่าเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะว่าถ้าเราไม่ดูแลขิงให้ดี การจะได้ขิงที่มีคุณภาพและพร้อมจำหน่ายนั้นแทบเป็นไปไม่ได้เลย เรื่องการดูแลนั้นถือว่าเป็นหัวใจหลักในการปลูกพืชผักและผลไม้เลยก็ว่าได้

โดยปกติแล้วการให้น้ำสำหรับการปลูกขิงนั้น ถ้ามีต้นทุนเสียหน่อยก็จะช่วยประหยัดเวลาในการให้น้ำได้มากเลยทีเดียว โดยติดตั้งระบบน้ำแบบสปริงเกลอร์ โดยผลที่ได้นั้นถือว่าคุ้มค่ามากเลยทีเดียว ซึ่งถ้าสังเกตว่าหน้าดินและต้นขิงนั้นมีอาการเหี่ยวเกิดขึ้นก็ควรที่จะรดน้ำในทันที

ส่วนการปลูกโดยอาศัยระบบชลประทานนั้น เมื่อตรวจแปลงปลูกแล้วพบว่า ดินมีความแห้งเกินไป ก็ทำให้การทดน้ำเข้าแปลงปลูกได้เลย ถ้าเมื่อน้ำเริ่มท่วมขังมากเกินไปก็ให้ระบายน้ำออกในทันที

การใช้วัสดุเพื่อช่วยในการคลุมดินถือว่าเป็นเรื่องที่สามารถช่วยลดค่าใช้จ่ายในการกำจัดวัชพืชได้เป็นอย่างดีเลยทีเดียว อีกทั้งยังช่วยในเรื่องของการรักษาความชื้นในดินสำหรับแปลงปลูกได้ด้วย สำหรับวัสดุที่นำมาใช้ในการคลุมดินนั้นส่วนใหญ่แล้วก็สามารถหาได้ตามบ้านทั่วไป อาจจะเป็นทางมะพร้าว หรือใบหญ้าคา ฟางข้าวก็ได้ ซึ่งจะช่วยลดค่าใช้จ่ายและทำให้ดินนั้นไม่แห้งเร็วด้วย

การให้ปุ๋ย

สำหรับขิงนั้นเป็นพืชที่ต้องมีการบำรุงและดูแลเป็นอย่างดี เพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพ สำหรับการใช้ปุ๋ยในการปลูกขิงนั้นส่วนใหญ่แล้วจะใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 ซึ่งจะเป็นการใช้ปุ๋ยเพื่อรองพื้นประมาณ 50-60 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นเมื่อขิงมีอายุได้ 2 เดือน และ 4 เดือน ก็ให้เปลี่ยนเป็นปุ๋ยสูตร 13-13-21 โดยใช้ในปริมาณที่ 50-60 กิโลกรัมต่อไร่

ควรจะใส่ระหว่างหลุมปลูกประมาณหลุมละ 1 ช้อนชา ก็เพียงพอต่อการใส่ปุ๋ยให้กับขิงแล้ว

 การกำจัดวัชพืช

การกำจัดวัชพืชช่วยป้องกันการแย่งธาตุอาหารในดิน เริ่มทำตั้งแต่การเตรียมแปลงปลูก อาจจะเริ่มจากการไถ ก็ต้องทำการไถพรวนดินเก็บเอาเศษวัชพืชออกให้หมด หลังจากที่เริ่มลงมือในการปลูกขิงเรียบร้อยก็ให้ทำวิธีเดียวกัน แต่หลังจากที่ปลูกจะเป็นวิธีการกำจัดอีกรูปแบบหนึ่ง คืออาจจะใช้แรงงานคน โดยใช้มือในการถอนวัชพืชออก ซึ่งวิธีดังกล่าวนี้เป็นวิธีที่เหมาะกับขิงมากที่สุด เพราะว่าจะไม่ทำให้เกิดการกระทบกระเทือนมากจนเกินไปด้วย

สำหรับการกลบโคนหรือการถมลงยังบริเวณที่ปลูก ยังถือว่าเป็นการกำจัดวัชพืชไปในตัว แล้วยังเป็นการช่วยกระตุ้นให้ขิงนั้นแตกหน่อ แตกกอได้เป็นอย่างดีด้วย และจะช่วยให้แง่งนั้นสามารถเจริญเติบโตได้สมบูรณ์เป็นอย่างมาก ครั้งแรกทำการกลบโคนเมื่อขิงเริ่มมีอายุได้ 2 เดือน หลังจากนั้นเมื่อต้นขิงงอกขึ้นมาได้ประมาณ 3 ต้น โดยใช้จอบโกยดินบนสันร่องกลบโคนต้นขิงเพียงครึ่งหนึ่งของร่องก่อน หลังจากนั้นครั้งที่ 2 ก็ให้ทำหลังจากครั้งแรกประมาณ 1 เดือน หรือก็คือเมื่อขิงมีอายุได้ 3 เดือน

 การเก็บเกี่ยวผลผลิต

การเก็บเกี่ยวทั้งขิงแก่และขิงอ่อน จะเริ่มเก็บเมื่ออายุประมาณ 4-6 เดือน ผลผลิตของแง่งสดได้ประมาณ 3,000-4,000 กิโลกรัมต่อไร่ ถ้าเป็นขิงแก่จะทำการเริ่มเก็บขิง เมื่อมีอายุได้ประมาณ 8-12 เดือน โดยจะสังเกตได้จากใบและลำต้นเริ่มมีอาการเหี่ยวเฉา ก็แสดงว่าขิงนั้นแก่ได้ที่แล้ว โดยผลผลิตที่เก็บได้ประมาณ 3,000-5,000 กิโลกรัม

 การป้องกันและกำจัดโรคแมลงศัตรูพืช

โรคและศัตรูพืชนั้นถือว่าเป็นของคู่กันกับภาคการเกษตร ถือว่าเป็นเรื่องปกติที่เกษตรกรส่วนใหญ่ต้องพบเจออยู่แล้ว แต่เมื่อพบแล้วจะมีวิธีป้องกันอย่างไรและรับมือกับมันให้อยู่ในปริมาณที่ไม่แพร่กระจายไปสู่บริเวณอื่นๆ อาจจะใช้สารเคมีหรือใช้ปุ๋ยที่มีสูตรช่วยในการป้องกันโรคและแมลงศัตรูพืชก็ได้เช่นกัน

โรคที่มักจะพบเจอคือ โรคแอนแทรกโนส โดยอาการของโรคดังกล่าวนั้น ตัวใบของขิงนั้นจะแสดงอาการเป็นจุดเล็กๆ มีลักษณะกลมเหมือนรูปไข่และจะขยายจนมีขนาดใหญ่ชนกัน

การป้องกัน อาจจะมีการใช้สารเคมีที่ใช้ในการกำจัดโรคแอนแทรกโนส จะมีพวกสารไดโฟลาแทน หรือเบนเลท โดยให้ฉีดพ่นไปที่ใบให้ทั่วทั้งแปลงที่ปลูก ทั้งนี้ การใช้เคมีทุกชนิดจะต้องมีการผสมน้ำตามสูตรในการใช้ เพื่อเป็นการลดปริมาณการสะสมของสารเคมีที่ตกค้างในดินไม่ให้มีมากจนเกินไป อีกทั้งการใช้สารเคมีในการกำจัดโรคก็อาจจะส่งผลเสียตามมาได้ในระยะยาว หากมีการใช้บ่อยเกินไป

โรคใบจุด ลักษณะอาการของโรคนั้นส่วนใหญ่แล้วขิงที่เป็นโรคใบจุดนั้นจะมีอาการจุดฉ่ำน้ำ สีเหลืองบริเวณบนใบและลำต้น ซึ่งถ้าสังเกตว่ามีอาการดังกล่าวนั้นก็ให้รู้ได้เลยว่าเป็นโรคใบจุดแล้ว

การป้องกันโรคใบจุดนั้น ส่วนใหญ่แล้วจะนิยมในการใช้สารเคมีในการฉีดพ่น เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้โรคใบจุดนั้นมีการระบาดที่หนักไปมากกว่าเดิม โดยสารที่จะนำมาใช้ก็จะเป็นพวกสารไดฟูลาแบน หรือสารเบนเลท ทั้ง 2 ชนิดนี้นำมาใช้ในการป้องกันโรคใบจุดได้ แต่การใช้ก็ต้องไม่ลืมผสมน้ำตามสูตรที่ได้มีการกำหนดมากับตัวผลิตภัณฑ์ด้วย

โรครากปม ลักษณะของอาการนั้นจะมีไส้เดือนฝอยเข้าไปทำลายทางราก ซึ่งจะทำให้รากนั้นแสดงอาการเป็นปุ่มปมไม่เจริญ อาจจะทำให้ขิงนั้นเกิดความเสียหายได้

การป้องกัน ใช้ยาป้องกันกำจัดไส้เดือนฝอย อาจจะเป็นสารเคมีประเภทคาร์โบฟูราน 3 จี ให้ทำการรองก้นหลุมหรือจะหว่านไปทั่วทั้งแปลงก่อนปลูก โดยให้ใส่ในปริมาณ 20-30 กิโลกรัมต่อไร่ โดยให้หว่านลงดินก่อนไถแปร แล้วปล่อยทิ้งไว้ 15-20 วัน จึงค่อยนำเอาแง่งพันธุ์ไปปลูก

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...