โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

(เลิก) ‘ทาสไท(ย)’ มองมุมใหม่นอกภาพจำ เมื่อความจริงไม่ได้มีชุดเดียว

MATICHON ONLINE

อัพเดต 16 เม.ย. 2566 เวลา 07.07 น. • เผยแพร่ 10 เม.ย. 2566 เวลา 06.48 น.
‘พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวพระราชทานอภัยทาน และทรงประกาศเลิกทาส’ภาพบนเพดานโดมด้านทิศใต้ของท้องพระโรงกลาง พระที่นั่งอนันตสมาคม (ภาพจากเวปไซต์นิตยสารศิลปวัฒนธรรม)

นับเป็นอีกเล่มขายดีประจำบูธสำนักพิมพ์มติชน ในงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 51 ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งเพิ่งจบไปหมาดๆ วานนี้ สำหรับ ‘ทาสไท(ย): อำนาจ ความกรุณา และ ปิยมหาราชในภาพจำ’ ผลงาน ดร.ญาณินี ไพทยวัฒน์ อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ

ปรับปรุงจากวิทยานิพนธ์ปริญญาโท ที่เสนอต่อคณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เรื่อง ‘การศึกษาวาทกรรมเรื่องทาสไทย’ เปิดมุมมองใหม่เกี่ยวกับการเลิกทาสในประวัติศาสตร์ไทยที่ผู้อ่านให้ความสนใจชนิดไม่ร่วงหล่นจาก 10 อันดับ

ย้อนไปในงานดังกล่าว ดร.ญาณินีขึ้นเวทีเสวนา ‘ภาพจริง-ภาพจำ เบื้องหลังอำนาจ เลิกทาสไท(ย)’ มากมายด้วยข้อมูลน่าสนใจ บทวิเคราะห์น่าฟัง และประเด็นน่าตีความต่อยอด

บริบทสยามโยงตะวันตก

เทรนด์โลก ‘ปลดปล่อยทาส’

เปิดเรื่องด้วยวันเลิกทาส คือ 1 เมษายน พ.ศ.2448 โดยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 ทรงประกาศ พ.ร.บ.เลิกทาส ร.ศ.124

ดร.ญาณินีเผยว่า ‘ทาสไทย’ มีลักษณะเฉพาะตัวที่เข้ากับระบบเศรษฐกิจ และการเกณฑ์แรงงานของไทย แม้เมื่อนึกถึงคำว่าทาส มักนึกถึงการถูกกดขี่ แต่ความจริงแล้วคำว่า ‘กคขี่ข่มเหง’ เป็นแนวคิดสมัยใหม่มาก ถ้าย้อนกลับไป ประวัติศาสตร์ไทยในช่วงเวลานั้น คนที่เป็นทาสรู้สึกถึงการถูกกดขี่อยู่หรือไม่ หรือเขาก็ต้องจำยอม เพราะระบบเศรษฐกิจการควบคุมคนสมัยนั้น ด้วยชาติกำเนิดที่ต้องพึ่งพาคนที่มีศักดิ์สูงกว่ากันแน่

“ถ้ามองในเชิงแรงงาน ทาสไม่มีแพสชั่น เป็นเรื่องที่น่าสนใจ ทาสเป็นเครื่องบอกสถานะทางสังคม แต่พอวันหนึ่งสังคมเปลี่ยน ระบบทุนนิยมเปลี่ยน ก็อาจจะไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องมีทาสเดินตามขุนนาง เพื่อเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะทางสังคม ไม่จำเป็นต้องมีคนเดินตามมากมาย ถกเถียงกันเยอะอยู่ระดับหนึ่ง

สมัยรัชกาลที่ 5 ช่วงที่ทรงออก พ.ร.บ.พิกัดเกษียณอายุลูกทาสลูกไท ในปี พ.ศ.2417 ก็มีข้อถกเถียงกันในหนังสือพิมพ์อยู่ เป็นกลุ่มทาสที่บอกเองว่า พอโดน พ.ร.บ.ฉบับนี้ก็ขายลูกไม่ได้ แสดงว่าการขายลูกไม่ได้เป็นเรื่องเลวร้ายนักในสังคมยุคนั้น เพราะเขาลำบาก ลูกคือทรัพย์สินอย่างหนึ่งที่น่จะขายเป็นเงินได้ ซึ่งนักวิชาการรุ่นหลัง 2540 เป็นต้นมาก็พยายามเขียน แต่ไม่ได้ถูกหยิบยกมาพูดในแบบเรียน แค่เขียนอ่านกันเองในกลุ่ม” ดร.ญาณินีเล่าอีกมุมที่หลายคนอาจไม่เคยรู้

สำหรับการเลิกทาส ครั้นมองบริบทรอยต่อสมัยรัชกาลที่ 4 รัชกาลที่ 5 ซึ่งบรรยากาศและสถานการณ์โลก ‘บีบ’ ให้ต้องเลิกทาส? แล้วการเลิกทาสในไทยเชื่อมโยงกับตะวันตก หรือเป็นเทรนด์ของทั่วโลกในเวลานั้นหรือไม่?

ดร.ญาณินีบอกว่า อาจใช่ เพราะการเลิกทาส เป็นเรื่องใหญ่ของตะวันตกในแง่ของความเป็นประเทศที่ทันสมัย ทาสบ่งบอกความไม่เจริญของประเทศ วิธีคิดกำลังจะเปลี่ยนไป

“ในช่วงนั้นเราต้องการความเป็นสมัยใหม่อย่างเต็มขั้น เป็นการโชว์ว่าเราศิวิไลซ์แล้วจากการเลิกทาส และเป็นประเด็นที่เลือกเพื่อสร้างภาพจำให้กับคนไทยและประวัติศาสตร์ไทย”

ผลิตซ้ำ สร้างภาพจำ วาทกรรมกระแสหลัก

‘ทาสผู้ถูกทารุณ’

เมื่อเอ่ยถึงประเด็น ‘ภาพจำ’ นักวิชาการท่านนี้ ย้อนเล่าถึงความทรงจำวัยเยาว์เมื่อได้ดู ‘ละครโทรทัศน์’ ที่มีการนำเสนอความน่าสงสารของทาส รวมถึงการผลิตช้ำผ่าน ‘แบบเรียน’ ในช่วงเวลาต่างๆ ของสังคมไทย โดยมีวาทกรรมหลักคือ ทาส อยู่สถานภาพที่น่าสงสาร ถูกทารุณ มีชีวิตอยู่ท่ามกลางความโหดร้าย

“การผลิตช้ำ จะเป็นไปตามยุคสมัยและมีหลายรูปแบบ ทั้งข้อเขียน ทั้งปัญญาชนที่พูดถึง แบบเรียนเป็นตัวบอกชัด เมื่อเปลี่ยนบริบทการเมือง นักวิชาการก็จะเขียนเป็นรูปธรรม พูดถึงเรื่องทาสว่าขาดสิทธิเสรีภาพ เหมือนผสมกันระหว่าง 2 คอนเซ็ปต์ แต่สิ่งที่ค้นพบคือมีการยกหลักฐานชั้นต้น เช่น พ.ร.บ.เลิกทาส มีความเห็นของนักเขียนเพิ่มเข้าไป คือลักษณะแบบเรียนหลัง พ.ศ.2500 เป็นตันมา ค่อนข้างผลิตช้ำคำอธิบายเดิมๆ โดยเฉพาะในช่วง พ.ศ.2530 ช่วงที่มีการปรับปรุงหลักสูตร แต่วิธีการเขียนก็ยังเหมือนเดิม ความเข้มข้นคือ บางแบบเรียนเล่าเป็นบทละคร เหมือนลูกทาส บรรยายการปลดแอกให้เด็กประถมและมัธยมต้นอ่าน เป็นเหมือนซีนในละคร

“หลัง 2530 เป็นต้นมา มีกลุ่มนักเขียนวรรณกรรมพูดถึงประเด็นเรื่องทาส และลูกทาสเยอะ เอาทาสมาเป็นตัวละครเอก ช่อง 3, 7 ก็เคยทำเป็นละคร

ดูละครเรื่อง ‘นางทาส’ เราก็รู้สึกว่าเป็นตัวอย่างของการสร้างวาทกรรมทาสที่มีพลัง ความน่าสงสารของอีเย็น และวันที่ได้เป็นไท กลุ่มทาสมีความสุขมาก สื่อหลากหลายขึ้น ละครมีอิทธิพลเยอะเหมือนกัน” ดร.ญาณินีชี้

ก่อน-หลัง 2475

การเมืองเปลี่ยน คำอธิบายเปลี่ยน

อีกหนึ่งช่วงเวลาสำคัญก่อนยุคละครโทรทัศน์ ย้อนกลับไปในสมัย จอมพล ป. พิบูลสงคราม มีการเปรียบเปรยว่าคนไทยโชคดีที่ได้รับการเลิกทาส ไม่ต้องขึ้นอยู่กับใคร ได้มีอิสระ อย่างไรก็ตาม ดร.ญาณินีมองว่า ยุคนั้นไม่ได้พูดเรื่องการเลิกทาสสักเท่าไหร่ แต่ไปเน้นในเชิงสิทธิ เสรีภาพ

“ตั้งแต่หลัง 2475-ช่วง จอมพล ป. เพราะต้องการให้ความสำคัญกับสิทธิ เสรีภาพของประชาชน แต่เมื่อบริบทการเมืองเปลี่ยน ทาสก็ถูกหยิบยก และให้คำอธิบายใหม่ แต่เมื่อถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ในช่วงหลัง พศ.2500 เป็นต้นมา แนวการเมืองเปลี่ยนอีกครั้ง จึงกลับมาผลิตซ้ำในแนวทางเดิม”

จากนั้น ดร.ญาณินีกล่าวถึงจิตรกรรม ณ พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งน่าสนใจในแง่ของการที่รัชกาลที่ 6 ทรงเลือกเนื้อหาเรื่องการเลิกทาสขึ้นมาวาด โดยภาพดังกล่าวรัชกาลที่ 5 ทรงแวดล้อมด้วย ‘ทาสผิวดำ’ มีโช่ตรวนเป็นสัญญะ ผลงานของ คาร์โล ริโกลี และกาลิเลโอ ศินี 2 ศิลปินชาวอิตาเลียน กำกับการวาดโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ ถือเป็นภาพที่มีพลังมาก ถูกผลิตซ้ำแม้แต่ในธนบัตร 100 บาท

“นี่เป็นภาพจำว่าพระองค์ทรงเป็นผู้ปลดเปลื้องความทุกข์ยากให้กับราษฎร ถ้าไปอ่านในหนังสือ ทาสไท(ย) เล่มนี้ จะมีรายละเอียดเพิ่มอีกว่า ทำไมรัชกาลที่ 6 ทรงเลือกเรื่องเลิกทาสขึ้นมาให้วาดที่โดมท้องพระโรงกลางทางทิศใต้ของพระที่นั่งอนันตสมาคม ทั้งที่ความจริงแล้วรัชกาลที่ 5 ทรงมีพระราชกรณียกิจมากมาย ทั้งการช่วยให้สยามรอดพ้นจากการเป็นอาณานิคม ไม่ต้องถูกปกครองโดยด่างชาติ ซึ่งน่าจะเป็นประเด็นที่เอามาวาดได้” ดร.ญาณินีชวนคิด ก่อนตั้งข้อสังเกตด้วยว่า ภาพทาสที่วาดขึ้นนั้นเป็นทาสแอฟริกันอย่างเห็นได้ชัด

อ่านทาสไท(ย) ในโลกวิชาการ

เวอร์ชั่นที่ไม่ใช่ละคร

สำหรับทาสสยามในโลกวิชาการ คำอธิบายเกี่ยวกับทาสไทยในแนวคิดใหม่ เกิดขึ้นหลังมีกลุ่มนักวิชาการเดินทางไปศึกษาในต่างแดน ต่อมามีบทบาทเขียนแบบเรียนในช่วงปรับเปลี่ยนหลักสูตรเมื่อกว่า 30 ปีก่อน โดยเน้นไปที่เนื้อหา ‘ระบบทาส’ แต่ไม่นานหลังจากนั้น ก็ถูกปรับไปใช้คำอธิบายเดิมๆ

“กลุ่มนักวิชาการที่ไปเรียนต่างประเทศ แล้วได้แนวคิดใหม่ๆ ที่จะมาอธิบายประวัติศาสต์ร์ทาสไทย ได้รับมอบหมายให้เขียนแบบเรียนช่วงปรับหลักสูตร 2534 โดยเขียนในเชิงสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ อธิบายทาสในแนวใหม่ เน้นเนื้อหาระบบทาส ท่านหนึ่งที่จำได้คือ ศาสตราจารย์พิเศษ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ อดีตอธิการบดี ม.ธรรมศาสตร์ เขียนแบบเรียนอยู่ช่วงหนึ่ง แต่เป็นเพียงช่วงเดียว พอมีการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ก็กลับไปเขียนแบบเดิมอีก ล่าสุด หลักสูตรปี 2550 ก็ยังเหมือนเดิม ยังไม่มีแนวโน้มปรับเปลี่ยนคำอธิบาย” ดร.ญาณินีกล่าว

สำหรับการปะทะของกระแสหลัก กับกระแสรองในทางวิชาการ ไม่ต้องถามว่าพลังฝั่งไหนแรงกว่า

“ในหนังสือเล่มนี้ก็จะบอกว่า นางทาส ผลิตช้ำตั้งหลายรอบ เอามาทำหลายเวอร์ชั่นมาก ลูกทาสก็หลายเวอร์ชั่น เพราะรัฐต้องการนำเสนอ แต่ในโลกวิชาการก็พยายามที่จะเสนอค้าน มีวิทยานิพนธ์ไม่เยอะมาก และอาจจะไม่ได้รับการตีพิมพ์ในวงกว้าง ต้องไปอ่านที่ห้องสมุด หรือรอมติชนตีพิมพ์หนังสือ”

ถามว่า ในปัจจุบันการอธิบายบริบทเกี่ยวกับทาส ถือว่าอยู่ในระดับใด?

ดร.ญาณินีเผยว่า นักวิชาการที่ให้ความสำคัญเรื่องทาส ก็คือผู้เขียนคำนิยมให้หนังสือเล่มนี้ นั่นคือ ศาสตราจารย์ ดร.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ อดีตคณบดีคณะศิลปศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

“อาจารย์ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ เป็นศาสตราจารย์ด้านประวัติศาสตร์ ที่ให้ความสำคัญกับเรื่องทาสไทยมาก แต่ยังไม่มีคนรุ่นหลังที่อยากเขียนเรื่องนี้ อาจจะไปสอดแทรกอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยบ้าง แต่ยังไม่มีแนวคิดใหม่ๆ …หนังสือเล่มนี้อาจจะเปิดประเด็นใหม่ๆ เกี่ยวกับทาสไทยให้คนที่สนใจประวัติศาสตร์ไทยอยากค้นเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อทำให้กรอบการศึกษาเรื่องทาสเปลี่ยนไปบ้าง มีการต่อยอดเสริมไปอีก”

ดร.ญาณินีย้ำว่า หนังสือทาสไท(ย) ไม่ได้ต้องการตำหนิสิ่งใด แต่อยากชวนให้เปิดโลกทัศน์ทางความคิด ตั้งคำถามกับ ‘ความจริงที่ไม่ได้มีชุดเดียว’

“อยากให้เปิดใจว่าหนังสือเล่มนี้ไม่ได้ต้องการตำหนิ หรือวิพากษ์วิจารณ์ว่าสิ่งนั้นสิ่งนี้ไม่ดี แค่ต้องการให้เป็นคนอ่านอย่างระมัดระวัง เพราะคำอธิบายบางอย่างมีพลัง และอาจจะทำให้คำอธิบายบางอย่าง ถูกลดทอนความสำคัญลง

เสน่ห์ของประวัติศาสตร์ มันมีข้อเท็จจริงอยู่ แต่ก็จะมีกลุ่มที่ประดิษฐ์ขึ้นมา ความจริงบางอย่าง เป็นความจริงที่ถูกเลือกให้จำ ในขณะที่ความจริงบางอย่างก็เหมือนถูกเก็บงำ

การอ่านหนังสือเหมือนการเปิดโลกทัศน์ทางความคิด หนังสือเล่มนี้จะทำให้ผู้อ่านได้ฉุกคิด เกิดการตั้งคำถามกับสิ่งรอบข้างในสังคม เพราะความจริงไม่ได้มีชุดเดียว มีชุดที่มีอำนาจ กับชุดที่มีพลังน้อยกว่า”

สนใจ ทาสไท(ย) อำนาจ ความกรุณา และปิยมหาราชในภาพจำ สั่งซื้อได้ที่ สำนักพิมพ์มติชน โทร 0-2589-0020 ต่อ 3350-3360 เฟซบุ๊ก Matichon Book-สำนักพิมพ์มติชน www.matichonbook.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...