โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทศวรรษที่ 3 “คาราบาว กรุ๊ป” จาก “ชูกำลัง” สู่ “เหล้า-เบียร์”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 27 ก.พ. 2566 เวลา 09.41 น. • เผยแพร่ 26 ก.พ. 2566 เวลา 01.05 น.

สัมภาษณ์พิเศษ

จากจุดเริ่มต้นของ “คาราบาวแดง” ในฐานะผู้ท้าชิงรายใหม่ที่ก้าวเข้าสู่ตลาดเครื่องดื่มชูกำลังเมื่อ 20 ปีก่อน ถึงวันนี้ นอกจากความสำเร็จในแง่ของมีมาร์เก็ตแชร์เป็นอันดับ 2 ของตลาดแล้ว “คาราบาว กรุ๊ป” ยังเติบใหญ่และขยายธุรกิจอย่างรวดเร็ว ทั้งจำนวนสินค้าในพอร์ตโฟลิโอรวมทั้งมีธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องครบวงจร

ในวันที่ “คาราบาว กรุ๊ป” กำลังก้าวเข้าสู่ทศวรรษที่ 3 “เสถียร เสถียรธรรมะ” ประธานกรรมการบริษัท คาราบาว กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เปิดใจสัมภาษณ์พิเศษ กับ “ประชาชาติธุรกิจ” หลากหลายประเด็นใหญ่ ความเคลื่อนไหวธุรกิจ

จัดทัพรับการก้าวสู่ทศวรรษที่ 3

“เสถียร” เริ่มการสัมภาษณ์ว่า “…ถ้ามองย้อนกลับไป ณ จุดเริ่มต้น เมื่อปี 2545 ก็ไม่ได้คิดว่าธุรกิจจะขยายขึ้นมาใหญ่โต ตอนแรกก็คิดเพียงว่า ด้วยแบรนด์ของคาราบาว มาติดเป็นฉลากเครื่องดื่มชูกำลัง ก็น่าจะทำให้ขายได้ ด้วยบุคลิกของแบรนด์และโปรดักต์ ซึ่งกลุ่มผู้บริโภคและแฟนเพลงคาราบาวเป็นกลุ่มเดียวกัน จุดนั้นคิดแค่ว่า น่าจะมีโอกาสประสบความสำเร็จ แต่ก็ไม่รู้ว่าจะประสบความสำเร็จมากน้อยแค่ไหน โชคดีเมื่อทำไปแล้วก็เติบโตขึ้นทุกปี”

“กระทั่งทำได้สัก 10 ปี ประมาณปี 2555 ตอนนั้นแต่ละคนก็อายุมากขึ้น ผมเองก็เกือบ 60 แล้ว ก็คิดว่าถึงเวลาจะต้องมองไปข้างหน้าว่าทำอย่างไรที่จะให้ธุรกิจเติบโตแบบมั่นคงและแข็งแรงขึ้น ความคิดหนึ่งก็คือ การนำบริษัทเข้าจะทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ และหากเข้าตลาดได้ก็จะได้เงินจากผู้ถือหุ้นใหม่หรือนักลงทุน ก็จะทำให้สามารถขยายธุรกิจไปทำเรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาได้ หลังจากนั้น 2-3 ปี ในปี 2557 บริษัทก็เข้าตลาดหุ้นได้สำเร็จ”

ผู้ก่อตั้งคาราบาว กรุ๊ป ยังระบุด้วยว่า ต้องยอมรับว่าคาราบาวเป็นองค์กรที่สร้าง เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ภายใต้กรอบของ SMEs มีผู้บริหารเพียง 4-5 คน เมื่อธุรกิจค่อย ๆ เติบโตใหญ่ขึ้น ก็เติมคนข้างล่างตลอดเวลา และปัจจุบันบริษัทมีขนาดใหญ่ขึ้นก็ต้องการคนในระดับ management ตั้งแต่ระดับกลางไปถึงระดับบนเข้ามาเสริม พอถึงจุดหนึ่งก็ต้องกลับมาทบทวน เพราะขณะนี้สถานการณ์ทางด้านเศรษฐกิจ การเมือง เปลี่ยนแปลงไป หรือแม้กระทั่งผลกระทบจากโควิด-19

“ปีนี้เป็นปีที่บริษัทกำลังก้าวขึ้นสู่ทศวรรษที่ 3 และถึงเวลาที่จะต้องสร้างคนรุ่นใหม่ ๆ ขึ้นมา ขณะเดียวกันก็ได้มีการทบทวนกระบวนการทำงานและโครงสร้างแต่ละหน่วยงาน ทบทวนเป้าหมายในแง่ของธุรกิจใหม่ รวมถึงการตั้งเป้าหมายของบริษัทในอนาคตว่าจะเติบโตไปในทิศทางอย่างไร ที่จะให้เราเติบโตได้อย่างยั่งยืน มีการประชุมกันทุก 2 สัปดาห์ว่าได้มีการทบทวน มีความคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว”

กัดฟันตรึงราคาดึงมาร์เก็ตแชร์

แม่ทัพใหญ่ คาราบาว กรุ๊ป ยังกล่าวถึงภาพรวมตลาดเครื่องดื่มชูกำลังที่มีมูลค่าตลาดรวมราว ๆ 3 หมื่นล้านบาทว่า ช่วงปี 2565 ที่ผ่านมายังคงได้รับผลกระทบจากโควิด-19 หลังจากช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมาที่ภาพตลาดติดลบต่อเนื่อง ซึ่งปีที่ผ่านมาการเติบโตของตลาดรวมยังอยู่ในแดนติดลบประมาณ 3-4% แต่ก็หวังว่าปี 2566 นี้จะไม่ติดลบ เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมตอนนี้ดีขึ้น การท่องเที่ยวกลับมา การจ้างงานมีมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่าผลกระทบจากโควิด-19 ยังหนักหน่วง เศรษฐกิจในต่างจังหวัดซบเซาลงไปมาก ตอนนี้กำลังซื้อยังไม่กลับมา ตลาดยังไม่กลับมาดีเหมือนเดิม

เมื่อถามถึงมุมมองต่อการปรับราคาเครื่องดื่มชูกำลังจาก 10 บาท เป็น 12 บาท คีย์แมนคาราบาวกรุ๊ปให้ข้อมูลว่า “จริง ๆ แล้วเครื่องดื่มชูกำลัง ขายราคา 10 บาท มาสัก 40-50 ปี เห็นจะได้ พูดตรง ๆ ขายราคา 10 บาท ขวดหนึ่งกำไรไม่ถึง 1 บาท

ดังนั้น แบรนด์ที่จะอยู่ได้ จะต้องมียอดขายถึงในระดับที่เดือนหนึ่งหลาย 10 ล้านขวด ซึ่งในช่วงโควิด-19 ตลาดเกิดปัญหาวัตถุดิบหลาย ๆ อย่างขาด ต้นทุนของทุกอย่างแพงขึ้น บางแบรนด์ต้องปรับราคาขึ้น แต่คาราบาวแดงยังไม่ได้ปรับ อาจจะโชคดี เพราะที่ผ่านมามีรายได้จากต่างประเทศค่อนข้างเยอะ และทำให้ภาพรวมยังพออยู่ได้ แม้กำไรจะน้อยลง”

เขาย้ำว่า ตอนนี้ต้นทุนเกือบทุกตัวเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะพลังงานที่แพงขึ้น พลังงานคือต้นทุนของทุก ๆ การผลิต ไม่ว่าจะเป็นเรื่องค่าขนส่ง ค่าไฟ และส่งผลไปถึงวัตถุดิบทุกตัว อย่างเช่น น้ำตาล ที่ปีนี้แพงกว่าปีก่อน ๆ มาก วัตถุดิบต่าง ๆ ที่ต้องนำเข้า ยิ่งเจอสงครามรัสเซีย-ยูเครนด้วย ทุกอย่างแพงขึ้น ยกตัวอย่าง อะลูมิเนียม เมื่อก่อนประมาณ 1,000 กว่าเหรียญ/ตัน ตอนนี้ขึ้นมา 70-80% และเคยขึ้นไปถึงเกือบ 3,000 เหรียญ/ตัน

“เรากำลังดูว่า หากยังยืนราคาเดิมอยู่ แล้วมาร์เก็ตแชร์จะเพิ่มขึ้นได้หรือไม่ แต่ถ้าเมื่อเดินไปถึงจุดหนึ่งและยืนราคาไม่ได้จริง ๆ ก็ต้องปรับขึ้น สมัยก่อนการปรับราคาเป็นเรื่องยาก แต่ตอนนี้คิดว่าโอกาสมาถึงแล้ว จะเร็วหรือช้าแค่นั้นเอง ซึ่งจะว่าไปแล้ว ทั้งเอ็ม-150 คาราบาวแดง กระทิงแดง แข่งกันมาตลอดกว่า 20 ปี ต่างคนต่างรู้ว่าต้องแข่งอย่างไรที่จะไม่ให้เจ็บตัวจนเกินไป ทุกคนรู้ว่าหลังปรับราคา ยอดขายอาจจะลดลง เพราะทุกวันนี้ในตลาดเครื่องดื่มมีคู่แข่งมากมาย จึงต้องพิจารณาให้ดี และต่างคนก็ต่างมีฐานลูกค้าของตัวเอง ดังนั้นใครที่คิดจะใช้เงินเยอะ ๆ อาจไม่คุ้ม”

เตรียมผุดโรงงานในเมียนมา

“เสถียร” ยังกล่าวถึงแนวทางการรุกตลาดในต่างประเทศว่า ที่ผ่านมารายได้หลัก ๆ มาจากกัมพูชา เมียนมา เวียดนาม ซึ่งช่วงโควิด-19 ยอดขายจากประเทศเหล่านี้ก็ลดลงเหมือนกัน แต่โครงสร้างรายได้ของบริษัทจากต่างประเทศค่อนข้างดี โดยเฉพาะกัมพูชาที่เป็นตลาดใหญ่ ช่วงก่อนโควิดขายปีหนึ่ง ๆ 6-7 พันล้านบาท ส่วนเวียดนาม ตอนนี้เพิ่งเปลี่ยนดิสทริบิวเตอร์ ที่ผ่านมายอดขายยังไม่มาก แต่บริษัทกำลังเข้าไปทำตลาดมากขึ้น เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว (6-10 ก.พ.) เพิ่งไปเซ็นสัญญาสนับสนุนสโมสรฟุตบอล ฮอง อันห์ ยาลาย 2 ฤดูกาล (2023 และ 2024) โดยจะไปร่วมกับดิสทริบิวเตอร์ ทำการตลาดอย่างจริงจัง และมองว่าเวียดนาม คือน่านน้ำใหม่ที่จะทำให้บริษัทเติบโต

สำหรับเมียนมา เดิมก่อนปฏิวัติ คาราบาวแดงกำลังจะขึ้นเป็นที่ 1 พอเกิดการปฏิวัติ ตลาดมีความผันผวนมาก ทั้งเรื่องการนำเข้าส่งออก อัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ ตอนนี้จึงมีความคิดว่า จะต้องเข้าไปสร้างฐานการผลิตในเมียนมา เพื่อเป็นการแก้ปัญหาการนำเข้าที่มีข้อจำกัด โดยจะไปร่วมกับพาร์ตเนอร์ คิดว่าภายใน 1 ปีก็น่าจะเห็นโรงงาน

ส่วนตลาดในอังกฤษ ยอมรับว่ายังขาดทุนมาอย่างต่อเนื่อง และช่วงโควิด-19 ก็ได้รับผลกระทบค่อนข้างรุนแรง เพราะเราเป็นแบรนด์รอง ซึ่งก่อนโควิด คาราบาวแดงกำลังจะดีขึ้น แต่พอเจอโควิดก็เซ ตอนนี้ยังเหลือ คาราวบาว คัพ อีกฤดูกาลหนึ่ง ก็ดูว่ายังจะมีโอกาสแค่ไหน

ยึดโมเดลเหล้าบุกตลาดเบียร์

“เสถียร” กล่าวในตอนท้ายว่า นอกจากเครื่องดื่มชูกำลัง ตอนนี้สินค้าในพอร์ตโฟลิโอหลาย ๆ ตัวก็มีทิศทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะสินค้ากลุ่มเหล้าที่น่าจะค่อย ๆ เติบโตต่อเนื่อง จากที่ผ่านมาเติบโตทุกปีในระดับ 40-50% เพียงแต่อาจจะยังเล็กอยู่ ถ้าเทียบกับตลาดรวมที่มีมูลค่าเป็นแสนล้านบาท ปีที่แล้วขายได้ประมาณ 5-6 พันล้านบาท ปีนี้คิดว่าน่าจะได้สัก 8-9 พันล้านบาท แม้จะเป็นตัวเลขที่ไม่มากนัก แต่ก็ค่อย ๆ เติบโตขึ้น

ที่สำคัญ ปลายปีนี้ก็จะมีเบียร์ออกมาทำตลาดเพิ่ม ซึ่งเบียร์ก็ลงทุนไปประมาณ 4,000 ล้านบาท เฟสแรกจะผลิตสัก 200 ล้านลิตร/ปี ตอนนี้กำลังคุยกันอยู่ว่าจะใช้ชื่อ เบียร์คาราบาว หรือเบียร์เยอรมันตะวันแดง ส่วนการทำตลาดก็จะเหมือน ๆ กับโมเดลการทำเหล้า ที่เป็นการอาศัยโครงข่ายการจัดจำหน่ายของเอเย่นต์ และช่องทางจำหน่ายที่มีร้านค้าปลีกอยู่ในเครือข่ายมากกว่า 1 แสนร้านค้าที่มีอยู่เดิม และเทคโนโลยีการผลิตที่ทันสมัยทำให้มีสินค้าที่มีคุณภาพดีและราคาไม่แพงได้

“ในแง่ของแบรนด์ทั้งคาราบาว หรือเยอรมันตะวันแดง เชื่อว่าคนจำนวนไม่น้อยรู้จักและคุ้นเคยกับชื่อนี้มานานกว่า 20 ปี ซึ่งการทำเบียร์เป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมาย เพราะถ้าทำเหล้าอย่างเดียว โอกาสที่จะโตขึ้นมาเยอะ ๆ ก็จะยาก”

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...