โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตา ธปท.แก้หนี้เรื้อรัง ติด “แบล็กลิสต์”-บีบแบงก์หั่น ดอกเบี้ย 50%

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 ก.ค. 2566 เวลา 09.43 น. • เผยแพร่ 05 ก.ค. 2566 เวลา 07.41 น.

ปัญหาหนี้ครัวเรือนไทย เป็นสิ่งที่บรรดานักเศรษฐศาสตร์ ตลอดจนอีกหลาย ๆ ฝ่ายกังวลกันมาก เพราะอยู่ในระดับค่อนข้างสูง ยิ่งหลังจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ปรับวิธีการคิดหนี้ครัวเรือนใหม่ ทำให้ล่าสุด ณ ไตรมาส 1/2566 หนี้ครัวเรือนขึ้นมาอยู่ที่ 16 ล้านล้านบาท คิดเป็น 90.6% ต่อ GDP

“ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ” รองผู้จัดการใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงานกลยุทธ์องค์กร และกลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ กล่าวว่า หนี้ครัวเรือนที่สูง สุดท้ายจะไปกระทบภาครัฐ เพราะรัฐจะเป็นหนี้มากขึ้นผ่านการทำนโยบาย การให้เงินช่วยเหลือ และเมื่อช่วยเหลือมาก ๆ หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นจนแตะ 70-80% จะส่งผลต่อการจัดอันดับเรตติ้งของประเทศ หากไทยโดนลดเรตติ้งก็จะกระทบไปหมด

“สุดท้ายจะกลายเป็นหนี้ครัวเรือนส่งผ่านไปยังหนี้สาธารณะ ซึ่งจะเป็นการระเบิดผ่านภาคการคลัง (fiscal) ไม่ได้ระเบิดผ่านระบบธนาคาร (banking) แต่อันนี้เป็นเรื่องระยะยาวในอีก 10 ปีข้างหน้า หากไม่มีการแก้ไข”

ขณะที่ “ดนุชา พิชยนันท์” เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือ “สภาพัฒน์” กล่าวว่า หนี้ครัวเรือน พอเกิดขึ้นมามาก ๆ แล้ว แก้ยาก ซึ่งปัจจุบันหนี้ในบางเซ็กเมนต์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ที่เห็นชัด ก็คือ หนี้สินเชื่อยานยนต์ ที่เป็นสินเชื่อกล่าวถึงเป็นพิเศษ (SM) เพิ่มขึ้นทุกไตรมาส อีกส่วนหนึ่ง ก็คือ หนี้บัตรเครดิต และหนี้บัตรเงินสด ซึ่งขยายตัวค่อนข้างมากในช่วง 3-4 ไตรมาสที่ผ่านมา

ธปท.วางเป้าหนี้ต่ำกว่า 80%

ล่าสุด ธปท.ประกาศว่าภายในปลายเดือน ก.ค.นี้ จะออกแนวทางการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอย่างยั่งยืน เป้าหมายคือ พยายามลดหนี้ครัวเรือนให้อยู่ระดับต่ำกว่า 80% ของ GDP

โดย “สุวรรณี เจษฎาศักดิ์” ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า แนวทางการแก้ปัญหาจะครอบคลุมตลอดวงจรหนี้ 4 กลุ่ม ตั้งแต่ 1.หนี้เสีย (NPL) ที่มีอยู่ในปัจจุบัน (ค้างชำระเกิน 90 วัน) โดยเฉพาะหนี้ที่เกิดในช่วงโควิด (รหัส 21) 2.หนี้ที่เป็นปัญหาเรื้อรัง ยังไม่เป็นหนี้เสีย แต่ปิดจบไม่ได้ 3.หนี้ใหม่ที่เพิ่มขึ้นเร็ว และ 4.หนี้นอกระบบ เป็นการแก้หนี้อย่างครบวงจร ถูกหลักการ และร่วมมือกับทุกภาคส่วน

สำหรับแนวทางที่ ธปท.จะดำเนินการ คือ 1) เกณฑ์ Responsible Lending (RL) ที่กำหนดให้เจ้าหนี้ให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรมตลอดวงจรหนี้ ตั้งแต่ก่อนเป็นหนี้ ระหว่างเป็นหนี้ หนี้มีปัญหา จนถึงการขายหนี้ โดยลูกหนี้ต้องได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม ทันเวลา มีคุณภาพ และเพียงพอ มีแนวทางการดูแลลูกหนี้ที่เป็นหนี้เรื้อรัง ให้เห็นทางปิดจบหนี้ได้

2) กลไก Risk-based Pricing (RBP) เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงสินเชื่อในระบบ และช่วยให้ลูกหนี้จ่ายอัตราดอกเบี้ยตามความเสี่ยงและได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม โดยหลักการสำคัญคือลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงต่ำควรได้รับดอกเบี้ยที่ต่ำลง และเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินเชื่อในระบบสำหรับลูกหนี้ที่มีความเสี่ยงสูง

และ 3) มาตรการ Macroprudential Policy (MAPP) ให้เจ้าหนี้ให้สินเชื่อสอดคล้องกับความสามารถในการชำระหนี้ และลูกหนี้มีเงินเหลือพอดำรงชีพ ไม่นำไปสู่การก่อหนี้สินเกินตัว เช่น การคุมหนี้ไม่ให้อยู่ในระดับสูงเกินไปเมื่อเทียบกับรายได้ในแต่ละเดือน (DSR)

“แผนการนำมาใช้ในส่วนของ RL และการแก้หนี้เรื้อรังจะบังคับใช้ก่อน ตามมาด้วยมาตรการ RBP สำหรับในเรื่อง MAPP การนำมาใช้จะต้องพิจารณาให้เหมาะกับบริบทของเศรษฐกิจ”

ตาราง หนี้ครัวเรือน

นายแบงก์หนุนแก้หนี้เรื้อรัง

“ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า การปรับปรุงข้อมูลหนี้ครัวเรือนที่นำหนี้ประเภทอื่นมารวมด้วย ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ต่อ GDP เพิ่มเป็น 90.6% ซึ่งช่วยให้เห็นข้อมูลหนี้ครอบคลุมมากขึ้น และสามารถโฟกัสการแก้ไขปัญหาได้ทุกจุด ไม่เหวี่ยงแห และสามารถแยกหนี้ได้ว่ากลุ่มไหน เป็นหนี้ดีที่ก่อให้เกิดรายได้ หรือหนี้ไม่ดี

เช่น หนี้อุปโภคบริโภค ที่อาจจะต้องหยุดการกระตุ้นโฆษณา 0% หรือหนี้เรื้อรังที่ลูกหนี้ไม่สามารถจบหนี้ได้ รวมถึงหนี้นอกระบบ ซึ่ง ธปท.เห็นข้อมูลชัดขึ้นจะส่งผลดีต่อการดำเนินนโยบาย ทั้งนี้ ตัวเลขดังกล่าวไม่ต้องตกใจ เพราะเป็นการนำหนี้ที่เคยซุกอยู่ใต้พรมที่ไม่เห็น ออกมาให้เห็น จะทำให้จัดการง่ายขึ้นและตรงจุดมากขึ้น

“ธปท.เดินมาถูกทาง โดยแบงก์ น็อนแบงก์ และ ธปท.จะต้องร่วมมือกันในการแก้ปัญหา โดยเฉพาะเรื่องหนี้เรื้อรังที่จำเป็นต้องเร่งแก้ไข เนื่องจากลูกหนี้ผ่อนหนี้ไม่จบสิ้น ส่วนใหญ่จะเป็นหนี้ประเภทสินเชื่อหมุนเวียน (O/D) เช่น วงเงิน 1 แสนบาท ดอกเบี้ย 24% คิดเป็นดอกเบี้ย 2.4 หมื่นบาท ผ่อนเฉลี่ย 2,000 บาท หนี้ไม่ลดลง

แต่หากทำเป็นสินเชื่อแบ่งชำระรายงวด วงเงินเท่ากัน ดอกเบี้ย 8% ลูกค้าสามารถชำระหนี้ได้หมดภายใน 5 ปี ดังนั้นต้องร่วมมือกันทำทั้งระบบ โดยหนี้ไม่ดีต้องลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น หนี้อุปโภคบริโภค หนี้เรื้อรัง หรือหนี้นอกระบบ ภาครัฐอาจจะต้องเข้ามามีส่วนร่วม และ ธปท.เองก็พยายามช่วยคนกลุ่มนี้เข้ามาในระบบผ่านการจัดตั้งธนาคารไร้สาขา (Virtual Bank)

เพื่อมารองรับกลุ่มนี้ ดังนั้น หากเราสามารถทำไปด้วยกันทั้งระบบ เชื่อว่าหนี้ครัวเรือนจะดีขึ้น” ซีอีโอทิสโก้กล่าว

ส่อบีบแบงก์หั่นดอกเบี้ย 50%

ด้าน “แหล่งข่าวจากวงการสถาบันการเงิน” กล่าวว่า ขณะนี้ทราบว่า ธปท.เตรียมจะแก้ปัญหาหนี้เรื้อรังในสินเชื่อรายย่อย ทั้งสินเชื่อบ้าน สินเชื่อรถ สินเชื่อบุคคล และบัตรเครดิต แบบ “หักดิบ” โดยจะนิยามผู้ที่เป็นหนี้เรื้อรังคือ ต้องผ่อนชำระดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นตลอดช่วง 2 ปีแรก หรือ 24 งวด

ซึ่งหากผู้กู้รายใดเข้าข่าย จะมีการออกหนังสือแจ้งเตือนในปีที่ 2 และหากยังไม่ปรับให้ดีขึ้น ในปีที่ 3 ก็จะติดสถานะ “PD” คือเป็นหนี้เรื้อรังแล้ว ซึ่งจะเป็นมาตรการบังคับให้เข้าสู่กระบวนการแก้ไข

“ธปท.มองว่าปีที่ 3 สถาบันการเงินได้ดอกเบี้ยลูกค้าไปมากแล้ว ก็จะบังคับให้เข้าโครงการคล้าย ๆ คลินิกแก้หนี้ โดยจะติด “แบล็กลิสต์” ให้ลูกหนี้ดังกล่าวเลย และให้สถาบันการเงินเจ้าหนี้ลดดอกเบี้ย 50% เช่น บัตรเครดิตที่จ่ายอยู่ 16% ก็ให้เหลือ 8% แล้วกำหนดงวดชำระให้จบภายใน 18 งวด หรือปีครึ่ง

ส่วนพีโลนให้ลดดอกเบี้ยจาก 24% ก็เหลือ 12% เลย แล้วให้ผ่อนชำระให้จบภายใน 48 งวด หรือใน 4 ปี ซึ่งระหว่างนั้น ลูกหนี้จะกู้ใหม่ไม่ได้เลย ก็จะลดหนี้ครัวเรือนได้ตามเป้า”

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า อย่างไรก็ดี ตามแนวทางข้างต้นนี้จะทำให้เกิดผลข้างเคียงค่อนข้างมาก คือ 1.หุ้นแบงก์และน็อนแบงก์ จะตกหนัก 2.การตีความหนี้เรื้อรัง ต้องชัดเจน ไม่อย่างนั้นอาจจะผิดตัว และ 3.สินเชื่อบ้านที่ปีแรก ๆ จะผ่อนดอกเบี้ยมากกว่าเงินต้นอยู่แล้ว จะเคลียร์อย่างไร

คงต้องติดตามว่า มาตรการที่ ธปท.จะออกมาปลายเดือน ก.ค.นี้จะยืดหยุ่นมากกว่านี้หรือไม่ เพราะหากเข้มเกินไปก็จะมีไซซ์เอฟเฟ็กต์ตามมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...