ซันนี่ เกวลิน เล่าจาก ‘ความสำเร็จ’ สู่ ‘อยากจะหยุด’ และการลุกสู้อีกครั้ง
ซันนี่ เกวลิน เล่าจาก ‘ความสำเร็จ’ สู่ ‘อยากจะหยุด’ และการลุกสู้อีกครั้ง
ไปสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักในประเทศจีน สำหรับ เกวลิน บุญศรัทธา ที่แฟนๆ คุ้นเคยในนาม ซันนี่ (SUNNEE) ที่เข้าร่วมแข่งขันในรายการ Produce101 ที่ประเทศจีน แล้วก็ได้เดบิวต์เป็นหนึ่งในสมาชิกของเกิร์ลกรุ๊ปวง Rocket Girls 101 ของที่นั่น และพอหมดสัญญาเธอก็ผันตัวมาเป็นศิลปินเดี่ยว และกำลังจะมีSUNNEE FIRST FAN CONCERT‘SURPRISE ON THE ROAD’ IN BANGKOK 2023 เป็นของตัวเองที่ประเทศไทย วันที่ 15 กรกฎาคมนี้ ที่โรงละครเคแบงก์สยามพิฆเนศ ณ สยามสแควร์วัน
ในงานนี้ที่เจ้าตัวบอกด้วยรอยยิ้มว่า รอคอยมานาน เธอเล่าว่า ได้เตรียมความพิเศษหลายอย่างเอาไว้ให้แฟนๆ
“จะได้ใกล้ชิดกับแฟนๆ มากขึ้น แล้วก็ยังมีอีกหลายเพลงที่อยากร้องให้ทุกคนฟัง”
รวมทั้งยังจะมีแขกรับเชิญคนสำคัญ ที่เธอเล่าว่า “ซันนี่เตรียมผู้ชายในฝันไว้ ก็ตื่นเต้นที่จะได้เจอเขา”
บอกด้วยดวงตาเป็นประกายด้วยว่า “ตอนที่เชิญไปก็ไม่คิดว่าเขาจะตอบรับ เพราะเขางานเยอะ แต่เขาก็มาให้ ยังไม่เคยเจอตัวจริงเขาเลย ชื่นชอบผลงานเขา ติดตามมานาน ร้องเพลงดี แสดงเยี่ยม”
ส่วนจะเป็นใคร ซันนี่ขออุบไว้
“ต้องมาดูในคอนเสิร์ตค่ะ” ว่าอย่างนั้น
นอกจากจะมีแฟนคอนที่ไทยแล้ว ซันนี่ในวัย 26 ปี ยังว่า ปีนี้เป็นปีที่เธอกลับมาเมืองไทยบ่อย เรียกว่าเดือนสองเดือนกลับมาครั้งหนึ่ง ซึ่งนั่นก็เป็นหนึ่งในแพลนการทำงาน
“อยากจะมีเพลงไทย อยากจะร้องเพลงไทย และมีโอกาสได้กลับมาเมืองไทยเยอะๆ ได้กลับมาทำงานที่เมืองไทยบ่อยๆ”
และถึงแม้ว่าการมาทำงานเพลงในเมืองไทยจะต้องเริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ แต่ก็ไม่ได้ซีเรียสอะไร
“เพราะไม่ว่าจะอยู่เมืองไทยหรือว่าอยู่เมืองจีน มันก็เป็นการเริ่มต้นใหม่สำหรับเรา”
“เพราะจริงๆ ก็ห่างจากวงการไปประมาณปีนึง ด้วยเรื่องโควิดด้วย ด้วยเรื่องการงานด้วยที่ค่อนข้างมีปัญหาในช่วงนั้น”
และ ‘ช่วงนั้น’ เอง ที่ทำให้ตระหนักว่า อย่าไปยึดติดกับสิ่งพวกนี้มาก
“ไม่อย่างนั้นตัวเราจะไม่มีความสุข”
เล่าอีกว่า ตอนเคว้งๆ เพราะงาน ความคิดที่จะ “หยุดเลยแล้วกัน หาสิ่งอื่นๆ ทำก็ได้” ก็แว่บเข้ามาในหัว
แต่แล้วพอได้เจอ ‘พี่ๆ’ ซึ่งเป็นทีมที่ดูแลเธอในไทยในตอนนี้ กำลังใจก็มาเต็ม
“เขาพยายามให้ความมั่นใจ ว่าจริงๆ แล้วเรายังทำได้อยู่ อย่าเพิ่งท้อ อย่าเพิ่งเปลี่ยน ก็เลยเริ่มสู้ใหม่”
ซันนี่ยังเผยถึงจุดเปลี่ยนของชีวิตจากการเป็นศิลปินในจีนที่มีแฟนคลับให้การสนับสนุนไม่น้อย มาถึงจุดที่ ‘อยากจะหยุด’ ว่าเป็นเพราะความฝันตั้งแต่แรกเริ่มเข้าวงการ คืออยากมีเพลง มีคอนเสิร์ต มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง และเมื่อทุกอย่างสำเร็จ จู่ๆ ก็ “ไม่รู้ว่าจะต้องทำอะไรต่อ”
“เหมือนอยู่ในสภาวะไม่รู้ว่าตัวเองต้องการอะไร”
จะบอกว่าส่วนหนึ่งเพราะเจอความกดดัน และการแข่งขันสูงในจีน ก็น่าจะใช่ อย่างไรก็ตาม หลักๆ แล้วมาจากตัวเองเสียมากกว่า
“ณ ตอนนั้นรู้อยู่แต่ว่าเราต้องทำงาน ไม่ทำงานเราก็จะหายไป แต่ไม่ได้คิดว่าเราจะเป็นอะไร รู้อยู่อย่างเดียวว่าชอบร้องเพลง แต่ไม่รู้ว่าอยากเป็นนักร้องแบบไหน”
“ตอนที่มีกระแส เราวิ่งอย่างเดียว เราต้องทำงาน ต้องออกมา ต้องให้ทุกคนจำได้ ให้เห็นหน้าเราบ่อยๆ จนเราลืมไปว่าจริงๆ แล้วเราอยากจะทำอะไร เหมือนตัวเองไม่มีความคิดในตอนนั้น รู้อยู่อย่างเดียวว่าต้องทำงาน ไม่มีงานแล้วทำยังไง ต้องหางาน คิดอยู่แค่นั้น”
ซันนี่นึกย้อนไปถึงช่วงเวลา 11 ปีที่วิ่งตามความฝันและเพิ่งมามีชื่อเสียงเมื่อ 3-4 ปีก่อน ตอนเข้าแข่งขันในรายการ จากนั้นก็พูดเต็มปากเต็มคำว่า การจะมายืนจุดนี้ได้ไม่ง่ายเลยจริงๆ
และเมื่อทำได้ เมื่อความพยายามเริ่มเห็นผล ก็บอกตามตรงว่า “อยากจะอยู่ตรงนี้ให้นานหน่อย”
ส่วนเรื่องที่ศิลปินอาจจะไม่สามารถยืนในจุดสูงสุดได้เนิ่นนาน ซันนี่พยักหน้า บอกว่าตนเองก็รับรู้ หากกระนั้นก็ยัง “แค่หวังว่าให้มันค่อยๆ ลง”
“แต่ว่าในโลกความเป็นจริงมันไม่สามารถทำให้ค่อยๆ ลดลงได้ ถ้าเราไม่พยายามต่อไป มันจะวูบ จะดิ่งลงมาเลย”
เหมือนอย่างที่จู่ๆ เธอก็เจอในปีที่ผ่านมา
“ตอนนั้นงานส่วนใหญ่ดีลเสร็จแล้ว คุยกันเรียบร้อยแล้ว แต่อยู่ๆ วันรุ่งขึ้นโดนเปลี่ยนตัว หรือไม่ก็งานที่คุยกันไว้แล้วอาจจะมีปัญหาในเรื่องโน้น เรื่องนี้ เรื่องนั้น”
ตัวอย่างง่ายๆ ก็เรื่องของคอนเสิร์ตในจีนที่วางแพลนไว้อย่างดี ก็ประสบปัญหาเรื่องโควิดที่กลับมาเป็นระลอกๆ จนแผนต้องเปลี่ยนไปมา
สุดท้ายบางคอนเสิร์ตที่เตรียมไว้ก็ต้องเลื่อน บางคอนเสิร์ตก็ต้องเลิก
“ก็เลยรู้สึกเฟล ว่าสิ่งที่เราคิดไว้มันไม่สามารถสำเร็จได้”
รู้สึกเหมือนยิ่งนานวันก็ยิ่งหนัก
ทั้งนี้ ซันนี่บอกว่าในช่วงระหว่างนั้น ตอนมีงาน เธอก็ยังทำทุกอย่าง ยิ้มแย้มแจ่มใส ให้ความสุขแฟนๆ ได้ตามปกติ
“แต่พอกลับมาอยู่กับตัวเอง หาความสุขให้ตัวเองไม่ได้”
ในที่สุดจึงขอกลับมาพักใจในไทย
“กลับบ้านดีกว่า”
เล่าอีกว่า ก่อนหน้านี้เธอไม่เคยเล่าทุกข์สุขเรื่องงานให้ที่บ้านฟังมากนัก เพราะไม่อยากให้เป็นห่วง หากพอได้คุยกันอย่างจริงจัง “พวกท่านก็บอกว่า ไม่ได้ต้องการให้เราเป็นคนเก่ง ไม่ได้ต้องการให้เราหาเงินได้เยอะ ขอแค่ให้มีความสุขกับการทำงาน มีความสุขกับการใช้ชีวิต ถ้าอยู่ตรงโน้นแล้วไม่มีความสุขก็กลับมา ไม่อยากทำงานก็หยุดไป เดี๋ยวพวกท่านจะดูแลเอง”
“พอคุณพ่อคุณแม่พูดคำนี้ ก็รู้สึกว่า เราคิดเผื่อเขาเสมอ ในช่วงเวลาทำงาน แต่ตัวพวกเขาเองก็คิดถึงเราเหมือนกัน”
“ครั้งนี้ที่กลับมาเราทั้งผอม ทั้งโทรม คุณพ่อซึ่งจะเป็นคนที่ชอบบอกว่า ‘ต้องสู้ ไปให้สุด’ ครั้งนี้กลับบอกว่าไม่ต้องไปแล้ว อยู่บ้านแหละ ทำอย่างอื่นก็ได้”
อย่างไรก็ตาม หลังคิดแล้วคิดอีก ก็ปฏิเสธตัวเองไม่ได้ว่า
“เรายังชอบ”
“แต่เหมือนโลกภายนอก หรือโลกที่เราเจอ ณ ตอนนั้นมันทำให้เราไม่รู้ ว่าจริงๆ แล้วเราชอบอะไร แต่พอได้กลับมา ได้เจอเพื่อนใหม่ๆ ได้คุยอะไรใหม่ๆ ก็รู้สึกว่าจริงๆ แล้วเราอยากจะทำสิ่งนี้อยู่”
และนั่นก็ทำให้ยังมีผลงานใหม่ๆ ของเธอในวันนี้