โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“เพศของเรา เราเลือกเอง” ทำไมเราถึงควรมีสิทธิใช้ ‘Gender X’ ในเอกสารราชการ

The MATTER

อัพเดต 16 มิ.ย. 2566 เวลา 06.25 น. • เผยแพร่ 15 มิ.ย. 2566 เวลา 11.04 น. • Gender

“เพศของเรา เราเลือกเอง เพศของเรา เราเลือกเอง เพศของเรา เราเลือกเอง”

เสียงตะโกนลั่นจากผู้ร่วมภาคีขบวน 'Gender X เพศเลือกได้' ที่งานบางกอกไพรด์ (Bangkok Pride 2023) ภายใต้สโลแกน 'เพราะเพศของเรา เราเลือกเอง สนับสนุนกฎหมายรับรองเพศสภาพ Gender X และคำนำหน้านามตามความสมัครใจ'

เชื่อว่าหลายคนคงติดตามหรือแม้แต่ไปร่วมงานบางกอกไพรด์ที่ถูกจัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่เมื่อวันที่ 4 มิถุนายนที่ผ่านมา เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเดือนแห่งเพศหลากหลาย (LGBTQIAN+) แม้ว่างานนี้จะจบลงไปแล้ว แต่ตลอดทั้งเดือนมิถุนายนก็ยังถือเป็นเดือนแห่งความภาคภูมิใจและการส่งเสียงแห่งการยอมรับในสังคมของพวกเขา

หนึ่งในประเด็นที่น่าสนใจจากงานนี้ก็คือ การเรียกร้องให้เราสามารถกำหนดอัตลักษณ์ทางเพศเองได้ หรือก็คือ Gender X นั่นเอง

ด้วยเหตุนี้ เราจึงอยากชวนทุกคนมาทำความรู้จักและเข้าใจว่า Gender X คืออะไร และมีที่มาอย่างไร และทำไมถึงสำคัญกับหลายๆ กลุ่มโดยเฉพาะผู้คนที่นิยามตัวเองอยู่นอกระบบ 2 เพศ (ชายและหญิง) จนนำมาสู่การเรียกร้องให้เพิ่มการระบุ 'นาม' หรือ 'X' นอกเหนือจากเพศชาย (Male) และเพศหญิง (Female) ในเอกสารราชการต่างๆ พร้อมกับพูดคุยกับ คิว—คณาสิต พ่วงอำไพ ตัวแทนกลุ่มนอกกล่องเพศ ; NON-BINARY เกี่ยวกับประเด็นนี้อีกด้วย

ที่มาของคำว่า Gender X

ก่อนอื่นขอเริ่มอธิบายจากจุดกำเนิดของว่า Gender X กันก่อนว่ามีที่ไปที่มาอย่างไร ซึ่ง จีน่า วิลสัน (Gina Wilson) นักเคลื่อนไหวอินเตอร์เซ็กซ์ (intersex) หรือผู้ที่มีคุณลักษณะทางเพศที่ไม่ได้ตรงตามชายและหญิง กล่าวว่า 'X' ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มคนอินเตอร์เซ็กซ์หรือคนข้ามเพศ (transgender) พร้อมกับเล่าย้อนถึงจุดกำเนิดของมันว่า

“หลังสงครามโลกครั้งที่ 2 องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ได้รับมอบหมายจากสหประชาชาติให้รับผิดชอบดูแลพาสปอร์ต… แต่ขณะนั้นการออกพาสปอร์ตโดยการเข้าพบเจ้าหน้าที่ถือเป็นเรื่องที่ยากลำบาก โดยเฉพาะปัญหาการเดินทางเพราะอยู่ในช่วงหลังสงครามไม่นาน ดังนั้นเอกสารจึงมักถูกจัดทำขึ้นโดยไม่มีเจ้าของพาสปอร์ตอยู่ด้วย นอกจากนี้ปัญหาด้านภาษาก็สำคัญเช่นกัน ส่งผลให้ข้อมูลที่บางคนให้มาจึงไม่สามารถระบุชัดเจนได้ว่าพวกเขาเป็นเพศชายหรือหญิง ฉะนั้นเพื่อแก้ไขปัญหานี้ ICAO จึงอนุญาตให้ระบุ 'X' ก็ต่อเมื่อ 'ไม่ทราบเพศ' ของผู้ขอทำพาสปอร์ต

อย่างไรก็ตาม อเล็กซ์ แมคฟาร์เลน (Alex MacFarlane) อินเตอร์เซ็กซ์ชาวออสเตรเลียที่ถือเป็นผู้บุกเบิกการใช้เครื่องหมาย X เพื่อสิทธิและความเท่าเทียมทางเพศในเอกสารราชการคนแรกของโลกเมื่อปี 2003 โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้เขาสามารถเป็นทั้งชายและหญิง ซึ่งแมคฟาร์เลนเรียกร้องให้รัฐระบุให้เขาเป็นอินเตอร์เซ็กซ์ ทำให้เจ้าหน้าที่ของออสเตรเลียจึงตัดสินใจแก้ไขระบบเพศที่ตอนแรกมีเพียง M (Male) และ F (Female) โดยการเพิ่ม X เข้าไปด้วย เพราะถือเป็นกรณีที่เกี่ยวข้องกับการอนุญาตภายใต้หลักเกณฑ์ของ ICAO สำหรับการขอหนังสือเดินทาง

ผู้คนที่นิยามตัวเองว่าอยู่นอกระบบ 2 เพศ ไม่ใช่สิ่งผิดกฎหมาย พวกเราไม่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นเป็นชายหรือหญิงเพื่อลงคะแนนเสียง แต่งงาน มีใบอนุญาต หรือเป็นเจ้าของทรัพย์สิน

นอกจากนี้ พาสปอร์ตที่มีเครื่องหมาย X รุ่นแรกมีไว้ให้เฉพาะชาวออสเตรเลียเพียงไม่กี่คนที่ในสูติบัตรมีการระบุว่า 'ไม่ระบุเพศ' และยังมีแค่ในรัฐวิกตอเรีย ประเทศออสเตรเลียเท่านั้นที่ใช้กฎหมายนี้ แต่ต่อมาในปี 2011 ตามคำเรียกร้องของนักกิจกรรมอินเตอร์เซ็กซ์และทรานส์เจนเดอร์ รัฐบาลออสเตรเลียจึงผ่านกฎหมายที่อนุญาตให้พลเมืองอินเตอร์เซ็กซ์ นอนไบนารี และอื่นๆ สามารถระบุเครื่องหมาย X ซึ่งหมายถึง 'ไม่ระบุเพศ' ในเอกสารราชการได้

การอนุญาตใช้เครื่องหมาย X ในสหรัฐฯ สร้างแรงกระเพื่อมต่อสังคมทั่วโลก

ตั้งแต่ 11 เมษายน 2022 เป็นต้นมา พลเมืองสหรัฐฯ สามารถเลือกใช้เครื่องหมาย X ในช่องระบุเพศของพาสปอร์ตได้แล้ว นอกเหนือจากเพศชาย (Male) หรือหญิง (Female) ซึ่งตัวเลือกดังกล่าวจะพร้อมใช้งานสำหรับเอกสารรูปแบบอื่นๆ ในปีนี้

ขอเล่าย้อนก่อนว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2021 แอนโทนี บลิงเคน (Antony Blinken) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ แถลงการณ์เนื่องในวันสากลของการตระหนักถึงตัวตนของคนข้ามเพศ (International Transgender Day of Visibility) ว่า "ได้เตรียมการเพื่อเพิ่มเครื่องหมายระบุเพศสำหรับนอนไบนารี (non-binary) หรืออัตลักษณ์ทางเพศที่ไม่ได้อยู่ในระบบสองขั้วที่เป็นชายและหญิง, อินเตอร์เซ็กซ์ และบุคคลที่แสดงออกไม่สอดคล้องกับบรรทัดฐานทางเพศ (gender non-conforming persons) ในพาสปอร์ตสหรัฐฯ"

พร้อมกล่าวเสริมว่า “นับตั้งแต่นี้เป็นต้นไปผู้คนจะได้รับอนุญาตให้สามารถเลือกเพศของตนเองในเอกสารราชการได้ โดยไม่ต้องยื่นเอกสารทางการแพทย์ใดๆ ทั้งนี้ กระทรวงการต่างประเทศได้บรรลุเป้าหมายอีกขั้นในการให้บริการพลเมืองสหรัฐฯ อย่างทั่วถึงโดยไม่คำนึงถึงเพศสภาพ”

ไม่เพียงเท่านี้ บลิงเคนยังอธิบายถึงรายละเอียดของกระบวนการนี้ว่ากินระยะเวลานานหลายเดือน เพราะนอกจากจะต้องรับฟังความคิดเห็นจากสาธารณชนแล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ยังต้องปรึกษาหารือกับประเทศพันธมิตรอีกด้วย

“ประเทศพันธมิตรที่ตระหนักถึงความหลากหลายทางเพศ และมีการอนุญาตให้ระบุเครื่องหมาย X ในหนังสือเดินทางของประชาชนแล้ว ก็จะมีประสบการณ์ในการดำเนินการขั้นตอนต่างๆ มากกว่า เราจึงต้องหารือและปรึกษาถึงประเด็นนี้”

นอกจากนี้ กระทรวงการต่างประเทศยังทำงานร่วมกับศูนย์สถิติสุขภาพแห่งชาติในสังกัดของศูนย์ควบคุมและป้องกันโรค (Centers for Disease Control and Prevention) เพื่อทำการวิจัยเชิงคุณภาพว่าด้วยคำจำกัดความของเครื่องหมายเพศ X อย่างไรก็ดี ทำเนียบขาวสหรัฐฯ กล่าวในแถลงการณ์ว่า “การดำเนินนโยบายนี้ถือเป็นเรื่องของการเคารพศักดิ์ศรีของเพศหลากหลาย”

อย่างไรก็ดี เมื่อเดือนตุลาคม 2021 พลเมืองสหรัฐฯ นามว่า ดานา ซิม (Dana Zzyym) นักเคลื่อนไหวชาวอินเตอร์เซ็กซ์และนอนไบนารี และอดีตนาวิกโยธินสหรัฐฯ วัย 66 ปี สามารถระบุเพศ X บนพาสปอร์ตเป็นคนแรกในสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม กว่าเขาจะได้รับสิทธินี้มาได้ต้องย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 2015 ที่เขาตัดสินใจฟ้องกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยเรื่อง 'การถูกปฏิเสธการทำพาสปอร์ต เพราะเขาต้องการใช้เครื่องหมาย X ในช่องระบุเพศ'

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เขาต่อสู้กับการเรียกร้องในครั้งนี้นานถึง 6 ปี ในที่สุดซิมก็ได้รับพาสปอร์ตเล่มใหม่ที่มีการระบุเพศว่า X เพราะศาลสามแห่งได้ตัดสินว่า ถือว่าเป็นเรื่องผิดกฎหมายที่กระทรวงการต่างประเทศปฏิเสธการออกหนังสือเดินทางให้กับเขา

นี่คือช่วงเวลาที่น่าตื่นเต้นสำหรับฉัน ..นี่แหละคือตัวฉัน เพราะฉันเคยถูกปฏิเสธสถานะการเป็นมนุษย์ เหมือนกับว่าฉันไม่ใช่พลเมืองของประเทศนี้ เพราะฉันถูกปฏิเสธไม่ให้เดินทาง ซึ่งไม่ต่างกับคนร้ายและนักโทษ ..ฉันเหมือนอยู่ในคุก

ทั้งนี้ ในขณะนี้มีประเทศทั่วโลกมากกว่า 10 ประเทศที่อนุญาตให้ระบุเพศ X ในเอกสารราชการต่างๆ นอกเหนือจากชายและหญิง เช่น แคนาดา เยอรมนี ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ และอินเดีย

หลายประเทศเริ่มโอบรับความหลากหลาย แต่ไทยยังติดอยู่กับระบบ 2 เพศ

ปัจจุบันกฎหมายของหลายประเทศทั่วโลกสามารถก้าวหน้าไปไกลกว่าการมองเรื่อง ‘เพศ’ เป็นเพียงเรื่องเพศสรีระ และเพศชายหรือหญิงเท่านั้น ดังนั้นจึงเปิดทางไปสู่การผลักดันสิทธิเท่าเทียมสำหรับกลุ่มเพศหลากหลาย แต่กฎหมายไทยยังติดอยู่กับหลักความคิดอยู่ในกรอบ 2 เพศ ทั้งที่มีความพยายามจะผลักดันกฎหมายต่างๆ สำหรับกลุ่มเพศหลากหลาย เช่น การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศและสมรสเท่าเทียม แต่การเมืองไทยกลับมองเรื่องเหล่านี้ว่าไม่ใช่เรื่องสำคัญหรือเร่งด่วนอะไร

ถึงแม้ว่าช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา เรื่องสิทธิมนุษยชนได้รับความสำคัญมากขึ้นเรื่อยๆ รวมไปถึงประเด็นเรื่องความเท่าเทียมทางเพศระหว่างเพศชายและหญิง จนในปี 2006 นักกฎหมายกลุ่มหนึ่งได้พบความไม่เป็นธรรมต่อกลุ่มคนเพศหลากหลาย จึงเกิด 'หลักการยอร์กยากาตาร์ (The Yogyakarta Principles)' ที่พูดถึงสิทธิของบุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพื่อเป็นแนวทางในการพิจารณาและการออกกฎหมายทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยด้วยที่ได้กล่าวถึงหลักการนี้และยังเผยแพร่สู่ประชาชนให้เข้าใจร่วมกัน โดยสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้สนับสนุนและจัดพิมพ์หลักการดังกล่าวในรูปแบบภาษาไทยว่า หลักการยอกยาการ์ตา ว่าด้วยการใช้กฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศในประเด็นวิถีทางเพศฯ ตั้งแต่ปี 2007

นอกจากนี้ เมื่อปี 2008 ชลิดาภรณ์ ส่งสัมพันธ์ อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แสดงความคิดเห็นไว้ว่า "หลักการยอกยาการ์ตาปฏิบัติไม่ได้ ถ้าคนยังไม่เข้าถึงประชาธิปไตย" พร้อมเสริมว่า หลักการยอกยาการ์ตาจะเป็นผลในทางปฏิบัติได้ต้องอาศัยความเข้าใจทั้งของรัฐและภาคประชาชน

ไม่เพียงเท่านี้ เสน่ห์ จามริก อดีตอาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์เคยกล่าวไว้ว่า "ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย มักเข้าใจกันว่าเป็นเรื่องสิทธิทางการเมือง เพราะฉะนั้นเวลาต่อสู้เรื่องสิทธิ คนจะพูดเรื่องถึงสิทธิทางการเมืองอย่าง สิทธิในการชุมนุม สิทธิในการแสดงความคิดเห็นเท่านั้น แต่จะไม่เคยหมายรวมถึงจินตนาการในทางเพศ เพราะเราไม่เคยเห็นประเด็นนี้ในมิติสังคมหรือเศรษฐกิจ"

"สังคมการเมืองไทยเป็นประชาธิปไตย แต่เป็นเพียงโครงสร้างและหน้าตา แต่เราไม่มีจิตวิญญาณของความเป็นประชาธิปไตย เราไม่มีความอดทนอดกลั้นต่อคนที่ไม่เหมือนเรา" ชลิดาภรณ์กล่าวปิดท้าย

กลับมาที่ปัจจุบัน เมื่อพูดเรื่อง ‘เพศ’ ผู้คนมักจะพูดถึงมุมมองด้านเพศแบบ 4 ด้าน (SOGIESC) ได้แก่

1. รสนิยมทางเพศ (Sexual Orientation: SO) คือ อารมณ์ ความรู้สึก ความดึงดูดทางเพศ

2. อัตลักษณ์ทางเพศ (Gender Identity: GI) คือ สำนึกถึงตัวตนทางเพศ

3. การแสดงออกทางเพศ (Gender Expression: GE) การแสดงออกทางเพศ กิริยาท่าทาง การแต่งตัว

4. เพศสรีระ (Sex Characteristic: SC) คือลักษณะทางเพศที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด

สรุปง่ายๆ ได้ว่ากฎหมายไทยยังมองเรื่อง ‘เพศ’ ในมุมมองของเพศสรีระเท่านั้น จึงทำให้กฎหมายทั้งหมดยังอยู่บนพื้นฐานของเพศชายและหญิง จนละเลย ‘เพศ’ ในมุมมองอื่นๆ ไปอย่างสิ้นเชิง

อย่างไรก็ตาม เมื่อปี 2021 ที่ผ่านมา ธัญวัจน์ กมลวงศ์วัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคก้าวไกล ได้ทวงถามความคืบหน้าร่างพระราชบัญญัติการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศจาก จุติ ไกรฤกษ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ว่ามีความจำเป็นต้องทำความเข้าใจให้ตรงกันว่า "การรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ เป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเรียกว่า การขับเคลื่อนกฎหมายการรับรองเพศ (Gender X Recognition)"

"แต่ของไทยมีการยื่นร่างกฎหมายนี้ไป 2 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่มีวี่แววความคืบหน้าเลยแม้แต่น้อย และขณะนี้ประเด็น Gender X หรือเพศที่ไม่ต้องการนิยามทางเพศว่าเป็นชายหรือหญิง ซึ่งในทวีปอเมริกาเหนือ อเมริกาใต้ ออสเตรเลีย และอินเดีย มีการรับรองกฎหมายนี้แล้ว และญี่ปุ่นเองก็กำลังผลักดันประเด็นนี้อยู่ รวมถึงสหรัฐฯ ก็มีการกำหนดเพศดังกล่าวในเอกสารราชการและหนังสือเดินทางแล้ว”

การจำกัดความให้คนที่มีเพศวิถีหรือเพศสภาพที่หลากหลายอยู่ในระบบ 2 เพศ จึงเปรียบเสมือนกับการไม่มีเสรีภาพ หรือมีเสรีภาพเพียงแค่ครึ่งๆ กลางๆ ไม่สามารถสมรสกับคนที่มีรสนิยมทางเพศที่เป็นเพศเดียวกัน หรืออัตลักษณ์ทางเพศที่แตกต่างกัน ทำให้ประชาชนยังต้องร่วมมือกันขับเคลื่อนประเด็นดังกล่าว

เมื่อสิทธิพลเมือง เคลื่อนได้ด้วยการเมือง แต่ภาคประชาสังคมกลับต่อสู้มากกว่า

เราพูดคุยกับ คิว—คณาสิต พ่วงอำไพ ตัวแทนกลุ่มนอกกล่องเพศ ; NON-BINARY เกี่ยวกับความสำคัญของการใส่ Gender X ในเอกสารราชการ และ พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ ที่ครอบคลุมผู้คนที่ไม่ได้อยู่ในระบบ 2 เพศ

โดยคณาสิตเริ่มต้นว่า "ในขณะนี้ยังไม่มีใครยื่นร่าง พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพในสภาผู้แทนราษฎร แต่อาจจะมีการยื่นแสดงความคิดเห็นบ้าง แต่พรรคก้าวไกลระบุว่าจะยื่น ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ภายใน 100 วันแรก หากได้เป็นรัฐบาล และในช่วงบางกอกไพรด์ (4 มิถุนายน) ที่ผ่านมา พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคก้าวไกล ก็พูดบนเวทีไว้ว่า นอกจากจะผลักดันสมรสเท่าเทียมแล้ว อีกร่างที่จะผลักดันก็คือการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ"

อย่างไรก็ดี ภาคประชาสังคมก็มีการจัดทำร่างนี้ขึ้นมาแล้ว เช่น กลุ่ม GEN-ACT, Intersex Thailand และอื่นๆ แต่ร่างเหล่านี้ยังไม่เคยถูกนำเข้าไปพิจารณาในสภาฯ

"300 นโยบายของพรรคก้าวไกล มีหนึ่งนโยบายที่ระบุว่า ‘รับรองทุกเพศสภาพ คำนำหน้าสมัครใจ’ ซึ่งการกล่าวว่า 'รับรองทุกเพศสภาพ' ก็หมายถึงนอนไบนารีด้วย และรายละเอียดของคำนำหน้าที่จะให้ผู้คนสามารถเลือกระบุเอง ได้แก่ นาย นาง นางสาว และนาม ซึ่งคำว่า ‘นาม’ คือ เป็นคำนำหน้าที่ไม่ระบุเพศ ที่คนในชุมชนนอนไบนารีเคยเรียกร้องให้ใช้มาก่อน ดังนั้นจึงมั่นใจว่าพรรคก้าวไกลจะรับรองสิทธิดังกล่าวครอบคลุมถึงนอนไบนารีด้วย ทั้งประเด็นเรื่อง Gender X และคำนำหน้าที่มีคำว่า ‘นาม’"

ซึ่งนโยบายดังกล่าวแบ่งออกเป็น 4 ข้อ

1. คุ้มครองสิทธิการรับรองทางกฎหมาย ผ่านการกำหนดมาตรการรับรองสถานะความเป็นบุคคลให้ตรงกับเจตจำนงในเพศสภาพของบุคคลนั้น โดยไม่ต้องผ่านการรับรองหรือกระบวนการทางการแพทย์ และคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการใช้คำนำหน้านามตามความสมัครใจ

2. สิทธิในการเปลี่ยนคำนำหน้านามให้ตรงกับเพศสภาพ คณาสิตระบุว่า "ข้อนี้หมายถึงคนข้ามเพศ (ผู้ชายและผู้หญิงข้ามเพศ) ที่พวกเขาสามารถเปลี่ยนไปใช้คำนำหน้าที่เหมาะสมกับเพศสภาพของตนเองได้ แต่ขอย้ำว่าไม่เสมอไป สมมุติว่าผู้ชายข้ามเพศบางคนเขาอาจต้องการระบุคำนำหน้าว่า ‘นาม’ หรือ ‘ไม่ระบุเพศ’ ก็ได้ เพราะจริงๆ แล้วมันถือเป็นคนละเรื่องกันระหว่างเพศสภาพกับสิ่งที่เขาต้องการระบุ แก้ไข ในเอกสารราชการ"

อย่างไรก็ตาม คณาสิตเสริมว่า แต่ส่วนใหญ่แล้วคนข้ามเพศมักจะเปลี่ยนคำนำหน้าให้สอดคล้องกับเพศสภาพของตนเอง

3. สิทธิในการเลือกคำนำหน้านามที่เป็นกลางทางเพศ (เช่น 'นาม') "นอนไบนารี ต้องการ Gender X ซึ่งเป็นคำที่มาจากภาษาต่างประเทศที่หมายถึงคนที่อยู่นอกระบบ 2 เพศ ซึ่งถ้า Female เท่ากับผู้หญิงและ Male เท่ากับผู้ชาย ดังนั้น X ควรจะแปลเป็นไทยว่า ‘นอกระบบสองเพศ’ เพราะมันจะครอบคลุมทุกเพศสภาพที่อยู่นอกระบบสองเพศ ไม่ว่าจะเป็นนอนไบนารี ทอม และกะเทย (ที่ไม่ได้หมายถึงคนข้ามเพศ แต่เป็นคำศัพท์แรกเริ่มเดิมทีของประเทศไทย) ซึ่งประเทศไทยมีผู้คนที่อยู่นอกระบบสองเพศอยู่แล้ว ดังนั้นคำนำหน้าที่จะระบุในทะเบียนราษฎร หรือเอกสารราชการควรจะใช้คำนี้" คณาสิตกล่าว

4. สิทธิในการเลือกไม่ใส่คำนำหน้านาม (ระบุเพียงชื่อและนามสกุล) คือ 'การไม่ระบุเพศ' ซึ่งคณาสิตมองว่า ไม่รู้ว่าใครต้องการการไม่ระบุเพศบ้าง แต่คิดว่าข้อนี้ก็ต้องมีอยู่ดี เพราะต้องมีกลุ่มคนที่ต้องการอย่างแน่นอนแม้ว่าจะเป็นคนส่วนน้อยก็ตาม

คณาสิตอธิบายสรุปว่า สิ่งที่พูดมาทั้งหมด คือ การร่วมมือกันระหว่างพรรคก้าวไกลและภาคประชาสังคมที่มีแนวคิดที่สอดคล้องกันอย่างกลุ่มนอนไบนารีก็สนับสนุนการมีทั้ง 4 ข้อตั้งแต่แรก ซึ่งก็ไปตรงกับนโยบายของพรรคก้าวไกลพอดี

นอนไบนารีไม่ได้ ‘ไม่ต้องการการระบุเพศ’ แต่ต้องการการระบุว่า 'ตนเองเป็นนอนไบนารี'

การต่อสู้ของ Gender X กับระบบกฎหมายแบบ 2 เพศ

คณาสิตกล่าวย้ำถึงการให้ความสำคัญของทั้ง 4 ข้อที่กล่าวข้างต้นว่า ถ้าหากรวมทุกอย่างไปเป็น X หมด หรือตัดข้อใดข้อหนึ่งออก ก็จะสร้างความสับสนและความเข้าใจผิดได้ เพราะในหลายๆ สื่อตอนนี้ยังตีความนอนไบนารีว่า 'ไม่มีเพศ’ อยู่เลย ซึ่งตามจริงแล้วนอนไบนารีถือเป็นอัตลักษณ์หนึ่ง เป็นเพศสภาพหนึ่ง (gender identity) แต่ตอนนี้สื่อกำลังเข้าใจผิดว่าพวกเราไม่มีเพศ ไม่ต้องการเพศ และไม่ต้องการการจัดหมวดหมู่เรื่องเพศ ซึ่งที่จริงแล้วเราต้องการว่าเรานั่น คือ ‘เพศนอนไบนารี’

"ดังนั้นประเด็นนี้เป็นสิ่งที่น่ากังวล เพราะกลายเป็นว่าเราที่เป็นนอนไบนารีเป็นคนที่ไม่มีเพศ ซึ่งนอนไบนารีถือเป็นร่มกว้างๆ ของอัตลักษณ์ที่มีอยู่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นเพศชายหญิงรวมกัน หรือเป็นเพศอื่นๆ เลยอย่างเป็นเพศที่ผูกติดกับประเด็นอะไรบางอย่าง อย่างไรก็ตาม จะมีกลุ่มที่เรียกว่า ‘Agender’ เป็นกลุ่มคนที่เป็นกลางทางเพศ หรือระบุว่าเพศไม่มีอยู่จริง ซึ่งเป็นคนส่วนน้อยของนอนไบนารี ไม่ใช่ส่วนใหญ่" คณาสิตระบุ

คณาสิตกล่าวเพิ่มว่า มายาคติที่เกิดขึ้นในสังคมกลายเป็นว่านอนไบนารีถูกเหมารวมไปแล้วว่า 'ไม่มีเพศ' ซึ่งสร้างความไม่สบายใจต่อชุมชนของเรา เพราะพวกเรามีเพศ แต่อยู่ๆ คนก็เข้าใจว่าพวกเราไม่มีเพศ ซึ่งเราไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นกับสื่อ ทั้งๆ ที่เราพยายามสื่อสาร ออกบทความ เพื่ออธิบายความเป็นนอนไบนารี แต่ผู้คนก็ยังไม่เข้าใจอย่างถูกต้องเสียที ซึ่งเราก็ไม่ได้โทษตัวเองมาก แต่คิดว่าทางภาคประชาสังคมทำได้เพียงเท่านี้ ดังนั้นเราจึงจำเป็นต้องอาศัยสื่อหรือผู้คนจากหลายๆ กลุ่ม เพื่อช่วยกันสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องนี้

ถึงแม้จะมีการกล่าวถึงหรือมีกฎหมาย แต่คิดว่าขณะนี้เสียงที่ยังเบาอยู่ คือ 'เสียงของชุมชนเราเอง' เพราะเวลาพูดถึง Gender X น้ำหนักที่ทุกคนควรให้มากที่สุด ก็คือคนที่จะต้องใช้หรือเป็นเจ้าของเรื่อง ไม่ใช่นักกฎหมาย นักการเมือง หรือใครก็ตามที่ออกตัวให้พวกเรา ซึ่งส่วนใหญ่มักจะ ‘ไม่ฟัง’ ความต้องการของเราจริงๆ ทำให้กฎหมายที่ออกมามันก็ใช้ไม่ได้อยู่ดี และพวกเราก็ต้องทนอยู่กับความผิดพลาดของความไม่สมบูรณ์ต่อไป

ท้ายที่สุดแล้ว เสียงที่ถูกควรฟังที่สุดจะต้องไม่ใช่เสียงของพรรคการเมืองใดๆ เลย ถึงแม้เราจะทำงานร่วมกับพรรคการเมืองก็ตาม แต่ส่วนที่สำคัญที่สุดก็ควรเป็นเสียงของเจ้าของปัญหาว่าพวกเขาอยากจะแก้ตรงไหนถึงจะถูกต้อง ถ้าเป็นอย่างที่ว่าได้ก็จะทำให้พวกเราได้รับการเคารพ มีตัวตน และไม่ถูกเลือกปฏิบัติ ฉะนั้นน้ำหนักสูงสุดของเรื่องนี้ควรเป็นชุมชนเรา โดยคณาสิตเล่าประสบการณ์หนึ่งให้เราฟังว่า

"เคยไปประชุมเกี่ยวกับประเด็นเหล่านี้ และมีนักกฎหมายคนหนึ่งพยายามบอกเราว่าทำแบบนี้ แบบนั้นดีกว่า หรือ อันนี้ทำไม่ได้ อันนั้นแก้ไม่ได้ ซึ่งถือเป็นการตัดสินใจแทนเรา และคุณเป็นนักกฎหมายผู้ทำประเด็นนี้ คุณมีหน้าที่ใช้ความรู้วิชาการของวิชาชีพของคุณในการช่วยชุมชน ให้บรรลุเจตจำนงในการปกป้องและคุ้มครอง ไม่ใช่มาบอกเราว่าทำไม่ได้หรอก เพราะระบบกฎหมายเป็นแบบ 2 เพศ"

นอกจากนี้ คณาสิตยังเล่าอีกว่า เคยได้ไปแสดงความคิดเห็นบนเวทีหนึ่ง ซึ่งสุดท้ายแล้วกลุ่ม GEN-ACT ซึ่งเป็นภาคประชาสังคมที่มีการรวบรวมหลายๆ กลุ่มเข้าไว้ด้วยกัน ได้ตัดเรื่อง Gender X ออกจากร่าง พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศสภาพของภาคประชาสังคม โดยคณาสิตเสริมว่า ทั้งๆ ที่ตอนแรกมีเราเป็นที่ปรึกษา แต่สุดท้ายแล้วทั้งเราและเพื่อนๆ อีกสองกลุ่ม ซึ่งก็คือกลุ่มนอนไบนารี, อินเตอร์เซ็กซ์ และทีค—พลังทรานส์ ต่างถอนตัวออกมา เพราะเกิดความรู้สึกผิดหวัง เนื่องจากพวกเขาให้เหตุผลกับเราว่า เพราะกฎหมายไทยเป็นระบบกฎหมายแบบ 2 เพศ ซึ่งเราคิดว่าถ้าใช้เหตุผลนี้ คนข้ามเพศก็ไม่ต้องออกมาเรียกร้องเรื่องรับรองอัตลักษณ์ทางเพศเหมือนกันหรือเปล่า เพราะเราทุกคนก็รู้ว่ากฎหมายมีไว้เพื่อ ‘คนตรงเพศ’ เท่านั้น

ซึ่งการกระทำดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า พวกเขาทำเพื่อคนข้ามเพศที่อยู่ในขั้วเพศชายและหญิงหรือไบนารีเท่านั้น แต่จริงๆ แล้วนอนไบนารีเองก็อยู่ใต้ร่มของคนข้ามเพศ เพราะนิยามของคนข้ามเพศคือ เพศสภาพไม่ตรงกับเพศกำเนิด แต่สุดท้ายแล้ว เราก็ไปส่งเสียงให้พวกเขารับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ทำให้พวกเขาต้องกลับไปพิจารณากันใหม่

คณาสิตกล่าวว่า อย่างไรก็ตาม เราก็รู้สึกแย่ไปแล้ว ซึ่งนับว่าตรงนี้เป็นจุดแตกหักที่ทำให้เราไม่อยากทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมอื่นอีก และพยายามขับเคลื่อนประเด็นของกลุ่มเอง ถึงแม้ว่าจะไม่ค่อยจะมีทรัพยากรมากมาย แต่โชคดีที่มีพรรคการเมืองตอบรับเรื่องนี้ แต่ก็ยังไม่ได้สบายใจเสียทีเดียว

ไม่เพียงเท่านี้ คณาสิตยังกล่าวถึง 'ต้นแบบแนวคิด Gender X จากประเทศอื่นๆ' ว่า ในขณะนี้มีเกือบ 20 ประเทศทั่วโลกที่มีการรับรองเรื่อง Gender X ซึ่งประเทศล่าสุดก็คือ เม็กซิโก แต่ถึงจะยอมรับเรื่อง Gender X จริง แต่ก็ยังมีปัญหาเกิดขึ้นอยู่ เพราะมีคนบางส่วนมองว่าช่อง X ที่รองรับนอนไบนารี มันไปกระทบกับเรื่องเพศกำเนิด (sex) ที่เกี่ยวข้องกับทะเบียนราษฎรและเอกสารข้าราชการ ซึ่งนอนไบนารีถือเป็นอัตลักษณ์ทางเพศสภาพ (gender Identity) ดังนั้นเพศกำเนิด (biological sex) จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่ง

"ปัญหาที่เกิด คือ การระบุ X ในช่องเพศกำเนิด (sex) เพื่อระบุถึงนอนไบนารีในเอกสารราชการอย่างสูติบัตร ตรงนี้แหละที่ทำให้คนเกิดความสับสนเกี่ยวกับประเด็นเรื่องเพศกำเนิด เพศสภาพ และอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งเม็กซิโกยังไม่มีวิธีแก้ไข และคนติเตียนเรื่องนี้ก็เป็นนักกิจกรรมนอนไบนารีเองอีกด้วย อย่างไรก็ดี แต่ละประเทศมีวิธีแก้ไขต่างกัน ซึ่งกฎหมายตัวนี้ค่อนข้างมีความแตกต่างหลากหลายมากกว่าสมรสเท่าเทียม เพราะว่ามันจะมีบริบทของแต่ละประเทศเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย เช่น X ไม่เท่ากับนอนไบนารีอย่างเดียว แต่หมายถึงอย่างอื่นอีกด้วย เช่น เพศหลากหลาย หรืออินเตอร์เซ็กซ์"

ประเด็นคำนำหน้าก็ไม่ต่างกับ Gender X

นอกจากนี้ คณาสิตยังกล่าวถึงประเด็นคำนำหน้าว่า ในบางประเทศการจะเปลี่ยนคำนำหน้าได้ต้องได้รับการยินยอมโดยแพทย์ก่อน ซึ่งประเทศที่ถือเป็นโรลโมเดลที่ดีที่สุดของภาคประชาสังคมไทยในการทำร่าง พ.ร.บ. รับรองอัตลักษณ์ทางเพศ คือ ประเทศอาร์เจนติน่าและมอลตาเพราะ 2 ประเทศนี้มีหลักการที่สำคัญคือ อัตลักษณ์ทางเพศสภาพเป็น 'เจตจำนงเสรี' (self-determination) หรือเป็นสิทธิมนุษยชนในการนิยามตนเอง ดังนั้นไม่ต้องมีใบรับรองแพทย์ ซึ่งสอดคล้องกับหลักสากลว่าด้วยเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศสภาพว่า ทุกคนมีสิทธิในการนิยามตัวเองและยังต้องได้รับการเคารพ ซึ่งหลักการนี้สอดคล้องกับองค์กรอนามัยโลก (WHO)

อย่างไรก็ดี คณาสิตเสนอทางแก้ปัญหาในกรณีของเม็กซิโกว่า ย้อนกลับไปเมื่อปี 2021 สมาคมแพทย์อเมริกัน (american medical association) ให้ข้อเสนอแนะว่า จริงๆ แล้วในสูติบัตรเราไม่ควรระบุเพศที่ถูกกำหนดตอนเกิดเอาไว้ในส่วนที่มองเห็นได้ แต่ควรจะระบุเอาไว้ให้แค่แพทย์เข้าถึงได้เท่านั้น และเปลี่ยนเป็นการระบุเพศสภาพลงไปแทน

"สมมุติในประเทศไทย อาจจะเปลี่ยนสูติบัตรให้มีคิวอาร์โค้ดที่แพทย์สามารถเข้าถึงข้อมูลเพศกำเนิดของเราได้เท่านั้น หรืออย่างในบัตรประชาชนที่ไม่ได้มีการระบุเพศอยู่แล้ว แต่มีการระบุคำนำหน้า ก็ให้มีกฎหมายให้เปลี่ยนคำนำหน้าตามสมัครใจ แต่อาจจะต้องเพิ่มวิธีที่ระบุข้อมูลทางชีวภาพของเราเอาไว้ ซึ่งเราเห็นด้วยกับสมาคมแพทย์อเมริกัน เพราะการระบุเพศกำเนิดในสูติบัตรมันสร้างการเลือกปฏิบัติให้แก่คนข้ามเพศ นอนไบนารี และอินเตอร์เซ็กซ์ เพราะมันถือเป็นข้อมูลสาธารณะ"

คณาสิตจึงสรุปว่า ควรเปลี่ยนคำว่า 'เพศกำเนิด (sex)' ในเอกสารราชการต่างๆ ให้เป็น 'เพศสภาพ (gender)' แทน และให้เพศกำเนิดเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ แต่เป็นข้อมูลที่มีอยู่เพื่อการแพทย์เท่านั้น เพราะไม่มีความจำเป็นที่ผู้อื่นจะต้องเข้าถึงข้อมูลส่วนนี้ ซึ่งก็สอดคล้องกับแนวคิดของเราในสังคมไทยเช่นกันว่า

"ถ้าวันหนึ่งมีกฎหมายนี้ขึ้นมา และทุกคนต่างถกเถียงกันถึงประเด็นนี้ เราก็จะแนะนำวิธีนี้ไป จะได้ไม่ต้องมาตีกันว่าเพศกำเนิดไม่สามารถแก้ไขหรือปรับเปลี่ยนได้ เพราะมันสำคัญ ดังนั้น ก็แค่เปลี่ยนข้อมูลที่ตามจริงเป็นสาธารณะในเอกสารราชการและทะเบียนราษฎรให้กลายเป็น 'เพศสภาพหรืออัตลักษณ์ทางเพศ' และข้อมูลเกี่ยวกับเพศกำเนิดและร่างกายก็จัดเก็บไว้ในพื้นที่ไพรเวท"

ฉะนั้นเวลาพูดถึงเรื่อง Gender X ต้องลงรายละเอียดก่อนว่ามันมีจุดเริ่มต้นมาจากชุมชนของผู้คนที่อยู่นอกระบบ 2 เพศ ที่ไม่ตรงตามกรอบเพศชายและหญิง พวกเขาจึงต้องการ 'เครื่องหมายเพศ (gender marker)' และคำนำหน้าที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ทางเพศ ซึ่งกลุ่มที่เรียกร้องในไทยก็คือนอนไบนารี เพราะพวกเรามีหน้าที่ออกแบบระบบให้เป็นมิตรและรับรองคนทุกคนในประเทศ

ก็เหมือนกับทุกๆ กรณี ถ้าทุกคนมองว่าคนเหล่านี้เป็นแค่คนส่วนน้อย มันก็ไม่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคมในทิศทางที่ดีขึ้น เพราะว่าคนกลุ่มน้อยก็จะยังเป็นคนกลุ่มน้อย และไม่มีวันเป็นคนกลุ่มใหญ่ในประเทศได้ ซึ่งการละเลยและไม่สนใจพวกเขา มันก็เกิดปัญหาขึ้นกับสังคมอยู่ดี ถึงแม้จะมีไม่กี่คน แต่รัฐและผู้ที่เกี่ยวข้องก็มีหน้าที่ในการแก้ไขกฎหมายและระบบที่มันล้าหลังที่ไม่สอดคล้องกับบริบทของสังคมโลกยุคปัจจุบัน และประเทศไทยก็อยู่บนโลกนี้เช่นกัน

ทั้งนี้ เหตุผลที่เรามีตัว 'N' ใน LGBTQIAN+ เกิดจากการที่ชุมชนของเราส่งเสียงเรียกร้องออกไป นอกจากนี้ เรายังพูดถึงตัวอักษร I (intersex) และ A (asexual) อีกด้วย ซึ่งมีแค่ประเทศไทยที่ใช้ 'LGBTQIAN+' ด้วยเหตุผลที่ว่าพวกเราต้องการให้เกิดความเท่าเทียมครอบคลุมกับทุกๆ กลุ่ม

นอนไบนารีมีตัวตนอยู่จริง และหน้าที่ของพรรคการเมืองและรัฐ คือ ต้องพยายามฟังเสียงของประชาชนทุกกลุ่ม และถึงเวลาแล้วที่นอนไบนารีต้องได้รับการรับรองอัตลักษณ์ทางเพศ และได้รับคำนำหน้าที่ต้องการ ซึ่งไม่ได้ขอความเห็นใจ แต่พวกเราถูกพรากสิทธิที่ควรจะได้รับมานานเกินไปแล้ว ดังนั้นควรคืนชีวิตและศักดิ์ศรีให้กับคนนอนไบนารีสักที

อ้างอิงจาก

thairath.co.th

legacy.lambdalegal.org

moveforwardparty

intersexequality.com

springnews.co.th

prachatai.com

Proofreader: Jiratchaya Chaichumkhun
Graphic Desinger: Manita Boonyong

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...