"พี่เอม aimmuno" นักศึกษาแพทย์และยูทูบเบอร์ผู้อยากส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้น้องๆ
Spoil
- จากเด็กติดเกมสู่จุดเปลี่ยนที่ทำให้อยากเรียนหมอ
- นอกเหนือจากวิชาแพทย์ที่ควรเรียน วิชาทักษะการสื่อสารก็สำคัญ
- คลิปที่ทำออกไปต้องมีคุณค่าและคนดูต้องได้รับอะไรจากมัน
น้องๆ ชาว Dek-D หลายคนมีความฝันอยากเป็นหมอ อยากสอบติดคณะแพทย์ แต่ถ้าอยากรู้ว่าเส้นทางนี้เป็นยังไง ต้องไปทำความรู้จักกับ"พี่เอม ธนรัชต์ ปฏิญญาศักดิกุล" นักศึกษาปี 3 คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้พ่วงตำแหน่ง ยูทูบเบอร์จากช่อง aimmuno ช่องที่แชร์ประสบการณ์จริง และส่งต่อเรื่องราวดีๆ ให้กับน้องๆ
วิชาชีวะที่ชอบ สู่การเรียนหมอที่ใช่
ผมรู้ตัวว่าอยากเป็นหมอตอนม.4 เพราะว่าได้เรียนวิชาชีวะ รู้สึกว่ายิ่งเรียน เรายิ่งมีความสุขกับมัน เพราะชีวะมันตอบคำถามได้ว่าทำไมเราอยู่ในห้องเย็นแล้วฉี่บ่อยขึ้น ถ้าเราได้เราเอาความรู้ตรงนี้ ไม่ใช่แค่ตอบคำถามตัวเอง แต่เอาไปช่วยชีวิตคนอื่นได้ก็น่าจะดี เลยมั่นใจว่าอยากสอบเข้าคณะแพทย์ตั้งแต่ตอนนั้น
ถ้าเล่นเกม 8 ชั่วโมงได้ อ่านหนังสือ 8 ชั่วโมงก็ต้องทำได้
ตอน ม.ต้น ผมเป็นเด็กที่ติดเกมมาก คือเล่นเกมวันละ 8 ชั่วโมง เล่นประมาณ 2,500 ชั่วโมงภายในปีเดียว แต่มีจุดเปลี่ยนคือช่วงปลายเทอม ม.3 ผมอยากสอบเข้าเตรียมอุดมมาก แต่เพราะไม่ได้เตรียมตัวมาตั้งแต่ต้นก็เลยพลาดไป หลังจากนั้นก็ให้คำมั่นสัญญากับตัวเองว่า ถ้าคนๆ หนึ่งจะขยันสุดชีวิต ก็อยากรู้ว่าตัวเราจะไปสุดที่ตรงไหน
ถ้าเราสามารถนั่งเล่นเกมอยู่หน้าคอมวันละ 8 ชั่วโมงได้ ร่างกายมันก็ตอบแล้วว่าการนั่งอ่านหนังสือ 8 ชั่วโมงก็ทำได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับใจแล้วล่ะ ว่าเราจะทำมันได้มั้ย
สอบติดว่ายากแล้ว การเรียนแพทย์ และอาชีพแพทย์หนักยิ่งกว่า
ผมว่าคนที่เป็นแพทย์ได้ไม่ใช่มีแค่แรงใจอย่างเดียวเท่านั้นนะ แต่ต้องมีแรงกายด้วย เพราะแพทย์ไทยเป็นหนึ่งในอาชีพที่ทำงานหนักมาก บางครั้งก็หนักเกินกว่าที่คนควรจะได้ทำด้วย คนที่เป็นแพทย์ได้ต้องเอาความรู้ มาประกอบกับ แรงกาย แรงใจ ที่สำคัญต้องมี 'ความยอมให้' ในระดับนึงด้วยครับ
ก่อนเข้าไปเรียนทั้งรุ่นพี่ ทั้งอาจารย์จะบอกว่าเป็นหมอมันเหนื่อยนะ จะไหวเหรอ ทุกคนก็จะตอบว่าไหว! ซึ่งจริงๆ แล้วเด็กม.ปลายไม่มีทางเข้าใจเลยว่า มันจะเหนื่อยขนาดไหน ตอนนี้เรียนมา 3 ปี ก็เริ่มเข้าใจคำว่าเหนื่อยมากขึ้น อาจารย์ก็จะบอกเสมอว่าเราดูแลสุขภาพคนอื่นแล้ว ก็อย่าลืมดูแลสุขภาพตัวเองด้วยนะ
ความขยันก็สำคัญ แต่สิ่งต่างๆ รอบข้างก็สำคัญ
ตอนมัธยมเราอาจจะมีเพื่อนที่อ่านหนังสือบ้าง ไม่อ่านบ้าง แต่พอเข้ามาเรียนคณะนี้แล้วเราจะเจอเพื่อนที่อ่านหนังสือเท่าเรา หรืออ่านหนักกว่าเราด้วยซ้ำ ตอนปี 1 ผมก็อ่านหนังสือแบบเต็มแม็กซ์เหมือนกัน แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ เราจะปล่อยวางได้มากขึ้น แล้วก็ได้ค้นพบว่า ความสุขมันไม่ได้เกิดจากการขยันอ่านหนังสืออย่างเดียว มันยังมีสิ่งต่างๆ รอบข้างที่เราควรจะเอ็นจอยกับมัน
เรียนแพทย์ที่นอกเหนือจากการเป็นแพทย์
ตอนเริ่มขึ้นปี 3 ผมได้รู้จักรุ่นพี่นักเรียน cambrigde คนหนึ่งที่เก่งมาก เขาบอกว่า วิชาที่เราควรจะเรียนนอกจากวิชาแพทย์แล้ว เราควรจะเรียนวิชาทักษะการสื่อสารด้วยเขาก็เลยเริ่มทำ YouTube ผมเองก็อยากจะส่งประสบการณ์ให้กับคนอื่นบ้าง เราเคยเจออะไร เคยผ่านอะไรมา ก็คิดว่ามันจะเป็นประโยชน์กับคนอื่น เลยเริ่มทำ YouTube ขึ้นมา ซึ่งมันก็เป็นความสุข sideway อีกอย่างหนึ่งที่ผมดีใจที่ได้ทำครับ
ความสำเร็จไม่ได้อยู่ที่ยอดวิว แต่อยู่ที่คนดูได้อะไรจากคลิปที่เราทำ
"ถ้าหากว่าคุณมีคำถามในการทำยูทูบ คุณไม่ควรจะถามว่าเมื่อไหร่จะได้แสนวิว เมื่อไหร่จะได้ล้านซับ คำถามเดียวที่ควรจะถามคือ ฉันจะทำวิดีโอที่ดีที่สุดในโลกให้คนดูได้อย่างไร"นี่เป็นคำพูดของเมนเทอร์ผมในการทำยูทูบ เพราะงั้นเวลาที่ผมทำคลิป ผมจะถามตัวเองก่อนว่าคนดูจะได้อะไร
ความสำเร็จผมไม่ได้วัดว่ามีคนดูเยอะมั้ย คนไลก์เยอะมั้ย แต่ผมแค่อยากรู้ว่าเรื่องราวที่ผมส่งต่อเนี่ย มันสามารถส่งผลต่อคนรุ่นหลังได้ดีหรือไม่
ถ้าวันนึงมีคอมเมนต์บอกว่า พี่ครับผมดูคลิปพี่ตั้งแต่ยังสอบไม่ติดสอวน. ผมเอาแนวทางของพี่ไปใช้ จนตอนนี้ผมติดหมอศิริราชไปแล้ว ก่อนหน้านี้ 2 วันก็มีน้องทักมาบอกผมแบบนี้จริงๆ อันนี้คือความสำเร็จของผมแล้วครับ
ถ้าเราเชื่อว่ามีเวลา เราก็มีเวลา
ผมเชื่อว่าการแบ่งเวลาต้องเริ่มต้นที่ mindset เราต้องเชื่อว่า 'เรามีเวลา' ถ้าความคิดบอกว่าได้ มันก็ได้ตารางเรียนแพทย์มันหนักจริงครับ แต่ถ้าเราจัดตารางดีๆ ก็สามารถจัดเวลาให้การเรียนออกมาดี แล้วงาน sideway อย่างยูทูบหรือสอนน้องๆ ก็ได้ผลออกมาดีเหมือนกัน ต้องเริ่มต้นที่ mindset ก่อนครับ
เรื่องจริงของนักศึกษาแพทย์ถึงน้องๆ ที่อยากสอบเข้าคณะแพทย์
เด็กคณะแพทย์ไม่ใช่ทุกคนจะขยันคือเด็กเรียนเก่งไม่จำเป็นต้องเรียนแพทย์ เด็กที่ไม่ได้เรียนแพทย์เก่งกว่าแพทย์ก็มีอันนี้ต้องเปลี่ยนความคิดก่อน สองคือเราเรียนกันหนักจริง แต่เราก็จะหาเวลาว่างมาทำอะไรที่ฮีลตัวเอง หาช่องว่างให้กับตัวเองเสมอ และเมื่อสอบติดแล้วเรียนหนักกว่าก่อนสอบติดนะครับ อยากจะบอกน้องๆ ว่ามันเหนื่อยนะ เหมือนที่รุ่นพี่กับอาจารย์บอกเรามา แต่ตอนนั้นเราก็ไม่เชื่อหรอก ต้องมาลองเองแล้วจะรู้ว่ามันบียอนด์จริงๆ
อย่าเอามาตรฐานของคนอื่นมาเป็นมาตรฐานของเรา
ถ้าหากมองว่าการสอบเข้าหมอเป็นสนามแข่งขัน แต่ละคนมีลู่วิ่งเป็นของตัวเอง แต่ละคนก็มีรองเท้าเป็นของตัวเอง บางคนชอบวิ่งบนพื้นหญ้าหรือพื้นปูน แต่ละคนก็มีสไตล์การวิ่งเป็นของตัวเอง การที่เราวิ่งไปข้างหน้า เราไม่จำเป็นต้องมองว่าลู่ข้างๆ เขาเป็นยังไง ถ้าเห็นว่าเขาอ่านหนังสือหนักหน่วงมาก ฉันทำบ้างดีกว่า บางครั้งการที่เราเอารองเท้าหรือเอามาตรฐานของคนอื่น มาเป็นของตัวเอง มันก็ไม่เวิร์ก วิธีการอ่านหนังสือของแต่ละคนไม่เหมือนกันเราไม่จำเป็นต้องเอาลู่วิ่งของคนอื่นมาเป็นของตัวเอง แต่เราควรมองลู่วิ่งของตัวเอง ว่าทำยังไงถึงจะรักษารองเท้าให้ดี ทำลู่วิ่งของตัวเองให้แฮปปี้ ถ้าเรามองแต่ของตัวเองเราจะลดความกดดันได้เยอะ
ฝากถึงพ่อแม่ที่อยากให้ลูกเป็นหมอ
ผมเคยทำโพลกับน้องๆ เป็นพันคนว่าอยากเป็นหมอเพราะอะไร สิ่งหนึ่งที่อยู่ในใจลึกๆ ของทุกคนเหมือนกันคือ'ความมั่นคงทางอาชีพ รายได้ และฐานะทางสังคม' บางทีพ่อแม่อาจจะไม่รู้ตัว แต่ลึกๆ ทุกคนมีความคิดที่ว่า การที่ลูกได้เรียนหมอจะทำให้ลูกฉันมีความมั่นคงทางสังคม มีตำแหน่งทางสังคมที่ดี อันนี้ก็เป็นความหวังดีของพ่อแม่ แต่โลกทุกวันนี้มันเปลี่ยนไปแล้ว อย่างที่บอกไปว่าคนเก่งไม่จำเป็นต้องเรียนหมอ และคนที่ไม่ได้เรียนหมอ เก่งกว่าหมอก็มี อาชีพที่มั่นคงกว่าหมอ อาชีพที่รายได้ดีกว่าหมอก็มี
ถ้าลูกอยากเป็นหมอด้วยตัวเอง ยังไงก็ดีกว่ามาจากความต้องการของคนอื่น จากประสบการณ์ของผม คนที่เรียนเพราะความต้องการของคนอื่น มันส่งผมกระทบต่อสภาพจิตใจของเขามากๆ และสุดท้ายคนที่เสียใจที่สุดก็คือพ่อแม่เอง
ในช่วงเวลาสั้นๆ ที่เราได้พูดคุยกับพี่เอม ยังได้เรื่องราวดีๆ เกี่ยวกับการเรียนแพทย์ตั้งมากมาย น้องๆ ชาว Dek-D คนไหนอยากรู้จักกับพี่เอมมากกว่านี้ก็สามารถไปติดตามได้ที่ ช่อง YouYube ชื่อว่า aimmunoหรือ Instagram @aimmunoglobulinและ แฟนเพจ It's aimmunoglobulin ได้เลย