โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

มติครม.ล็อตใหญ่ หั่นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-สถานบันเทิง ชูไทยฮับ 'ใช้จ่าย-ท่องเที่ยว'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 03 ม.ค. 2567 เวลา 04.01 น. • เผยแพร่ 02 ม.ค. 2567 เวลา 23.20 น.

มติ ครม.ล็อตใหญ่ หั่นภาษีเครื่องดื่มแอลกอฮอล์-สถานบันเทิง ชูไทยฮับ “ใช้จ่าย-ท่องเที่ยว”

เมื่อวันที่ 2 มกราคม นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าเมื่อวันที่ 2 มกราคม 2567 คณะรัฐมนตรีได้มีมติเห็นชอบมาตรการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายตามที่กระทรวงการคลังเสนอ ประกอบด้วย 2 มาตรการ ดังต่อไปนี้ 1.การปรับปรุงโครงสร้างและอัตราภาษีสุราเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว โดยสรรพสามิต ได้มีการปรับปรุงอัตราภาษีสินค้าสุราแช่ และภาษีสุราแช่พื้นบ้าน อาทิ อุ กระแช่ สาโท เป็นอัตราภาษีตามมูลค่า 0% และอัตราภาษีตามปริมาณ 150 บาท ต่อปริมาณ 1 ลิตรต่อ 100 ดีกรี โดยลดลงจากอัตราภาษีตามมูลค่า 10% และอัตราภาษีตามปริมาณ 150 บาทต่อปริมาณ 1 ลิตรต่อ 100 ดีกรี

นายลวรณกล่าวว่า ส่วนสุราแช่ที่มีสุรากลั่นผสม อาทิ โซจู ตั้งเป็นพิกัดใหม่แยกจากสุราแช่ โดยมีอัตราภาษีที่ อัตราภาษีตามมูลค่า 0% และอัตราภาษีตามปริมาณ 255 บาท ต่อปริมาณ 1 ลิตรต่อ 100 ดีกรี ขณะที่อัตราภาษีไวน์และไวน์ผลไม้ โดยยกเลิกการจัดเก็บภาษีจากการแบ่งชั้นของราคา และกำหนดให้มีการจัดเก็บภาษีเป็นอัตราเดียว เพื่อสอดคล้องกับมาตรฐานสากล โดยอัตราใหม่คือ อัตราภาษีตามมูลค่า 5% และอัตราภาษีตามปริมาณ 1,000 บาทต่อปริมาณ 1 ลิตรต่อ 100 ดีกรี ส่วนไวน์ผลไม้ (ฟรุตไวน์) อัตราภาษีตามมูลค่า 0% และอัตราภาษีตามปริมาณ 900 บาทต่อปริมาณ 1 ลิตรต่อ 100 ดีกรี

นายลวรณกล่าวว่า นอกจากนี้ สรรพสามิต ยังมีการปรับปรุงอัตราภาษีสถานบริการซึ่งประกอบกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ จาก 10% ของรายรับของสถานบริการโดยไม่หักค่าใช้จ่ายเป็น 5% ของรายรับของสถานบริการโดยไม่หักค่าใช้จ่ายมาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการระยะสั้นมีกำหนดระยะเวลาประมาณ 1 ปี หรือสิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2567 ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากโควิดกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งและส่งเสริมการท่องเที่ยว สำหรับกรมศุลกากรได้ดำเนินการปรับปรุงโครงสร้างภาษีศุลกากรสินค้าไวน์ให้สอดคล้องมาตรการ โดยยกเว้นอากรขาเข้าสินค้าไวน์ รวม 21 รายการ จากเดิมที่มีอัตราอากร 54% และ 60%

นายลวรณกล่าวว่า 2.การปรับปรุงหลักเกณฑ์การตรวจสินค้าเพื่อขอคืนภาษีมูลค่าเพิ่มของนักท่องเที่ยว (VAT Refund for Tourists) เพื่ออำนวยความสะดวกนักท่องเที่ยว ซึ่งมีผลบังคับใช้แล้วตั้งแต่วันที่ 1 ธันวาคม 2566 1.การปรับเพิ่มวงเงินซื้อสินค้าที่ต้องแสดงต่อศุลกากร จากเดิมตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไป เป็น 20,000 บาทขึ้นไป 2.การปรับเพิ่มมูลค่าสินค้าที่ต้องนำไปแสดงต่อสรรพากร 9 รายการ อาทิ เครื่องประดับ นาฬิกา จากเดิมมูลค่าต่อชิ้นตั้งแต่ 10,000 บาทขึ้นไป เป็น 40,000 บาทขึ้นไป

นายลวรณกล่าวว่า ของที่สามารถถือขึ้นเครื่องได้ (carry-on) จากเดิมมูลค่าต่อชิ้นตั้งแต่ 50,000 บาทขึ้นไป เป็น 100,000 บาทขึ้นไป ทั้งนี้ หลักเกณฑ์ใหม่นี้จะช่วยลดจำนวนนักท่องเที่ยวที่ต้องแสดงสินค้าลงจาก 1.2 แสนรายต่อปี เหลือประมาณ 3 หมื่นรายต่อปี ลดลงไปกว่า 70% โดยมาตรการข้างต้น จำเป็นต้องตราเป็นกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงการคลังตามลำดับ จะได้เร่งดำเนินการให้มีผลบังคับใช้โดยเร็วภายในเดือนมกราคม 2567 ทั้งนี้ ในภาพรวมมาตรการส่งเสริมประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยว จะส่งผลให้การจัดเก็บรายได้ภาษีสรรพสามิตและภาษีศุลกากรเพิ่มขึ้นสุทธิประมาณ 401 ล้านบาทต่อปี และเศรษฐกิจไทยขยายตัวเพิ่มขึ้น 0.0073% เทียบกับกรณีไม่มีมาตรการ รวมทั้ง ยังเพิ่มรายได้ภาคการท่องเที่ยวจาก 1.492 ล้านล้านบาท เป็น 1.495 ล้านล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 2.9 พันล้านบาท

………………..

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...