เจ้าสาวร้อยเล่ห์ (นิยายแปล)
ข้อมูลเบื้องต้น
เจ้าสาวร้อยเล่ห์
ข้าจะมีความสุขให้ได้ แม้ชีวิตนี้จะมีไฟแค้นสุมในใจมากเพียงใดก็ตาม!'
'เยี่ยนมี่เอ๋อร์' คุณหนูห้าแห่งตระกูลพ่อค้าได้สาบานไว้กับท่านป้าสุดที่รัก
ชีวิตของนางจะพบความสุขได้เยี่ยงไรเมื่อต้องลด ละ เลิกการแก้แค้น
ทั้งยังต้องถูกคลุมถุงชนแต่งงานกับคุณชาย 'ซั่งกวนเจวี๋ย' ผู้ยิ่งใหญ่ในยุทธภพนี้
เช่นนี้แล้ว รักแรกพบระหว่างนางกับคุณชายขลุ่ยถึงคราวต้องจบก่อนที่ยังไม่ได้เริ่มด้วยซ้ำ!
งานนี้จึงต้องมีแผนการล่มวิวาห์ ทว่ากลับต้องพลิกเป็นแผนการรักมัดใจผู้เป็นว่าที่สามี
เมื่อคุณชายคนนี้กับคุณชายขลุ่ยคนนั้น คือ คนเดียวกัน! แต่ไฉนข้างกายเขากลับมีผู้หญิงคอยจับจ้องอยู่มากมาย?
แต่ไม่เป็นไร เจ้าสาวอย่างนางจะใช้มารยาที่มีปราบชายเจ้าชู้ให้อยู่หมัด มัดใจเขาไว้กับนางแต่เพียงผู้เดียว
ส่วนหญิงสาวเหล่านั้นน่ะหรือ… 'จงใช้เสน่ห์ที่มีอยู่ให้เต็มที่เถิด ก่อนจะต้องอกแตกตายด้วยฝีมือข้า!'
*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท Ink Stone Entertainment ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
เรื่อง : เจ้าสาวร้อยเล่ห์
ผู้เขียน : โหยวเติง
ผู้แปล : 迷路姑娘
ปก : HWQran008
---
[狐狸娇妻] / [油灯]
© 2021 Ink Stone Entertainment Co., Ltd. All rights reserved.
Thai translation rights arranged with China Literature by Ink Stone Entertainment Co., Ltd.
จำนวนตอน : 306 ตอน
ตอนที่ 1 คำสาบาน (1)
“คุณหนูห้า ไท่ไท่บอกว่า อีกไม่นานก็จะเป็นวันมงคลของท่าน ท่านไปหาป้าโม่ไม่ได้อีกแล้ว หากท่านเกิดป่วยขึ้นมาละก็…” หญิงสาวในชุดเสื้อคลุมจิ้งจอกสีขาวหรูหราจ้องมองด้วยแววตาที่ไม่ค่อยสบอารมณ์นัก สาวใช้สวมเสื้ออ๋าวชายสั้น สีเขียวได้กลืนคำพูดเข้าปากไปแล้วทื่อๆ เนื้อตัวสั่นเทาหลบไปอยู่ข้างๆ ไม่กล้าขัดขวางอีก
“จื่อเยียน เจ้ากลับไปหาไท่ไท่ ข้าจะอยู่กับป้าโม่ อย่าหาเหตุผลใดๆ มารั้งข้า” หญิงสาวที่ถูกเรียกว่าคุณหนูห้ายังคงเดินไปยังจุดหมายปลายทางของนางโดยไม่หยุดฝีเท้า และไม่ลืมสั่งกำชับไว้อีก
“คุณหนูห้า ไท่ไท่จะโกรธ…” จื่อเยียนมองไปที่แผ่นหลังของคุณหนูห้าอย่างประหม่า ไม่กล้าขยับ
“แล้วเจ้ากลัวว่าไท่ไท่จะโกรธหรือกลัวว่าข้าโกรธ?” คุณหนูห้าหยุดฝีเท้าชั่วขณะ ไม่หันกลับมา น้ำเสียงที่ไร้อารมณ์ทำเอาสาวใช้ทุกคนที่อยู่รอบข้างรู้สึกแปลกใจ
“เจ้าก็เอาคำตอบไปบอกไท่ไท่สิ” จื่อเยียนตกใจ ถอยหลังไปด้วยความกลัวก้าวหนึ่ง รีบตอบและรีบออกไป เห็นได้ชัดว่ากลัวเจ้านายตรงหน้าคนนี้มาก
“คุณหนูห้า สาวใช้คนนี้หยิ่งยโสมาตลอดเพราะถือตัวว่าเป็นสาวใช้ประจำตัวไท่ไท่ นางไปครั้งนี้ จะต้องไปพล่ามนินทากับไท่ไท่เป็นแน่” เมื่อเห็นจื่อเยียนลนลานหนีไปด้วยความตื่นตระหนก คุณหนูห้าเดินตามสาวใช้สวมเสื้ออ๋าวชายสั้นสีแดงที่เม้มริมฝีปากอย่างดูแคลนไปทางซ้าย นางก็คาดการณ์แล้วว่าจะจบเช่นนี้
คุณหนูห้าไม่ได้สนใจว่าสาวใช้สวมเสื้ออ๋าวชายสั้นสีแดงจะพูดอันใด เพียงแต่เร่งฝีเท้าเร็วขึ้นเท่านั้น สาวใช้สวมเสื้ออ๋าวชายสั้นสีแดงปิดปากอย่างโกรธแค้น แต่เหลือบเห็นการเยาะเย้ยเล็กน้อยบนใบหน้าของสาวใช้ที่แต่งตัวเหมือนนางทางด้านขวาที่กลบเกลื่อนไม่ทัน ก็อดรู้สึกโมโหเล็กน้อยอย่างช่วยไม่ได้ แต่ไม่กล้าพูดอะไร
“คุณหนูห้า ท่านมาแล้ว” เมื่อเห็นคุณหนูห้ายืนอยู่ที่หน้าประตู แม่นมที่ค่อนข้างอ้วนท้วมเล็กน้อย อายุประมาณสามสิบปีคนนั้นซึ่งนั่งอยู่หน้าเตียงก็ลุกขึ้นคำนับโดยพลัน
“อื้ม…” คุณหนูห้าไม่ได้เพียงเดินผ่านไปในทันที แต่หยิบเสื้อคลุมยื่นให้สาวใช้ทางขวาพลางกล่าวว่า “พวกเจ้าก็รออยู่ที่หน้าประตู อย่านำความเย็นเข้ามา!”
“เจ้าค่ะ คุณหนู” สาวใช้ทั้งสองรับคำ แล้วยืนอย่างเชื่อฟังอยู่หน้าประตู มองดูคุณหนูห้าเดินไปที่เตียงอย่างรวดเร็ว
“วันนี้ท่านป้าเป็นแบบนี้มาตลอดเลยเหรอ?” แม่นมที่นั่งอยู่ตรงนั้นหลีกทางให้ คุณหนูห้ามองหญิงชราที่สีหน้าหมองคล้ำ ขมวดคิ้วมุ่น มีสีหน้ากังวล กึ่งเอนกึ่งนอนพิงหมอนอยู่
“ท่านป้าตื่นขึ้นมาสักพักแล้วเจ้าค่ะ บอกว่าอยากเจอคุณหนู แล้วก็ผล็อยหลับไปอีกครั้ง…คุณหนู ก่อนที่ท่านจะมา หมอได้จับชีพจรให้ท่านป้า บอกว่าท่านป้าหมดเรี่ยวแรงแล้ว ต่อให้จะมีโสมคน มายื้อชีวิตก็ตาม ก็จะไม่รอดในสองวันนี้…” เสียงของแม่นมเบาลงเรื่อยๆ นางก็รู้สึกหวาดกลัวหญิงงามตรงหน้าผู้นี้อย่างเห็นได้ชัด
คุณหนูห้าจับมือขวาที่ผอมแห้งของท่านป้าโม่ไว้ ในดวงตาเผยให้เห็นความเศร้าโศกที่ไม่อาจยับยั้งได้พลางเอ่ยขึ้นว่า “ข้ารู้แล้ว พวกเจ้าออกไปข้างนอก เดินไปไกลหน่อย ข้าจะอยู่ตามลำพังกับท่านป้าสักพัก”
“คุณหนู” แม่นมร้องเรียกอย่างค่อนข้างเป็นห่วง ป้าโม่ลมหายใจผะแผ่วจนอาจขาดใจตายได้ทุกเมื่อ ถ้าพวกนางไม่อยู่ แล้วให้คุณหนูคนเดียวเฝ้าป้าโม่สิ้นใจตายไปเองละก็…นางตัวสั่นสะท้าน ไม่กล้าคิดเรื่องนี้อีกต่อไป
“ถอยไป” น้ำเสียงของคุณหนูห้าเย็นชาเล็กน้อย แม่นมก็ไม่กล้าพูดอะไรอีก จึงต้องออกไปพร้อมกับสาวใช้สองคนที่เฝ้าหน้าประตู พวกนางก็ไม่กล้าออกไปไกลหรือเข้าใกล้ เพียงแค่เฝ้าอยู่ตรงปลายทางเดินนอกประตู
“คุณหนู เจ้ามาแล้วเหรอ” หญิงชราค่อยๆ ตื่นขึ้นมา มองไปทางหญิงสาวที่อยู่หน้าเตียงด้วยรอยยิ้มที่เอ็นดูรักใคร่
“ท่านป้า…” ใบหน้าที่ปราศจากอารมณ์มาตลอดของคุณหนูมีร่องรอยของความเปราะบาง เสียงสะอื้นไห้เล็กน้อยพลางกล่าวว่า “ท่านป้า ท่าน…”
“ข้ารู้ ข้ารู้! คุณหนู คนเราน่ะ ล้วนเกิดแก่เจ็บตาย ข้าไม่เสียใจอะไรเลยในชีวิตนี้ ผ่านความสุข ผ่านความทุกข์ ผ่านความมีหน้ามีตา ผ่านความอ้างว้าง…ข้าก็ถือว่าก่อกรรมทำชั่วไว้มากในชาตินี้ เดิมทีคิดว่าถ้าไม่ตายโหงก็จะต้องไร้ที่พักพิง ไม่เคยคิดเลยว่าจะจบลงด้วยดี แต่เมื่อได้พบเจ้าเข้าพอดี ได้เห็นเจ้าจากเด็กหญิงตัวน้อยคนนั้นที่กัดนิ้วและน้ำลายไหล เติบโตจนงดงามเช่นนี้ สวยสะพรั่งเช่นนี้ ข้าก็พึงพอใจแล้ว…” ป้าโม่มองไปที่คุณหนูห้า ทุกสิ่งทุกอย่างนั้น นางปลงตกหมดแล้ว
“ท่านป้า ข้าเป็นห่วงท่าน…” คุณหนูห้าน้ำตาคลอเบ้าด้วยความเศร้าใจแล้วพูดขึ้นว่า “ท่านป้า ตั้งแต่จำความได้ข้าก็ไม่เคยจากท่านป้าไปไหน ถ้าไม่มีท่านป้า ข้าก็ไม่รู้ว่าจะอยู่ได้อย่างไร…”
“มี่เอ๋อร์ ป้าต้องตัดใจแค่ไหน” ป้าโม่เรียกชื่อเล่นของคุณหนูห้า นางไม่ค่อยเรียกแบบนี้ แต่นางรู้ดีว่า ถ้าตอนนี้ไม่เรียกแบบนั้น ต่อไปจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว นางใช้มือซ้ายเช็ดน้ำตาที่ไหลอาบแก้มของคุณหนูห้าอย่างแผ่วเบา แล้วเอ่ยขึ้นว่า “มี่เอ๋อร์ ไม่มีงานเลี้ยงใดที่ไม่เลิกรา ป้าถ่วงมาจนถึงตอนนี้ได้ ก็เป็นเพราะจากเจ้าไปไม่ได้…ป้ายังอยากเห็นมี่เอ๋อร์ของข้ากลายเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุด ยังอยากเห็นมี่เอ๋อร์ของข้าเป็นแม่คน แต่น่าเสียดายที่วันนั้น ป้าคงไม่ได้เห็น…”
“ท่านป้า ข้าได้ยินมาว่ามีโสมหิมะอายุพันปีอยู่ในบ้านของซั่งกวน…” ในดวงตาของคุณหนูห้าฉายแววอำมหิตซึ่งแตกต่างจากท่าทีที่อ่อนแอของนางอย่างสิ้นเชิง และยังมีสีหน้าโหดร้ายอีกด้วย
“มี่เอ๋อร์!” ป้าโม่ตวาดเสียงต่ำ เมื่อมองเห็นความโหดเหี้ยมในดวงตาและบนใบหน้าของคุณหนูห้าหายไปแล้ว นางก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก แต่ก็กระแอมไอออกมาอย่างอดไม่ได้
“ท่านป้า!” คุณหนูห้ายังคงจับมือขวาของป้าโม่ไว้ในมือซ้าย ในขณะที่มืออีกข้างวางบนหน้าอกของป้าโม่เบาๆ เพื่อความสบายใจ
“มี่เอ๋อร์ ตระกูลซั่งกวนคือครอบครัวสามีของเจ้า!” ป้าโม่ตวาดอย่างรุนแรง
“ยังมิใช่!” คุณหนูห้าไม่ได้ผ่อนคลายน้ำเสียง พลางกล่าวว่า “ท่านป้า ข้ารู้ว่าตระกูลซั่งกวนมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะได้โสมหิมะ แต่มันก็ไม่ง่ายเลยที่ข้าจะเก็บรักษาไว้ ข้าอยากลองดูสักครั้ง ไม่ว่าอย่างไรนั่นเป็นวิธีเดียวที่ข้ารู้ในตอนนี้!”
“มันไร้ประโยชน์ มี่เอ๋อร์! แม้วิชาแพทย์ของเจ้าจะไม่ถึงกับยอดเยี่ยม แต่ก็เก่งกว่าแพทย์พวกนั้นหลายสิบเท่า พวกเขาต่างรู้ว่าป้าไร้การเยียวยาแล้ว เจ้าจะไม่รู้ได้อย่างไร? แม้โสมหิมะจะเป็นของวิเศษฟ้าดิน แต่ก็ช่วยคนที่จะต้องตายไม่ได้หรอก! ในตระกูลซั่งกวนมีโสมหิมะอายุหลายพันปีก็ไม่ใช่ความลับใหญ่โตอะไร ป้ารู้มาตั้งนานแล้ว ถ้าใช้ได้ผลละก็ ป้าคงไม่รอให้เจ้ามาเตือน” ป้าโม่ส่ายศีรษะกล่าวว่า “มี่เอ๋อร์ เจ้ากับซั่งกวนเจวี๋ย…”
“ท่านป้า ข้าไม่แต่ง!” คุณหนูห้าพูดอย่างเฉียบขาด “ครอบครัวของซั่งกวนเป็นศัตรูของท่าน ข้าจะไม่แต่งงานกับซั่งกวนเจวี๋ยเด็ดขาด!”
“มี่เอ๋อร์!” ป้าโม่เอ็ดเสียงเข้ม แล้วไออย่างรุนแรงอีกครั้ง
“ท่านป้า ท่านไม่ต้องพูดแล้ว พักผ่อนให้สบายเถิดนะเจ้าคะ” คุณหนูห้าเอ่ยอย่างปวดร้าวใจ
“มี่เอ๋อร์ ร่างกายของข้า ข้าก็รู้ตัวดี ข้าจะไม่รอดคืนนี้…” ป้าโม่มองเด็กสาวตรงหน้า นี่เป็นคนเดียวที่นางห่วงใยมากที่สุดในใต้หล้า
“ท่านป้า” คุณหนูห้าแน่นหน้าอก นางก็รู้ว่าป้าโม่หมดเรี่ยวแรงแล้ว แต่ไม่คาดคิดว่ามันจะเร็วขนาดนี้…
“อย่าร้องไห้นะ มี่เอ๋อร์…ถ้าไม่ใช่เพราะเจ้าช่วยบำรุงร่างกายอย่างต่อเนื่องในหลายคืนมานี้ ใช้โสมคนยื้อชีวิตอย่างสุดแรงเกิดในระหว่างวัน ป้าก็คงตายไปก่อนแล้ว ป้าอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลังเลมาตลอด ตอนนี้ต้องพูดคำพวกนี้แล้ว มิฉะนั้น ป้าจะไม่มีโอกาส” มือเหี่ยวแห้งของป้าโม่ลูบผมนุ่มสลวยดุจแพรไหมของคุณหนูห้า
“ท่านป้า ข้าไม่ฟัง” คุณหนูห้าน้ำตาไหลร่วงเผาะ
“มี่เอ๋อร์ สำหรับเจ้าแล้ว ป้าละอายใจอย่างที่สุด ในชีวิตนี้ของป้า ข้ารักศิษย์พี่มากที่สุด และคนที่เกลียดชังที่สุดคือซั่งกวนฮ่าว เพราะซั่งกวนฮ่าวฆ่าศิษย์พี่ ป้าไปที่บ้านของซั่งกวนเพื่อแก้แค้นหลายครั้ง แม้จะฆ่าคนของตระกูลซั่งกวนไปไม่น้อย แต่ก็ไม่ได้ทำร้ายเจ้าบ้านโดยตรง กลับถูกพลังพิษของตัวเองย้อนกลับ ในที่สุดหลังจากคิดไตร่ตรองแล้ว ก็พบว่าเจ้า…มี่เอ๋อร์ ป้าไร้น้ำใจกับเจ้ามาตั้งแต่แรกเลย”
“ข้ารู้ ข้าไม่ถือสา!” คุณหนูห้าฟุบลงที่หน้าเตียงของป้าโม่ มองไปที่ป้าโม่อย่างขึงขังแล้วพูดว่า “ท่านป้า ข้ารู้เรื่องทั้งหมดนี้ มี่เอ๋อร์ไม่สนใจว่าจุดประสงค์เดิมของท่านคืออะไร มี่เอ๋อร์รู้ว่าข้ารอดมาได้เพราะท่านป้า!”
“ในที่สุดป้าก็ได้มองเห็นอย่างทะลุปรุโปร่งตลอดหลายปีที่ผ่านมา ป้าเกลียดซั่งกวนฮ่าว เกลียดเขาที่ฆ่าอาจารย์ แต่ลองคิดดูอีกที ไม่ว่าจะเป็นป้าก็ดี ศิษย์พี่และอาจารย์ของป้าก็ตาม ต่างก็มือแปดเปื้อนไปด้วยชีวิตที่บริสุทธิ์นับไม่ถ้วน พวกเขาตายด้วยน้ำมือของซั่งกวนฮ่าว ก็สมควรได้รับบาป มี่เอ๋อร์ คำพูดสั่งเสียของคนในยามใกล้ตายจะไม่โกหก ตอนนี้ป้าไม่อยากแก้แค้น ป้าแค่อยากเห็นมี่เอ๋อร์อยู่อย่างมีความสุข! มี่เอ๋อร์ เจ้าเป็นหญิงสาวที่ฉลาดที่สุดเท่าที่ป้าเคยเห็นมา กว่าสิบปีที่ผ่านมานี้ ป้าได้สั่งสอนเจ้าในสิ่งที่ได้เรียนรู้มาตลอดชีวิต ยกเว้นไฟกำลังภายในที่ขาดหายไป อย่างอื่นๆ เจ้าก็เก่งกว่าข้าทั้งหมด ต่อให้จะออกไปเผชิญในโลกยุทธภพ จะมีชื่อเสียงเลื่องลือมากมายไปทั่ว แต่มี่เอ๋อร์ ป้าไม่ต้องการให้เจ้าเดินบนเส้นทางยุทธภพ…”
“ท่านป้า ข้าอยากล้างแค้นให้ท่าน…” นัยน์ตาของคุณหนูห้าฉายแววความเป็นศัตรูอีกครั้ง
“จริงๆ แล้วป้าครุ่นคิดจะแก้แค้นมาตลอดหลายปีนี้” ป้าโม่ฝืนยิ้มพลางกล่าวว่า “อาจเป็นเพราะห่างเหินจากยุทธภพมานานเกินไป หรืออาจเป็นเพราะป้าอายุมากแล้ว เมื่อขบคิดจนถึงท้ายที่สุดนี้ ถึงได้รู้ว่าจุดยืนที่จะแก้แค้นนั้นมันไร้สาระสิ้นดี ดังนั้นในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ป้าเอาแต่ร้องว่าวันหนึ่งจะต้องแก้แค้น แต่ก็ไม่ได้ลงมือทำเลย”
“นั่นเป็นเพราะข้าเป็นภาระของท่านป้า” คุณหนูห้ากระซิบพูด
“ไม่ มี่เอ๋อร์! ป้าทั้งพูดทั้งสอนลู่ทางในยุทธภพไว้เยอะมาก และให้ประสบการณ์ส่วนตัวกับเจ้าหลายครั้ง แต่ป้าไม่เคยเล่าเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยเกี่ยวกับยุทธภพให้เจ้าฟังเลย ในตอนแรกไม่อยากกวนใจเจ้า มีหลายสิ่งหลายอย่างให้เจ้าได้เรียนรู้ทุกวันจริงๆ แต่ต่อมากลับเอ่ยปากยาก มี่เอ๋อร์เอ๋ย เจ้ายังจำได้ไหมว่าป้าเคยเล่าเกี่ยวกับอาจารย์ของป้าให้เจ้าฟัง?” ป้าโม่ถามด้วยเสียงทุ้มต่ำ
“จำได้ อาจารย์ของป้าเกิดมาจากสำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ นางเป็นลูกสาวคนเดียวของเจ้าสำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์!” คุณหนูห้าพยักหน้า ความทรงจำของนางน่าทึ่งมาก สิ่งใดที่ผ่านหูผ่านตาจะไม่มีวันลืมเลือน
“ใช่แล้ว สำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์! มี่เอ๋อร์ เจ้ารู้ไหมว่าชาวยุทธภพเรียกว่าอะไร? พวกเขาเรียกว่าสำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ต่ำช้า! อันที่จริงด้วยความฉลาดของเจ้าก็น่าจะเข้าใจมานานแล้ว สิ่งที่ป้าสอนเจ้านั้นเป็นฝ่ายอธรรมและเป็นของชั่วร้ายน่ากลัว เพราะป้าเข้าใจเรื่องนี้เท่านั้น มีเพียงอย่างเดียวที่จริงจังคือวิชาแพทย์ซึ่งใช้ยาพิษเป็นพื้นฐาน เมื่อสำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ถูกโค่นล้ม ทั่วทั้งยุทธภพต่างปีติยินดี สำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์อยู่ในยุทธภพเพียงสิบเอ็ดปีสั้นๆ เท่านั้น ในช่วงสามปีแรกจะซ่อนความ สามารถคมในฝัก ผู้คนหลายพันคนเสียชีวิตทุกปีเพราะสำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ ในตอนนั้นป้าถึงกับฆ่าคนเพื่อความสนุกสนาน ดังนั้นการทำลายล้างสำนักสวรรค์ศักดิ์สิทธิ์ก็เพื่อแก้แค้นเท่านั้นเอง! เมื่อคิดเช่นนี้แล้ว ป้าก็ไม่มีความคิดจะแก้แค้นแล้ว! มี่เอ๋อร์ ป้าคิดได้อย่างนี้ ทั้งหมดเป็นเพราะเจ้า เจ้าคิดเสมอว่าถ้าไม่ใช่ป้า เจ้าอาจตายไปตั้งแต่เยาว์วัยแล้ว แต่ถ้าไม่ใช่เพราะมีเจ้า ความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของป้าก็จะถูกลบล้างไปนานแล้วก็จะไม่สำนึกตัว!”
-------------------------------------------------
ตอนที่ 2 คำสาบาน (2)
“มี่เอ๋อร์ ป้ารู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่ เจ้าอยากทำลายการแต่งงานครั้งนี้! ตระกูลเยี่ยนไม่มีใครที่เจ้าต้องอาลัยอาวรณ์ตระกูลเยี่ยนเกี่ยวดองกับตระกูลซั่งกวนเป็นเพราะแม่ของเจ้าที่เป็นคนงามแต่ชีวิตอาภัพ ไม่ใช่เป็นเพราะภรรยาของซั่งกวนฮ่าว หวงฝู่เยวี่ยเอ้อเป็นสหายสนิทกับแม่ของเจ้า นางก็เป็นคนรักษาคำมั่นสัญญา การแต่งงานครั้งนี้ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรบ้าง มี่เอ๋อร์ เจ้าดูคนในจวนสิ ไม่ว่าจะเป็นคุณหนูสามกับคุณหนูสี่ที่ออกเรือนไปแล้ว หรือคุณหนูหกกับคุณหนูเจ็ดที่ยังไม่ได้ออกเรือน ต่างรู้สึกอิจฉาการแต่งงานครั้งนี้ที่เจ้าไม่สนใจ เป็นเพราะเรื่องของป้า เจ้าจึงมองตระกูลซั่งกวนเป็นศัตรู เลยคิดจะก่อกวนการแต่งงานในครั้งนี้ เมื่อถึงเวลานั้นไม่เพียงตระกูลเยี่ยนเท่านั้นที่จะได้รับผลกระทบ ทั้งตระกูลซั่งกวนก็จะเสียหน้า ถูกคนหัวเราะเยาะ แต่มี่เอ๋อร์เอ๋ย เจ้าเป็นลูกสาวของครอบครัวที่มั่งมี มีความเชี่ยวชาญในพิณ หมากรุก ตำรา และการวาดภาพ แต่เสียตรงที่เจ้าได้ป้าเลี้ยงดูจนเติบใหญ่มากับมือ แม้จะไม่ได้ไหว้ครูรับเป็นศิษย์ ก็ไม่ได้แตกต่างจากศิษย์อะไรเลย การที่เจ้าเป็นอย่างนี้จึงไม่ใช่ลูกสาวของครอบครัวร่ำรวยธรรมดาๆ อีกต่อไป หากไม่แต่งงานกับใครสักคนในยุทธภพ เจ้าจะถูกฝังกลบอยู่ในเรื่องหยุม หยิมที่น่าเบื่อ แต่ถ้าอยากแต่งงานกับคนธรรมดาในยุทธภพ เจ้าจะทนกับคนกักขฬะและป่าเถื่อนพวกนั้นได้อย่างไร! ป้าเป็นคนทำร้ายเจ้า! ในช่วงไม่กี่ปีนี้ ป้าคิดถึงเรื่องงานแต่งของเจ้ามาตลอด หลังจากคิดทบทวนไปมาก็พบเรื่องหนึ่งเข้า นอกจากลูก หลานสองสามคนจากครอบครัวยุทธภพ ก็ไม่มีใครเหมาะสมอีกแล้ว การแต่งงานกับครอบครัวยุทธภพเหล่านี้ ไม่ใช่เรื่องง่าย โชคดีที่เจ้ากับซั่งกวนเจวี๋ยมีสัญญาหมั้นหมายกันพอดี”
“ท่านป้า ข้าไม่แต่งกับคนของตระกูลซั่งกวน!” คุณหนูห้าพูดด้วยดวงตาแดงก่ำ “ข้าจะหาคนรู้ใจได้เอง…”
“หุบปาก! มี่เอ๋อร์ อย่าคิดว่าป้าจะไม่รู้ว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่! มันไม่ดีเลย! แม้หลายปีนี้ป้าจะอยู่ห่างจากยุทธภพ แต่เด็กหนุ่มมากความสามารถที่เกิดขึ้นในยุทธภพนั้นป้ามั่นใจ ซั่งกวนเจวี๋ยก็นับเป็นอัจฉริยะด้วย ป้าได้พบกับซั่งกวนเจวี๋ย และรู้เรื่องของเขาดี ไม่ว่าจะในด้านไหน เขาก็คู่ควรกับลูกหัวแก้วหัวแหวนของข้า!” ป้าโม่พูดอย่างจริงจัง
“ท่านป้า ต่อให้ข้าจะแต่งเข้าไปก็แค่ต้องการล้างแค้นให้ท่าน!” คุณหนูห้าพูดอย่างเกรี้ยวกราด
“มี่เอ๋อร์! เจ้าอยากให้ป้านอนตายตาไม่หลับงั้นเหรอ?” ป้าโม่ดุว่า เจ็บปวดหัวใจ แล้วมีเลือดไหลออกมาคำหนึ่ง แม้นางจะปิดปากทันเวลา แต่เลือดก็ยังคงไหลทะลักออกมาจากมุมปาก และเลือดนั้นเกือบเป็นสีดำสนิท
“ท่านป้า!” คุณหนูห้าตื่นตระหนก รีบใช้ผ้าเช็ดหน้าเช็ดเลือดจากมุมปากของป้าโม่ แต่ถึงผ้าเช็ดหน้าทั้งผืนจะถูกย้อมเป็นเลือดสีแดงเข้ม ก็ยังเช็ดเลือดนั้นไม่สะอาดอยู่ดี
“มี่เอ๋อร์ เจ้าไม่ฟังคำป้าแล้วเหรอ?” ป้าโม่พยายามกระอักเลือดออกจากปากไปที่พื้น เลือดนั้นก็เปื้อนดวงตาของคุณหนูห้า
“ข้าฟัง! ท่านป้า ข้าฟัง!” คุณหนูห้าพยักหน้า
“ข้าจะให้เจ้าสาบาน!” ป้าโม่พูดอย่างน่าครั่นคร้าม
“ข้าสาบาน! ข้าสาบาน!” ในเวลานี้ คุณหนูห้าไม่มีความคิดจะบิดพลิ้วแล้ว
“เจ้าพูดตามข้า!” ป้าโม่พูดมาคำหนึ่งแล้วก็หยุด “ข้าเยี่ยนมี่เอ๋อร์ขอสาบาน ณ ที่นี้ว่า ข้าจะทำตามสัญญาหมั้นหมาย แต่งงานเป็นภรรยาของซั่งกวนเจวี๋ย ข้าจะรักเขา เห็นอกเห็นใจเขา มีลูกชายหญิงให้เขา ใช้ชีวิตอย่างรักใคร่กลมเกลียวกัน ข้าจะเคารพพ่อสามีและแม่สามี ปรองดองกับพี่น้อง ข้าจะลืมความแค้นระหว่างโม่อวี๋ฮวนกับตระกูลซั่งกวน ข้าจะทำให้ทุกวันมีค่า และข้าจะอยู่อย่างมีความสุข…”
“ท่านป้า…” คุณหนูห้าไม่เต็มใจ
“พูด!” ป้าโม่อวี๋ฮวนมองไปที่เด็กคนนี้ที่ถูกนางตรึงไว้ด้วยหัวใจ ใบหน้านั้นไม่เคยปรากฏความน่าสะพรึงกลัวมาก่อน
“ข้าเยี่ยนมี่เอ๋อร์ขอสาบาน ณ ที่นี้ว่า ข้าจะทำตามสัญญาหมั้นหมาย แต่งงานเป็นภรรยาของซั่งกวนเจวี๋ย ข้าจะรักเขา เห็นอกเห็นใจเขา มีลูกชายหญิงให้เขา ใช้ชีวิตอย่างรักใคร่กลมเกลียวกัน…” คุณหนูห้าพูดตามน้ำตาคลอจะเป็นสายเลือด
“ข้าจะเคารพพ่อสามีและแม่สามี ปรองดองกับพี่น้อง ข้าจะลืมความแค้นระหว่างโม่อวี๋ฮวนกับตระกูลซั่งกวน ข้าจะทำให้ทุกวันมีค่า และข้าจะอยู่อย่างมีความสุข…”
“ถ้าผิดคำสาบานนี้ เมื่อโม่อวี๋ฮวนตายจะไปสู่นรกภูมิสิบแปดขุม ลิ้มรสโทษทัณฑ์ทั้งหมด และไม่มีวันได้ผุดได้เกิด!”“ไม่!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์คร่ำครวญ เพราะเหตุใดต้องใช้ชีวิตป้ามาต่อรอง
“พูด!”
“ไม่! ไม่!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ส่ายศีรษะอย่างหมดหวัง
“ถ้าอย่างนั้นมี่เอ๋อร์ เจ้าอยากให้ป้านอนตายตาไม่หลับ ไม่สามารถอยู่อย่างสงบได้หรือ?” โม่อวี๋ฮวนจ้องเขม็งไปที่เยี่ยนมี่เอ๋อร์อย่างน่าสะพรึงกลัว
“ท่านป้า ข้าไม่ได้…”
“เจ้ากังวลว่าป้าจะตายจริงเหรอ?” โม่อวี๋ฮวนกระอักเลือดคำโตออกมาอีกครั้ง เยี่ยนมี่เอ๋อร์จะเช็ดให้นาง แต่ถูกนางปัดออกไปอย่างไม่ปรานีปราศรัย เยี่ยนมี่เอ๋อร์มองสีหน้าบึ้งตึงของป้าโม่ซึ่งไม่เคยมีมาก่อน แล้วพูดอีกครั้งด้วยความยากลำบาก
“ถ้าผิดคำสาบานนี้ เมื่อโม่อวี๋ฮวนตายจะไปสู่นรกภูมิสิบแปดขุม ลิ้มรสโทษทัณฑ์ทั้งหมด และไม่มีวันได้ผุดได้เกิด!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ท่องคำสุดท้ายเสร็จก็จิตใจแตกสลายแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะนิสัยแข็งแกร่งทรหดของนาง คงทนความสะเทือนใจอย่างนี้ไม่ไหวและเป็นลมไปตั้งนานแล้ว
“มี่เอ๋อร์…” ในที่สุดท่าทางของโม่อวี๋ฮวนก็คลายลง แล้วมองเยี่ยนมี่เอ๋อร์ด้วยความรักพลางกล่าวว่า “มี่เอ๋อร์ ป้ารู้ว่าสิ่งนี้ทำให้เจ้าอึดอัดใจ กำลังบีบบังคับเจ้า แต่ป้าไม่อยากให้เจ้าถลำเข้าไปทำผิดแบบเดียวกัน แล้วกลายเป็นเหมือนป้า ยัยตัวร้ายใจอำมหิต ป้าไม่อยากให้มือของเจ้าแปดเปื้อนเลือดสดของผู้บริสุทธิ์ เจ้าเป็นเด็กที่สวยที่สุด และควรมีทุกสิ่งทุกอย่างที่ดีที่สุดในใต้หล้านี้”
“แต่ท่านป้า ท่านไม่เคยลืมเลือนความเคียดแค้น…” เยี่ยนมี่เอ๋อร์กล่าวทั้งน้ำตาไหลร่วงเผาะ “ท่านเคยบอกว่า มันคือพลังที่หล่อเลี้ยงชีวิตท่านให้อยู่ต่อมา ถ้าไม่ใช่เพื่อแก้แค้น ท่านจะทนรับพิษที่กำเริบซึ่งเหลืออยู่ในตัวไม่ได้อย่างแน่นอน”
“นั่นเป็นครั้งแรก ตอนนั้นมีแต่ความอาฆาตแค้นในใจของป้า มีแต่ความมืดมิดในดวงตาของป้า แต่มี่เอ๋อร์ เจ้าเป็นเหมือนแสงตะวัน เป็นเจ้าที่สลายความมืดบอดของป้า ต่อมาป้าก็มีชีวิตอยู่เพื่อเจ้า เพื่อปกป้องมี่เอ๋อร์ของข้าถึงได้ดิ้นรนเพื่อเอาชีวิตรอด ตอนนี้ ป้าสิ้นอายุขัยแล้ว ป้าอยู่กับเจ้าไม่ได้ ไม่อาจปกป้องเจ้าจากลมฝนได้อีกต่อไป แต่ป้าโล่งใจมาก เพราะมี่เอ๋อร์โตขึ้นแล้ว ไม่ได้เป็นดอกไม้ในเรือนแก้วอีกต่อไป แต่เป็นเหมยแดงที่ทรหดอดทนท่ามกลางหิมะ ที่ต้านทานการโจมตีของลมและน้ำค้างแข็งได้ แต่ป้าก็กังวลมากเช่นกัน กังวลว่าเจ้าจะตาบอดเพราะความพยาบาทของป้า จนมองไม่เห็นแสงสว่าง ในท้ายที่สุดแม้แต่ความสุขของเจ้าเองก็จะถูกฝังกลบไว้ สำหรับป้าแล้ว ความสุขของเจ้าสำคัญกว่าสิ่งใด!” โม่อวี๋ฮวนมองไปที่ เยี่ยนมี่เอ๋อร์ที่กลายเป็นคนเจ้าน้ำตาไหลพรากแล้ว ในขณะนี้ ความไม่พอใจสุดท้ายในใจของนางก็หายไปเช่นกัน
“แล้วความแค้นเล่า?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ยังไม่ลืมเลือนสิ่งนั้น
“ความแค้นไม่สำคัญเท่ากับความสุขของเจ้า!” โม่อวี๋ฮวนมองไปที่เยี่ยนมี่เอ๋อร์ ในสายตาเต็มไปด้วยความเมตตาเช่นนี้ นางรู้ว่าความแค้นของตัวเองส่งผลกระทบต่อเด็กคนนี้ที่ควรมีเพียงแสงสว่างในชีวิต แต่ทุกอย่างยังไม่ได้เริ่มต้น ยังมีเวลา
“แต่ท่านป้า…” เยี่ยนมี่เอ๋อร์มองโม่อวี๋ฮวนด้วยน้ำตาคลอหน่วย พูดขึ้นว่า “ข้าไม่อยากแต่งกับตระกูลซั่งกวน ข้ารู้สึกไม่ดีกับตระกูลซั่งกวน ยิ่งไม่ชอบซั่งกวนเจวี๋ยที่เล่าลือกันว่าหล่อเหลาเจ้าชู้คนนั้น ข้า…”
“เจ้าจะชอบเขา!” โม่อวี๋ฮวนกล่าวด้วยความมั่นใจ “เจ้าจะชอบเขาแน่ และต้องชอบเขาด้วย!”
“ท่านป้า…” เยี่ยนมี่เอ๋อร์รู้สึกขมขื่นในจิตใจ เวลานี้นางเสียใจกับสิ่งที่ปิดบังโม่อวี๋ฮวนมาโดยตลอด แต่…ด้วยความฉลาดของท่านป้า แม้จะไม่ถาม นางก็ไม่ได้พูด และควรจะรู้ว่า นางมีคนที่ชอบพออยู่แล้ว ความชอบที่โง่เขลาแบบนั้น กำลังจะตายก่อนที่มันจะเริ่มเสียด้วยซ้ำงั้นเหรอ?
“มี่เอ๋อร์ ปีนี้เนื่องจากป้าไม่สบาย จึงไม่ได้พาเจ้าออกไปข้างนอก งานยุทธจักรประจำปี ‘งานประลองยุทธ์’ เจ้าก็ไม่ได้ไปเหมือนกัน…แม้เจ้าจะไปที่นั่นสองสามครั้งก่อนหน้านี้ ก็ไม่ได้มาถึงสถานที่จริง แต่ก็ยังได้กำไรมากมาย…” โม่อวี๋ฮวนมองไปที่เยี่ยนมี่เอ๋อร์พลางกล่าวว่า “อย่างน้อยได้พบกับผู้คนสักสองสามคนที่พอจะพูดคุยกันได้ และเป็นเพื่อนได้อีกด้วย”
“ท่านป้า…” หัวใจของเยี่ยนมี่เอ๋อร์สั่นสะท้าน เหตุใดป้าถึงเอ่ยเรื่องนี้ในยามนี้เล่า?
“เจ้าชอบผู้ชายคนนั้นที่ร้องเพลงกับเจ้าใช่ไหม?” โม่อวี๋ฮวนกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า “แม้ป้าจะเพียงแค่เห็นพวกเจ้าสองคนร้องเพลงประสานกัน แต่ก็รู้ความในใจของเจ้าดี”
“ท่านป้า ข้าประทับใจเขามากจริงๆ!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์รู้ว่าตอนนี้ไม่อาจปิดซ่อนอะไรได้อีกแล้ว จึงพูดตรงๆ ว่า “แม้พวกเขาทั้งหมดจะดูดีและรูปงาม แต่ข้ากลับดูเหมือนจะเห็นเพียงแสงสว่างบนตัวของเขาเท่านั้น คุณชายเซียวเขา…”
“เจ้ารู้จักฐานะอะไรของเขาด้วยหรือ?” โม่อวี๋ฮวนขัดจังหวะคำชมที่นางกำลังจะเอ่ยออกมา
“ไม่รู้ แต่มันก็ไม่สำคัญ! ท่านป้า ท่านบอกไว้ว่า หนุ่มสาวในยุทธภพมักจะถือเรื่องบุญคุณความแค้น ไม่ถูกบังคับด้วยเรื่องหยุมหยิม ไม่ใช่หรือ?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ถามอย่างมีวาทศิลป์
“มี่เอ๋อร์ ลักษณะท่าทางของเขาแสดงให้เห็นว่าต้องเกิดในครอบครัวที่มีฐานะไม่ธรรมดา เจ้าคิดว่าเขาจะมาหมั้นหมายกับครอบครัวอย่างตระกูลเยี่ยนที่ทำการค้ามาหลายชั่วอายุคนงั้นหรือ? มันเป็นไปไม่ได้ มี่เอ๋อร์! บางทีอาจจะเป็น ‘งานประลองยุทธ์’ ปีหน้า เจ้ายังพบเขาได้ แต่เจ้าต้องละทิ้งตัวตนของคุณหนูห้าในตระกูลเยี่ยนกับสัญญาหมั้นหมายของตระกูลซั่งกวนถึงจะมีโอกาสนี้” โม่อวี๋ฮวนกล่าวอย่างจริงจัง
“ข้ารู้ ท่านป้า!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ผงกศีรษะ นางได้วางแผนแบบนั้นไว้นานแล้ว
“แต่แบบนั้นจะไม่ทำให้เจ้าได้สมหวังดังใจปรารถนา! มี่เอ๋อร์ ต่อให้จะเป็นคนจากยุทธภพก็พิถีพิถันในเรื่องฐานะเช่นกัน การละทิ้งฐานะของคุณหนูห้าแห่งตระกูลเยี่ยน ไม่ว่าเจ้าจะปรากฏตัวในฐานะอะไรต่อหน้าเขา? เป็นไปไม่ได้ที่ครอบครัวของเขาจะยอมรับหญิงสาวที่ไม่รู้จักหัวนอนปลายเท้า ถ้าเขารู้จักฐานะของเจ้า จะต้องรู้เรื่องที่เจ้าหนีการแต่งงานอย่างแน่นอน แล้วจะคิดกับเจ้าอย่างไร? หรือจะบอกว่าหนีตามกันไป แต่มี่เอ๋อร์ แม้คนในยุทธภพจะไม่มีเส้นแบ่งการหมั้นหมายเป็นภรรยาหรือหนีตามกันไปเป็นภรรยาอันเข้มงวด เจ้าก็จะถูกคนในบ้านของเขาดูแคลนอีกด้วย” โม่อวี๋ฮวนกล่าวอย่างจริงจัง “ดังนั้น การแต่งเข้าตระกูลซั่งกวนเป็นทางเลือกเดียวของเจ้า!”
“ท่านป้า” เยี่ยนมี่เอ๋อร์จิตใจว่างเปล่า
“ป้ายอมละทิ้งความคั่งแค้นที่มีมาตลอดชีวิต เพื่อให้เป็นไปตามความปรารถนาสุดท้ายของแม่เจ้า เจ้าก็ไม่เต็มใจจะทิ้งความรักที่เพิ่งเกิดใหม่ แล้วเชื่อฟังคำขอร้องสุดท้ายของป้าใช่หรือไม่?”
“ข้าเชื่อฟังท่าน! ท่านป้า ข้าจะรักษาคำสาบานแน่นอน!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ไม่ยืนกรานอีกต่อไป ใช่แล้ว โม่อวี๋ฮวนยอมทิ้งความเคียดแค้นที่เกาะกินหัวใจมานานกว่ายี่สิบปี เพื่อจะให้นางแต่งงานเป็นฝั่งเป็นฝาอย่างสง่างาม ทำไมนางถึงยอมสลัดความรักที่เพิ่งเริ่มต้นนั้นไม่ได้เล่า? ก็แค่…อนิจจา บางทีการไม่มีความรักก็ไม่แน่ว่าจะต้องเป็นเรื่องเลวร้ายสินะ!
“มี่เอ๋อร์ ป้ายังมีคำขอสุดท้าย!” โม่อวี๋ฮวนกล่าวอย่างเคร่งขรึม
“ท่านป้า ท่านบอกมาเถอะ มี่เอ๋อร์จะเชื่อฟังแน่นอน!”
“จะต้องลืมป้าให้ได้ อย่าให้ใครรู้ว่าเจ้าเกี่ยวข้องกับป้า เว้นแต่เรื่องที่ป้าสอนให้เจ้ารู้จักป้องกันตนเอง อย่าเปิดเผยให้ใครรู้ อย่าเปิดเผยสิ่งที่ป้าสอนให้เจ้าง่ายๆ มันจะทำให้เจ้าเกิดปัญหาไม่รู้จบ!” โม่อวี๋ฮวนเสียใจที่ตัวเองสอนสิ่งต่างๆ ให้เยี่ยนมี่เอ๋อร์มากเกินไป ตราบเท่าที่นางเรียนรู้ทักษะทางการแพทย์มันก็มากพอแล้วล่ะ!
“ข้ารับปากท่าน ท่านป้า!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์รู้ถึงจิตใจของโม่อวี๋ฮวน เมื่ออายุมากขึ้น นางก็รู้ดีว่าหลายสิ่งหลายอย่างที่โม่อวี๋ฮวนสอนให้นางนั้นมองไม่เห็นแสงสว่าง แต่นางก็ร่ำเรียนโดยไม่ได้คัดค้านใดๆ บางอย่างยังรู้ลึกซึ้งกว่าโม่อวี๋ฮวนด้วยซ้ำ
“มี่เอ๋อร์ ป้าอยู่ต่อไม่ไหวแล้ว เจ้าให้แม่นมจ้าวและคนอื่นๆ ทำความสะอาดให้ข้าได้ ข้าอยากนอนให้สะอาดและตายบนเตียงอันอบอุ่น!” โม่อวี๋ฮวนคลี่ยิ้ม
“เจ้าค่ะ ท่านป้า!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ตอบด้วยความเศร้าโศกยิ่งนัก
“ยังมีอีก มี่เอ๋อร์! อย่าลืมเผาศพป้าก่อนที่ป้าจะตัวแข็งไปหมด ป้ามีพิษทั้งตัว ตอนนี้เพราะป้ายังมีชีวิตอยู่ พิษนั้นจะยังไม่ออกมาทำร้ายคน แต่เมื่อป้าตาย ก็ไม่สามารถควบคุมมันได้ มี่เอ๋อร์ อย่าให้การตายของป้าไปพัวพันเจ้า!“ โม่อวี๋ฮวนอธิบายการจัดงานศพ
“ข้าเข้าใจแล้ว ท่านป้า!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์พยักหน้า
“ไปเถอะ!” โม่อวี๋ฮวนปล่อยมือข้างขวาที่นางกุมไว้มาตลอดแล้วกล่าวว่า “เจ้าก็ล้างหน้าหวีผมให้ดีเสียหน่อย เมื่อป้าตายก็ไม่อยากให้เจ้าอยู่เคียงข้าง ป้าหวังว่าไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เจ้าจะสวยงามอยู่เสมอในใจข้า!”
“ข้าจะไปแล้ว ท่านป้า!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์เช็ดน้ำตาบนใบหน้าด้วยแขนเสื้อ เผยให้เห็นรอยยิ้มที่แข็งแกร่งแล้วพูดว่า “ท่านวางใจได้ ข้าจะใช้ชีวิตอย่างดีแน่นอน ข้าจะมีความสุข ข้าจะรักษาสิ่งที่สวยงามที่ท่านไม่เคยได้รับมาก่อนในชีวิต และข้าก็จะลืมท่านเช่นกัน!”
เมื่อมองไปที่รูปร่างที่สูงเพรียวของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ โม่อวี๋ฮวนจึงพูดด้วยเสียงแผ่วเบาว่า “มี่เอ๋อร์ จะต้องมีความสุขนะ!”
เยี่ยนมี่เอ๋อร์ได้ยินเสียงของโม่อวี๋ฮวน แต่นางไม่ได้หันหลังกลับและไม่กล้าหันหน้าไปด้วย นางรู้ว่าเมื่อหันกลับไป นางจะร้องไห้เป็นแน่ และจะไม่มีวันจากไป นางหวังว่าสิ่งสุดท้ายที่ป้าโม่จำได้คือใบหน้าที่ยิ้มแย้มของนาง แทนที่จะร้องไห้ใบหน้าเปื้อนคราบน้ำตาและเศร้าโศก
“คุณหนูห้า” เมื่อมองเยี่ยนมี่เอ๋อร์ที่ร้องไห้อย่างหนักอย่างเห็นได้ชัด แม่นมจ้าวกับสาวใช้ทั้งสองต่างก็กลัวหัวหดเล็กน้อย
พวกนางล้วนกลัวคุณหนูห้าที่ไม่มีสีหน้าเช่นนี้มาก
“แม่นมจ้าว เจ้าหาคนมาดูแลป้าโม่ทันที ใส่ชุดผ้าแพรสีขาวตัวโปรดที่สุดของนางให้ป้าโม่ แล้วหาคนที่ใจกล้าพอมาเฝ้านาง” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ยังคงดูท่าทีสงบนิ่ง
“เจ้าค่ะ คุณหนูห้า” แม่นมจ้าวรับคำ นางรู้ว่าเยี่ยนมี่เอ๋อร์หมายถึงอะไร ดูท่าป้าโม่จะไม่สามารถผ่านมันไปได้
“ท่านป้าชอบความอบอุ่น เพิ่มเตาอั้งโล่อีกสองสามเตาในห้องของนาง…นางหมดลมแล้วก็แจ้งให้ข้าทราบด้วย” คำพูดของเยี่ยนมี่เอ๋อร์แทบจะเค้นหลุดออกมาจากไรฟัน
“เจ้าค่ะ คุณหนูห้า!”
“พวกเรากลับไปกันเถอะ!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์หันหลังจากไป เดินออกไปอย่างเด็ดเดี่ยว นางรู้ว่าชีวิตของนางไม่ได้เป็นเพียงแค่ของตัวเองอีกต่อไป แต่เป็นของป้าโม่ด้วย นางต้องมีชีวิตที่ยอดเยี่ยม มีชีวิตที่มีความสุข แบบนี้เพื่อจะได้กตัญญูกับป้าโม่ที่อยู่เคียงข้างนางและคอยปกป้องนางจากลมฝน หลังจากที่นางจำความได้…
เป็นคืนที่โม่อวี๋ฮวนกำลังนอนอยู่ในห้องที่อบอุ่น สูดลมหายใจเฮือกสุดท้ายในการนอนหลับ…เมื่อเยี่ยนมี่เอ๋อร์ได้ข่าว นางกำลังปักฉากกั้นที่ใช้สำหรับงานแต่งอยู่ในห้อง มันเป็นรูปห่านบินคู่หนึ่ง ก่อนหน้านี้ แม้นางเตรียมพร้อมจะหนีการแต่งงาน แต่ก็ปักผ้านวม ปลอกหมอน ผ้าม่านเป็นรูปเป็ดยวนยางเล่นน้ำที่ให้อยู่คู่กันเป็นร้อยปี แม้แต่รูปเด็กผู้ชายร้อยคนก็อยู่ในการดูแลของป้าโม่ที่ให้ปักอย่างเรียบร้อย สิ่งเดียวที่เหลืออยู่คือห่านบินคู่ซึ่งนางไม่เคยคิดจะปักเลย
จำได้ว่าตอนนั้นป้าโม่เคยพูดว่า วันหนึ่งนางจะต้องมีผู้ชายมาเป็นคู่สามีภรรยาที่ไม่มีวันแยกจากกัน นางหัวเราะเยาะในตอนนั้น แต่ตอนนี้นางหวังว่าจะมีวันอย่างนั้น นางจะมีความสุขให้ป้าได้พักผ่อนอย่างสงบ!
เยี่ยนมี่เอ๋อร์ไม่ได้หลั่งน้ำตา นางยังคงยิ้มในขณะที่มองดูหญิงแก่รับใช้สองคนใช้ผ้าฝ้ายห่อตัวป้าโม่ที่ค่อยๆ แข็งทื่อ แล้ววางไว้บนกองฟืนทาน้ำมันที่เตรียมไว้เมื่อนานมาแล้ว นางยิ้มและรับคบเพลิงมาจากแม่บ้าน จุดไฟกองฟืนอย่างสงบ จาก นั้นก็ยิ้มต่อไป มองดูเปลวไฟที่ลุกโชติช่วงนั้น แล้วมองจนกระทั่งเปลวไฟค่อยๆ ดับลง จนท้องฟ้าค่อยๆ สว่างไสว เมื่อไม่มีประกายไฟเหลืออยู่ นางก็ยิ้ม แล้วมองไปที่สาวใช้ซึ่งกรีดร้อง ในขณะที่รักษารอยยิ้มจนเป็นลมล้มพับไป…
---------------------------------------------
ตอนที่ 3 เจตนาที่มา
“ขอบคุณฟ้าดิน คุณหนู ในที่สุดท่านก็ตื่นแล้ว!” เมื่อลืมตาขึ้นอย่างสะลืมสะลือ สาวใช้ที่เฝ้าอยู่หน้าเตียงของนางมาตลอดก็ร้องขึ้น สีหน้าเหมือนยกภูเขาออกจากอก ในน้ำเสียงก็เต็มไปด้วยความดีอกดีใจ
“ลู่หลัว ข้าสลบไปนานแค่ไหนแล้ว?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์พบว่าเสียงของตัวเองแหบแห้ง คิดว่าคงหมดสติหลับไปนานแล้ว
“สามวันสามคืนแล้ว คุณหนู!” ลู่หลัวยกน้ำอุ่นมาให้เยี่ยนมี่เอ๋อร์อย่างคล่องแคล่ว รอให้นางดื่มอย่างระมัดระวังแล้วพูดว่า “นายท่านกับไท่ไท่มาที่นี่หลายครั้ง ท่านหมดสติมาตลอด ท่านหมอได้เดินทางมาหลายครั้ง หมอบอกว่าท่านเศร้าโศกมากเกินไป จิตใจแตกสลายถึงได้เป็นแบบนี้ คุณหนู ท่านต้องมีกำลังใจนะเจ้าคะ!”
“ช่วยพยุงข้าขึ้นมา” สายตาเย้ยหยันฉายผ่านดวงตาของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ ท่านพ่อมาที่นี่ เขาคงกังวลว่าหากตัวเองมีอันเป็นไปจะอธิบายกับตระกูลซั่งกวนไม่ง่ายสินะ! สำหรับไท่ไท่แล้ว นางกลัวคิดว่าตัวเองจะตายไปแล้ว ครั้นแล้วก็จะให้คุณหนูหกที่เกิดมาจากนางแต่งงานเข้าตระกูลซั่งกวนไปแทนสินะ!
“คุณหนู ท่านระวังหน่อยเจ้าค่ะ” ลู่หลัวพยุงเยี่ยนมี่เอ๋อร์ขึ้นอย่างระมัดระวัง ให้นางพิงหมอนบนเตียงให้สูงขึ้นแล้วพูดว่า “ข้าจะไปที่ห้องครัวเล็ก แล้วยกโจ๊กมาให้ท่าน แม่นมจ้าวทำโจ๊กไว้ตั้งแต่เช้า อุ่นโจ๊กมาให้ท่านตลอด!”
“ไม่ต้องรีบ! อัฐิของท่านป้าเก็บแล้วหรือยัง?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์กังวลเกี่ยวกับผลพวงจากอาการหมดสติของนาง
“เก็บแล้ว อยู่ในกล่องนั้นเจ้าค่ะ!” ลู่หลัวชี้ไปที่กล่องไม้จันทน์ที่เรียบง่ายใบนั้นบนโต๊ะข้างเตียง ก่อนหน้านี้เยี่ยนมี่เอ๋อร์เคยกำชับกำชาไว้ หลังจากที่เยี่ยนมี่เอ๋อร์ตกอยู่ในอาการหมดสติก็ให้คนรับใช้ที่ใจกล้ามาช่วยเก็บรวบรวม
“เจ้าไปเถอะ!” เมื่อเห็นว่ากล่องนั้นอยู่ใกล้แค่เอื้อม เยี่ยนมี่เอ๋อร์ก็พอใจมาก และไม่ทำให้สาวใช้ที่ขวัญอ่อนของนางลำบากใจ หลังจากที่นางออกไปอย่างตกประหม่า นางก็ถือกล่องนั้นไว้ในอ้อมอก แล้วพูดพึมพำว่า “ท่านป้า ข้าจะอยู่กับท่านเสมอ จนกว่าข้าจะรู้สึกว่าข้าได้เติมเต็มความปรารถนาสุดท้ายของท่านแล้ว และมีความสุขมากๆ ในวันนั้น!”
ลู่หลัวออกไปอย่างรวดเร็ว โดยไม่ทิ้งให้เยี่ยนมี่เอ๋อร์อยู่คนเดียวเป็นเวลานาน นางรีบกลับมาพร้อมโจ๊กร้อนๆ ชามหนึ่ง เมื่อเห็นกล่องในอ้อมอกของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ จึงมีความกลัวเล็กน้อยอยู่บนใบหน้า แต่ก็ยังคงรวบรวมความกล้าเดินไปที่เตียง
“คุณหนู ท่านไม่ได้กินข้าวมาสามวันแล้ว กินโจ๊กก่อนเพื่อให้อุ่นท้องเถิดเจ้าค่ะ” ลู่หลัวนั่งอยู่หน้าเตียงอย่างระมัดระวัง โดยให้ห่างจากกล่องอัฐิให้มากที่สุด
“อื้ม…” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ไม่ปฏิเสธน้ำใจของลู่หลัว ลู่หลัวเป็นสาวใช้ที่ปรนนิบัติอยู่ข้างกายนางก่อนที่มารดาของนางจะเสียชีวิต เมื่อสามปีก่อน หลังจากที่มารดาจากไปก็ยืนยันที่จะรับใช้นางมาตลอด นอกเหนือจากป้าโม่แล้วสาวใช้คนนี้ก็เป็นหนึ่งในคนสนิท
“คุณหนู ได้ยินมาว่าคนจากตระกูลซั่งกวนมาที่นี่แล้ว” ลู่หลัวมองไปที่ใบหน้าที่ไร้ความรู้สึกของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ และยังยืนกรานที่จะพูดต่อไปว่า “พี่จื่อหลัวไปสืบข่าวมา แต่ก็ไม่รู้ว่าคราวนี้พวกเขามาที่นี่เพื่ออะไ!”
จื่อหลัวเป็นสาวใช้ที่อายุมากอีกคนหนึ่งของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ ฉลาดคมในฝัก กล้าหาญและสุขุมรอบคอบ ป้าโม่เลือกนางมาเป็นพิเศษ และรู้ความลับเล็กน้อยระหว่างป้าโม่กับนาง จึงถือว่าไว้ใจให้ทำงานได้ตามลำพัง
“มีใครในตระกูลซั่งกวนมาบ้าง?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ไม่เคยสนใจเรื่องสัญญาหมั้นหมายของนางกับตระกูลซั่งกวนมาก่อน ต่อให้การแต่งงานจะใกล้เข้ามาก็ไม่สนใจ แต่ความปรารถนาสุดท้ายของโม่อวี๋ฮวนบังคับให้นางต้องเผชิญกับเรื่องนี้ นางจะไม่ให้โม่อวี๋ฮวนนอนตายตาหลับได้จริงหรือ!
“ได้ยินมาว่ามีหัวหน้าพ่อบ้านของตระกูลซั่งกวน! คุณหนู ท่านคิดว่าเวลาแต่งงานจะมีอะไรเปลี่ยนแปลงหรือเปล่าเจ้าคะ?” ลู่หลัวยังคงกังวลมาก กล่าวกันว่าซั่งกวนเจวี๋ยที่จะกลายเป็นสามีของคุณหนูห้านั้นคืออัจฉริยะที่หาตัวจับยาก ไม่เพียงหญิงสาวในยุทธภพทั้งที่ปรากฏตัวในวงสังคมและไม่ได้ออกหน้าอย่างจริงจังเหล่านั้นพยายามจะเล่นหูเล่นตากับเขา คิดหาทุกวิถีทางจะแต่งงานกับเขาให้ได้ แม้แต่คุณหนูที่มีฐานะอยู่ในตระกูลขุนนางบางคนก็ยังชอบเขา แม้คุณหนูห้าจะงดงามเพียงใดถึงขั้นพูดได้ว่าสวยงามหยาดฟ้า แต่เนื่องจากข้อกำหนดที่เข้มงวดของภรรยารองผู้ล่วงลับไปแล้ว ไม่ว่าในด้านใดก็จะไม่ยอมคน ทว่า…ลู่หลัวแอบชำเลืองมองคุณหนูห้าที่ยังมองไม่ออกว่ากำลังคิดอะไรอยู่นั้น อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้เกิดมาจากไท่ไท่
แม้ภรรยารองจะเป็นผิงชีของนายท่าน แต่ภรรยารองก็ไม่ได้อยู่แล้ว ก่อนหน้านี้นายท่านก็ไม่ได้กังวลว่าตระกูลซั่งกวนจะมาถอนหมั้นหรอก!
“วันแต่งงานนั้นนายท่านซั่งกวนจะมาปรึกษาหารือกับนายท่านเป็นการส่วนตัว หากมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ก็จะไม่ถึงมือของพ่อบ้านที่จะจัดการ!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ไม่ได้กังวลว่างานแต่งจะมีการเปลี่ยนแปลงอะไร เพราะนางไม่สามารถทำลายชีวิตสมรสได้ แต่ก็ไม่ได้คาดหวัง
“นั่นก็เช่นกัน! อีกอย่างพิธีใหญ่ทั้งน่าไฉ่ตอนที่ผู้ใหญ่ฝ่ายชายให้แม่สื่อไปทาบทาม ทั้งเวิ่นหมิงตอนที่ฝ่ายหญิงตกลงรับการทาบทามแล้วมอบวันเวลาเกิดให้ฝ่ายชายไปผูกดวงชะตา ตามมาด้วยน่าจี๋การตอบตกลงทั้งสองฝ่ายหลังจากผูกดวงชะตา จนมาถึงพิธีน่าเจิงอันอลังการที่ฝ่ายชายจะนำหนังสือตกลงการหมั้น และหนังสือตกลงการแต่งงานส่งมาถึงบ้านฝ่ายหญิงในวันขอหมั้น ซึ่งไม่ได้จัดเพื่อความมีหน้ามีตาเท่านั้น นับประสาอะไรกับคุณหนูหกกับคุณหนูเจ็ดที่ยังไม่ได้แต่งงานจะอิจฉาตาร้อน แม้แต่พวกคุณหนูใหญ่ก็จ้องตาเป็นมัน!” ลู่หลัวเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง ตระกูลซั่งกวนให้ความสำคัญกับคุณหนูนั้นจะมองเห็นได้จากพิธีใหญ่เหล่านี้ คุณหนูแต่งเข้าไปจะมีชีวิตที่มีความสุขแน่นอน
“นั่นคือหน้าตาของตระกูลซั่งกวน จะทำลวกๆ ได้อย่างไร” เยี่ยนมี่เอ๋อร์นอกจากยังไม่อาจปล่อยวางเรื่องการตายของป้าโม่ได้แล้ว ก็ยังไม่มีความรู้สึกใดๆ กับการแต่งงานที่กำลังจะมาถึง
“คุณหนู ท่านไม่ได้อยู่ตรงนั้น ข้าคิดว่า ตระกูลซั่งกวนรู้จักคุณหนูดี ให้ความสำคัญมาก! แล้วยังมีไท่ไท่ของซั่งกวนคนนั้นอีกด้วย แม้นางจะไม่ได้มาด้วย แต่นางส่งเครื่องประดับชั้นยอดมาตั้งหลายชิ้นเจ้าค่ะ! ทุกชิ้นงานประณีตละเอียดอ่อน ไม่ว่าจะมองอย่างไรก็ดีหมดทุกอย่าง คุณหนู ท่านไม่รู้หรอกว่า ไท่ไท่ขี้อิจฉายิ่งนักล่ะ!” ลู่หลัวเบิกบานใจเมื่อคิดถึงสิ่งเหล่านั้นแล้วพูดว่า “คุณหนู คนเขาพูดกันว่าแม่สามีกับลูกสะใภ้เป็นศัตรูกัน แต่ข้าคิดว่า ท่านยังไม่ผ่านการแต่งงาน ไท่ไท่ของซั่งกวนก็เอาอกเอาใจท่านไว้แล้ว หลังจากที่ท่านแต่งเข้าไป นางจะรักท่านมากขึ้นเป็นแน่!”
“บางทีสินะ!” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ตอบอย่างปฏิเสธไม่ได้ นี่ก็คือหนึ่งในเหตุผลที่ป้าโม่ยืนกรานจะให้ตัวเองแต่งงานใช่หรือไม่! เมื่อพูดถึงหวงฝู่เยวี่ยเอ้อภรรยาของซั่งกวนฮ่าว เยี่ยนมี่เอ๋อร์ก็รู้สึกซาบซึ้งใจมากขึ้น แม้จะเป็นเพราะนางที่มีส่วนร่วมในการแต่งงานครั้งนี้ แต่นางก็รักเยี่ยนมี่เอ๋อร์จริงๆ…บางทีอาจเป็นเพราะความผูกพันกับมารดา แต่ความตั้งใจนั้นไม่อาจปฏิเสธได้
เมื่อสามปีก่อน ในที่สุดมารดาก็ไม่อาจรอดพ้น เสียชีวิตตอนที่อายุยังน้อย นับเป็นครั้งแรกที่เยี่ยนมี่เอ๋อร์ในวัยสิบสี่ปีได้พบหวงฝู่เยวี่ยเอ้อผู้สูงศักดิ์และสง่างามแต่มีชีวิตชีวา นางไม่ได้พูดอะไรเลยนอกจากคำแสดงความเสียใจ และเข้ามากอดเยี่ยนมี่เอ๋อร์ที่ไม่ทันตั้งตัวและจมอยู่กับความเจ็บปวดไว้ในอ้อมแขน นางเอ่ยแต่ละคำว่า ‘ลูกเอ๋ยลูกเอ๋ย’ แล้วร้องไห้เหมือนจะขาดใจ ทำให้เยี่ยนมี่เอ๋อร์รู้สึกถึงความจริงใจของนาง
“มี่เอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว!” เสียงที่ค่อนข้างเสแสร้งหลุดออกมาจากปากของชายที่เดินสามขุมเข้ามา นั่นคือชายในวัยสี่สิบกว่าปี ซึ่งเป็นบิดาของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ เมื่อเห็นเพียงสีหน้าของเขาเปล่งประกาย จึงเห็นได้ชัดว่ามีข่าวดีอะไรบางอย่าง
“ท่านพ่อมีเรื่องอะไรหรือเปล่า?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์มองไปที่ชายตรงหน้าโดยไม่มีเยื้อใยใดๆ สำหรับนางแล้ว ผู้ชายคนนี้ไม่มีความรู้สึกอื่นใด นอกจากสายสัมพันธ์ทางสายเลือดที่ไม่อาจตัดขาดได้ ความผูกพันสายใยบางๆ เมื่อครั้งยังเยาว์วัยก็มลายหาย ไปหมดเกลี้ยง ในช่วงสามปีนับตั้งแต่มารดาจากไป เพราะเป็นเรื่องที่ทนไม่ได้
“มี่เอ๋อร์ นายท่านของซั่งกวนส่งพ่อบ้านมารับเจ้า เจ้าพักผ่อนคืนนี้ให้เต็มที่ และออกเดินทางในเช้าวันพรุ่งนี้!” นายท่านเยี่ยนกล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง “โชคดีที่เจ้าฟื้นขึ้นในวันนี้ ไม่เช่นนั้นก็จะเลื่อนเวลาออกไปอีก!”
“ออกเดินทางพรุ่งนี้? วันแต่งงานกำหนดไว้เป็นแรมสิบค่ำของเดือนหน้าไม่ใช่หรือ? เหตุใดต้องออกเดินทางในวันพรุ่งนี้?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้ไหมที่ซั่งกวนเจวี๋ยจะป่วยหรือได้รับบาดเจ็บสาหัส จำเป็นต้องเลื่อนวันแต่งงาน และนางได้กลายเป็นเจ้าสาวที่มาขจัดเสนียดจัญไรตามที่กล่าวกันไว้ หากเป็นเช่นนั้น ก็ทำไมจะไม่ถือว่าเป็นข่าวดี…แน่นอน สิ่งที่เรียกว่าดีนั้นหมายความว่าชีวิตของซั่งกวนเจวี๋ยจะไม่ยาวนาน
“คืออย่างนี้! ตระกูลซั่งกวนไม่ได้มานับสินเดิมของเจ้าหรอก!” นายท่านเยี่ยนพูดอย่างตื่นเต้นดูเหมือนสินเดิมเหล่านั้น
จะเป็นเรื่องของศักดิ์ศรี…สินเดิมของเยี่ยนมี่เอ๋อร์มีมากมายจริงๆ มีหนึ่งร้อยยี่สิบชั่งเต็มๆ ในหนึ่งร้อยยี่สิบชั่งนี้มียี่สิบชั่งที่เป็นของมารดาของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ฝากไว้ให้
แม้นางจะเกิดในครอบครัวที่อดีตเคยมั่งคั่ง แต่บิดาพบกับอุปสรรคขวากหนาม จึงมีเหตุจำเป็นให้นางแต่งเป็นผิงชีของนายท่านเยี่ยน แต่ถึงอย่างไรก็เกิดในตระกูลปัญญาชน ปู่เคยเป็นขุนนางในราชสำนักมานานหลายสิบปี ถึงแม้บิดาจะเป็นลูกชายคนที่สอง แต่ก็เป็นลูกชายคนที่สองสายภรรยาหลวงเช่นกัน ยังมีข้าวของดีๆ อีกไม่น้อย นางจัดเตรียมของเหล่านี้ก่อนจะเสียชีวิตไว้เรียบร้อย เพื่อให้ลูกสาวไว้ใช้ยามออกเรือนจะได้ไม่น้อยหน้าใคร อย่างไรก็ตามสิ่งของเหล่านั้นส่วนใหญ่เป็นเครื่องเคลือบลายคราม ภาพวาดตัวอักษรและตำราต้นฉบับดั้งเดิม แม้จะถือว่าเป็นของมีค่า แต่ในตระกูลเยี่ยนนี้เต็มไปด้วยกลิ่นทองแดงของผู้มีอันจะกินจึงไม่มีใครชื่นชมจริงๆ นอกจากพวกนางสองแม่ลูก จึงเป็นสาเหตุที่นายท่านเยี่ยนกับไท่ไท่ยังไม่ได้ตัดสินใจมาตลอด
เครื่องประดับและเพชรนิลจินดาที่มารดาของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ทิ้งไว้มีไม่มากนัก แต่ในท้ายที่สุดนอกจากสร้อยข้อมือหยกที่สืบทอดจากรุ่นสู่รุ่นแล้ว ก็ถูกสองสามีภรรยากับคุณหนูพวกนั้นพยายามเจรจาขอจากเยี่ยนมี่เอ๋อร์อย่างเต็มที่ ส่วนสินสอดทองหมั้นอื่นๆ มีสี่สิบชั่งเป็นของตระกูลเยี่ยนที่เตรียมไว้ดิบดีแล้ว…ไม่ว่าจะอย่างไร คู่หมั้นคู่หมายคือตระกูลซั่งกวน สำหรับตระกูลเยี่ยน ถือเป็นกรณีพิเศษ เพราะประการแรกนายท่านเยี่ยนไม่เต็มใจจะใช้เงินจำนวนมากขนาดนั้นกับบุตรสาวที่ตัวเองไม่ได้สนิทด้วย ประการที่สองคือขัดไท่ไท่ที่จุกจิกจู้จี้และพูดพล่ามไม่หยุด ดังนั้นเงินสินสอดสี่สิบชั่งส่วนใหญ่จึงเป็นของตกแต่งเครื่องเรือน นอกเหนือจากโฉนดที่ดินแปลงหนึ่งแล้ว สิ่งของที่มีค่าที่สุดคือเครื่องประดับชั้นยอดเท่านั้น ที่นาสักหมู่ก็ไม่มี ตระกูลซั่งกวนคาด การณ์สถานการณ์เช่นนี้มาก่อนแล้ว หวงฝู่เยวี่ยเอ้อจึงเป็นคนใช้เงินส่วนตัวซื้อบ้านราคาหกสิบชั่ง มีบ้านพร้อมโฉนดที่ดิน ที่นาอุดมสมบูรณ์และร้านค้าทั้งหมดครบครัน กล่าวกันว่าหวงฝู่เยวี่ยเอ้อพูดคำหนึ่งในเวลานั้น เมื่อลูกสะใภ้ของข้าแต่งเข้ามา ไม่ต้องตระหนี่ถี่เหนียว เสื้อผ้าอาภรณ์ในระยะสิบลี้ก็ยังจำเป็น
“สินสอด? ต้องตรวจนับด้วยหรือ? นอกจากของตกแต่งเรือน เสื้อผ้า ผ้าห่มและอื่นๆ ที่จำเป็นในห้องเจ้าบ่าวเจ้าสาวแล้ว ตระกูลซั่งกวนจัดการทั้งหมดไม่ใช่หรือ? โอ้ ท่านแม่ยังมีของลายคราม ภาพวาดตัวอักษรและตำราที่ทิ้งไว้ด้วยก็นับเป็นของตระกูลเยี่ยน!” คำพูดเย็นชาของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ทำให้นายท่านเยี่ยนรู้สึกกระดากอายเล็กน้อย
“อะแฮ่ม ตระกูลซั่งกวนได้ยินมาว่าสุขภาพของเจ้าไม่ค่อยดี กังวลว่าเจ้าจะเหนื่อยจากการเดินทางไกล ดังนั้นหวังว่าเจ้าจะไปที่ลี่โจวก่อนสักหน่อย แล้วพักผ่อนในเรือนที่นายท่านซั่งกวนจัดให้เจ้าเป็นพิเศษ ถ้าเป็นแบบนี้ในวันแต่งงานเจ้าจะไม่เหนื่อยเกินไป นายท่านซั่งกวนให้คนคำนวณเวลา ถ้าเราเอาสินสอดไปในระหว่างทางด้วย จะใช้เวลาประมาณสิบสองวันจาก
อู๋โจวถึงลี่โจว บัดนี้วันที่ยี่สิบแล้ว ถ้าเราออกเดินทางในตอนนี้ เจ้าก็จะฝึกฝนที่นั่นได้นานกว่าครึ่งเดือน และจะได้ไม่มีเรื่องที่ไม่ชินกับดินฟ้าอากาศอะไรทำนองนั้นเกิดขึ้นด้วย! “นายท่านเยี่ยนอธิบาย
“พวกเรา? นอกจากสาวใช้และแม่นมที่เป็นสินเดิมของข้าแล้วยังมีใครอีกบ้าง?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ถามอย่างเยาะเย้ยเล็ก น้อย นางมีสาวใช้ที่เป็นสินเดิมหกคน ยกเว้นสาวใช้รุ่นใหญ่สองคนคือลู่หลัวกับจื่อหลัวแล้ว ครึ่งปีที่ผ่านมายังมีสาวใช้ตัวน้อยอีกสี่คน ล้วนเป็นคนที่เพิ่งซื้อเข้าจวนได้ไม่นานจึงเรียกใช้สอยได้ไม่ถนัดมือนัก เยี่ยนมี่เอ๋อร์ก็ไม่ชอบให้พวกนางมาอยู่ใกล้ๆ นอกจากแม่นมที่เป็นสินเดิมซึ่งอยู่กับป้าโม่ คือแม่นมจ้าวที่ดูแลนางมาตั้งแต่เด็กแล้ว ยังมีแม่นมฉินกับป้าเซียงซึ่งทั้งสองเป็นสินเดิมของมารดา คอยปรนนิบัติอยู่ข้างกายมารดามานานหลายปี ต่างไว้วางใจได้ทั้งหมด พวกนางล้วนมีสาวใช้ชั้นสองสองคนรอรับใช้อยู่ข้างๆ
“ข้าจะให้ครอบครัวเต๋อฝูไปกับเจ้าด้วย เต๋อฝูเป็นมือเก่าในงานบัญชี ภรรยาของเขาก็เป็นคนเก่ง ลูกชายของเขาก็เป็นคนมีความสามารถ เจ้าให้พวกเขาดูแลร้านค้าและที่นาพวกนั้นได้ ชาวนาที่ให้เช่าก็ช่วยเจ้าดูแลได้เช่นกัน” นายท่านเยี่ยนพริ้มตายิ้มเมื่อพูดเช่นนี้ พลางกล่าวว่า “ข้าได้เห็นร้านค้าหลายแห่งนั้นแล้ว ล้วนเป็นสถานที่ชั้นหนึ่งในเมืองลี่โจว โดยเฉพาะร้าน อาหาร ปีๆ หนึ่งทำกำไรได้เป็นหมื่นตำลึงยอดเยี่ยมไปเลย…”
“แล้วไงเล่า?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์หัวเราะอย่างเฉยชา
“นั่นคือสินสอดของเจ้านะ แน่นอนว่าเจ้าต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาจัดการไม่ใช่เหรอ!” นายท่านเยี่ยนพูดอย่างเต็มปากเต็มคำ “หรือว่ายังจะให้ทาสในเรือนของตระกูลซั่งกวนมาดูแล? เจ้าไม่กลัวพวกเขาจะหลอกล่อตกแต่งบัญชีหรือ?”
“ยังมีอะไรอีกหรือไม่?” เยี่ยนมี่เอ๋อร์ไม่ได้กังวลกับปัญหานี้ แต่นางค่อนข้างแน่ใจว่า นางจะไม่ใช้คนที่นายท่านเยี่ยนส่งมาให้นางดูแลร้านเด็ดขาด ต่อให้จะถูกส่งคืนไปยังตระกูลซั่งกวน ก็จะไม่ให้ตระกูลเยี่ยนได้ไปครอบครอง
“ข้ากับไท่ไท่และน้องสาวสองคนของเจ้าก็จะไปด้วย…” ในขณะที่พูดถึง นายท่านเยี่ยนมองไปเห็นสีหน้าของเยี่ยนมี่เอ๋อร์ที่วิตกกังวลเล็กน้อยแล้วกล่าวว่า “ลี่โจวเป็นเมืองที่ร่ำรวยและมั่งคั่งที่สุดของต้าเยียน มีหลายตระกูลที่มีชื่อเสียงโด่งดังอยู่ที่นั่น น้องสาวทั้งสองของเจ้าจะได้ใช้โอกาสนี้ทำความรู้จักกับลูกคุณหนูอีกสักสองสามตระกูล…พวกนางล้วนเป็นยอดหญิงงาม หากได้แต่งงานกับครอบครัวอย่างตระกูลซั่งกวนก็จะเป็นประโยชน์กับเจ้าด้วยนะ!”
“ตระกูลซั่งกวนส่งใครมาบ้าง ข้าอยากพบเขา” เยี่ยนมี่เอ๋อร์หัวเราะเยาะเย้ยอีกครั้ง ลี่โจวเป็นสถานที่ที่อุดมสมบูรณ์ที่สุดในต้าเยียนจริงๆ และเป็นสถานที่ที่รวมตระกูลขุนพลขุนคลังไว้มากที่สุด น้องสาวทั้งสองของนางก็สวยสดงดงามจริงๆ เสียด้วย แต่พวกนางจะต้องตาต้องใจลูกหลานของตระกูลผู้มีอิทธิพลเหล่านั้นได้หรือไม่? นางสงสัยอยู่มาก!
“มี่เอ๋อร์” นายท่านเยี่ยนตื่นตระหนกเล็กน้อย ถ้านางพูดอะไรบางอย่างที่ไม่ดีกับพ่อบ้านของตระกูลซั่งกวน ความคิดที่ปรารถนาของตัวเขาเองก็จะมลายหายไป
“พวกท่านอยากไปก็ไปเถอะ ข้ามีเรื่องอื่นจะพูดกับเขา” เยี่ยนมี่เอ๋อร์รู้ว่าเขาเป็นห่วงเรื่องอะไร นางไม่ได้มีเจตนาจะทำลายสิ่งใด สิ่งที่นางเชื่อได้อย่างแท้จริงคือ แม้น้องสาวทั้งสองนั้นจะรูปโฉมโนมพรรณดีเหนือกว่า แต่มีกิริยาไม่กล้าประจบสอพลอ ลูกหลานของตระกูลที่มีความสามารถจะมองพวกนางก็เป็นเรื่องยากมาก แน่นอนว่าถ้ารับอยู่ในฐานะอนุภรรยายังพอเป็นไปได้
“โอ้ งั้นดีเลย! เจ้าจะไปพบเขาที่ไหน?” นายท่านเยี่ยนถอนหายใจอย่างโล่งอก
“เชิญเขาไปพบที่ห้องรับแขกในสวนดอกไม้เถิด” เยี่ยนมี่เอ๋อร์มองไปที่นายท่านเยี่ยนแล้วพูดขึ้นว่า “ข้าต้องเตรียมตัวให้พร้อมก่อนถึงจะไปพบแขก”
“ดี! ดี!” นายท่านเยี่ยนละล่ำละลักรับคำ
-----------------------------------------------------