อธิบดีฯยันชายไล่ฟันครู-นักเรียน จ.ชัยภูมิ ป่วยจิตเวช ขาดยาจริง!
อธิบดีฯยันชายไล่ฟันครู-นักเรียน จ.ชัยภูมิ ป่วยจิตเวช ขาดยาจริง!
เมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน นพ.พงศ์เกษม ไข่มุกด์ รักษาราชการแทนอธิบดีกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กล่าวถึงกรณีชายควงมีดไล่ฟันครูนักเรียน จ.ชัยภูมิ ซึ่งมีการคาดว่าชายคนดังกล่าวมีอาการทางจิตเวช ว่า สธ.มีระบบการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชอยู่แล้ว โดยภายในจังหวัด มีการดำเนินการตามระบบ รวมถึงการส่งต่อที่ดีอยู่แล้ว เพียงแต่กรณีนี้ได้รับข้อมูลว่าป่วยจิตเวชจริง แต่โดยหลักคนไข้จิตเวชทุกราย จะต้องได้รับยาอย่างสม่ำเสมอ ไม่ขาดยา
“หากได้รับยาอย่างต่อเนื่อง จะควบคุมอาการและรักษาได้ ซึ่งตรงนี้จะมีญาติคอยดูแล แต่มีบางเคสจริงๆ ที่ไม่ยอมกินยา ทำให้เกิดผลกระทบเป็นข่าวที่พบเห็นมาตลอด สำหรับเคสนี้ตามรายงานข่าวเบื้องต้น คือ ผู้ป่วยอาจไม่ให้ความร่วมมือในการกินยาอย่างต่อเนื่อง และยังไม่แน่ใจว่า มีพฤติกรรมสงสัยอาจมีการเสพยาบ้าหรือไม่ ซึ่งขณะนี้นำตัวส่งไปรักษาที่ รพ.ภูเขียวแล้ว และประสานข้อมูลร่วมกับ รพ.คอนสาร ที่ดูแลผู้ป่วยรักษาจิตเวชรายนี้ด้วยเช่นกัน” นพ.พงศ์เกษมกล่าว
นพ.พงศ์เกษมกล่าวอีกว่า สำหรับคนไข้ที่ไม่กินยาอย่างต่อเนื่อง เรามีความพยายามในการใช้ยาที่เรียกว่า Long Acting เป็นยาฉีดคุณภาพสูงในบางราย ซึ่งต้องเป็นเคสจำเป็นจริงๆ แต่ที่ผ่านมาราคายังสูง และไม่เข้าอยู่ในชุดสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ล่าสุด ได้เสนอต่อคณะกรรมการพัฒนาระบบสุขภาพแห่งชาติ หรือซุปเปอร์บอร์ดสุขภาพ ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน เพื่อให้ครอบคลุมทั้งหมด เนื่องจากทุกวันนี้ พบปัญหาผู้ป่วยไม่กินยาต่อเนื่อง ทำให้อาการกำเริบ อย่างญาติบางรายก็น่าเห็นใจ เป็นผู้สูงอายุ ไม่สามารถควบคุมการกินยาของคนไข้ได้ ดังนั้น ยาฉีดคุณภาพสูงจะเป็นคำตอบที่กำลังมีการผลักดันเรื่องนี้และควรให้ผู้ป่วยทั้ง 3 สิทธิ ทั้งบัตรทอง สวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ และประกันสังคม
“เรื่องพวกนี้น่าเห็นใจญาติบางคนที่ตั้งใจดูแลอย่างดี แต่คนไข้ไม่ยอมกินยาอย่างเดียว ยิ่งพ่อแม่สูงวัยยิ่งคุมลูกไม่ได้เลย เรื่องนี้กรมสุขภาพจิตกำลังทำรายละเอียดข้อมูลเพื่อจะนำเรียนนายชลน่าน ศรีแก้ว รัฐมนตรีว่าการ สธ. ในการผลักดันให้ สปสช.ให้สิทธิดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่าคนไข้ทุกคนจะฉีดยาคุณภาพสูง เรายังให้กินยาที่ดีเป็นหลัก ยกเว้นบางเคสจำเป็นจริงๆ ที่ไม่ร่วมมือในการกินยา ซึ่งยาฉีดจะคุมอาการได้ประมาณ 1 เดือนขึ้นไป แต่จะเสนอต้องมีแพทย์อนุมัติอย่างน้อย 2 คน ก็จะมีระบบสมดุลไม่ให้แพทย์ใช้ยาแพงเกินไป เรื่องนี้ต้องมีระบบตรวจสอบด้วย” นพ.พงศ์เกษมกล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ปัจจุบันเราเจอปัญหาผู้ป่วยจิตเวชวิ่งไล่ทำร้ายคนเพิ่มขึ้น ประชาชนทั่วไปจะป้องกันตนเองหรือสังเกตอย่างไร นพ.พงศ์เกษมกล่าวว่า หากเป็นกลุ่มผู้ป่วยอยู่แล้วและขาดยา จะมีอาการนอนไม่หลับ มีลักษณะตาขวาง พฤติกรรมผิดปกติไปจากเดิม ไม่ดูแลตัวเอง มีอาการหูแว่ว พูดคนเดียว หากสังเกตเห็นต้องหลีกเลี่ยง และหากเริ่มรู้สึกจะเริ่มใช้ความรุนแรงให้เลี่ยงเผชิญหน้าและแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้ตามมาตรา 22 ของพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) สุขภาพจิต พ.ศ.2551 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2562 ซึ่งมีข้อวงเล็บ 1 และ 2 โดย (1) มีภาวะอันตราย ทำให้เกิดความเดือดร้อนต่อสังคมได้ ตั้งแต่เล็กน้อยจนถึงรุนแรง และ (2) มีความจำเป็นต้องได้รับการบำบัดรักษา เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของผู้ป่วยเอง