‘การดี’ แนะรัฐเทียบเคสดาต้าเซ็นเตอร์สิงคโปร์ ดึงนักลงทุนเข้าประเทศต้องคิดว่าประชาชนได้อะไร
‘การดี’ แนะรัฐเทียบเคสดาต้าเซ็นเตอร์สิงคโปร์ ดึงนักลงทุนเข้าประเทศต้องคิดว่าประชาชนได้อะไร ชี้แก้ปัญหาเฉพาะหน้าเป็นเรื่องดี แต่ต้องมองจุดยืนไทยบนเวทีเศรษฐกิจยุคใหม่
วันนี้ (5 ก.ย. 69) น.ส. การดี เลียวไพโรจน์ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีที่คณะกรรมการนโยบายประกอบกิจการดาต้าเซ็นเตอร์มีการพิจารณาอนุมัติกรอบยุทธศาสตร์และตั้งคณะอนุกรรมการ 4 ด้าน เพื่อวางกรอบออกกฎหมายภายใน 1 เดือนว่า จากการประชุมบอร์ดดาต้าเซ็นเตอร์ ถือเป็นการป้องกันพื้นฐานทางสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย โดยดาต้าเซ็นเตอร์มี 2 รูปแบบ รูปแบบแรกเป็นโกดังเก็บของซึ่งมีมานานเป็นสิบ ๆ ปี และอยู่ในเมืองมาตลอด ส่วนอีกรูปแบบหนึ่งคือ ดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ที่ใช้ความร้อนและพลังงานเป็นจำนวนมาก เพื่อตอบโจทย์โครงสร้างพื้นฐานด้าน AI ในอนาคต
“ส่วนตัวอยากให้มีคณะกรรมการด้านเศรษฐกิจ เพื่อกำหนดตัวชี้วัดทรัพย์สมบัติและกำลังการประมวลผลของดาต้าเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่เราไม่เคยพูดคุยกัน แต่เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งในเชิงยุทธศาสตร์ อยากให้มองเป็นซัพพลายเชนมากกว่าตัวดาต้าเซ็นเตอร์เดี่ยว ๆ เพื่อตอบคำถามให้ได้ว่า ประเทศไทยอยู่ตรงไหนในเศรษฐกิจยุคอนาคต”
น.ส. การดี กล่าวต่อว่า วันนี้ประเทศไทยใช้สิทธิประโยชน์ทางการลงทุนเป็นเกณฑ์พื้นฐานเพียงอย่างเดียว ขณะที่สิงคโปร์หรือประเทศอื่น ๆ ใช้วิธีการต่อรอง กล่าวคือ เมื่อไทยเซ็ตเกณฑ์พื้นฐาน ใครที่ทำได้ตามเกณฑ์ก็เข้ามาลงทุนได้ทั้งหมด แต่ประเทศสิงคโปร์เขามีความคิดว่าหากจะเข้ามาลงทุน ประเทศเขาจะต้องได้อะไรบ้าง ฉะนั้นก่อนที่จะลงทุนในดาต้าเซ็นเตอร์ ต้องถามก่อนว่าเขาจะลงทุนอย่างอื่นเพื่อให้ซัพพลายเชนแข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร จะสอนคนไทยให้เก่งขึ้นได้อย่างไร และจะใช้ให้เกิดประโยชน์กับ SMEs และสตาร์ทอัป โดยเปิดให้เข้าถึงในราคาที่ถูกกว่าปัจจุบันได้อย่างไร
“หากเราเข้าใจในห่วงโซ่คุณค่า (Value Chain) เราจะไม่ติดกับดักถกเถียงเพียงแค่เรื่องดาต้าเซ็นเตอร์จะตั้งอยู่ที่ไหนเท่านั้น แต่จะมองว่าเราจะได้อะไรในระยะยาว อยากให้มองในเชิงวิสัยทัศน์และอนาคต วันนี้เราแก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ประเทศไทยต้องการคนที่มีวิสัยทัศน์ว่า ประเทศไทยควรจะอยู่ตรงไหนในเวทีเศรษฐกิจยุคใหม่ ซึ่งเรื่องดังกล่าวถือเป็นเรื่องอธิปไตยของข้อมูลที่เราไม่เคยตอบคำถามเลย” น.ส. การดี กล่าว