โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

ชง PDP2026 เข้า กพช.ต.ค.เอกชนเปิด 3 ทางรอด ต่อโรงไฟฟ้าเก่า Direct PPA-ปลดล็อกสายส่ง

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ PDP 2026 (2569-2593) เปิดรับฟังความคิดเห็นเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2569 และจะปิดรับฟังความเห็นวันที่ 15 ก.ย. 69 หนึ่งในหมุดหมายที่สำคัญคือการสนับสนุนเป้าหมายของประเทศในการบรรลุการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ หรือ Net Zero ภายในปี 2593

โดยมีเป้าหมายเพิ่มสัดส่วนพลังงานสะอาดในระบบไฟฟ้าให้ได้ประมาณ 49% ภายในปี 2580 และเพิ่มเป็น 65-89% ในช่วงปลายแผน

นายวัฒนพงษ์ คุโรวาทผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน (สนพ.) เปิดเผยกับ “ฐานเศรษฐกิจ” ว่า หลังจากปิดรับความเห็น จะใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อสรุปความคิดเห็นทั้งหมดนำเสนอให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานได้รับทราบ เพื่อมอบให้กับคณะอนุกรรมการพยากรณ์และจัดทำแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศพิจาณา

โดยตั้งเป้าจะนำเสนอให้กับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) ได้พิจารณาภายในเดือนตุลาคม 2569 หากไม่มีการปรับแก้ร่าง PDP2026 มากเท่าใดนัก

GULF ห่วง RE กระทบเสถียรภาพพลังงาน

สำหรับความคิดเห็นจากภาคเอกชนนั้น นายสารัชถ์ รัตนาวะดี ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กัลฟ์ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) หรือ GULF มองว่า แผน PDP2026 ของประเทศไทยถือเป็นกรอบนโยบายที่จำเป็นอย่างยิ่งในการคาดการณ์และควบคุมความต้องการใช้ไฟฟ้า ป้องกันปัญหาไฟขาดแคลน ควบคู่กับการรักษาต้นทุนค่าไฟให้อยู่ในระดับที่สมเหตุสมผลเพื่อมุ่งสู่เป้าหมาย Net Zero โดยเฉพาะเมื่อเห็นสัญญาณความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เติบโตสูงจากกลุ่ม Data Center

อย่างไรก็ดี ข้อจำกัดพลังงานหมุนเวียน คือ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนสู่ระดับ 60-70% ติดข้อจำกัดทั้งทางธรรมชาติและข้อกฎหมาย เช่น พลังงานลมต้องติดตั้งในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งบางแห่งติดพื้นที่ป่าสงวนหรืออุทยานแห่งชาติ ขณะที่พลังงานแสงอาทิตย์ หากกระจายตัวมากเกินไปอาจกระทบต่อเสถียรภาพระบบและการเชื่อมต่อ ซึ่งการไฟฟ้าฯ และสำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังาน (กกพ.) ต้องเร่งหาจุดสมดุล

ชง PDP2026 เข้า กพช.ต.ค.เอกชนเปิด 3 ทางรอด ต่อโรงไฟฟ้าเก่า Direct PPA-ปลดล็อกสายส่ง

นายสารัชถ์ กล่าวอีกว่า อุตสาหกรรมพลังงานโลกกำลังเผชิญภาวะคอขวดซัพพลายเชนตึงตัวอย่างหนักจากการแย่งชิงเครื่องจักรโรงไฟฟ้าก๊าซเพื่อรองรับ Data Center ในต่างประเทศ ส่งผลให้ระยะเวลาสั่งซื้ออุปกรณ์ขยับจากเดิม 1-2 ปี พุ่งสูงขึ้นเป็น 4-5 ปี พร้อมราคาที่ปรับตัวสูงขึ้น หากวางแผนไม่รัดกุมอาจเสี่ยงเกิดภาวะสะดุดได้

“เห็นด้วยกับการที่ภาครัฐเจรจาปรับลดส่วนเพิ่มราคารับซื้อไฟฟ้า (Adder) ในสัญญาเก่า เนื่องจากต้นทุนเทคโนโลยีพลังงานหมุนเวียนลดลงมามากแล้ว ซึ่งถือเป็นธรรมกับทุกฝ่าย การเปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานหมุนเวียน (Direct PPA) ถือว่าถึงเวลาที่สมควรดำเนินการเนื่องจากตลาดก๊าซได้เปิดเสรีไปแล้วและระบบมีความพร้อมมากกว่าในอดีต”

BGRIM แนะเปิดโอกาสภาคอุตฯเข้าถึง RE ผ่านสายส่ง

ดร.ฮาราลด์ ลิงค์ ประธานกรรมการ บริษัท บี.กริม เพาเวอร์ จำกัด (มหาชน) หรือ BGRIM กล่าวว่า การลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำเป็นต้องพิจารณาพลังงานหลายรูปแบบ รวมถึงพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งในระยะแรกภาครัฐอาจเป็นผู้มีบทบาทหลักในการพัฒนา เนื่องจากต้นทุนยังอยู่ในระดับสูง

ขณะเดียวกัน ควรเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานหมุนเวียน (RE) ผ่านระบบสายส่ง โดยกำหนดค่าผ่านสายส่งในระดับที่เป็นธรรม เพื่อให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดมากขึ้น โดยไม่ทำให้ประเทศต้องพึ่งพาการนำเข้า LNG ในปริมาณสูงจนส่งผลต่อต้นทุนค่าไฟ

เสนอต่อสัญญาโรงไฟฟ้า IPP-SPP ที่ยังมีประสิทธิภาพ

นายนพเดช กรรณสูต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธุรกิจในประเทศไทย มาเลเซีย และโซลูชั่นธุรกิจอุตสาหกรรม BGRIM กล่าวว่า เสนอให้ภาครัฐพิจารณาการต่อสัญญาโรงไฟฟ้าทั้ง IPP และ SPP ที่ยังมีประสิทธิภาพ เพื่อใช้กำลังการผลิตที่ประเทศมีอยู่ก่อนที่จะสร้างกำลังผลิตใหม่เพิ่มเติม

นอกจากนี้ การแก้ไขกฎระเบียบเพื่อเปิดให้ผู้ใช้ไฟฟ้าสามารถเข้าถึงกำลังผลิตส่วนเกินที่มีอยู่ในระบบ เช่น ไฟฟ้าจาก Solar Floating, Solar Farm หรือกำลังผลิตส่วนเกินจากโรงไฟฟ้าก๊าซ การปลดล็อก Third Party Access และ Direct PPA จะทำให้ทรัพยากรที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ส่วนเกินในวันหยุดที่ปัจจุบันอาจไม่สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้เต็มที่รวมถึงการส่งเสริม Biomass ,Biogas และโรงไฟฟ้าขยะ ซึ่งสามารถตอบโจทย์ทั้งความมั่นคงและพลังงานสะอาดได้พร้อมกัน

นายนพเดช กล่าวอีกว่า หากภาครัฐสามารถปลดล็อกกฎระเบียบดังกล่าวได้ จะถือเป็น Quick Win เนื่องจากหลายโครงการของลูกค้าอุตสาหกรรมมีการติดตั้งและเตรียมความพร้อมไว้แล้ว เหลือเพียงการเปิดทางด้านกฎระเบียบ

แบ่งแนวทางพัฒนาพลังงาน 3 ระยะ

ขณะที่การลงทุนโรงไฟฟ้าใหม่มีข้อจำกัดจากระยะเวลาในการจัดหา Gas Turbine และอุปกรณ์ ซึ่งปัจจุบันต้องใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี จึงควรใช้สินทรัพย์ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในช่วงเปลี่ยนผ่าน

โดยได้แบ่งแนวทางการพัฒนาพลังงานออกเป็นช่วงระยะสั้น กลาง และยาว ซึ่งระยะสั้นควรเร่งปลดล็อกกฎระเบียบเพื่อให้กำลังผลิตที่มีอยู่สามารถนำมาใช้ได้ทันที

ระยะกลางต้องเตรียมพื้นที่รองรับ Data Center Campus หรือ Complex รวมถึงนิคมอุตสาหกรรมที่รองรับ AI, Data Center, Semiconductor และ Electronics พร้อมพัฒนาโครงสร้างระบบส่งไฟฟ้า

รวมถึงต้องเตรียมความพร้อมด้านการนำเข้า LNG เพื่อรองรับโรงไฟฟ้าก๊าซในอนาคต พร้อมผสมผสาน Biomass, Biogas, Solar และ Wind และเชื่อมโยงเข้ากับ Direct PPA

อีกแนวทางหนึ่งที่สามารถดำเนินการได้คือ Independent Power Supply หรือ IPS ซึ่งเปิดโอกาสให้โรงงานอุตสาหกรรมว่าจ้างผู้พัฒนาพลังงานเช่น Solar Rooftop หรือ Solar Floating ผ่าน Private PPA หรือสัญญาระยะยาว ซึ่งปัจจุบันหลายโรงงานได้ติดตั้งระบบดังกล่าวแล้ว แต่ยังไม่สามารถซื้อขายไฟฟ้าระหว่างพื้นที่หรือระหว่างผู้ประกอบการได้อย่างเต็มรูปแบบ

สาเหตุสำคัญมาจากโครงสร้าง Enhanced Single Buyer ซึ่งกำหนดให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้าหลัก แม้โครงการประเภท IPP ,SPP และ VSPP จะสามารถดำเนินการได้ แต่การซื้อขายไฟฟ้าระหว่างเอกชนกับเอกชนยังมีข้อจำกัด

ส่วน Direct PPA ปัจจุบันมุ่งไปที่พลังงานหมุนเวียนเป็นหลัก เช่น Solar และ Wind แต่มองว่าหากสามารถเปิดกว้างให้ไฟฟ้าที่มีความมั่นคงจากพลังงานฐาน เช่น ก๊าซธรรมชาติBiomass หรือ Biogas เข้ามาร่วมได้ จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้ระบบและเพิ่มประสิทธิภาพการใช้กำลังผลิตในประเทศ

โดยเฉพาะไฟฟ้าส่วนเกินจากโรงไฟฟ้า SPP หรือพื้นที่นิคมอุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันมีข้อจำกัดในการส่งขายให้ผู้ใช้ไฟฟ้านอกพื้นที่ แม้จะอยู่ใกล้กับนิคมฯก็ตามหากสามารถปลดล็อกได้ จะช่วยใช้กำลังผลิตส่วนเกินในระบบให้เกิดประโยชน์ และซื้อเวลาให้ประเทศในช่วง 2-3 ปี ก่อนกำลังผลิตใหม่จะเข้าสู่ระบบ

สำหรับโรงไฟฟ้าที่กำลังเข้าสู่ช่วงสิ้นสุดสัญญานั้น เสนอภาครัฐให้พิจารณาโรงไฟฟ้าของบริษัทที่เกี่ยวข้องรวม 22 แห่ง กำลังผลิตประมาณ 3,000 เมกะวัตต์ ครอบคลุมทั้ง IPP และ SPP โดยบริษัทเห็นว่าโรงไฟฟ้าดังกล่าวยังมีความจำเป็นต่อการจัดหาไฟฟ้าและไอน้ำให้ลูกค้าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง และสามารถเป็น Quick Win ในช่วงที่ประเทศต้องรอการจัดหาเครื่องจักรและการก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ ซึ่งอาจใช้เวลาอีกหลายปี

“การต่ออายุโรงไฟฟ้ายังช่วยรักษาลูกค้าอุตสาหกรรมเดิมในประเทศไทย สนับสนุนการขยายกิจการของผู้ประกอบการ และดึงดูดการลงทุนใหม่ เช่น Semiconductor, EV และ Data Center ให้เข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่มีโครงสร้างพื้นฐานด้านไฟฟ้า น้ำ และระบบสาธารณูปโภคพร้อมรองรับ”

ในระยะยาว ระบบพลังงานของประเทศอาจมีเทคโนโลยีใหม่ เช่น ไฮโดรเจน (Hydrogen) หรือโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (Small Modular Reactor : SMR) เข้ามาทำหน้าที่เป็นพลังงานช่วงเปลี่ยนผ่าน แต่ในระยะปัจจุบัน ก๊าซธรรมชาติยังคงเป็นพลังงานฐานสำคัญ และต้องทำงานร่วมกับพลังงานหมุนเวียนและแบตเตอรี่ในรูปแบบ Hybrid Solution

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...