โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

บอกบุญเจ้าคุณเนฯ (จบ)

สยามรัฐ

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ทวี สุรฤทธิกุล

ผู้นำแบบ “ผู้มีบุญ” คืออุดมคติของสังคมไทย แต่ส่วนมากเขาจะแยก “บาป” กับ “บุญ” นั้นไม่ออก

หลายครั้งในประวัติศาสตร์การเมืองไทย ได้เกิดมี “ผู้มีบุญ” อยู่บ่อย ๆ โดยเฉพาะที่ภาคอีสานนั้นมีมากเป็นพิเศษ ซึ่งนักสังคมวิทยาบอกว่าคนอีสานถูกครอบงำโดยศาสนาพุทธในแนว “พระโพธิสัตว์” มาอย่างเข้มข้น คือความเชื่อในเรื่องของผู้มีบุญมาเกิด เพื่อบำเพ็ญบุญบารมีไปทีละชาติ จนกว่าจะบรรลุโพธิญาณได้เกิดเป็น “พระพุทธเจ้า” ดังนั้นพอมีคนอ้างว่าสิ่งที่เขาทำนั้น ทำเพื่อ “บำเพ็ญบุญบารมี” ก็จะมีผู้เชื่อฟังและยอมปฏิบัติตาม เพื่อที่ว่าจะได้ติดตามผู้มีบุญนั้นไปสู่ “ทางที่ดี” หรือ “สุคติ” ได้ง่ายกว่าที่จะพยายามไปเอง อย่างเช่นความเชื่อที่ว่าได้ “เกาะชายผ้าเหลือง” ของผู้ที่บวชเป็นพระแล้วจะได้ขึ้นสวรรค์นั้น เป็นต้น

ก่อนอื่นต้องขอย้อนไปขออภัยในความผิดพลาด ที่เขียนในบทความนี้ในสัปดาห์ก่อนว่าคุณชัยและคุณเนวิน ชิดชอบ เป็น ส.ส.สุรินทร์ ซึ่งความจริงทั้งสองเป็น ส.ส.บุรีรัมย์ แต่ผู้เขียนเอาไปปนกันกับการเลือกตั้งซ่อมในจังหวัดสุรินทร์ ปีที่คุณชัยมาช่วยหาเสียง และพาไปทานกุ้งเผาในฟาร์มอันเป็นประวัติช่วงเริ่มแรกที่ได้รู้จักกับ “เจ้าคุณเนฯ” หรือคุณเนวิน ชิดชอบนั้น

ในครั้งนั้นเมื่อออกมาจากฟาร์มกุ้งของคุณชัย ชิดชอบ แล้ว พอขึ้นรถมาได้สักครู่ ท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ก็พูดกับพวกเราคนติดตามว่า “คุณชัยนี่ก็ถือว่าเป็นผู้มีบุญคนหนึ่ง แต่ลูกชายนี่น่าจะมีบุญมากกว่า” แล้วก็เล่าตำนานผู้มีบุญในภาคอีสานให้ฟัง ถ้าจำไม่ผิดผู้มีบุญคนนี้เป็นชาวอุบลราชธานี เหตุการณ์เกิดขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 5 ในปีหนึ่งเกิดข้าวยากหมากแพง ก็มีชายคนหนึ่งประกาศตนว่าได้เห็นนิมิตพิเศษ ถ้าใครอยากจะอยู่รอดให้เก็บก้อนกรวดก้อนหินมาไว้ในบ้าน แล้วร่วมกันสวดอ้อนวอน ก็จะบังเกิดพระโพธิสัตว์เสด็จลงมาโปรด บันดาลให้กรวดหินนั้นเป็นแก้วแหวนเงินทอง จะหายยากหายจน มีกินมีใช้ ทางราชการเรียกชายคนนี้ว่า “ผีบุญ” แล้วให้ส่งทหารออกไปจับกุม เพราะไม่เพียงแต่จะสร้างความเชื่อที่งมงายแล้ว ก็ยังสร้างความแตกแยกในหมู่ราษฎร ให้กระด้างกระเดื่องต่ออำนาจของรัฐบาลที่ส่วนกลาง โดยมีเรื่องของการสร้างดินแดนใหม่ แยกตัวออกมาจากรัฐบาลสยามนั้นด้วย

เรื่องของ “ผีบุญ” ตนนี้จบลงโดยไม่ยากเย็นนัก เพราะพอทหารออกไปจะจับ แกก็พาพรรคพวกหนีหายกระจายตัวไป ส่วนตัวผีบุญบ้างก็ว่าถูกยิงตาย บ้างก็ว่าหนีไปอยู่เขมร ตอนท้ายท่านอาจารย์คึกฤทธิ์ยังเล่าอีกว่า ท่านรู้จัก ส.ส.อีสานหลายคน บางคนมาบอกท่านว่าเวลาที่ไปหาเสียง เราจะต้องทำตัวให้เหมือน “ผู้มีบุญ” คือต้องคอยบอกชาวบ้านว่าจะสามารถ “เนรมิต” อะไรให้กับชาวบ้านได้บ้าง ยิ่งไปกว่านั้นต้องทำตัวเป็น “คนใจบุญ” ชอบแจกจ่ายโปรยทาน อันเป็นคุณลักษณะของพระโพธิสัตว์ รวมถึงต้องสามารถรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่าง ๆ ให้กับชาวบ้าน จึงมีผู้สมัครรับเลือกตั้งหลายคนต้องพกยาแก้ไข้บ้าง ยาธาตุบ้าง หรืออย่างน้อยก็ยาหอม ยาลม หรือยาหม่อง ติดตัวไว้ พอเห็นคนที่ทำท่าไม่สบาย หรือคนแก่คนป่วยที่อ่อนเปลี้ยเพลียแรง ก็ให้ยานั้นไป ชาวบ้านก็จะฮือฮา แสดงความชื่นชมและสาธุอนุโมทนาบุญ บอกถึง “กริยาบุญ” นั้นต่อ ๆ กันไป

มาว่าเรื่อง “เจ้าคุณเนฯ” นี้ต่อไป (ฉายา “เจ้าคุณเนฯ” นี้ ผู้เขียนเพิ่งไปได้ยินมาจากปากของอดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ พ.ศ. 2549 ท่านหนึ่ง ในงานเลี้ยงสรรค์เมื่อกลางเดือนที่ผ่านมา โดยเรียกว่า “เจ้าคุณนอฯ” ซึ่งอาจจะไปซ้ำกับพระอริยสงฆ์ท่านหนึ่งคือ “เจ้าคุณนรรัตน์ราชมานิตย์” ที่คนทั้งหลายรู้จักกันโดยทั่วไป จึงขอเรียกให้ตรงตัวไปเลยว่าเจ้าคุณเนฯ จะได้ไม่เกิดวามสับสน) หลังจากที่นายเนวินได้ไปสนับสนุนนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 15 ธันวาคม 2551 โดยมีคนได้ยินว่าอดีตนายกฯทักษิณได้โทรศัพท์มาต่อว่านายเนวินฯที่กลับลำเปลี่ยนข้างเช่นนั้น โดยนายเนวินได้ตอบไปว่า “เรื่องมันจบแล้วครับนาย” ซึ่งหมายความว่าบุญคุณที่นายทักษิณเคยมีต่อนายเนวินนั้นมันหมดสิ้นแล้ว ทำให้ผู้คนที่สนับสนุนนนายทักษิณโกรธแค้นนายเนวินมาก ถึงขั้นเมื่อเกิดจลาจลจากคนเสื้อแดงในปี 2552 ก็มุ่งเป้ามาจะทำร้ายนายเนวินด้วย แต่ก็ปรากฏว่ามีกลุ่มคน “เสื้อสีน้ำเงิน” ออกมาปกป้อง และกลายเป็นมวลชนที่ขยายตัวเรื่อยมา โดยเฉพาะการขยายตัวขึ้นมาเกาะขั้วอำนาจระดับบน ไม่เฉพาะแต่ในสภาผู้แทนราษฎร แต่แทรกซึมเข้าไปในองค์กรอิสระต่าง ๆ เหมือนที่ระบอบทักษิณเคยทำ แต่พอมาถึงการแทรกซึมเข้ามาจัดการเรื่อง “ฮั้ว ส.ว.” ใน พ.ศ. 2567 ก็มีความน่ากลัวว่า “ระบอบเนวิน” หรือ “ระบอบสีน้ำเงิน” นี้ อาจจะน่ากลัวยิ่งกว่าระบอบทักษิณหรือระบอบเสื้อแดงนั้นเสียแล้ว

นายเนวินเคยถูกตัดสิทธิทางการเมืองไปเมื่อ พ.ศ. 2551 ในตอนที่พรรคเพื่อไทยถูกยุบพรรค แต่ก็ได้พ้นโทษนั้นมาแล้วตั้งแต่ปี 2555 ซึ่งทันทีที่นายเนวินพ้นโทษ ก็ประกาศว่าจะไม่ลงเล่นการเมืองด้วยการสมัครรับเลือกตั้งอีกต่อไป และก็ได้ปฏิบัติตามคำพูดนี้มาถึงปัจจุบัน กระนั้นก็มีคนเชื่อว่านายเนวินคือผู้ที่กุมอำนาจในพรรคภูมิใจไทยนั้นอย่างแท้จริง รวมถึงผู้ที่เป็นศูนย์กลางของพลังอำนาจหลาย ๆ อย่างทางการเมืองไทยในเวลานี้ โดยเฉพาะความสามารถของเขาในการสร้างเครือข่ายทางการเมืองผ่านสถาบันและองค์กรต่าง ๆ ดังกล่าว และเป็นไปได้ว่าในการเป็นแกนนำรัฐบาลโดยพรรคภูมิใจไทยในครั้งนี้ ก็จะมีการขยาย “ระบอบเนวิน” ให้กว้างขวาง ยิ่งใหญ่ และมั่นคงยิ่ง ๆ ขึ้นไป จึงน่าสนใจว่านายเนวินจะเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องเหล่านี้อย่างไรต่อไป

ที่ตั้งชื่อบทความว่า “บอกบุญเจ้าคุณเนฯ” ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะสั่งสอนตักเตือนนายเนวินในเรื่องการกระทำที่เขากำลังทำอยู่กับการเมืองไทย แต่พอเขียน ๆ ไปก็ท้อแท้ เพราะมีคนมาบอกว่า คนระดับนายเนวินนี้คงไปสั่งสอนอะไรไม่ได้ ไม่ใช่เป็นเพราะ “แก่กล้า” ขนาดที่เรียกว่า “เจ้าคุณ” นั้นเสียแล้ว แต่เป็นเพราะว่า “ผู้คนและสังคมรายรอบ” ที่ล้อมรอบตัวแกอยู่นั้นคงไม่ยอม เพราะถ้าแกลงจากหลังเสือเมื่อไหร่ ทุกคนทุกองค์กรก็จะพังกันหมด (แน่ะเขายิ่งใหญ่ซะขนาดนั้น) เหมือนกับผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเมืองหลาย ๆ คนที่ถูก “สิ่งแวดล้อมและบริวารเป็นพิษ” นี้ทำร้ายตัวของเขาเองในที่สุด ซึ่งบางคนก็อยู่ในระหว่างหลบเลียพิษแผล แต่หลายคนก็ “เน่าเหม็น” ตายไปทั้งวงศ์ตระกูล

นึกถึง “มนตร์รักบ่อกุ้ง” เมื่อ 50 กว่าปีมานั้นเสียจริง ต้องคนระดับท่านอาจารย์คึกฤทธิ์เท่านั้นที่จะห้าม “เจ้าคุณเนฯ” นี้ได้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...