โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อ่านเกม ‘มิน อ่อง หล่าย’ เยือนไทย ทำไมเมียนมายังเป็นตลาดที่ไทยทิ้งไม่ได้ ในวันที่ค่าเงินตก ทุนสำรองต่ำ

THE STANDARD

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
อ่านเกม ‘มิน อ่อง หล่าย’ เยือนไทย ทำไมเมียนมายังเป็นตลาดที่ไทยทิ้งไม่ได้ ในวันที่ค่าเงินตก ทุนสำรองต่ำ

การเยือนไทยอย่างเป็นทางการของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคม 2569 ถือเป็นการเคลื่อนไหวสำคัญในความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา

ประเด็นสำคัญ

  • ถอดสัญญะ ‘มิน อ่อง หล่าย’ กับสัมพันธ์เพื่อนบ้าน และเกมการค้าใหม่
  • จากโควิดถึงวิกฤตค่าเงิน สู่การเมืองภายใน ‘เศรษฐกิจเมียนมา’ ทรุดหนัก
  • ค่าเงินตก ทุนสำรองต่ำ ‘Earning Money’ กลายเป็นข้อจำกัดค้าขาย
  • สินค้าไทยยังอยู่ แต่ตลาดไม่เหมือนเดิม
  • มูลค่าการค้าไทย-เมียนมาร่วง จากล้านล้าน วูบเหลือ 2 แสนล้านบาท
  • เปิดด่านอย่างเดียวไม่พอ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าใหม่
  • แรงงาน-มนุษยธรรม ต้องเป็นวาระร่วมสองประเทศ
  • ไทยทิ้งเมียนมาไม่ได้ ต้องรักษาสมดุลผลประโยชน์ชาติ-หุ้นส่วนภูมิภาค
  • ไทย-เมียนมา ความสัมพันธ์ที่ผูกพันด้วย ‘ค้าชายแดน’
  • ไทยส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคสูง และพึ่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเมียนมาอันดับ 1
  • น้ำมัน-ชายแดน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท้าทายการค้าสองฝั่ง
  • 4 ข้อที่ไทยต้องสร้างสมดุล
ภาพพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย กับธงชาติเมียนมา และข้อความ ‘ทำไมเมียนมายังเป็นตลาดที่ไทยทิ้งไม่ได้’ 1

หลังจากทั้งสองประเทศต้องเผชิญกับความท้าทายทั้งด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบจากสถานการณ์ภายในเมียนมา ความมั่นคงชายแดน ปัญหาสแกมเมอร์ สิ่งแวดล้อม

การเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นตามคำเชิญของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีของไทย โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อหารือความร่วมมือทวิภาคี ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน และความร่วมมือระหว่างประชาชนของสองประเทศ

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ Thailand-Myanmar Business Forum 2026 ซึ่งนายกรัฐมนตรีไทยและประธานาธิบดีเมียนมาจะร่วมพบปะภาคธุรกิจไทย – เมียนมา เพื่อผลักดันโอกาสทางเศรษฐกิจ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน

หลังภาคธุรกิจไทยยังมีบทบาทสำคัญในตลาดเมียนมา ทั้งด้านพลังงาน สินค้าอุปโภคบริโภค การก่อสร้าง การเกษตร และบริการ

ถอดสัญญะ ‘มิน อ่อง หล่าย’ กับสัมพันธ์เพื่อนบ้าน และเกมการค้าใหม่

THE STANDARD WEALTH พูดคุยกับ ดร.กริช อึ้งวิฑูรสถิตย์ ประธานสภาธุรกิจไทย-เมียนมา และรองประธานสายงานอาเซียนและโลจิสติกส์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ถึงการเยือนไทยของผู้นำเมียนมาครั้งนี้ ดร.กริช มองมิติแรก ว่าเป็น

‘สัญญาณเชิงบวก’

ไม่เพียงแค่ด้านความสัมพันธ์ การค้าสองประเทศ ยังสามารถใช้โอกาสในการหารือ ปัญหาสแกมเมอร์ สิ่งแวดล้อม ในฐานะ ‘เพื่อนบ้าน’

“การมาเยือนครั้งนี้จึงถือเป็นนิมิตหมายที่ดี เพราะหลังจากได้รับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ได้เดินทางไปยังประเทศสำคัญในภูมิภาค ทั้งจีน อินเดีย และ สปป.ลาว ก่อนเดินทางมาไทย ซึ่งสะท้อนถึงความพยายามเปิดรับ กระชับสัมพันธ์กับประเทศเพื่อนบ้านและพันธมิตรทางเศรษฐกิจ”

ดร.กริช ชี้ว่า คงปฏิเสธไม่ได้ว่า ไทยและเมียนมามีความสัมพันธ์ใกล้ชิด ทุกมิติ โดยเฉพาะด้านการค้า การลงทุน แรงงาน และความมั่นคง เนื่องจากมีแนวชายแดนร่วมกันกว่ายาวถึง 2,400 กิโลเมตร เหนือจดใต้

ภาพพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย กับธงชาติเมียนมา และข้อความ ‘ทำไมเมียนมายังเป็นตลาดที่ไทยทิ้งไม่ได้’ 2

จากโควิดถึงวิกฤตค่าเงิน สู่การเมืองภายใน ‘เศรษฐกิจเมียนมา’ ทรุดหนัก

ดร.กริช ฉายภาพว่า จากประสบการณ์ทำธุรกิจเมียนมามา 30 ปี ผ่านจุดเปลี่ยนการค้า มาหลายยุคสมัย

หากเปรียบเทียบสถานการณ์เศรษฐกิจเมียนมากับช่วงก่อนโควิด หรือราว 5-6 ปีที่แล้ว เศรษฐกิจที่คึกคักตัดมาที่ภาพปัจจุบันแตกต่างสิ้นเชิงมาก เนื่องจากเมียนมาเผชิญกับแรงกระทบต่อเนื่อง 5 ระลอกใหญ่

เริ่มจากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการค้าและการเดินทางระหว่างประเทศ ผู้ประกอบการทั้งสองประเทศไม่สามารถเดินทางเข้าออกเพื่อทำธุรกิจได้ตามปกติ การค้าชายแดนชะลอตัวลงอย่างมาก

หลังจากนั้น เมียนมายังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองภายในประเทศ

ตามมาด้วยการประท้วงและความไม่สงบ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยจากนโยบายเกณฑ์ทหาร ที่ทำให้ประชาชนบางส่วนเดินทางออกนอกประเทศ

รวมถึงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดน โดยเฉพาะเหตุการณ์เมืองเมียวดี ที่เกิดวิกฤตซ้อนวิกฤต และเหตุการณ์แผ่นดินไหวเมื่อปลายปีที่ผ่านมา

“ประเทศเมียนมาเองแทบอยู่ในสถานการณ์ที่มีข้อจำกัดอย่างมาก ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า และความเชื่อมั่น ทำให้ภาคธุรกิจทั้งไทยและต่างชาติต้องปรับตัวจากเดิม” ดร.กริช กล่าว

ค่าเงินตก ทุนสำรองต่ำ ‘Earning Money’ กลายเป็นข้อจำกัดค้าขาย

อีกหนึ่งในปัญหาหลักของเมียนมาในเวลานี้ คือการไม่มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ ส่งผลให้ค่าเงินเมียนมา (จ๊าด) อ่อนค่าลงอย่างมาก

รัฐบาลเมียนมาจึงออกมาตรการควบคุมการนำเข้า (Earning Money Policy) ซึ่งกำหนดให้ผู้นำเข้าสินค้าต้องมีรายได้จากการส่งออกก่อน จึงจะสามารถขออนุญาตนำเข้าสินค้าได้

“วันนี้เมียนมาไม่ได้มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศเพียงพอ ดังนั้นเราไม่ควรมองเพียงว่าจะไปให้เขายกเลิก Earning Money เพราะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับเสถียรภาพเศรษฐกิจของเขาเอง สิ่งที่ไทยต้องทำคือปรับยุทธศาสตร์ว่าเราจะค้าขายกับเมียนมาอย่างไรในสถานการณ์ใหม่”

สินค้าไทยยังอยู่ แต่ตลาดไม่เหมือนเดิม

ผลจากข้อจำกัดด้านเงินตราต่างประเทศ ทำให้สินค้าจากต่างประเทศเข้าสู่ตลาดเมียนมาลดลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพียงสินค้าไทยเท่านั้น แต่รวมถึงสินค้าจากจีน เวียดนาม มาเลเซีย และสิงคโปร์แทบเป็นศูนย์

“จริงๆ สินค้าไทยยังหลงเหลืออยู่ในตลาดเมียนมา แต่ลดลงมาก เช่นเดียวกับสินค้าต่างประเทศอื่นๆ โดยเฉพาะสินค้าสิงคโปร์ที่แทบจะหายไปจากตลาด” ดร.กริช กล่าว

อย่างไรก็ตาม ตลาดเมียนมายังมีความต้องการสินค้า โดยเฉพาะสินค้าจำเป็น ทำให้ผู้ประกอบการไทยยังมีโอกาส หากสามารถปรับรูปแบบการค้าให้เหมาะกับสถานการณ์

ภาพพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย กับธงชาติเมียนมา และข้อความ ‘ทำไมเมียนมายังเป็นตลาดที่ไทยทิ้งไม่ได้’ 3

มูลค่าการค้าไทย-เมียนมาร่วง จากล้านล้าน วูบเหลือ 2 แสนล้านบาท

ด้านมูลค่าการค้าไทย-เมียนมา ดร.กริช สะท้อนว่า จากหลายปัจจัยข้างต้น เม็ดเงินการค้าไทยได้ปรับลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนโควิด

ก่อนเกิดโควิด มูลค่าการค้าไทย-เมียนมา แต่ละปีอยู่ในระดับหลายแสนล้านบาท จนเกือบแตะระดับล้านล้านบาท

“แต่ในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา มูลค่าการค้าลดลงไปเยอะมาก จากเดิมที่อยู่ระดับหลายแสนล้านบาทถึงเกือบล้านล้านบาท วันนี้เหลือประมาณ 200,000 กว่าล้านบาท แต่ไทยยังถือว่ามีความเชื่อมโยงกับเมียนมาอยู่มากเมื่อเทียบกับหลายประเทศอย่างกัมพูชา”

เปิดด่านอย่างเดียวไม่พอ ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์การค้าใหม่

แม้ฝั่งไทยจะมีความพยายามอำนวยความสะดวกด้านการค้าชายแดน แต่ข้อจำกัดสำคัญยังอยู่ที่มาตรการของฝั่งเมียนมา

โดยเฉพาะนโยบาย 100 วัน ของมิน อ่อง หล่าย ในตำแหน่งผู้นำรัฐบาล ที่เน้นกรอบเวลา 5 ปีในการสร้างชาติใหม่ แบ่งเป็น 2 ปีวางรากฐานและ 3 ปีพัฒนา

และต้องการสร้างสมดุลด้านการค้าระหว่างประเทศ (Trade Balance)

ดร.กริช มองว่า การแก้ปัญหาไม่ควรมุ่งเพียงให้เมียนมาเปิดตลาด แต่ไทยต้องปรับยุทธศาสตร์ใหม่

“เราไม่สามารถไปบอกให้เขานำเข้าสินค้าเพิ่มได้ หากเขาไม่มีเงินซื้อ เหมือนเพื่อนบ้านที่ไม่มีเงิน เราจะไปบอกให้เขาซื้อของมากขึ้นก็คงเป็นไปไม่ได้ สิ่งที่ต้องทำคือหาวิธีร่วมกันว่าจะค้าขายกันอย่างไรในสถานการณ์นี้”

แนวทางสำคัญ ได้แก่

  • ส่งออกสินค้าจำเป็นที่เมียนมายังต้องการ
  • เปลี่ยนจากการขายสินค้า เป็นการให้เมียนมาเป็นฐานรับจ้างผลิต
  • ส่งเสริมความร่วมมือด้านการลงทุนในรูปแบบใหม่

“เราอาจต้องเปลี่ยนจากผู้ขายสินค้า ไปสู่การเป็นพันธมิตรในห่วงโซ่การผลิต ให้เมียนมามีบทบาทในการผลิตบางส่วนให้กับไทย”

แรงงาน-มนุษยธรรม ต้องเป็นวาระร่วมสองประเทศ

นอกจากมิติเศรษฐกิจแล้ว ดร.กริช มองว่า ประเด็นมนุษยธรรมและแรงงานเป็นอีกเรื่องที่ไทยและเมียนมาต้องหารือร่วมกันอย่างจริงจัง

ปัจจุบันไทยต้องรับมือทั้งผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งตามแนวชายแดน รวมถึงแรงงานเมียนมาที่เข้ามาทำงานในไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะแรงงานนอกระบบ

“เราต้องช่วยกันทำให้แรงงานเข้าสู่ระบบ และยกระดับทักษะ เพราะแรงงานเมียนมาหลายคนมีศักยภาพสูง บางคนจบปริญญาโท ปริญญาเอก แต่กลับทำงานที่ไม่ตรงกับทักษะ”

ดร.กริช ระบุว่า หากสามารถพัฒนาทักษะแรงงานและสร้างระบบรองรับที่เหมาะสม จะช่วยให้ทั้งสองประเทศได้รับประโยชน์ร่วมกัน

ไทยทิ้งเมียนมาไม่ได้ ต้องรักษาสมดุลผลประโยชน์ชาติ-หุ้นส่วนภูมิภาค

ดร.กริช กล่าวอีกว่า ไทยไม่สามารถละเลยเมียนมาได้ เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้านที่มีความเชื่อมโยงโดยตรง

“เราไม่สามารถมองเมียนมาแยกออกจากประเทศไทยได้ เพราะเป็นประเทศเพื่อนบ้าน พรมแดนกว่า 2,400 กิโลเมตร ผลกระทบที่เกิดขึ้นย่อมเชื่อมโยงถึงกัน”

พร้อมมองว่า การดำเนินนโยบายต่อเมียนมาต้องพิจารณาทั้งผลประโยชน์ของประเทศ บริบทของเพื่อนบ้าน และสถานการณ์ภูมิภาค

โดยเฉพาะอาเซียน ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่กว่า 600 ล้านคน รวมถึงเมื่อรวมจีน อินเดีย และตลาดเอเชียแล้ว ถือเป็นฐานเศรษฐกิจสำคัญที่ไทยไม่ควรมองข้าม

“อาเซียนเป็นตลาดใหญ่ ไทยจะทิ้งเพื่อนบ้านไม่ได้ เพราะการแข่งขันในวันนี้ไม่ได้แข่งขันเพียงประเทศต่อประเทศ แต่เป็นการแข่งขันในระดับภูมิภาค”

ดังนั้น การเยือนประเทศไทยของ พล.อ.อาวุโส มิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ จึงไม่ใช่เพียงการพบปะทางการทูต

แต่เป็นโอกาสในการเปิดช่องทางพูดคุย สร้างความไว้ใจ และวางแนวทางความร่วมมือทางเศรษฐกิจรูปแบบใหม่ระหว่างไทยและเมียนมา

ไทย-เมียนมา ความสัมพันธ์ที่ผูกพันด้วย ‘ค้าชายแดน’

สำหรับ ไทยและเมียนมามีพรมแดนร่วมกันยาวกว่า 2,401 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ตั้งแต่ภาคเหนือถึงภาคใต้ของไทย

ได้แก่ เชียงราย เชียงใหม่ ตาก แม่ฮ่องสอน กาญจนบุรี ราชบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร และระนอง

ปัจจุบันไทยมีจุดผ่านแดนถาวร 5 แห่ง และจุดผ่อนปรน 14 แห่ง โดยด่านสำคัญทางเศรษฐกิจ ได้แก่

  • ด่านแม่สาย จ.เชียงราย -ท่าขี้เหล็ก เชื่อมการค้าภาคเหนือ
  • ด่านแม่สอด จ.ตาก -เมียวดี จุดยุทธศาสตร์การค้าชายแดนสำคัญ เชื่อมเส้นทางสู่ย่างกุ้ง
  • ด่านพุน้ำร้อน จ.กาญจนบุรี
  • ด่านระนอง -เกาะสอง เชื่อมโยงการค้าทางทะเล

ชายแดนไทย-เมียนมา ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่เชื่อมโยงประชาชน แต่เป็นเส้นทางเศรษฐกิจสำคัญที่มีมูลค่าการค้าหลายแสนล้านบาทต่อปี

สำหรับข้อมูลการค้าไทย-เมียนมา ปี 2568 (มกราคม–ธันวาคม) พบว่า

  • ไทยส่งออกไปเมียนมา 1.46 แสนล้านบาท ลดลง 0.63%
  • ไทยนำเข้าจากเมียนมา 9.7 หมื่นล้านบาท ลดลง 9.04%
  • ไทยยังคง เกินดุลการค้าเมียนมา 4.8 หมื่นล้านบาท

แม้ไทยยังเป็นหนึ่งในคู่ค้าหลักของเมียนมา แต่การค้าปีที่ผ่านมาได้รับแรงกดดันจากหลายปัจจัย ทั้งมาตรการควบคุมชายแดน ปัญหาการขนส่ง และนโยบายภายในของเมียนมา

ไทยส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคสูง และพึ่งนำเข้าก๊าซธรรมชาติเมียนมาอันดับ 1

ข้อมูลการค้าไทย-เมียนมา ปี 2568 สะท้อนว่า แม้การค้าระหว่างสองประเทศจะชะลอตัวจากปัจจัยด้านเศรษฐกิจและข้อจำกัดการค้าชายแดน แต่เมียนมายังคงเป็นตลาดสำคัญของสินค้าอุปโภคบริโภคและพลังงานของไทย

สินค้าส่งออกหลักของไทยไปยังเมียนมาส่วนใหญ่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคและวัตถุดิบสำหรับภาคการผลิต

โดย 10 อันดับแรก ได้แก่ สินค้าอุตสาหกรรมการเกษตร, กาแฟ, นม, ครีมเทียม, วัตถุดิบอาหารสัตว์, โทรศัพท์มือถือ, นมถั่วเหลือง, เครื่องดื่มชูกำลัง, น้ำมันปาล์ม และน้ำมันดีเซล

สะท้อนว่าตลาดเมียนมายังมีความต้องการสินค้าเพื่อการบริโภคในชีวิตประจำวัน แม้จะเผชิญข้อจำกัดด้านการนำเข้าจากนโยบายของรัฐบาลเมียนมา

ในด้านการนำเข้า ไทยยังพึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติจากเมียนมาเป็นสำคัญ โดย 5 อันดับแรก ได้แก่ ก๊าซธรรมชาติ, สินแร่, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, สินค้าประมง และเศษอลูมิเนียม

โดยเฉพาะ ก๊าซธรรมชาติ ยังคงเป็นสินค้านำเข้าที่มีมูลค่าสูงสุดจากเมียนมา และมีความสำคัญต่อภาคพลังงานของไทย

ขณะที่การนำเข้าสินแร่ วัตถุดิบทางการเกษตร และสินค้าประมง ยังสะท้อนบทบาทของเมียนมาในฐานะแหล่งวัตถุดิบสำคัญของอุตสาหกรรมไทย

โครงสร้างการค้าดังกล่าวสะท้อนว่า ไทยและเมียนมายังมีความเชื่อมโยงกันในห่วงโซ่อุปทาน โดยไทยทำหน้าที่เป็นผู้ส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภคและสินค้ามูลค่าเพิ่ม

ขณะที่เมียนมาเป็นแหล่งวัตถุดิบและทรัพยากรธรรมชาติที่สำคัญของภาคการผลิตไทย ซึ่งเป็นอีกเหตุผลที่ภาคธุรกิจมองว่าความร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างสองประเทศยังมีความจำเป็น แม้ต้องเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ภายในเมียนมาก็ตาม

น้ำมัน-ชายแดน-แก๊งคอลเซ็นเตอร์ ท้าทายการค้าสองฝั่ง

ช่วงปีที่ผ่านมา หนึ่งในสินค้าที่ได้รับผลกระทบมากที่สุดคือ น้ำมันเชื้อเพลิง

หลังไทยมีมาตรการระงับการส่งออกน้ำมันผ่านบางด่านชายแดน ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2568 เพื่อสกัดการสนับสนุนเครือข่าย แก๊งคอลเซ็นเตอร์ในพื้นที่ชายแดน

มาตรการดังกล่าวส่งผลต่อการส่งออกผ่าน 3 ด่านหลัก ได้แก่

  • ด่านแม่สอด จ.ตาก
  • ด่านแม่สาย จ.เชียงราย
  • ด่านเจดีย์สามองค์ จ.กาญจนบุรี

แม้ผู้ประกอบการจะปรับเส้นทางไปใช้ด่านอื่น เช่น ท่าเรือระนอง แต่ภาพรวมการส่งออกน้ำมันยังได้รับผลกระทบ

อีกปัจจัยสำคัญคือข้อจำกัดบริเวณ ด่านแม่สอด-เมียวดี ซึ่งเป็นเส้นทางการค้าหลักระหว่างไทยกับเมียนมา

โดยเฉพาะสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมาแห่งที่ 2 สำหรับรถบรรทุกสินค้า

หลังด่านเมียวดีฝั่งเมียนมาปิดชั่วคราวตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้การขนส่งสินค้าบางส่วนสะดุด และเพิ่มต้นทุนโลจิสติกส์ของผู้ประกอบการ

ภาคธุรกิจจึงต้องปรับตัวไปใช้เส้นทางอื่น

  • ท่าเรือระนอง-ย่างกุ้ง
  • ท่าเรือแหลมฉบัง-ย่างกุ้ง
  • ด่านแม่สาย-ท่าขี้เหล็ก

ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการยังต้องเผชิญเงื่อนไขสำคัญ คือ สินค้านำเข้าเมียนมาทุกเส้นทางต้องมี Import License ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อความคล่องตัวทางการค้า

อย่างไรก็ตาม ทางการเมียนมาได้กลับมาเปิดทำการด่านเมียวดี (ตรงข้ามด่านสะพานมิตรภาพไทย-เมียนมา แห่งที่ 2 อำเภอแม่สอด จังหวัดตาก) อย่างเป็นทางการแล้วตั้งแต่วันที่ 28 พฤษภาคม 2569 ที่ผ่านมา

อารดา เฟื่องทอง อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยตัวเลขการค้าชายแดนและการค้าผ่านแดน เดือนมิถุนายน 2569 มีมูลค่าการค้ารวม 219,956 ล้านบาท ขยายตัว 16.3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นการส่งออก 124,923 ล้านบาท (+8.1%)

โดยล่าสุด (5 ส.ค.69) มูลค่าการค้ารวมค้าชายแดนเมียนมาอยู่ที่ 15,798 ล้านบาท (-8.5%)

ภาพพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย กับธงชาติเมียนมา และข้อความ ‘ทำไมเมียนมายังเป็นตลาดที่ไทยทิ้งไม่ได้’ 4

]

การเยือนของมิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ จึงไม่ได้เป็นเพียงพิธีการทางการทูต แต่เป็นโอกาสสำคัญในการหารือ ‘อนาคตเศรษฐกิจไทย-เมียนมา’ ท่ามกลางบริบทใหม่ โดยชวนจับตา

4 ข้อที่ไทยต้องสร้างสมดุล

  • การรักษาตลาดการค้าเพื่อนบ้านที่มีมูลค่าสูง
  • การสนับสนุนภาคธุรกิจไทยในเมียนมา
  • การแก้ปัญหาชายแดนและอาชญากรรมข้ามชาติ
  • การบริหารความเสี่ยงจากสถานการณ์การเมืองและเศรษฐกิจภายในเมียนมา

เพราะเมียนมายังคงเป็นตลาดยุทธศาสตร์ของไทย ทั้งในฐานะ ประตูเชื่อมสู่เอเชียใต้และจีนตอนใต้

รวมถึงเป็นฐานทรัพยากรและแรงงานที่มีความสำคัญต่อห่วงโซ่อุปทานของภูมิภาค

โจทย์หลังการเยือนครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียง ‘เพิ่มการค้า’ แต่คือการทำให้ความสัมพันธ์ไทย-เมียนมา และสะสางปัญหาทุกมิติเพื่อให้เพื่อนบ้านเดินหน้าได้อย่างมั่นคง ภายใต้เงื่อนไขความเสี่ยงใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์ชายแดน

ภาพปก: Tavarius, Mini Onion / Shutterstock

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...