โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

FETCO จี้รัฐเร่ง 'วาระการออมแห่งชาติ' เพิ่มเงินออมแตะ 27% คู่ขนานลงทุน 30%

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 8 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ไพบูลย์ นลินทรางกูร” ประธาน FETCO ชี้ หากไทยต้องการหลุดพ้นเศรษฐกิจโตเฉลี่ยเพียง 2% ต่อปี ต้องเร่งสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ ดันเป้าการลงทุนแตะ 30% ของ GDP แต่ต้องเร่งการออมควบคู่ โดยเพิ่ม Gross National Saving จาก 24% เป็นอย่างน้อย 27% และให้เงินทุนต่างประเทศชดเชยส่วนต่างไม่เกิน 3% ของ GDP พร้อมย้ำการลงทุนรอบใหม่ต้องเน้น Productivity ผ่าน AI เทคโนโลยี ดิจิทัล และอุตสาหกรรมอนาคต

FETCO เตือน “เร่งลงทุน” ต้องไม่ลืม “เร่งออม”

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) โพสต์ข้อความในเฟชบุ้คส่วนตัว "Paiboon Nalinthrangkurn" ว่า หากประเทศไทยต้องการหลุดพ้นจากภาวะเศรษฐกิจที่เติบโตเฉลี่ยเพียงประมาณ 2% ต่อปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา หนึ่งในโจทย์สำคัญคือการผลักดันประเทศกลับเข้าสู่ Investment Cycle รอบใหม่

นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

ตลอดช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการลงทุนของไทยอยู่ในระดับต่ำเมื่อเทียบกับช่วงที่เศรษฐกิจเติบโตในระดับสูง หากต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ จึงควรตั้งเป้าหมายผลักดันอัตราการลงทุนกลับขึ้นไปอยู่ที่ประมาณ 30% ของ GDP

อย่างไรก็ตาม การเพิ่มการลงทุนจำเป็นต้องตอบคำถามสำคัญควบคู่กันว่า “เงินลงทุนจะมาจากไหน” เพราะปัจจุบัน Gross National Saving ของไทยอยู่ที่ประมาณ 24% ของ GDP หากการลงทุนเพิ่มขึ้นเป็น 30% แต่การออมไม่เพิ่มตาม ส่วนต่างจะสะท้อนออกมาเป็นการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และจำเป็นต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศเข้ามาชดเชย

บทเรียนวิกฤตปี 40 อย่าพึ่งเงินทุนต่างประเทศมากเกินไป

นายไพบูลย์กล่าวว่า ประเทศไทยมีบทเรียนจากวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 โดยในช่วงก่อนเกิดวิกฤต ประเทศไทยมีระดับการลงทุนสูงมาก แต่ต้องเผชิญการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงถึงประมาณ 8% ของ GDP ขณะที่เงินทุนต่างประเทศที่ไหลเข้าจำนวนมากเป็นเงินทุนระยะสั้นและเงินกู้ระยะสั้น

เมื่อกระแสเงินทุนกลับทิศ จึงนำไปสู่ปัญหา Liquidity Crisis และ Financial Crisis ตามมา

ดังนั้น บทเรียนจากอดีตไม่ได้หมายความว่าไทยไม่ควรขาดดุลบัญชีเดินสะพัด แต่ต้องหลีกเลี่ยงการขาดดุลในระดับสูงถึง 7-8% ของ GDP ต่อเนื่อง และไม่ควรพึ่งพาเงินทุนระยะสั้นจากต่างประเทศมากเกินไป

หากการขาดดุลเกิดขึ้นในระดับที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการลงทุนใน Productive Assets ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและ Productivity ของประเทศในอนาคต และมีแหล่งเงินทุนที่มีความมั่นคงในระยะยาว ก็ไม่ถือเป็นปัญหา

ชูกรอบออม 27% ลงทุน 30% ให้ต่างชาติเติม 3%

สำหรับกรอบที่เหมาะสม นายไพบูลย์ระบุว่า มีงานวิจัยจำนวนหนึ่งที่ประเมินว่า ระดับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดที่ยอมรับได้สำหรับเศรษฐกิจกำลังพัฒนาอยู่ที่ไม่เกิน 3% ของ GDP

ดังนั้น หากรัฐบาลตั้งเป้าหมายเพิ่มการลงทุนเป็น 30% ของ GDP ก็ควรตั้งเป้าหมายเพิ่ม Gross National Saving จากปัจจุบันประมาณ 24% เป็น ไม่น้อยกว่า 27% ของ GDP และให้ส่วนต่างประมาณ 3% ของ GDP มาจาก Foreign Saving ในช่วงที่ประเทศไทยเร่งการลงทุน

ตัวเลข 27% และ 3% ไม่ใช่เป้าหมายตายตัว แต่เป็นกรอบสำหรับวางแผนว่า หากต้องการสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ ประเทศไทยต้องวางแผนเรื่องการสร้างเงินออมและแหล่งเงินทุนตั้งแต่ต้น

ดัน “ยุทธศาสตร์การออมแห่งชาติ” สร้างเงินทุนระยะยาว

FETCO เสนอให้รัฐบาลยกระดับการเพิ่มการออมเป็นหนึ่งในวาระสำคัญของประเทศ ควบคู่กับการผลักดันการลงทุน โดยการเพิ่มการออมต้องเกิดขึ้นจากทุกภาคส่วน ทั้งครัวเรือน ภาคธุรกิจ และภาครัฐ

ในส่วนของประชาชน ควรเร่งสร้างระบบการออมระยะยาว โดยเฉพาะการออมเพื่อการเกษียณ เช่น การยกระดับกองทุนสำรองเลี้ยงชีพให้เป็นภาคบังคับ รวมถึงมาตรการอย่าง TISA ที่สร้างแรงจูงใจให้ประชาชนออมและลงทุนระยะยาว และควรกำหนดวงเงินในระดับที่มากพอที่จะกระตุ้นให้เกิดการออมอย่างเป็นรูปธรรม

เงินออมที่เพิ่มขึ้นนอกจากช่วยสร้างหลักประกันให้ประชาชนในช่วงเกษียณและรองรับสังคมสูงวัยแล้ว ยังสามารถเปลี่ยนเป็น Long-term Capital เพื่อใช้ลงทุนในโครงการที่ช่วยเพิ่มศักยภาพและ Productivity ของประเทศได้อีกด้วย

ดึง FDI-กองทุนบำนาญโลก มากกว่าเงินร้อน

ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องมียุทธศาสตร์ดึงดูดเงินทุนระยะยาวจากต่างประเทศ โดยให้ความสำคัญกับ FDI, Sovereign Wealth Funds, Global Pension Funds, Insurance Funds, Family Offices และ Long-term Institutional Investors มากกว่าเงินทุนระยะสั้นที่สามารถไหลออกจากประเทศได้อย่างรวดเร็ว

ด้วยเหตุนี้ การผลักดันประเทศไทยสู่การเป็น Regional Financial Hub การยกระดับตลาดทุนให้ได้มาตรฐานสากล การปรับปรุงกฎหมาย Trust การสร้างระบบรองรับ Family Office เพื่อบริหารเงินออมของนักลงทุนต่างชาติ รวมถึงการพัฒนาผลิตภัณฑ์การลงทุนที่หลากหลาย จึงไม่ควรเป็นเพียงนโยบายของภาคตลาดทุน แต่ควรเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์การออมแห่งชาติ

เตือนลงทุนอย่างเดียวไม่พอ ต้องเป็น Productivity-led Investment

อย่างไรก็ตาม นายไพบูลย์ย้ำว่า ปริมาณการลงทุนเพียงอย่างเดียวไม่ใช่คำตอบในการยกระดับศักยภาพเศรษฐกิจไทย เพราะโจทย์สำคัญกว่าคือการเพิ่มผลิตภาพของประเทศ

ข้อมูลจาก OECD ระบุว่า Total Factor Productivity หรือ TFP ของไทยเติบโตเฉลี่ย 0% ต่อปีในช่วงปี 2015-2023 สะท้อนข้อจำกัดด้านผลิตภาพที่ไทยเผชิญมาเป็นเวลานาน

ดังนั้น Investment Cycle รอบใหม่ควรเป็น Productivity-led Investment โดยมุ่งลงทุนใน Technology, AI, Digital Infrastructure, Semiconductor, Automation, Human Capital และอุตสาหกรรมแห่งอนาคตที่สามารถยกระดับ Productivity ของประเทศได้จริง

ท้ายที่สุด หากประเทศไทยต้องการสร้าง Investment Cycle รอบใหม่ คำถามจึงไม่ควรมีเพียงว่า “เราจะลงทุนอะไร” แต่ต้องถามพร้อมกันว่า “เราจะออมอย่างไร และจะหาเงินทุนระยะยาวจากไหน” เพื่อให้การลงทุนรอบใหม่เกิดขึ้นได้อย่างยั่งยืน และสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยในระยะยาว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...