โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สังคม

เปิดแผน PDP ใหม่ลุย SMR 9 พันเมกะวัตต์ ปูพรมพลังงานสะอาดเต็มสูบ

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 9 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 2 ชั่วโมงที่ผ่านมา

ในการจัดทำร่างแผนร่างแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย 2569-2593 หรือร่างแผน PDP 2026 ฉบับใหม่ ของคณะอนุกรรมการจัดทำร่างแผนพีดีพี กำลังเข้าสู่ช่วงโค้งสุดท้าย ล่าสุดคณะอนุกรรมการฯ ได้เห็นชอบ 4 แนวทาง ในการจัดหากำลังผลิตไฟฟ้าใหม่ ให้สอดคล้องกับเป้าหมายการบรรลุปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2593 แล้ว ซึ่งจะนำไปรายงานรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานรับทราบ และนำไปสู่ขั้นตอนการเปิดรับฟังประชาพิจารณ์ในช่วงต้นเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ เพื่อนำมาปรับปรุง ก่อนจะเสนอคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เห็นชอบภายในสิ้นปี 2569

สำหรับแผนพีดีพีดังกล่าวนี้ ได้ให้ความสำคัญในหลักการ 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงทางพลังงาน (Security) เพื่อให้มั่นใจว่าจะมีกระแสไฟฟ้าเพียงพอต่อความต้องการที่เปลี่ยนไป ความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Ecology) ที่มุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างจริงจัง และความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ (Economy) เพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

แหล่งข่าวจากระทรวงพลังงาน เปิดเผยว่า จากการประชุมของคณะอนุกรรมการจัดาทำร่าวแผนพีดีพี เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีข้อสรุปเบื้องต้นของการจัดทำร่างแผน PDP 2026 ออกมาแล้ว โดยได้ปรับปรุงการพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าตลอดระยะเวลา 25 ปี ตามแนวโน้มภาวะเศรษฐกิจ (GDP) ที่ชะลอตัวลงอยู่ในช่วงระหว่าง 1.98-2.48 % ทำให้ความต้องการใช้ไฟฟ้าปรับลดลงมาอยู่ระดับ 64,424 เมกะวัตต์ หรือ 366,945 ล้านหน่วย และหากกรณีที่เศรษฐกิจขยายตัวสูง ความต้องการใช้ไฟฟ้าจะขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 70,358 เมกะวัตต์ หรือ 414,766 ล้านหน่วย

ทั้งนี้ ในปี 2568 มีโรงไฟฟ้าในระบบของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มีกำลังผลิตตามสัญญารวม 49,962.11 เมกะวัตต์ มีความต้องการพลังไฟฟ้าสูงสุดสุทธิเท่ากับ 34,568.30 เมกะวัตต์ โดยมีความต้องการพลังงานไฟฟ้าสุทธิของระบบอยูที่ 212,716.43 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง

สำหรับค่าการพยากรณ์ได้ระบุถึงความต้องการใช้ไฟฟ้าใหม่ (New Demand) ที่จะมาจากโครงการลงทุนและนโยบายภาครัฐที่มีแผนการดำเนินงานชัดเจนและยังไม่ได้ถูกกำหนดไว้ในแผน ได้แก่ โครงการรถไฟฟ้าความเร็วสูง (HST) ทั้ง 4 สายหลัก ได้แก่ สายเหนือ สายตะวันออกเฉียงเหนือ สายตะวันออก และสายใต้ ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีความต้องการไฟฟ้า ปี 2593 อยู่ที่ประมาณ 3,552 ล้านหน่วย รวมถึงระบบขนส่งมวลชนทางราง (MRT) ในกรุงเทพฯ ปริมณฑล และหัวเมืองหลักอย่างภูเก็ต เชียงใหม่ พิษณุโลก และนครราชสีมา ที่คาดว่าจะใช้ไฟฟ้าประมาณ 708 ล้านหน่วยในปีเดียวกัน

อีกทั้ง ยังมีความต้องการไฟฟ้าจากการขยายตัวในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ที่ประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในพื้นที่ทั้งหมดปี 2593 ไว้สูงถึง 9,639 เมกะวัตต์ โดยมีสัดส่วนความต้องการไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในสัดส่วน 26.8%

อีวี-Data Center ดันการใช้ไฟพุ่ง

ขณะที่ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) สนพ. ได้ปรับเปลี่ยนสมมติฐานตามนโยบาย 30@30 โดยวิเคราะห์จากข้อมูลจริงและแนวโน้มการเติบโตในปัจจุบัน ซึ่งมีการปรับเลื่อนเป้าหมายสำหรับรถยนต์นั่งส่วนบุคคลออกไป 1 ปี และรถประเภทอื่นออกไป 5 ปี เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ตลาดจริง

นอกจากนี้ ยังประมาณการความต้องการใช้ไฟฟ้าในกลุ่มของยานยนต์ ไฟฟ้าหรืออีวี ในปีพุ่งขึ้นไปอยู่ที่ 103,056 ล้านหน่วย จากการร้องรับ รถยนต์นั่งส่วนบุคคล (PC) สูงถึง 13.55 ล้านคัน รถจักรยานยนต์ (MC) 10.8 ล้านคัน และรถประเภทอื่นๆ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดความต้องการไฟฟ้าสูงสุด (Peak) ของประเทศ เปลี่ยนจากช่วงกลางวันเวลา 14.30 น. ไปเป็นช่วงกลางคืนเวลา 21.00 น. หรือ 22.30 น. ตามพฤติกรรมการใช้งานของผู้บริโภค

ที่สำคัญความต้องการใช้ไฟฟ้าของกลุ่ม Data Center ถือเป็นตัวแปรใหม่ ที่ได้ประเมินความต้องการไฟฟ้าออกเป็น 3 กรณีตามปริมาณการยื่นขอใช้ไฟฟ้าจริงต่อการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) ในกรณีตํ่าพิจารณาเฉพาะกลุ่มที่มีความชัดเจน (ได้รับส่งเสริมและอยู่ระหว่างการขอรับส่งเสริมจาก BOI และมีความพร้อมในการจ่ายไฟฟ้า โดยในปี 2593 จะมีความต้องการไฟฟ้าอยู่ที่ 6,799 เมกะวัตต์ หรือราว 42,468 ล้านหน่วย ส่วนกรณีกลาง รวมกลุ่มที่มีศักยภาพการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานรองรับจะมีปริมาณอยู่ที่ 8,811 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 55,744 ล้านหน่วย โดยทั้ง 2 กรณีนี้ อยู่บนพื้นฐานที่ได้พิจารณาถึง ความสามารถรองรับ Data Center แล้ว

อีกทั้ง ยังมีการพิจารณาโครงการนิคมอุตสาหกรรมใหม่ในพื้นที่ กฟน. บริเวณถนนบางนา-ตราด ซึ่งจะเพิ่มความต้องการไฟฟ้าอีกประมาณ 34 ล้านหน่วยในปี 2593

ผลิตไฟฟ้าใช้เองขยายตัวสูง

อย่างไรก็ตาม การพยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้า ได้นำปัจจัยที่จะมาช่วยลดภาระการผลิตไฟฟ้าจากระบบหลักเข้ามาพิจารณา ได้แก่ เป้าหมายการอนุรักษ์พลังงาน ตามแผน EEP ที่คาดการณ์จะเกิดผลประหยัดในแผนระยะยาว (Long-Term Plan) ไว้ที่ 112,241 ล้านหน่วย และหากมีการลงทุนเพิ่มในการอนุรักษ์พลังานราว อีก 40 % จะสามารถประหยัดได้ถึง 144,377 ล้านหน่วย

รวมถึงได้พยากรณ์แนวโน้มการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้เอง (IPS) โดยเฉพาะ Solar Rooftop ร่วมกับระบบแบตเตอรี่ ในปี 2593 จะมีความต้องการใช้อยู่ที่ 21,034 เมกะวัตต์ เป็นกำลังผลิตใหม่ที่เพิ่มขึ้นมา 16,787 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยกักเก็บพลังงานในช่วงกลางวัน 20% เพื่อนำมาใช้ในช่วง Peak หัวคํ่าที่มีค่าไฟฟ้าสูง ซึ่งเป็นแนวทางที่คุ้มค่าสูงสุดในการลดภาระระบบหลัก

ส่วนการผลิตไฟฟ้าใช้เองจาก Solar Floating ในพื้นที่อ่างเก็บนํ้าของนิคมอุตสาหกรรมทั้งหมดราว 3 หมื่นไร่ มีศักยภาพที่คาดว่าจะติดตั้งได้สูงถึง 6,624 เมกะวัตต์ ซึ่งจะช่วยลดความต้องการไฟฟ้าในช่วงกลางวันได้อย่างมาก

เคาะ 4 แนวทางจัดหาไฟฟ้า

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า สำหรับการจัดหาไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใหม่ที่เกิดขึ้นนั้น ได้นำหลักการของการจัดเก็บภาษีตคาร์บอน มาคำนวณในการจัดลำดับความสำคัญของประเภทโรงไฟฟ้าที่จะเข้ามาในระบบ เพื่อสนับสนุนการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์( Net Zero) ของประเทศ ภายในปี 2593 ซึ่งจะกำหนดสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียนไว้กว่า 40-70% ของการผลิตพลังงานไฟฟ้าทั้งหมดเมื่อสิ้นสุดแผน โดยจะเน้นไปที่การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลม และควบคุมค่าดัชนีโอกาสเกิดไฟฟ้าดับ (Loss of Load Expectation: LOLE) ให้อยู่ในระดับที่เข้มงวดไม่เกิน 0.7 วันต่อปี เพื่อให้ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรมมั่นใจได้ว่าระบบไฟฟ้าของไทยจะมีเสถียรภาพสูงสุดแม้ในวันที่สภาวะอากาศไม่เอื้ออำนวยต่อการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์หรือลมก็ตาม

ทั้งนี้ จากการประชุมของคณะอนุกรรมการฯ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ได้มีข้อสรุปการจัดหาไฟฟ้า เพื่อรองรับความต้องการใหม่ไว้ 4 แนวทาง เพื่อไปเปิดรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในช่วงต้นเดือนกันยายน 2569 ว่าจะมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมหรือมีความเห็นเลือกแนวทางใดมาเป็นแผน PDP ก่อนที่จะเสนอให้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) พิจารณาเห็นชอบในช่วงปลายปีนี้

บรรจุ SMR ในแผน 9 พัน MW

สำหรับแต่ละแนวทาง ประเภทของการผลิตไฟฟ้าจะมีความแตกต่างกันออกไป แต่ทุกแนวทางจะให้ความสำคัญกับการผลิตไฟฟ้าจากเทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็กแบบโมดูลาร์ (Small Modular Reactor: SMR) ซึ่งจะบรจจุอยู่ในแผนราว 9 พันเมกะวัตต์ รวมทั้งเพิ่มสัดส่วนการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมในปริมาณที่มากขึ้น ควบคู่กับการนำระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) เพื่อมาช่วยรักษาเสถียรภาพของพลังงานหมุนเวียนที่จะเข้ามาในระบบในปริมาณที่มากขึ้นได้

โดยแนวทางแรก ซึ่งเป็นกรณีฐานยังคงให้ความสำคัฐกับการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติ ในช่วงเปลี่ยนผ่านพลังงาน ที่จะมีการบรรจุอยู่ในแผนตามสัญญารับซื้อไฟฟ้าไว้ราว 24,500 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ไว้ราว 28,890 เมกะวัตต์ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมราว 10,360 เมกะวัตต์ และการผลิตไฟฟ้าจาก SMR อีกราว 9,000 เมกะวัตต์ พร้อมทั้งเสริมด้วยระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (Battery Energy Storage System : BESS) อีกราว 54,500 เมกะวัตต์ หรือประมาณ 218,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

สำหรับกรณีที่ 2 ได้นำเงื่อนไขการสนับสนุนประเทศให้บรรลุเป้าหมาย Net Zero ในปี 2593 โดยนำต้นทุนการดักจับและกักเก็บก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Carbon Capture and Storage) มาคำนวณเป็นต้นทุนในการผลิตไฟฟ้าร่วมด้วยกับกรณีฐาน

ส่วนกรณที่ 3 เพื่อให้ประเทศบรรลุเป้หมาย Net Zero โดยไม่มีเทคโนโลยี CCS ร่วมด้วย แต่จะขับเคลื่อนด้วยการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนให้มากขึ้นแทน โดยกำลังการผลิตไฟฟ้าใหม่ที่จะเข้ามา จะลดการผลิตไฟฟ้าจากก๊าซธรรมชาติลวเหลือ 16,800 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR ที่ 9,000 เมกะวัตต์ โดยจะเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์เป็น 61,300 เมกะวัตต์ พลังงานลม 52,700 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน(BESS) 55,000 เมกะวัตต์ หรือราว 220,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

ขณะที่กรณีที่ 4 ตั้งอยู่บนแนวคิดที่จะใช้ทรัพยากรภายในประเทศให้เกิดประโยชน์สูงสุด หรือการใช้ก๊าซธรรมชาติจากอ่าวไทยและนำเข้าจากเมียนมา มาผลิตไฟฟ้าร่วมกับการใช้ CCS และพลังงานหมุนเวียน โดยกำลังผลิตไฟฟ้าใหม่จะมาจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติราว 18,900 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้า SMR 9,000 เมกะวัตต์ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์ 40,890 เมกะวัตต์ การผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลม 23,360 เมกะวัตต์ และระบบกักเก็บพลังงาน(BESS) ที่ 55,000 เมกะวัตต์ หรือราว 220,000 เมกะวัตต์-ชั่วโมง

เสริมมาตรการ DR ลดสร้างโรงไฟฟ้าใหม่

แหล่งข่าวกล่าวเสริมอีกส่วน นอกจากนี้ ในร่างแผน PDP ยังมีการบรรจุการรับซื้อไฟฟ้าตอบสนองด้านโหลด (Demand Response: DR) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งในโครงสร้างการจัดหาไฟฟ้า มีเป้าหมายราว 2,000 เมกะวัตต์ หรือเป็นโรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant) ที่สามารถตอบสนองต่อระบบได้ทันทีโดยไม่ต้องลงทุนก่อสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลราคาแพง

รวมถึงการรับซื้อไฟฟ้าพลังน้ำจาก สปป.ลาว ภายใต้กรอบข้อตกลง 10,500 เมกะวัตต์ ที่ปัจจุบันจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบแล้วราว 5,935 เมกะวัตต์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาก่อสร้างอีกราว 3,407 เมกะวัตต์ รวมผูกพันในการรับซื้อไฟฟ้าแล้ว 9,343.2 เมกะวัตต์ และที่อยู่ระหว่างเสนอโครงการพลังน้ำที่มีศักยภาพเข้ามาให้ไทยพิจารณาเพิ่มเติมอีกกว่า 2,200 เมกะวัตต์ ดังนั้นยังมีช่องซื้อไฟฟ้าจากสปป.ลาวได้อีกประมาณ 3.3-3.5 พันเมกะวัตต์

ส่วนพลังงานหมุนเวียนอื่นๆ เช่น โรงไฟฟ้าชีวมวล คาดว่าจะบรรจุอยู่ในแผนพีดีีพีราว 1,400 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าก๊าซชีวภาพราว 1,700 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าขยะ 300 เมกะวัตต์ เป็นต้น

นอกจากนี้ เพื่อรองรับกับพลังงานหมุนเวียนที่เข้ามาในระบบปริมาณมาก จำเป็นต้องมระบบกักเก็บพลังงาน ในรูปแบบโรงไฟฟ้าสูบกลับ เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของระบบไฟฟ้า โดย กฟผ.เสนอศักยภาพของโรงฟ้าสูบกลับที่เป็นกำลังผลิตใหม่เข้ามากว่า 2,472 เมกะวัตต์ จากปัจจุบันที่มีอยู่ 1,531 เมกะวัตต์

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...