เมื่อ ‘ศาลโซเชียล’ ตัดสินเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรม จนชีวิตคนอื่นกลายเป็นความบันเทิงรายวัน ที่อาจยิ่งผลิตซ้ำความเจ็บปวดและรุนแรง
ทำไมสังคมไทยมักตั้งตนเป็นศาลเตี้ยในโลกออนไลน์ ที่พร้อมจะตัดสินใครสักคนภายในชั่วพริบตา โดยที่หลายครั้งเราแทบไม่รู้จักตัวตน บริบท หรือข้อเท็จจริงที่มาที่ไปของเรื่องราวเหล่านั้นอย่างครบถ้วนรอบด้านเสียด้วยซ้ำ
คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อสังคมเสพติดความโกรธแค้น เปลี่ยนความรุนแรงให้กลายเป็นความบันเทิงรายวัน กระบวนการยุติธรรมที่แท้จริงควรทำงานอย่างไร?
ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในวงเสวนา “หลังคำพิพากษา” ซึ่งจัดขึ้นโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยมี ฟาโรห์ เตชภณ คำสีแก้ว จากช่อง The Common Thread ดำเนินรายการ พาลงไปสำรวจบาดแผล โอกาส และความเป็นมนุษย์ ผ่านชีวิตของคนที่เคยถูกระบบและสังคมพิพากษามาแล้ว
เรื่องราวของ แดเนียล วิวัฒน์วงศ์ ดูวา อดีตเยาวชนจากบ้านกาญจนาภิเษก สู่รองแชมป์อันดับ 3 เวทีประกวดไมค์ทองคำ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการถูกสื่อและสังคมพิพากษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คดีในวัยเด็กของเขาเริ่มต้นจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ที่ตาเลี้ยงมักชอบดื่มสุราจนคลุ้มคลั่งแล้วทำร้ายร่างกายคนในบ้าน ซึ่งเป็นจุดบอดที่ตำรวจบอกว่าเป็น "เรื่องส่วนตัว" และไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวในขณะนั้น
เมื่อกฎหมายไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในชีวิตประจำวันได้ ความกดดันจึงบีบบังคับให้เด็กคนหนึ่งต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง บานปลายไปสู่การทะเลาะวิวาทและโศกนาฏกรรม ในเวลานั้น สื่อมวลชนพาดหัวข่าวด้วยถ้อยคำที่เน้นความสะใจ โดยละเลยที่จะสืบค้นและนำเสนอต้นตอบาดแผลของคนทั้งครอบครัว
ผลกระทบจากการถูกตีตราด้วยพาดหัวข่าวที่เอาสนุกเข้าว่า ไม่ได้จบลงแค่แดเนียลรับโทษ แต่มันตามหลอกหลอนไปตลอดชีวิต แม้จะชดใช้ความผิดจนได้รับอิสรภาพ และพยายามเริ่มต้นใหม่ด้วยการไปประกวดร้องเพลงระดับประเทศแล้วก็ตาม
“…ตอนไปแข่งไมค์ทองคำ ก็มีคนวิจารณ์ว่า ไม่มีคนดีมาออกแล้วเหรอ ทำไมต้องให้ค่าเด็กขี้คุกขี้ยา”
การมีชีวิตอยู่นอกเรือนจำของเขาจึงไม่ต่างอะไรกับการรับโทษที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะสังคมพร้อมสะกิดแผลเดิมอยู่เสมอ แดเนียลยอมรับว่าหากเขาโอนอ่อนไปตามแรงด่าทอ เขาคงไม่มีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้
“ผมไม่คิดว่าผมจะเปลี่ยนความคิดใครได้ ที่ผมทำได้ คือทำตัวเองให้ดีที่สุด”
บาดแผลของการถูกพิพากษาซ้ำ ยังตอกย้ำผ่านประสบการณ์ของ โชคชัย พรไพศาล อดีตนักโทษประหารในคดียาเสพติดแห่งเรือนจำบางขวาง ผู้ต้องสูญเสียอิสรภาพไปกว่า 18 ปี โชคชัยแบ่งปันประสบการณ์ความเจ็บปวดคล้ายกับแดเนียลว่า คนที่ก้าวพลาดมักถูกพิพากษาถึงสามครั้ง
ครั้งแรกคือการถูก "สังคมและสื่อ" พิพากษาไปแล้วตั้งแต่ตกเป็นข่าว ครั้งที่สองคือการถูกพิพากษา "หน้าบัลลังก์ศาล" ในสภาพที่เสียเปรียบ ไร้โอกาสประกันตัวเพื่อออกมารวบรวมพยานหลักฐาน และครั้งที่สามคือการถูกพิพากษาในฐานะ "อดีตนักโทษ" เมื่อต้องกลับมาใช้ชีวิตในสังคม
“…ผิดถูก สำนวนคดี เป็นอย่างไรไม่รู้ แต่สังคมพิพากษาแล้วว่ามึงชั่ว”
เดิมทีโชคชัยเป็นเพียงคนขับรถลีมูซีนสนามบินที่ทำมาหากินสุจริต วันหนึ่งมีผู้โดยสารมาเหมาจ้างรถให้ไปส่ง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าผู้โดยสารคนนั้นคือพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่กำลังถูกตำรวจล่อซื้อ
การรับจ้างครั้งนั้นทำให้เขาถูกรวบตัวพร้อมของกลางยาบ้ามากกว่า 2 แสนเม็ด ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นยาเสพติด
ขณะนั้นเป็นช่วงปี 2543-2544 ยุคที่รัฐบาลประกาศสงครามยาเสพติด นโยบายของรัฐบีบคั้นการทำงานของกระบวนการยุติธรรมอย่างหนัก โชคชัยเล่าว่าแทบจะไม่มีคดียาเสพติดใดที่ศาลจะยกฟ้อง แม้ชาวบ้านทั้งตำบลจะพร้อมใจกันลงชื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของโชคชัย แต่มันก็ไร้ผลเมื่อน้ำหนักพยานหลักฐานถูกเทไปฝั่งโจทก์เป็นสำคัญ
สิ่งที่บีบคั้นหัวใจที่สุดสำหรับโชคชัย ไม่ใช่โซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้า แต่คือแววตาของแม่ ตำรวจผู้จับกุมรู้อยู่เต็มอกว่าเขาบริสุทธิ์ ถึงขั้นเดินมาขอโทษแม่ของเขาหน้าห้องพิจารณา
“…นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมไม่เคยเห็นรอยยิ้มของแม่ เวลาเราติดคุก มันไม่ใช่เราคนเดียว มันทั้งครอบครัว คนที่รักเรา คนที่เขาเชื่อใจเรา คนที่รับรู้ว่าเราเป็นยังไง เขาอยู่กับความผิดที่กล่าวหาเรา”
การติดคุกจึงไม่ใช่การลงโทษแค่คนคนเดียว แต่มันคือการพรากชีวิต ความหวัง และลงทัณฑ์ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังด้วย โดยเฉพาะเมื่อเรือนจำในมุมมองของเขาเป็นสถานที่ที่ผลิตซ้ำความรุนแรง มากกว่าจะเป็นพื้นที่แห่งการฟื้นฟูเยียวยา
“…สภาพแวดล้อมในเรือนจำไม่สามารถเปลี่ยนคนชั่วเป็นคนดี แต่เปลี่ยนคนดีเป็นคนไม่ดี เพราะทรัพยากรต่างๆ มันไม่มีมากพอ จากคนเสียสละกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว คนให้เกียรติคนอื่นกลายเป็นคนหยาบคาย เพื่อให้อยู่รอดในสถานการณ์เหล่านั้นได้”
ประเด็นเรื่องความรุนแรงโดยรัฐ อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขยายความไว้ว่า หลายครั้งสังคมไทยไม่ตระหนักเลยว่า พวกเราเองที่เป็นผู้อนุญาตให้ความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้น เราเป็นคนเลือกผู้แทน เลือกผู้บริหาร และจ่ายภาษีที่เป็นเครื่องมือที่รัฐใช้
แต่เมื่อเกิดปัญหา เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว รัฐราชการเองก็ลอยตัวเหนือปัญหา ทำงานแบบแยกส่วนโดยไม่สนใจผลกระทบที่เชื่อมโยงกัน
ในขณะที่ประชาชนก็สนุกสนานไปกับการใช้ "ศาลโซเชียล" เป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิง โดยหลงลืมหลักการพื้นฐานอย่าง "การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์" (Presumption of Innocence) และมักจะเรียกร้องความเห็นใจหรือวิ่งเต้นหาเส้นสายก็ต่อเมื่อเรื่องนั้นคนในครอบครัวตัวเองเดือดร้อนก็เท่านั้น
“ศาลโซเชียลกลายเป็น entertainment เอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นความบันเทิงในชีวิต พูดกันถึงความรุนแรง ความโหดร้าย ได้อย่างน่าชื่นตาบาน โดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย…”
อาจารย์ฐิติรัตน์เสนอว่า สังคมควรนำแนวคิดเรื่อง "ม่านแห่งความไม่รู้" (Veil of Ignorance) มาใช้ คือการมองทุกคนในกระบวนการยุติธรรมในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องสนใจว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน เพศหรือเชื้อชาติอะไร เพื่อให้การตัดสินใจนั้นตั้งอยู่บนฐานของความเป็นธรรม มองว่าเป็นคนเท่ากันอย่างแท้จริง
เมื่อพูดถึงการฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ ทิชา ณ นคร หรือ ป้ามล ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก คือผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความเข้าอกเข้าใจ" มีพลังมากกว่า "กำแพงและโซ่ตรวน"
ป้ามลมองว่า สังคมไทยยังไม่สุกงอมพอที่จะตั้งคำถามกับโครงสร้าง รัฐมักจะลอยนวลจากโศกนาฏกรรม และทิ้งให้ผู้กระทำผิดเป็นเพียงผลผลิตของความล้มเหลวที่รัฐสร้างขึ้น บ้านกาญจนาภิเษกจึงเลือกใช้แนวทางที่ตรงกันข้ามกับเรือนจำปกติ ที่นี่ไม่มีกำแพงสูง ไม่มีรั้วลวดหนาม และเมื่อเด็กก้าวเข้ามา ด่านแรกที่พวกเขาจะได้รับคือ "อ้อมกอด" เพื่อกู้คืนความเป็นมนุษย์ที่แตกสลาย
“…ป้าไม่ได้เชื่อในการใช้ความรุนแรงของคุกหรือสถานพินิจที่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก ป้าก็ไม่ใช่ข้าราชการของรัฐ ความเป็นรัฐทำให้คนไม่วิเคราะห์สถานการณ์อะไรเลย ทำให้คนคิดแบบเดียวแล้วก็อยู่ตลอดไป”
ป้ามลยืนยันว่า การเลือกใช้วิธีสันติไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เพราะเชื่อว่าลึกๆ แล้วมนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะเป็นคนดี การเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เสื้อผ้า หน้าผม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือเครื่องมือที่ใช้เยียวยาจิตใจได้ดีกว่าการบังคับฝึกอาชีพแบบในเรือนจำ
แน่นอนว่า สังคมมักจะตั้งคำถามกลับเสมอว่า "แล้วเหยื่อล่ะ ใครจะเยียวยา?" ทั้งแดเนียลและอาจารย์ฐิติรัตน์เห็นตรงกันว่า การเยียวยาผู้เสียหายกับการลงโทษผู้กระทำผิด ควรเป็นกระบวนการที่แยกส่วนและหน่วยงานกันอย่างชัดเจน การลงโทษด้วยความรุนแรงระดับเดียวกันแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ไม่ได้ช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาที่แท้จริง
รัฐควรมีกลไกในการดูแลเยียวยาเหยื่อ ทั้งทางจิตใจ การเงิน และการใช้ชีวิต อย่างเป็นระบบ ในหลายประเทศมีการเปิดพื้นที่ให้เหยื่อและผู้กระทำผิดได้สื่อสารกัน ช่วยปลดล็อกความเจ็บปวดได้มากกว่าการใช้ความแค้นขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรม
“ความรู้สึกของคนเราเป็นพลวัตที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ เมื่อเวลาผ่านไป หรือเมื่อเราได้รับรู้ข้อเท็จจริงในมุมมองที่กว้างขึ้น ความโกรธแค้นอาจแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจได้ หากสังคมร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการรับรู้ที่เป็นธรรม” อดีตนักโทษประหารกล่าวทิ้งท้าย
บทสรุปของวงเสวนาครั้งนี้ ไม่ได้เรียกร้องให้สังคมเชิดชูอาชญากรรม หรือมองข้ามความเจ็บปวดของผู้สูญเสีย แต่กำลังชวนให้เราตั้งสติและทบทวนบทบาทของศาลโซเชียล สื่อมวลชน ไปจนถึงกลไกของรัฐว่า เรากำลังใช้ความเกรี้ยวกราดสร้างบาดแผลที่ลึกกว่าเดิมให้กับสังคมอยู่หรือไม่?
เมื่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมควรเป็นฉันทานุมัติของคนทั้งประเทศ เราทุกคนจึงต่างมีส่วนรับผิดชอบต่อทุกคำพิพากษา ทั้งในศาลยุติธรรม และในศาลเตี้ยบนหน้าจอสมาร์ทโฟนของเราเอง
บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ ‘ศาลโซเชียล’ ตัดสินเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรม จนชีวิตคนอื่นกลายเป็นความบันเทิงรายวัน ที่อาจยิ่งผลิตซ้ำความเจ็บปวดและรุนแรง
บทความที่เกี่ยวข้อง
- 1 กันยายน 2533 ครบรอบ 36 ปีเสียงปืนที่ห้วยขาแข้ง บทเรียนการอนุรักษ์ ที่ ‘คุณสืบ’ ฝากถึงคนรุ่นใหม่ เมื่อปัญหาสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป เราได้เรียนรู้อะไรบ้าง?
- “ขึ้นเขากันทำไม เดี๋ยวก็ลงมาอยู่ดี” พบกับ Take A Hike! รายการที่ชวนมือสมัครเล่นมาหัดขึ้นเขา พร้อมเผยแพร่ ‘เทรนด์เดินเขา’ แบบฉบับเกาหลี
- จากหม้อชาบูสู่น้ำท่วมน่าน เมื่อวาทกรรม ‘เพราะคนในพื้นที่ตัดไม้ทำลายป่า’ อาจเป็นเพียงการตีตราและซุกปัญหาไว้ใต้พรม เพราะชีวิตประจำวันของพวกเราหลายๆ คน อาจสะเทือนถึงน้ำท่วมน่านได้เช่นกัน
ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath