โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เมื่อ ‘ศาลโซเชียล’ ตัดสินเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรม จนชีวิตคนอื่นกลายเป็นความบันเทิงรายวัน ที่อาจยิ่งผลิตซ้ำความเจ็บปวดและรุนแรง

Thairath Plus - ไทยรัฐพลัส

อัพเดต 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 1 ชั่วโมงที่ผ่านมา
ภาพไฮไลต์

ทำไมสังคมไทยมักตั้งตนเป็นศาลเตี้ยในโลกออนไลน์ ที่พร้อมจะตัดสินใครสักคนภายในชั่วพริบตา โดยที่หลายครั้งเราแทบไม่รู้จักตัวตน บริบท หรือข้อเท็จจริงที่มาที่ไปของเรื่องราวเหล่านั้นอย่างครบถ้วนรอบด้านเสียด้วยซ้ำ

คำถามที่น่าสนใจคือ เมื่อสังคมเสพติดความโกรธแค้น เปลี่ยนความรุนแรงให้กลายเป็นความบันเทิงรายวัน กระบวนการยุติธรรมที่แท้จริงควรทำงานอย่างไร?

ประเด็นนี้ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยในวงเสวนา “หลังคำพิพากษา” ซึ่งจัดขึ้นโดย แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย เมื่อวันที่ 1 กันยายน 2569 โดยมี ฟาโรห์ เตชภณ คำสีแก้ว จากช่อง The Common Thread ดำเนินรายการ พาลงไปสำรวจบาดแผล โอกาส และความเป็นมนุษย์ ผ่านชีวิตของคนที่เคยถูกระบบและสังคมพิพากษามาแล้ว

เรื่องราวของ แดเนียล วิวัฒน์วงศ์ ดูวา อดีตเยาวชนจากบ้านกาญจนาภิเษก สู่รองแชมป์อันดับ 3 เวทีประกวดไมค์ทองคำ คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการถูกสื่อและสังคมพิพากษาซ้ำแล้วซ้ำเล่า คดีในวัยเด็กของเขาเริ่มต้นจากปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ที่ตาเลี้ยงมักชอบดื่มสุราจนคลุ้มคลั่งแล้วทำร้ายร่างกายคนในบ้าน ซึ่งเป็นจุดบอดที่ตำรวจบอกว่าเป็น "เรื่องส่วนตัว" และไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวในขณะนั้น

เมื่อกฎหมายไม่อาจรับประกันความปลอดภัยในชีวิตประจำวันได้ ความกดดันจึงบีบบังคับให้เด็กคนหนึ่งต้องแก้ปัญหาด้วยตัวเอง บานปลายไปสู่การทะเลาะวิวาทและโศกนาฏกรรม ในเวลานั้น สื่อมวลชนพาดหัวข่าวด้วยถ้อยคำที่เน้นความสะใจ โดยละเลยที่จะสืบค้นและนำเสนอต้นตอบาดแผลของคนทั้งครอบครัว

ผลกระทบจากการถูกตีตราด้วยพาดหัวข่าวที่เอาสนุกเข้าว่า ไม่ได้จบลงแค่แดเนียลรับโทษ แต่มันตามหลอกหลอนไปตลอดชีวิต แม้จะชดใช้ความผิดจนได้รับอิสรภาพ และพยายามเริ่มต้นใหม่ด้วยการไปประกวดร้องเพลงระดับประเทศแล้วก็ตาม

“…ตอนไปแข่งไมค์ทองคำ ก็มีคนวิจารณ์ว่า ไม่มีคนดีมาออกแล้วเหรอ ทำไมต้องให้ค่าเด็กขี้คุกขี้ยา”

การมีชีวิตอยู่นอกเรือนจำของเขาจึงไม่ต่างอะไรกับการรับโทษที่ไม่มีวันสิ้นสุด เพราะสังคมพร้อมสะกิดแผลเดิมอยู่เสมอ แดเนียลยอมรับว่าหากเขาโอนอ่อนไปตามแรงด่าทอ เขาคงไม่มีชีวิตรอดมาได้จนถึงทุกวันนี้

“ผมไม่คิดว่าผมจะเปลี่ยนความคิดใครได้ ที่ผมทำได้ คือทำตัวเองให้ดีที่สุด”

บาดแผลของการถูกพิพากษาซ้ำ ยังตอกย้ำผ่านประสบการณ์ของ โชคชัย พรไพศาล อดีตนักโทษประหารในคดียาเสพติดแห่งเรือนจำบางขวาง ผู้ต้องสูญเสียอิสรภาพไปกว่า 18 ปี โชคชัยแบ่งปันประสบการณ์ความเจ็บปวดคล้ายกับแดเนียลว่า คนที่ก้าวพลาดมักถูกพิพากษาถึงสามครั้ง

ครั้งแรกคือการถูก "สังคมและสื่อ" พิพากษาไปแล้วตั้งแต่ตกเป็นข่าว ครั้งที่สองคือการถูกพิพากษา "หน้าบัลลังก์ศาล" ในสภาพที่เสียเปรียบ ไร้โอกาสประกันตัวเพื่อออกมารวบรวมพยานหลักฐาน และครั้งที่สามคือการถูกพิพากษาในฐานะ "อดีตนักโทษ" เมื่อต้องกลับมาใช้ชีวิตในสังคม

“…ผิดถูก สำนวนคดี เป็นอย่างไรไม่รู้ แต่สังคมพิพากษาแล้วว่ามึงชั่ว”

เดิมทีโชคชัยเป็นเพียงคนขับรถลีมูซีนสนามบินที่ทำมาหากินสุจริต วันหนึ่งมีผู้โดยสารมาเหมาจ้างรถให้ไปส่ง โดยที่เขาไม่รู้เลยว่าผู้โดยสารคนนั้นคือพ่อค้ายาเสพติดรายใหญ่ที่กำลังถูกตำรวจล่อซื้อ

การรับจ้างครั้งนั้นทำให้เขาถูกรวบตัวพร้อมของกลางยาบ้ามากกว่า 2 แสนเม็ด ซึ่งเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เขาได้เห็นยาเสพติด

ขณะนั้นเป็นช่วงปี 2543-2544 ยุคที่รัฐบาลประกาศสงครามยาเสพติด นโยบายของรัฐบีบคั้นการทำงานของกระบวนการยุติธรรมอย่างหนัก โชคชัยเล่าว่าแทบจะไม่มีคดียาเสพติดใดที่ศาลจะยกฟ้อง แม้ชาวบ้านทั้งตำบลจะพร้อมใจกันลงชื่อยืนยันความบริสุทธิ์ของโชคชัย แต่มันก็ไร้ผลเมื่อน้ำหนักพยานหลักฐานถูกเทไปฝั่งโจทก์เป็นสำคัญ

สิ่งที่บีบคั้นหัวใจที่สุดสำหรับโชคชัย ไม่ใช่โซ่ตรวนที่ล่ามข้อเท้า แต่คือแววตาของแม่ ตำรวจผู้จับกุมรู้อยู่เต็มอกว่าเขาบริสุทธิ์ ถึงขั้นเดินมาขอโทษแม่ของเขาหน้าห้องพิจารณา

“…นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาผมไม่เคยเห็นรอยยิ้มของแม่ เวลาเราติดคุก มันไม่ใช่เราคนเดียว มันทั้งครอบครัว คนที่รักเรา คนที่เขาเชื่อใจเรา คนที่รับรู้ว่าเราเป็นยังไง เขาอยู่กับความผิดที่กล่าวหาเรา”

การติดคุกจึงไม่ใช่การลงโทษแค่คนคนเดียว แต่มันคือการพรากชีวิต ความหวัง และลงทัณฑ์ครอบครัวที่อยู่ข้างหลังด้วย โดยเฉพาะเมื่อเรือนจำในมุมมองของเขาเป็นสถานที่ที่ผลิตซ้ำความรุนแรง มากกว่าจะเป็นพื้นที่แห่งการฟื้นฟูเยียวยา

“…สภาพแวดล้อมในเรือนจำไม่สามารถเปลี่ยนคนชั่วเป็นคนดี แต่เปลี่ยนคนดีเป็นคนไม่ดี เพราะทรัพยากรต่างๆ มันไม่มีมากพอ จากคนเสียสละกลายเป็นคนเห็นแก่ตัว คนให้เกียรติคนอื่นกลายเป็นคนหยาบคาย เพื่อให้อยู่รอดในสถานการณ์เหล่านั้นได้”

ประเด็นเรื่องความรุนแรงโดยรัฐ อาจารย์ฐิติรัตน์ ทิพย์สัมฤทธิ์กุล จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ขยายความไว้ว่า หลายครั้งสังคมไทยไม่ตระหนักเลยว่า พวกเราเองที่เป็นผู้อนุญาตให้ความรุนแรงเหล่านี้เกิดขึ้น เราเป็นคนเลือกผู้แทน เลือกผู้บริหาร และจ่ายภาษีที่เป็นเครื่องมือที่รัฐใช้

แต่เมื่อเกิดปัญหา เรากลับรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไกลตัว รัฐราชการเองก็ลอยตัวเหนือปัญหา ทำงานแบบแยกส่วนโดยไม่สนใจผลกระทบที่เชื่อมโยงกัน

ในขณะที่ประชาชนก็สนุกสนานไปกับการใช้ "ศาลโซเชียล" เป็นเครื่องมือสร้างความบันเทิง โดยหลงลืมหลักการพื้นฐานอย่าง "การสันนิษฐานไว้ก่อนว่าบริสุทธิ์" (Presumption of Innocence) และมักจะเรียกร้องความเห็นใจหรือวิ่งเต้นหาเส้นสายก็ต่อเมื่อเรื่องนั้นคนในครอบครัวตัวเองเดือดร้อนก็เท่านั้น

“ศาลโซเชียลกลายเป็น entertainment เอาเรื่องของคนอื่นมาเป็นความบันเทิงในชีวิต พูดกันถึงความรุนแรง ความโหดร้าย ได้อย่างน่าชื่นตาบาน โดยที่ไม่รู้สึกอะไรเลย…”

อาจารย์ฐิติรัตน์เสนอว่า สังคมควรนำแนวคิดเรื่อง "ม่านแห่งความไม่รู้" (Veil of Ignorance) มาใช้ คือการมองทุกคนในกระบวนการยุติธรรมในฐานะมนุษย์ที่เท่าเทียมกัน โดยไม่ต้องสนใจว่าเขาจะเป็นใครมาจากไหน เพศหรือเชื้อชาติอะไร เพื่อให้การตัดสินใจนั้นตั้งอยู่บนฐานของความเป็นธรรม มองว่าเป็นคนเท่ากันอย่างแท้จริง

เมื่อพูดถึงการฟื้นฟูความเป็นมนุษย์ ทิชา ณ นคร หรือ ป้ามล ผู้อำนวยการศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน (ชาย) บ้านกาญจนาภิเษก คือผู้ที่พิสูจน์ให้เห็นว่า "ความเข้าอกเข้าใจ" มีพลังมากกว่า "กำแพงและโซ่ตรวน"

ป้ามลมองว่า สังคมไทยยังไม่สุกงอมพอที่จะตั้งคำถามกับโครงสร้าง รัฐมักจะลอยนวลจากโศกนาฏกรรม และทิ้งให้ผู้กระทำผิดเป็นเพียงผลผลิตของความล้มเหลวที่รัฐสร้างขึ้น บ้านกาญจนาภิเษกจึงเลือกใช้แนวทางที่ตรงกันข้ามกับเรือนจำปกติ ที่นี่ไม่มีกำแพงสูง ไม่มีรั้วลวดหนาม และเมื่อเด็กก้าวเข้ามา ด่านแรกที่พวกเขาจะได้รับคือ "อ้อมกอด" เพื่อกู้คืนความเป็นมนุษย์ที่แตกสลาย

“…ป้าไม่ได้เชื่อในการใช้ความรุนแรงของคุกหรือสถานพินิจที่ใช้ความรุนแรงกับเด็ก ป้าก็ไม่ใช่ข้าราชการของรัฐ ความเป็นรัฐทำให้คนไม่วิเคราะห์สถานการณ์อะไรเลย ทำให้คนคิดแบบเดียวแล้วก็อยู่ตลอดไป”

ป้ามลยืนยันว่า การเลือกใช้วิธีสันติไม่ใช่เพราะความอ่อนแอ แต่เพราะเชื่อว่าลึกๆ แล้วมนุษย์ทุกคนมีความปรารถนาที่จะเป็นคนดี การเคารพสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน เสื้อผ้า หน้าผม และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ คือเครื่องมือที่ใช้เยียวยาจิตใจได้ดีกว่าการบังคับฝึกอาชีพแบบในเรือนจำ

แน่นอนว่า สังคมมักจะตั้งคำถามกลับเสมอว่า "แล้วเหยื่อล่ะ ใครจะเยียวยา?" ทั้งแดเนียลและอาจารย์ฐิติรัตน์เห็นตรงกันว่า การเยียวยาผู้เสียหายกับการลงโทษผู้กระทำผิด ควรเป็นกระบวนการที่แยกส่วนและหน่วยงานกันอย่างชัดเจน การลงโทษด้วยความรุนแรงระดับเดียวกันแบบ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” ไม่ได้ช่วยให้ผู้เสียหายได้รับการเยียวยาที่แท้จริง

รัฐควรมีกลไกในการดูแลเยียวยาเหยื่อ ทั้งทางจิตใจ การเงิน และการใช้ชีวิต อย่างเป็นระบบ ในหลายประเทศมีการเปิดพื้นที่ให้เหยื่อและผู้กระทำผิดได้สื่อสารกัน ช่วยปลดล็อกความเจ็บปวดได้มากกว่าการใช้ความแค้นขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรม

“ความรู้สึกของคนเราเป็นพลวัตที่เปลี่ยนแปลงได้เสมอ เมื่อเวลาผ่านไป หรือเมื่อเราได้รับรู้ข้อเท็จจริงในมุมมองที่กว้างขึ้น ความโกรธแค้นอาจแปรเปลี่ยนเป็นความเข้าใจได้ หากสังคมร่วมกันสร้างระบบนิเวศแห่งการรับรู้ที่เป็นธรรม” อดีตนักโทษประหารกล่าวทิ้งท้าย

บทสรุปของวงเสวนาครั้งนี้ ไม่ได้เรียกร้องให้สังคมเชิดชูอาชญากรรม หรือมองข้ามความเจ็บปวดของผู้สูญเสีย แต่กำลังชวนให้เราตั้งสติและทบทวนบทบาทของศาลโซเชียล สื่อมวลชน ไปจนถึงกลไกของรัฐว่า เรากำลังใช้ความเกรี้ยวกราดสร้างบาดแผลที่ลึกกว่าเดิมให้กับสังคมอยู่หรือไม่?

เมื่อกฎหมายและกระบวนการยุติธรรมควรเป็นฉันทานุมัติของคนทั้งประเทศ เราทุกคนจึงต่างมีส่วนรับผิดชอบต่อทุกคำพิพากษา ทั้งในศาลยุติธรรม และในศาลเตี้ยบนหน้าจอสมาร์ทโฟนของเราเอง

บทความต้นฉบับได้ที่ : เมื่อ ‘ศาลโซเชียล’ ตัดสินเร็วกว่ากระบวนการยุติธรรม จนชีวิตคนอื่นกลายเป็นความบันเทิงรายวัน ที่อาจยิ่งผลิตซ้ำความเจ็บปวดและรุนแรง

บทความที่เกี่ยวข้อง

ตามบทความก่อนใครได้ที่
- Website : plus.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...