SNPS แสดงผลงานวิชาการ เตือนพึ่งพายานำเข้าคือความเสี่ยง
71 ดูดร.ธีรญา กฤษฎาพงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สเปเชี่ยลตี้ เนเชอรัล โปรดักส์ จำกัด (มหาชน) หรือ SNPS ร่วมเวทีเสวนา Technology & AI Sovereignty ในงานแสดงผลงานทางวิชาการ NDCFL Symposium 2026 THAIs: From Thai Wisdoms to Thai Vision ของนักศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักรสำหรับผู้บริหารแห่งอนาคต (วปอ.บอ.) รุ่นที่ 3 ณ สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2569 ร่วมกับ พญ.วิทิตา แจ้งเอี่ยม รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสมุทรสาคร และ ดร.เพชร สัจจชลพันธ์ รองคณบดีคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร
ดร.ธีรญา ระบุว่า เทคโนโลยีคือวาระด้าน Economic Productivity ของประเทศ เพราะทำให้คนหนึ่งคนทำงานได้มากขึ้น ตัดสินใจเร็วขึ้น ต้นทุนต่ำลง และเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น แต่โจทย์ของไทยคือ “เราใช้เทคโนโลยีเก่ง แต่ได้ส่วนแบ่งมูลค่าน้อย”
“ทุกประเทศบนโลกซื้อเทคโนโลยีตัวเดียวกันได้ แต่ไม่ใช่ทุกประเทศที่มีของให้เทคโนโลยีนั้นสร้างมูลค่า” ดร.ธีรญา กล่าว
ดร.ธีรญา ยกตัวอย่างจากอุตสาหกรรมยาว่า ยาที่คนไทยใช้กว่า 80% เป็นยานำเข้า และแม้แต่ยาที่ผลิตในประเทศ วัตถุดิบตัวยาสำคัญ (Active Pharmaceutical Ingredient: API) ก็ยังต้องนำเข้าถึงราว 90% สาเหตุหลักมาจากการพัฒนายาหนึ่งรายการใช้เวลา 10–15 ปี และมีต้นทุนระดับหมื่นล้านบาท ซึ่งเป็นจุดที่เทคโนโลยีเข้ามาย่นระยะเวลาและต้นทุนได้
“การพึ่งพาไม่ได้แปลว่าเสี่ยงเสมอไป แต่การพึ่งพาโดยไม่มีทางเลือกคือความเสี่ยง คำถามที่ทุกองค์กรควรตอบให้ได้คือ ถ้าวันหนึ่งคู่ค้ารายนั้นไม่อยู่ เรามีเวลากี่วัน” ดร.ธีรญา กล่าว พร้อมระบุว่าความเสี่ยงด้าน Technology Dependency อาจหมายถึงยาที่ประชาชนหลายล้านคนต้องใช้ทุกวัน แต่ผลิตเองไม่ได้หากสายส่งขาด
สำหรับภาคธุรกิจ ดร.ธีรญา เสนอแนวทางเตรียมความพร้อม 3 ชั้น คือ Buy Global ซื้อในสิ่งที่ซื้อได้ ไม่เสียเวลาสร้างเอง Learn Local ทุกครั้งที่ซื้อต้องได้องค์ความรู้กลับมา ไม่ใช่ได้เพียงสินค้า และ Own the Strategic Layer ชั้นใดที่ขาดแล้วธุรกิจหยุด ชั้นนั้นต้องเป็นของเรา
ดร.ธีรญา ยกกรณีศึกษาผู้ผลิตสารสำคัญสำหรับยารักษามะเร็งกลุ่ม Taxane โดยระบุว่าบริษัทดังกล่าวไม่ได้ได้เปรียบเพราะมีวัตถุดิบที่ดีที่สุด แต่ได้เปรียบเพราะเป็นเจ้าของ Dossier หรือชุดหลักฐานที่ทำให้ผลิตภัณฑ์เข้าสู่ตลาดโลกได้
“ประเทศต้นทางขายวัตถุดิบ แต่ผู้ถือ Dossier ขายสิทธิ์ในการเข้าตลาด และมูลค่าสองอย่างนี้อยู่คนละระดับกัน”
ดร.ธีรญา เสนอว่าขีดความสามารถที่ประเทศไทยต้องเร่งสร้างคือ Evidence-to-Market Capability หรือความสามารถในการเปลี่ยนเทคโนโลยีและทรัพยากรของไทย ให้เป็นสินค้าที่โลกยอมรับและยอมจ่าย
“เราปลูกเก่ง เราผลิตเก่ง เหลือแค่การพิสูจน์ — เพราะโลกจ่ายเงินให้หลักฐาน ไม่ได้จ่ายให้ความตั้งใจ”
โดยขีดความสามารถดังกล่าวประกอบด้วย 3 เทคโนโลยีหลัก ได้แก่ Clinical Evidence Technology, Regulatory Science and Standard และ Scale-up and Process Technology ซึ่งไม่ใช่งานวิจัย แต่เป็นโครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจ
ดร.ธีรญา ระบุว่าไทยควรเลือกสนามที่มีโอกาสชนะจริง คือ Healthcare and Wellness Economy ซึ่งเป็นสนามที่ไทยมี unfair advantage ที่ลอกเลียนได้ยาก ทั้งระบบสาธารณสุขที่ได้รับความเชื่อถือระดับสากล ฐานผู้ป่วยและข้อมูลขนาดใหญ่ โดยผู้ป่วยจำนวนมากอยู่ในโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุขซึ่งเชื่อมโยงข้อมูลกันได้ ประกอบกับต้นทุนการวิจัยในเอเชียที่ต่ำกว่าสหรัฐฯ และยุโรป 30–40%
ดร.ธีรญา เสนอกลไกวัดผลระดับประเทศภายใต้แนวคิด “Value Captured in Thailand” คือการวัดว่าทุก 1 บาทที่ลงทุน มีมูลค่าตกอยู่ในประเทศเท่าใด ผ่านตัวชี้วัด 4 ด้าน ได้แก่ มูลค่าส่งออกที่มีทรัพย์สินทางปัญญาของไทยอยู่ในสินค้า จำนวนทะเบียนและ Dossier ที่ต่างประเทศยอมรับ เม็ดเงินวิจัยจากต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในไทย และมูลค่าการนำเข้าที่ทดแทนได้จริง พร้อมเสนอเป้าหมายเชิงนโยบายให้ประเทศไทยเป็นแหล่งพิสูจน์นวัตกรรมให้โลกยอมรับได้เร็วที่สุดในภูมิภาค
“ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องคิดค้นทุกอย่างเอง แต่ต้องพิสูจน์ให้โลกเชื่อและยอมจ่ายให้เร็วที่สุด เพราะใครพิสูจน์ได้เร็ว คนนั้น Capture มูลค่าเข้าประเทศ” ดร.ธีรญา กล่าวในงานแสดงผลงานทางวิชาการ
เล่นอัตโนมัติ