โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

อาชญากรรม

DSI ร้องกองปราบฯ เอาผิดมือดีเผยแพร่สำนวนแฟ้มคดีฮั้ว สว. กระทบสอบสวน

เดลินิวส์

อัพเดต 25 สิงหาคม 2569 เวลา 20.56 น. • เผยแพร่ 49 นาทีที่แล้ว • เดลินิวส์
อธิบดีดีเอสไอ ส่งกองกฎหมายแจ้งความกองปราบฯ หลังพบข้อมูลที่เผยแพร่เป็นเนื้อหาจริงจากแฟ้มสำนวน กระทบการสอบสวนคดีพิเศษ ขอเร่งขยายผลหาต้นตอเอกสารหลุด เบื้องต้นแจ้งพฤติการณ์เข้าข่ายผิด ม.322, 323 และ 164

จากกรณีเมื่อช่วงเช้าวันนี้ ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า กรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) เตรียมเข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนกองบังคับการปราบปราม เพื่อดำเนินคดีเอาผิดกับผู้ที่นำเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนคดีฮั้วเลือก สว. มาเผยแพร่และปล่อยข้อมูลออกสู่ภายนอก ซึ่งเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายอาญาและกฎหมายว่าด้วยการสอบสวนคดีพิเศษ นั้น

ความคืบหน้าล่าสุดเมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 25 ส.ค. พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ ยอมรับว่า วันนี้ได้ส่งเจ้าหน้าที่กองกฎหมายของดีเอสไอ ไปดำเนินการแจ้งความร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับคณะบุคคล ที่ได้มีการนำเอาเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษ คดีฮั้ว สว. อั้งยี่-ฟอกเงิน สว. นำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งกระทบต่อการสอบสวนคดีพิเศษ

ขณะที่ พ.ต.ต.วรณัน ศรีล้ำ ผอ.กองคดีคุ้มครองผู้บริโภค ในฐานะโฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ ชี้แจงว่า กรณีที่เจ้าหน้าที่กองกฎหมายของกรมสอบสวนคดีพิเศษเดินทางไปแจ้งความดำเนินคดีกับพนักงานสอบสวนตำรวจ กองบังคับการปราบปราม เนื่องด้วยก่อนหน้านี้อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษได้มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบว่าภาพเนื้อหาเอกสารที่ปรากฏในช่องทางสื่อสารสาธารณะในช่วงที่ผ่านมานั้น เป็นภาพเนื้อหาเอกสารที่อยู่ภายในสำนวนของดีเอสไอจริงหรือไม่ และเมื่อดำเนินการตรวจสอบแล้ว ก็พบข้อเท็จจริงว่าเป็นเนื้อหาภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอจริงๆ จึงเล็งเห็นว่ากรณีที่กลุ่มคณะบุคคลมีการนำเอาเนื้อหาและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษมาเปิดเผยสู่สาธารณะ ส่งผลกระทบเสียหายต่อหลักการสอบสวนคดีอาญา เพราะตามหลักการแล้ว การจะเปิดเผยเนื้อหาการสอบสวนได้นั้น คดีอาญาดังกล่าวจะต้องขึ้นสู่การพิสูจน์ในชั้นศาลเท่านั้น ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะต้องถูกพิจารณาเปิดเผยต่อหน้าจำเลย แต่เมื่อมีการนำเอาข้อมูลมาเปิดเผยต่อสาธารณะเช่นนี้ ก็เป็นการส่งผลเสียหายต่อกระบวนการยุติธรรม จึงมอบหมายให้กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษ ไปดำเนินการแจ้งความเอาผิดกับกลุ่มบุคคลที่ร่วมกันนำเอาเอกสาร และข้อมูลภายในสำนวนการสอบสวนของดีเอสไอมาเผยแพร่ต่อสาธารณะ โดยระบุพฤติการณ์ให้กับพนักงานสอบสวนตำรวจเพื่อไปตรวจสอบฐานความผิดที่เข้าข่าย ส่วนหากมีพฤติกรรมอื่นใดที่เข้าข่ายฐานความผิดอื่นเพิ่มเติม ก็จะเป็นหน้าที่ขยายผลตรวจสอบของพนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปรามที่จะดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานและสอบปากคำเพื่อพิสูจน์ข้อเท็จจริงต่อไป อนึ่ง หากมีประเด็นรายละเอียดอื่นใดเพิ่มเติมที่พนักงานสอบสวนตำรวจต้องการ ทางดีเอสไอ ก็พร้อมให้ความร่วมมือ

โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงอีกว่า เรายึดหลักความโปร่งใส โดยเฉพาะการแจ้งความดำเนินคดีเพื่อให้พนักงานสอบสวนตำรวจกองบังคับการปราบปราม ได้ดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริง และดูรายละเอียดพฤติการณ์ของกลุ่มบุคคลที่ได้มีการนำเอาข้อมูลและเอกสารภายในสำนวนการสอบสวนคดีพิเศษของดีเอสไอ มาเปิดเผยต่อสาธารณะ และมีการนำไปเผยแพร่ในช่องทางใดอีก อย่างไรก็ตาม หลักการสอบสวนที่ตำรวจจะดูข้อเท็จจริงในเรื่องนี้ มี 2 ส่วน คือ 1.เป็นเอกสารจริงหรือไม่ และ 2.หากเป็นเอกสารจริง เอกสารนั้นไปอยู่ในมือของกลุ่มบุคคลได้อย่างไร และการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดฐานใดบ้าง หรือมีเจ้าหน้าที่ไปเอื้อหรือมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่

เมื่อถามว่าสังคมจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ว่า ที่ดีเอสไอไปแจ้งความดำเนินคดีนั้น เป็นการดำเนินคดีเพื่อเตะตัดขาของกลุ่มบุคคลที่อยู่ระหว่างเปิดโปงพยานหลักฐานในสำนวนคดีฮั้ว สว. หรือไม่ เพราะใกล้วันที่ 28 ส.ค. 69 ซึ่งทางคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) จะต้องมีการประชุมลงมติในคดีดังกล่าวแล้วนั้น โฆษกกรมสอบสวนคดีพิเศษ แจงว่า เรื่องการเปิดเผยสำนวนการสอบสวน ไม่ว่าจะเกิดขึ้นที่ใด เมื่อไร มันถือเป็นเรื่องเสียหาย และส่งผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมทั้งสิ้น และเราไม่สามารถเพิกเฉยได้ อีกทั้งเรายังยึดความโปร่งใส โดยให้หน่วยงานอื่นอย่างเจ้าหน้าที่ตำรวจได้เข้ามาดำเนินการตรวจสอบข้อเท็จจริงแทน

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานเพิ่มเติมว่า ความผิดเบื้องต้นที่กองกฎหมาย กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการแจ้งความเอาผิด ประกอบด้วย ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 322 "ผู้ใดเปิดผนึกหรือเอาจดหมาย โทรเลข หรือเอกสารใดๆ ซึ่งปิดผนึกของผู้อื่นไป เพื่อล่วงรู้ข้อความก็ดี เพื่อนำข้อความในจดหมายโทรเลขหรือเอกสารเช่นว่านั้นออกเปิดเผยก็ดี ถ้าการกระทำนั้นน่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ", มาตรา 323 “ผู้ใดล่วงรู้หรือได้มาซึ่งความลับของผู้อื่นโดยเหตุที่เป็นเจ้าพนักงานผู้มีหน้าที่ โดยเหตุที่ประกอบอาชีพเป็นแพทย์ เภสัชกร คนจำหน่ายยา นางผดุงครรภ์ ผู้พยาบาล นักบวช หมอความ ทนายความ หรือผู้สอบบัญชีหรือโดยเหตุที่เป็นผู้ช่วยในการประกอบอาชีพนั้นแล้วเปิดเผยความลับนั้นในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 6 เดือน หรือปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ หรือผู้รับการศึกษาอบรมในอาชีพดังกล่าวในวรรคแรก เปิดเผยความลับของผู้อื่น อันตนได้ล่วงรู้หรือได้มาในการศึกษาอบรมนั้น ในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษเช่นเดียวกัน” และมาตรา 164 "ผู้ใดเป็นเจ้าพนักงาน รู้หรืออาจรู้ความลับในราชการ กระทำโดยประการใดๆ อันมิชอบด้วยหน้าที่ ให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับนั้น ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ"

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...