ฝ่ายค้านเจาะลึกขบวนการฮั้ว สว. ภาค 2 เปิดหลักฐานใหม่เส้นทางการเงินโยง 10 ผู้สมัคร
พรรคร่วมฝ่ายค้านจัดงานแถลงข่าวและเสวนา ‘เปิดหลักฐานคดีโกง สว. ภาค 2’ โดยมีผู้ร่วมอภิปรายจากทั้งในส่วนของภาคประชาชน ภาควิชาการ และตัวแทนจากพรรคร่วมฝ่ายค้าน รวมถึงพยานบุคคลที่ได้ให้การในคดี มาร่วมเปิดเผยหลักฐานในคดีเลือกสมาชิกวุฒิสภา (สว.) ที่เกิดขึ้นในปี 2567
พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานวิปฝ่ายค้าน ระบุว่าเมื่อ 2 สัปดาห์ก่อน ทุกภาคส่วนได้ร่วมกันจัดเวที ‘ครบรอบ 2 ปี คดีฮั้วเลือก สว.’ โดยขณะนั้นความกังวลสำคัญที่สุดคือคดีอาจไม่ถูกส่งไปถึงศาล เนื่องจากยังไม่มั่นใจว่าหน่วยงานที่รับผิดชอบการตรวจสอบจะดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาหรือไม่ ทั้งในส่วนของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ซึ่งกรรมการบางส่วนได้รับการรับรองจากวุฒิสภา และในส่วนของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) ที่ถูกตั้งข้อสังเกตว่าการดำเนินคดีมีความล่าช้า
“สิ่งที่ประชาชนและทุกภาคส่วนสามารถทำได้คือ การทำให้คดีอยู่ในความสนใจของสังคมอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การทำงานของหน่วยงานตรวจสอบเป็นไปอย่างโปร่งใส และไม่ปล่อยให้เรื่องเงียบหายก่อนถึงกระบวนการยุติธรรม”
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ตลอด 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข้อมูลและหลักฐานใหม่จำนวนมากที่ช่วยยืนยันลักษณะของขบวนการฮั้วเลือก สว. ได้แก่ การพบโพยหรือใบสั่งเลือก สว. ในวันเลือกระดับประเทศ ซึ่งมีความผิดปกติถึงขั้นกรรมการ กกต. เข้าไปยึดและตักเตือนผู้สมัคร โดยหนึ่งในผู้ที่ส่งมอบโพยให้ กกต. คือ มงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา
นอกจากนี้ ยังมีข้อมูลจากพยานในหลายจังหวัด ที่ระบุว่าก่อนวันเลือกมีการจัดตั้งเครือข่าย จ้างผู้สมัคร จ้างผู้ลงคะแนน และวางแผนอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่การดำเนินการที่เกิดขึ้นเฉพาะในวันเลือก และยังมีข้อมูลจาก iLaw และพยานหลายรายที่บ่งชี้ว่าขบวนการดังกล่าวไม่ได้มีเพียงกลุ่มผู้สมัคร สว. เท่านั้น แต่มีเครือข่ายนักการเมืองและเครือข่ายพรรคการเมืองอยู่เบื้องหลังด้วย
ขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังแข่งกับเวลา เพราะยังไม่ทราบว่า กกต. จะมีมติสั่งฟ้องหรือยกคำร้อง ดังนั้นทุกข้อมูลใหม่ที่สามารถเปิดเผยต่อสาธารณะได้จะเป็นประโยชน์ต่อการตรวจสอบการทำหน้าที่ของ กกต. ก่อนการตัดสินใจครั้งสำคัญ การจัดเวทีครั้งนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อรวบรวมและจัดระบบข้อมูลทั้งหมดให้เห็นภาพของขบวนการฮั้วเลือก สว. อย่างครบถ้วน
▪️กกต. ควรแสวงหาข้อเท็จจริงเพิ่ม หากไม่สั่งฟ้องส่อผิดกฎหมาย
ตัวแทนพยานบุคคล 4 รายที่ร่วมงานวันนี้ ได้ให้ข้อมูลจากประสบการณ์ที่พบเห็นและเข้าร่วมกระบวนการเลือก สว. โดยระบุสอดคล้องกันว่า การเลือก สว. ไม่ได้เป็นไปโดยอิสระ แต่มีการจัดตั้งเครือข่ายและวางแผนล่วงหน้า ตั้งแต่การนัดรวมตัวผู้สมัคร การจัดการเรื่องการเดินทางและที่พัก การแจกโพยรายชื่อและหมายเลขผู้สมัคร
ไปจนถึงการกำหนดแนวทางการลงคะแนนให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน อีกทั้งยังมีข้อมูลเกี่ยวกับการเสนอผลประโยชน์และการประสานงานผ่านบุคคลที่เกี่ยวข้องกับนักการเมือง โดยพยานหลายรายได้นำข้อเท็จจริงและหลักฐานเข้าให้การต่อดีเอสไอและ กกต. ซึ่งทั้งหมดยืนยันตรงกันว่าพฤติการณ์ทั้งหมดสะท้อนถึงการฮั้วเลือก สว. ที่มีการดำเนินการอย่างเป็นระบบและมีการกำหนดผลการเลือกไว้ล่วงหน้า
ทางด้าน สาทิตย์ วงศ์หนองเตย สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ระบุว่า คำให้การของพยานทั้ง 4 รายมีความสอดคล้องกันอย่างชัดเจน ทั้งรูปแบบ วิธีการ และรายละเอียดของกระบวนการฮั้วเลือก สว. จึงสะท้อนว่าไม่ได้เป็นการกล่าวอ้างลอยๆ แต่เป็นข้อเท็จจริงที่มีพยานและหลักฐานรองรับ อีกทั้งพยานหลายคนยังเก็บเอกสารและข้อมูลสำคัญไว้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินคดีในชั้น กกต. DSI และศาล
ในการนี้ ตนขอเรียกร้องให้ กกต. ทำหน้าที่ตามระบบไต่สวน ด้วยการแสวงหาข้อเท็จจริงจากข้อมูลและหลักฐานใหม่ที่มีการทยอยเปิดเผยออกมา ไม่ใช่จำกัดการพิจารณาไว้จากเพียงข้อมูลในสำนวนเดิม และหาก กกต. เพิกเฉยต่อพยานหลักฐานและมีมติไม่ส่งคดีให้ศาล ก็อาจจะต้องรับผิดตามกฎหมายด้วย
สาทิตย์ยังกล่าวต่อไปว่า ยังมีความกังวลต่อการข่มขู่พยาน และขอเรียกร้องให้รัฐเร่งดำเนินมาตรการคุ้มครองพยานอย่างจริงจัง เพื่อให้ผู้ที่ออกมาเปิดเผยความจริงสามารถให้ข้อมูลได้อย่างปลอดภัย คดีฮั้ว สว. เป็นเรื่องที่กระทบต่อหลักการประชาธิปไตยและต้องได้รับการพิสูจน์ข้อเท็จจริงผ่านกระบวนการยุติธรรมอย่างโปร่งใส
ขณะที่ สิริพรรณ นกสวน สวัสดี อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า คดีฮั้ว สว. ไม่ใช่เพียงการทุจริตเลือกตั้งทั่วไป แต่สะท้อนการใช้เครือข่ายอำนาจและอิทธิพลเข้ายึดกุมสถาบันการเมือง กุมอำนาจรัฐ ผ่านการออกแบบกระบวนการได้มาซึ่ง สว. และการประสานงานอย่างเป็นระบบ จึงเป็นปัญหาที่กระทบต่อโครงสร้างประชาธิปไตยและความชอบธรรมของรัฐ
จากพยานหลักฐานที่ปรากฏในปัจจุบัน กกต. มีอำนาจและหน้าที่เพียงพอที่จะส่งคดีให้ศาลฎีกาวินิจฉัย เพราะกฎหมายกำหนดให้ใช้เพียงหลักฐานที่พึงเชื่อได้ ไม่ใช่ต้องพิสูจน์จนสิ้นข้อสงสัย ซึ่งเป็นหน้าที่ของศาล ตนจึงขอเรียกร้องให้ กกต. เร่งดำเนินการโดยไม่ยื้อเวลา และดำเนินคดีกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมด ไม่ใช่เพียงบางส่วน เพราะหากจัดการเฉพาะปลายกิ่งแต่ปล่อยรากแก้วของเครือข่ายอำนาจไว้ ปัญหาก็จะเกิดขึ้นซ้ำอีก
สิริพรรณยังกล่าวต่อไปว่า คดีฮั้ว สว. ควรเป็นจุดเริ่มต้นของการปฏิรูประบบ โดยเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนที่มาของวุฒิสภา เพื่อไม่ให้เกิดการใช้อำนาจและเครือข่ายอิทธิพลครอบงำการได้มาซึ่ง สว. ในอนาคตอีกครั้ง
▪️เปิดหลักฐานเส้นทางการเงินโยง 10 ผู้สมัคร สว.
ยิ่งชีพ อัชฌานนท์ ผู้อำนวยการโครงการอินเทอร์เน็ตเพื่อกฎหมายประชาชน (iLaw) ระบุว่า เป้าหมายของการเปิดเผยข้อมูลและการตั้งคำถามต่อบุคคลต่างๆ ไม่ใช่การกล่าวหาโดยปราศจากหลักฐาน แต่เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ที่ถูกพาดพิงออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงต่อสาธารณะ หากข้อมูลส่วนใดคลาดเคลื่อนตนก็พร้อมตรวจสอบและแก้ไข ดังเช่นกรณีที่ก่อนหน้านี้มีการแก้ไขข้อมูลหลังได้รับคำชี้แจงจากผู้เกี่ยวข้อง
ประเด็นแรก ยิ่งชีพขอตั้งคำถามถึง อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ว่าเหตุใดจึงยังไม่ชี้แจงข้อเท็จจริงต่อข้อกล่าวหาสำคัญ เช่น ได้พบ กุสุมาลวตี ศิริโกมุท หรือไม่ และได้เดินทางไปที่โรงแรมพูลแมน คิง เพาเวอร์ รางน้ำ ในวันที่มีการประชุมของกลุ่มผู้ได้รับเลือกเป็น สว. ตามคำให้การของพยานหรือไม่ หากไม่ได้เกี่ยวข้องก็ควรตอบคำถามเหล่านี้อย่างตรงไปตรงมาได้
ยิ่งชีพกล่าวต่อไปว่า ประเทือง มนตรี สว. ที่ออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ เป็นตัวอย่างของการตรวจสอบข้อเท็จจริง เพราะหลังจากชี้แจงว่า นาที รัชกิจประการ ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมตามที่ตนเคยเข้าใจ ตนก็ได้นำข้อมูลกลับไปตรวจสอบกับพยานอีกครั้ง และพบว่าบุคคลที่อยู่ในห้องประชุมคือ ปกรณ์กาญจน์ รัชกิจประการ ซึ่งตนได้กล่าวขอโทษนาทีและเรียกร้องให้ พิพัฒน์ รัชกิจประการ ชี้แจงว่าปกรณ์กาญจน์เป็นบุตรสาวของตนหรือไม่ อยู่ในห้องประชุมดังกล่าวจริงหรือไม่ รวมถึงตอบข้อสงสัยเกี่ยวกับ อธิวัชต์ มนตรี ซึ่งพยานระบุว่าเป็นผู้ประสานงานการประชุมและแจกเสื้อให้ผู้เข้าร่วมด้วย
ในส่วนของ สุขสมรวย วันทนียกุล ซึ่งได้แจ้งความดำเนินคดีตน ยังไม่ได้ชี้แจงข้อเท็จจริงในประเด็นที่ถูกกล่าวหา แม้ตนจะเคยระบุชื่อสามีของสุขสมรวยผิดและได้ขอโทษแล้ว แต่สุขสมรวยก็ควรต้องชี้แจงประเด็นสำคัญอื่นๆ เช่น ข้อกล่าวหาเรื่อง “กลุ่ม 14 เต็มแล้ว จะเป็นโหวตเตอร์หรือไม่”, ความเชื่อมโยงกับ กนก ศรศิลป์ ที่พยานระบุว่าเป็นผู้จัดหาผู้สมัคร สว. ตลอดจนความสัมพันธ์กับผู้สมัคร สว. นามสกุลวันทนียกุลหลายรายที่ปรากฏในการเลือกตั้ง
ยิ่งชีพยังตั้งคำถามถึง พิชัย ชมภูพล สส. จังหวัดสุราษฎร์ธานี โดยระบุว่าจากข้อมูลเส้นทางการเงินของ สุบิน ศักดา ซึ่งมีประวัติรับโอนเงินจากบุคคลที่ถูกดำเนินคดี และต่อมาได้โอนเงินให้ผู้สมัคร สว. หลายรายในช่วงก่อนและระหว่างวันเลือก สว. พร้อมระบุเหตุผลการโอนที่แตกต่างกัน เช่น ค่าซ่อมรถ ค่าปุ๋ย ค่าน้ำมัน หรือค่าเช่าพระเครื่อง เป็นที่น่าตั้งข้อสังเกตว่าสุบินมีภาพปรากฏตัวในฐานะผู้ช่วยหรือผู้ใกล้ชิดกับพิชัย จึงขอให้พิชัยชี้แจงว่ารู้จักหรือเกี่ยวข้องกับสุบินหรือไม่ และรับทราบหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการโอนเงินดังกล่าวหรือไม่
ท้ายที่สุดการตั้งคำถามต่อบุคคลเหล่านี้มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเปิดเผย หากผู้ถูกพาดพิงไม่ได้เกี่ยวข้องก็ควรออกมาชี้แจงต่อสาธารณะ เพราะการอธิบายข้อเท็จจริงย่อมเป็นประโยชน์ต่อสังคมและต่อการค้นหาความจริง มากกว่าการใช้การฟ้องร้องเพียงอย่างเดียว
▪️ยิ่งหลักฐานชัด ผู้เกี่ยวข้องยิ่งต้องชี้แจง
ในช่วงท้ายของงานเสวนา พริษฐ์ได้กล่าวสรุปงานเสวนาและข้อมูลทั้งหมดที่ได้มาในเวลานี้ โดยระบุว่า จากข้อมูลทั้งหมดที่รวบรวมได้ ทั้งจากพยานบุคคล ภาคประชาชน และ iLaw ทำให้เห็นภาพของขบวนการฮั้วเลือก สว. ที่เป็นระบบ โดยสามารถเรียบเรียงออกเป็น 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่
- การวางแผนยึดกุมวุฒิสภา
- การจัดตั้งและระดมผู้สมัคร
- การรวมตัวเพื่อทำโพยก่อนวันเลือก
- การลงคะแนนตามโพยในวันเลือก
- การรวมตัวของ สว. หลังได้รับเลือก ซึ่งข้อมูลและพยานหลักฐานจากหลายแหล่งต่างสอดคล้องกัน
แม้หลายประเด็นจะมีหลักฐานสนับสนุนมากขึ้นเรื่อยๆ แต่สิ่งที่จะช่วยคลี่คลายข้อสงสัยของสังคมได้ดีที่สุดคือ การออกมาชี้แจงของบุคคลที่ถูกพาดพิง โดยเฉพาะการตอบคำถามพื้นฐานเกี่ยวกับการเข้าร่วมประชุม การติดต่อประสานงาน และความเกี่ยวข้องกับผู้สมัคร สว. ในช่วงการเลือกตั้ง หากไม่ได้เกี่ยวข้องก็ควรชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา
พริษฐ์กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลที่เปิดเผยในวันนี้เพียงพอที่จะทำให้สังคมเห็นเหตุอันควรสงสัย ว่ามีขบวนการฮั้วเลือก สว. เกิดขึ้นจริง พรรคร่วมฝ่ายค้านจะเดินหน้ารวบรวมและตรวจสอบหลักฐานเพิ่มเติมต่อไป เพราะขณะนี้ทุกฝ่ายกำลังแข่งกับเวลาก่อนที่ กกต. จะมีมติในคดี ยิ่งข้อมูลและหลักฐานถูกเปิดเผยต่อสาธารณะมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นหลักประกันให้ กกต. และ DSI ทำหน้าที่อย่างตรงไปตรงมามากขึ้นเท่านั้น และหากท้ายที่สุด กกต. ไม่ส่งคดีไปยังศาลทั้งที่มีหลักฐานชัดเจน ก็ต้องเป็นผู้รับผิดชอบต่อการตัดสินใจดังกล่าว
“ยิ่งเรามีหลักฐานมาอยู่ในแสงสว่างมากขึ้น ยิ่งสังคมรับรู้ถึงกระบวนการนี้มากขึ้น จะเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการทำให้การทำหน้าที่ของหน่วยงานตรวจสอบอย่าง กกต. และ DSI ไม่เป็นอิสระจากประชาชน และทำงานอย่างตรงไปตรงมา ท้ายสุดหากหลักฐานชัด แล้ว กกต. ไม่ส่งเรื่องไปที่ศาล กกต. ก็ต้องคิดหนักว่าพร้อมจะเอาตัวเองมาเสี่ยงติดคุกเพื่อปกป้องคนในระบบสีน้ำเงินหรือไม่” พริษฐ์กล่าว