โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

จับตามินอ่องหล่าย เตรียมเยือนไทย พบอนุทิน คุยอะไรบ้าง?

THE STANDARD

อัพเดต 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • เผยแพร่ 5 ชั่วโมงที่ผ่านมา • thestandard.co
จับตามินอ่องหล่าย เตรียมเยือนไทย พบอนุทิน คุยอะไรบ้าง?

พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ประธานาธิบดีเมียนมา จะเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ระหว่างวันที่ 6-7 สิงหาคมนี้ โดยถือเป็นการเยือนไทยครั้งแรก นับตั้งแต่มินอ่องหล่าย ลงจากตำแหน่งผู้นำรัฐบาลทหาร และก้าวขึ้นเป็นผู้นำรัฐบาลพลเรือนเมื่อเดือนเมษายน ภายหลังชนะการเลือกตั้งที่จัดขึ้นโดยกองทัพเมียนมาซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์และต่อต้านอย่างกว้างขวาง

ประเด็นสำคัญ

  • ทำไมมินอ่องหล่าย เลือกเยือนไทยช่วงนี้?
  • ไทยขอเมียนมาลดความรุนแรงแนวชายแดน
  • ฝ่ายต่อต้านไม่พอใจมินอ่องหล่ายเยือนไทย
  • เตรียมตั้งคณะทำงานไทย-เมียนมา แก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ
  • ฟอรัมธุรกิจ-ดึงนักลงทุน วาระสำคัญมินอ่องหล่ายเยือนไทย

การเยือนครั้งนี้ เกิดขึ้นท่ามกลางความพยายามของไทย ในการแสดงบทบาทผลักดันการมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลใหม่ของเมียนมากับอาเซียนในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งเป็นไปอย่างไม่ง่ายนัก เนื่องจากปัญหาความขัดแย้งภายในของเมียนมาที่ยังรุนแรง และท่าทีของรัฐบาลเมียนมาที่ไม่ยอมรับแนวทางฉันทามติ 5 ข้อ ของอาเซียน

ขณะที่การพบกันระหว่างมินอ่องหล่าย กับอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ถูกจับตามองในหลายประเด็นที่เกี่ยวข้องโดยตรงระหว่างไทยและเมียนมา ทั้งความร่วมมือด้านการค้าและการลงทุน และปัญหาข้ามพรมแดน อย่างสารพิษในแม่น้ำกก หมอกควันพิษ หรือปัญหาความมั่นคง อย่างยาเสพติด และสแกมเมอร์

คำถามสำคัญ คือผู้นำทั้งสองประเทศ มีเป้าหมายและความคาดหวังอย่างจริงจังเช่นไรในประเด็นเหล่านี้ และอะไรคือผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นจากการเยือนไทยของมินอ่องหล่ายในครั้งนี้

ทำไมมินอ่องหล่าย เลือกเยือนไทยช่วงนี้?

รศ.ดร. ดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ประจำสาขาเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และกรรมการบริหารประจำสมาคมไทย-พม่า เพื่อมิตรภาพ กระทรวงการต่างประเทศ ให้ความเห็นถึงการที่มินอ่องหล่าย เลือกเดินทางมาเยือนไทย เนื่องจากเป็นผลพวงจากนโยบายการต่างประเทศของไทย ที่เรียกว่า ‘Calibrated Re-Engagement’ หรือ ‘แนวทางการมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไป’ ระหว่างอาเซียนกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา ซึ่งไทยพยายามชูบทบาทในการผลักดัน

นโยบายนี้มีการแถลงโดยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งก่อนหน้านั้น ทั้งสีหศักดิ์ และประธานที่ปรึกษา คือปานปรีย์ พหิธานุกร ต่างก็มีการไปเยือนกรุงเนปิดอว์ และได้พบปะพูดคุยกับมินอองหล่าย

“สารัตถะจริงๆ ของนโยบายนี้ คือไทยเองพร้อมจะเป็นสะพานเชื่อมให้เมียนมาเข้ามามีปฏิสัมพันธ์ในวงประชุมการทูตระดับสูงเชิงลึกในอาเซียนมากขึ้น แต่ว่าไทยเองก็พร้อมที่จะประสานให้มีการกำหนดเงื่อนไขที่เหมาะสม เช่น ถ้ารัฐบาลเมียนมาตอบสนองข้อเรียกร้องของอาเซียนและมีความคืบหน้า อาเซียนก็จะยินดีต้อนรับรัฐบาลใหม่ของเมียนมาที่นำโดยมินอองหล่าย ให้มาอยู่ในวงพูดคุยของอาเซียนมากขึ้น”

รศ.ดร. ดุลยภาค ชี้ว่า การที่มินอองหล่ายถูกดึงเข้ามาอยู่ในวงพูดคุยของอาเซียนแบบค่อยเป็นค่อยไปมากขึ้น และการที่ไทยเป็นสะพานเชื่อมระหว่างเมียนมากับอาเซียน บวกกับกิจกรรมทางการทูตของสีหศักดิ์และปานปรีย์ ถือเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนัก ทำให้เกิดการกระตุ้นให้มินอองหล่าย ตัดสินใจมาเยือนประเทศไทย

เขามองว่า ทางมินอ่องหล่าย ก็มีเหตุผลของตนเองในการเลือกเดินทางมาเยือนไทย หลักๆ คือการที่เขาเพิ่งได้รับเลือกให้ขึ้นเป็นประธานาธิบดีของรัฐบาลพลเรือนได้ไม่นาน

นอกจากนี้ แม้ว่ามินอองหล่ายจะให้ความสำคัญกับอินเดีย รัสเซีย และจีนอย่างมาก เนื่องจากเป็น 3 มหาอำนาจหลักที่มีบทบาทต่อยุทธศาสตร์การต่างประเทศของเมียนมา แต่เขาก็ให้ความสำคัญต่ออาเซียนมากพอสมควร ดังนั้นเขาจึงเลือกเดินทางไปเยือน สปป.ลาวก่อนเป็นประเทศแรก เพราะมีการคุยกันเรื่องความร่วมมือด้านเขื่อนพลังน้ำในแม่น้ำโขงระหว่างรัฐฉานกับพื้นที่ลาวทางตอนเหนือ ก่อนที่จะเลือกมาเยือนไทยเป็นประเทศที่สอง เนื่องจากเป็นเพื่อนบ้านที่มีพรมแดนติดกัน และไทยมีบทบาทในการอำนวยความสะดวกด้านการพูดคุยระหว่างกองกำลังชาติพันธุ์ที่อยู่ตามชายแดนกับรัฐบาลเมียนมา

ไทยขอเมียนมาลดความรุนแรงแนวชายแดน

เรื่องความขัดแย้งภายในเมียนมา ระหว่างกองทัพกับฝ่ายต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ติดอาวุธที่ยังไม่สงบ และบ่อยครั้งที่เกิดการสู้รบซึ่งส่งผลกระทบลุกลามมาถึงฝั่งไทย จะถูกหยิบยกขึ้นหารือกับผู้นำเมียนมาในระหว่างการมาเยือนไทยครั้งนี้เช่นกัน

โดยสีหศักดิ์ กล่าวว่า ในการหารือกับมินอ่องหล่าย แน่นอนว่าฝ่ายไทยก็ต้องพูดถึงเรื่องชายแดน ส่วนเรื่องภายในของเมียนมานั้น ไทยก็อยากให้เกิดสันติภาพที่ยั่งยืน แต่จะอำนวยความสะดวกได้เฉพาะในส่วนที่อยู่ฝั่งไทย โดยหากเป็นไปได้ ก็จะขอให้รัฐบาลเมียนมาลดเรื่องความรุนแรงตามแนวชายแดน เพร่าะไม่อยากให้มีผลกระทบต่อพลเรือน ผู้หญิง เด็ก

ขณะที่สิ่งสำคัญคือ ไทยอยากให้เมียนมามีกระบวนการพูดคุย เพื่อสร้างความปรองดองและหาทางอยู่ด้วยกัน

“เราต้องยอมรับความเป็นจริงว่า เขาเป็นเพื่อนบ้าน มีชายแดนที่ติดกันยาวมาก และเมื่อมีปัญหาชายแดนต้องพูดคุยกัน ในส่วนการพูดคุยเขาก็เพิ่งมีการเลือกตั้งกันไป จะไปขอให้มีการเลือกตั้งใหม่คงไม่ได้ แต่เราขอให้เขาเดินหน้ากระบวนการพูดคุยปรองดอง เพื่อให้เกิดสันติภาพที่แท้จริง”

“เมียนมาควรจะพูดคุยกับชนกลุ่มน้อย และสามารถยืนยันกับประชาคมโลกได้ว่า อองซานซูจี จะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ก็เป็นสิ่งที่ไทยอยากจะขอเหมือนกัน เราแสดงการคาดหวังถึงการเดินหน้ากระบวนการสันติภาพ และกระบวนการพูดคุย” สีหศักดิ์ กล่าว

ที่ผ่านมา อาเซียนพยายามเรียกร้องให้รัฐบาลทหารเมียนมายอมรับและดำเนินการตามแนวทาง ‘ฉันทามติ 5 ข้อ’ เพื่อยุติความขัดแย้ง แต่เมียนมายังคงปฏิเสธที่จะยอมรับแนวทางดังกล่าว

โดยเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม รัฐสภาเมียนมา ได้ลงมติอย่างเป็นทางการ ปฏิเสธไม่ยอมรับฉันทามติ 5 ข้อของอาเซียน โดยชี้ว่าไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงทางการเมือง

ขณะที่ รศ.ดร. ดุลยภาค ให้ความเห็นว่า ในระหว่างการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย น่าจะไม่มีการแสดงท่าทีใดๆ ที่เป็นไปในลักษณะของการ ‘ตอบรับ’ ว่าจะดำเนินการตามแนวทางใดๆ ของฉันทามติ 5 ข้อ เพื่อยุติปัญหาความขัดแย้งภายใน ซึ่งเรื่องนี้ถือเป็นประเด็นที่อ่อนไหว และเมียนมาไม่อยากให้มีฝ่ายใด แม้แต่อาเซียนเข้ามาแทรกแซง

ฝ่ายต่อต้านไม่พอใจมินอ่องหล่ายเยือนไทย

รศ.ดร. ดุลยภาค เปิดเผยว่า ท่าทีของรัฐบาลเอกภาพแห่งชาติ (NUG) หรือรัฐบาลเงาของเมียนมา นั้นมีความไม่พอใจต่อการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย ซึ่งดูเหมือนเป็นการยอมรับตำแหน่งประธานาธิบดีของมินอ่องหล่าย ที่มาจากการเลือกตั้งซึ่งเต็มไปด้วยเสียงคัดค้านและวิพากษ์วิจารณ์เรื่องความโปร่งใสและยุติธรรม

ขณะที่กองกำลังชาติพันธ์ติดอาวุธในเมียนมาเองก็รับไม่ได้ที่มินอองหล่าย เริ่มกลับมามีบทบาทและเป็นที่ยอมรับมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. ดุลยภาค ชี้ว่า รัฐบาล NUG กับกองกำลังชาติพันธุ์ ก็ยังมีข้อจำกัด เนื่องจากยังไม่สามารถจะเอาชนะกองทัพเมียนมาได้ ในขณะที่กองทัพเมียนมาก็ยังไม่สามารถเอาชนะฝ่ายต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ได้ ดังนั้น แพลตฟอร์มหรือช่องทางในการเปิดการเจรจาสันติภาพ จึงเป็นข้อเรียกร้องของทั้งฝ่ายมินอองหล่าย กับฝ่ายต่อต้านและกองกำลังชาติพันธุ์ด้วยเช่นกัน

“กลุ่มเหล่านี้ถึงแม้จะไม่พอใจมินอองหล่าย แต่ก็ไม่ปฏิเสธเรื่องการเจรจาสันติภาพ” รศ.ดร. ดุลยภาค กล่าว และชี้ถึงการประชุมอย่างไม่เป็นทางการระหว่างรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนกับรัฐมนตรีต่างประเทศเมียนมา ซึ่งไทยเป็นเจ้าภาพจัดขึ้นที่กรุงเทพฯ เมื่อวันที่ 12 กรกฎาคมที่ผ่านมา และหลังจากนั้นก็มีการจัดประชุมที่พัทยา ระหว่างเทเรซา พี. ผู้แทนพิเศษด้านเมียนมาของประธานอาเซียน กับผู้แทนรัฐบาล NUG และผู้แทนกองกำลังชาติพันธ์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า “จริงๆ แล้ว กลุ่มชาติพันธุ์กับรัฐบาล NUG ก็ไม่ปฏิเสธการเจรจากับมินอองหล่าย”

เตรียมตั้งคณะทำงานไทย-เมียนมา แก้ปัญหาสารพิษในแม่น้ำ

ประเด็นปัญหาสารพิษที่เกิดจากการทำเหมืองโดยไร้การควบคุมในเมียนมา ซึ่งปนเปื้อนในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายอื่นๆ ของไทย และส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในพื้นที่ โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวและวิถีชีวิตของคนไทยที่อาศัยริมแม่น้ำ เป็นหนึ่งในประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นหารือในระหว่างการพบกันของอนุทินและมินอ่องหล่ายเช่นกัน

โดย อนุทินกล่าวว่า เรื่องนี้ยิ่งเป็นเหตุผลสำคัญที่ทั้งสองประเทศต้องหารือร่วมกัน เพราะไทยและเมียนมานั้นเป็นประเทศเพื่อนบ้าน จึงต้องมีความสัมพันธ์ที่ดี สนับสนุนและเกื้อกูลกัน โดยหากประเทศหนึ่งได้รับผลกระทบจากการกระทำหรือผลพวงที่เกิดขึ้นจากอีกประเทศหนึ่ง ก็ต้องร่วมกันหาแนวทางแก้ไข

ขณะที่ สีหศักดิ์ เผยว่า ในการเจรจากับผู้นำเมียนมาเรื่องการแก้ไขปัญหาสารพิษในแม่น้ำนั้น ฝ่ายไทยและเมียนมาจะมีการตั้งคณะทำงานร่วมกันเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ ไม่ให้เกิดมลภาวะและมลพิษในน้ำ

อย่างไรก็ตาม รศ.ดร. ดุลยภาค ให้ความเห็นว่าปัญหาสารพิษปนเปื้อนที่เกิดขึ้นจากเหมืองในต้นแม่น้ำกกซึ่งอยู่ในรัฐฉานของเมียนมา ถือเป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน และมีหลายฝ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น บทบาทของจีน บทบาทของกลุ่มว้าแดง หรือการเมืองในพลวัตของกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น กะเหรี่ยงซึ่งยังแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม

โดยรศ.ดร. ดุลยภาค ชี้ว่าหลักๆ แล้วการเยือนของมินอ่องหล่ายครั้งนี้ อาจจะได้ภาพที่ชัดเจนขึ้น เรื่องการที่ประเทศไทยเป็นสะพานเชื่อมอาเซียน ตอบสนองนโยบายการมีปฏิสัมพันธ์แบบค่อยเป็นค่อยไประหว่างอาเซียนกับรัฐบาลใหม่ของเมียนมา

แต่สำหรับเนื้อหาในการแก้ปัญหาข้ามพรมแดนต่างๆ โดยเฉพาะเรื่องของสิ่งแวดล้อมนั้น หัวใจสำคัญจะต้องอยู่ที่การตระหนักถึงการพัฒนาที่ยั่งยืน และคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน ซึ่งยังมีอะไรที่จะต้องปรับแก้และปรับปรุงอีกมาก ในด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาของเมียนมาและประเทศที่เกี่ยวข้อง

ฟอรัมธุรกิจ-ดึงนักลงทุน วาระสำคัญมินอ่องหล่ายเยือนไทย

อีกกำหนดการสำคัญที่มีรายงานว่าจะเกิดขึ้นระหว่างการเยือนไทยของมินอ่องหล่าย คือการจัดฟอรัมภาคธุรกิจ (Business Forum) ระหว่างไทยและเมียนมา ซึ่งเป็นฟอรัมพิเศษที่จะจัดขึ้นที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เพื่อเชื้อเชิญภาคธุรกิจของไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมา

รศ.ดร. ดุลยภาค ชี้ว่างานนี้ อาจจะเรียกได้ว่าเป็นกำหนดการสำคัญลำดับต้นๆ สำหรับมินอ่องหล่ายในการเยือนไทย

โดยมินอ่องหล่าย จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ ร่วมกับนายกรัฐมนตรีอนุทิน เพื่อแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับด้านเศรษฐกิจและการลงทุน หรือพูดง่ายๆ ว่า เป็นการแสดงให้นักลงทุนไทยเห็นถึงศักยภาพของเมียนมา โดยคาดว่ามินอองหล่าย อาจจะมีการพูดคุยในแบบส่วนตัวกับภาคธุรกิจของไทยด้วย

“ในการเยือนครั้งนี้ เชื่อว่าเป็นเรื่องของการที่มินอองหล่ายจะมาเสนอไอเดียในการเชื้อเชิญภาคธุรกิจไทยเข้าไปลงทุนในเมียนมา ซึ่งมันยังมีบาง Segment ในภาคธุรกิจ ที่การเข้ามาของนักธุรกิจไทยน่าจะเป็นการเติมเต็มเศรษฐกิจของเมียนมา ที่ได้รับความบอบช้ำจากผลกระทบของการสู้รบและสงครามกลางเมือง” รศ.ดร. ดุลยภาค กล่าว

ด้านนายกรัฐมนตรีอนุทิน ให้สัมภาษณ์ในวันนี้ (31 กรกฎาคม) ว่า การเยือนของมิน อ่อง หล่าย ครั้งนี้ มีกำหนดการสำคัญ นอกจากการหารือแบบทวิภาคี ยังมีการหารือแบบ Four-Eyes หรือการพูดคุยเป็นการส่วนตัวระหว่างผู้นำทั้งสองฝ่าย รวมถึงพบกับสภาธุรกิจไทย-เมียนมา

ขณะที่ เขาย้ำความสำคัญของวาระความร่วมมือด้านเศรษฐกิจว่า ทุกครั้งที่มีแขกบ้านแขกเมืองเดินทางมาเยือน หรือเมื่อผู้นำของไทยเดินทางไปเยือนต่างประเทศ จะต้องมีกรอบความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ ภาคธุรกิจ และภาคเอกชนร่วมเดินทางไปด้วย เพื่อขับเคลื่อนความร่วมมือร่วมกัน ซึ่งไม่ใช่เพียงภาครัฐเท่านั้น แต่ต้องให้ภาคเอกชนมีส่วนร่วมในการสร้างความสัมพันธ์ รวมถึงการจับคู่ทางธุรกิจด้วย

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...