โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“ตลาดคาร์บอน” ไม่ง่าย TDRI ลุ้นรัฐเซตระบบ “ซื้อ-ขาย”

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 05 พ.ย. 2565 เวลา 04.28 น. • เผยแพร่ 05 พ.ย. 2565 เวลา 04.28 น.

ปัญหาน้ำท่วม-ภัยแล้งในช่วงที่ผ่านมาเป็นแรงกดดันสำคัญที่ทำให้ทุกภาคส่วนหันมาให้ความสนใจ “การดูแลรักษ์โลก ลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก” ซึ่งไทยถือเป็นประเทศเดียวในอาเซียนที่ได้ประกาศจุดยืนในการประชุม COP26 ว่าจะก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน (Cabon neutrality) ในปี 2050 แล้วจึงค่อยก้าวสู่ “การปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์” หรือ Zero Emission ในปี 2065

ภัยธรรมชาติ-คู่ค้า กดดันไทย

ไม่ใช่เพียงเพราะภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างมากมาย ทั้งโพลาร์วอเท็กซ์ในสหรัฐ ภาวะน้ำท่วมสหภาพยุโรป เกาหลี และไทย เท่านั้น ที่ทำให้เรื่องนี้ถูกพูดคุยอย่างกว้างขวาง แต่ล่าสุดขณะนี้ประเทศคู่ค้า ต่างขับเคลื่อนเรื่องนี้อย่างเข้มข้น

อาทิ สหภาพยุโรป กำลังจะบังคับใช้มาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) ใน 8 สินค้าคือ เหล็กและเหล็กกล้า อะลูมิเนียม ซีเมนต์ ปุ๋ย ไฟฟ้า ไฮโดรเจน เคมีภัณฑ์ และพลาสติก อย่างเต็มรูปแบบในปี 2570

เช่นเดียวกับตลาดสหรัฐเตรียมร่างกฎหมาย Clean Competition Act (CCA) ตั้งเป้าเก็บภาษีคาร์บอนกับสินค้าที่กระบวนการผลิตมีการปล่อยคาร์บอนปริมาณสูง โดยเสนอให้ผู้ผลิตสหรัฐและผู้นำเข้าสินค้าจากต่างประเทศ

จะต้องเสียภาษีคาร์บอน 55 เหรียญสหรัฐ ต่อการปล่อยคาร์บอน 1 ตัน หากมีการปล่อยคาร์บอนเกินกว่าเกณฑ์ที่กำหนด เช่นกัน ซึ่งเฉพาะ 2 ตลาดนี้ก็มีสัดส่วน 20% ของมูลค่าการส่งออกไทย ฉะนั้น เอกชนไทยต้องเตรียมรับมือ

ใครปล่อยคาร์บอนสูงสุด

“ประชาชาติธุรกิจ” ประมวลภาพรวมประเด็นร้อนเรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในหลาย ๆ เวทีมาสรุปได้ว่า

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์ประจำภาควิชาเศรษฐศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ระบุในงานสัมมนา “ตลาดคาร์บอนกับบทบาทภาคเกษตรไทย” ที่จัดโดยสถาบันคลังสมองของชาติ ร่วมกับสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) และเคหการเกษตร เมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า ปัจจุบันไทยมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจก 354,357.61 gg co2eq

โดยภาคพลังงาน ปล่อยสูงสุด 253,895.61 gg co2eq คิดเป็น 70% ของการปล่อยทั้งหมด รองลงมาคือภาคเกษตร 52,158.70 gg co2eq คิดเป็น 14.72% ภาคอุตสาหกรรมการผลิต 31,531.41 gg co2eq หรือ 8.90% และขยะ 16,771.89 gg co2eq หรือ 4.73%

ตลาด-ราคาคาร์บอน

รศ.ดร.นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการเกียรติคุณ สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) กล่าวว่าคาร์บอนเป็น “สินค้าสาธารณะเลวระดับโลก” ในทางเศรษฐศาสตร์คือไม่มีใครอยากได้ แต่ทุกคนปล่อยคาร์บอน ดังนั้น จึงต้องสร้าง “ตลาดคาร์บอนภาคบังคับ” ขึ้นมา ซึ่งต้องรู้ว่าใครเป็นผู้ผลิต ผู้ขาย และผู้ซื้อก่อน เช่น ภาคเกษตรถือเป็นแหล่งผลิตและกักเก็บคาร์บอนขนาดใหญ่ สามารถสร้างรายได้จากการขายคาร์บอนเครดิตได้

“การตั้งราคาคาร์บอนไม่ใช่มองแค่มูลค่าเท่าไรแต่ต้องมองถึงต้นทุนที่เกิดจากผลกระทบภาพกว้างที่คาร์บอนมีต่อโลก อีกทั้งจะเป็นแรงจูงใจในการวิจัยพัฒนาเทคโนโลยีสีเขียว มีผู้คาดการณ์ว่าราคาคาร์บอนจะไปถึง 200 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอนในอนาคต จากปัจจุบันซื้อขายที่ 1-137 เหรียญสหรัฐ จากราคาเฉลี่ยโลกที่ 40 เหรียญสหรัฐ”

2 วิธีซื้อขายคาร์บอน

ส่วนรูปแบบการซื้อขายคาร์บอน มี 2 วิธีการคือ 1.ETS (Emission trading system) หรือ cap & trade ใช้ 35 ประเทศทั่วโลก มีความแน่นอนสูง เรื่องปริมาณการปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ทำให้เกิดการขับเคลื่อนการลงทุน นวัตกรรมสีเขียว เป็นนโยบายที่พึงประสงค์เมื่อรัฐบาลมีเป้าหมายการลดที่เจาะจง แต่วิธีนี้ทำให้ราคาคาร์บอนต่ำ และค่าใช้จ่ายในการใช้บังคับสูง ทั้งยังอาจเกิด “การวิ่งเต้น” เพื่อขอโควตา

2) การเก็บภาษีคาร์บอน สำหรับกิจกรรมและสาขาการผลิต-บริการที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจก ซึ่งวิธีนี้มีใช้ 27 ประเทศทั่วโลก กำหนดภาษี (ราคา) คาร์บอน 1-137 เหรียญสหรัฐ/ตันคาร์บอน ข้อดีวิธีนี้ราคามีความแน่นอน สะดวกรวดเร็วในการบังคับใช้

และสร้างแรงจูงใจในการพัฒนานวัตกรรม แต่ข้อเสียคือ ปริมาณการลดคาร์บอนต่ำ ระบบการเมืองไม่ผ่านร่างกฎหมายการเก็บภาษี เพราะจะกระทบต่อความนิยม และการเก็บภาษีอัตราสูงจะกระทบต้นทุนการผลิตสินค้า กระทบด้านเศรษฐกิจ

บางจาก ลุ้นภาษีคาร์บอน

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท บางจาก และกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจากคอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การที่ภาคพลังงานต้องเผชิญ 3 วิกฤต (Energy Trilemma)

แต่สุดท้ายเราหนีไม่พ้นต้องใช้ฟอสซิลฟิลด์ วิธีเดียวที่จะอยู่กับเราอย่างยั่งยืน คือ ต้องมีคาร์บอนแคปเจอร์ คือ การดึงคาร์บอนเข้ามาเก็บ ปัจจุบัน ต้นทุนกักเก็บสูงถึง 100-500 เหรียญสหรัฐต่อตัน ดังนั้น รัฐต้องวางแนวทางสนับสนุน เช่นเดียวกับที่จีนส่งเสริมอีวีจนกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในโลก

“วิธีหนึ่งที่จะสนับสนุนได้เลยคือ คาร์บอนแท็กซ์ น่าจะลองดู เพราะวันนี้คาร์บอนเครดิตบ้านเราซื้อขายกัน 1 เหรียญสหรัฐ ส่วนสหภาพยุโรปซื้อขายที่ 40-50 เหรียญสหรัฐต่อตันคาร์บอน”

การเซตตลาดคาร์บอนมีความสำคัญมาก และมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการใช้ทรัพยากรของโลก ดังนั้น ภาครัฐจึงต้องเร่งวางกติกาและโรดแมปอีก 2 ปีข้างหน้า

ปตท.สผ.ลุย CCS กักเก็บคาร์บอน

ในช่วงที่ผ่านมาอุตสาหกรรมพลังงานที่ขึ้นชื่อเป็นอุตสาหกรรมที่ปล่อยคาร์บอนสูงสุด “ตื่นตัว” เรื่องการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกมาก บริษัทพลังงานชั้นนำของไทยได้ประกาศเป้าหมายและการดำเนินการเพื่อก้าวสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน

และ Net Zero ซึ่งหนึ่งในแนวทางที่สำคัญของการลดการปล่อยคาร์บอนคือ การแยกคาร์บอนไดออกไซด์ไปเก็บไว้ใต้พิภพ (Carbon capture storage : CCS)

หากย้อนไปจะพบว่า บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ.ดำเนินการตามแนวคิด EP Net Zero ในปี 2050 (2093) โดยได้เริ่มศึกษาการทำ CCS ที่โครงการอาทิตย์ในอ่าวไทย เมื่อปี 2564 เป็นครั้งแรกของประเทศไทย

หลังจากที่ได้ศึกษาความเป็นไปได้ (Feasibility study) สำเร็จ ครอบคลุมด้านการตรวจสอบและประเมินความสามารถในการกักเก็บคาร์บอนของชั้นหิน ใต้ดิน เบื้องต้นด้านการออกแบบ กระบวนการดักจับและกักเก็บ ด้านแผนการเจาะหลุม สำหรับกับเก็บ เป็นต้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาทางด้านวิศวกรรมเบื้องต้น (Pre Feed Study) และคาดว่าจะเริ่มใช้ได้ในปี 2569

“นายสุพัฒนพงษ์ พันธ์มีเชาว์” รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวว่า การแยกคาร์บอนไดออกไซด์ไปเก็บไว้ใต้พิภพ (CCS) ซึ่งขณะนี้ไทยได้สำรวจพบแหล่งที่จะใช้กักเก็บคาร์บอนไดออกไซด์ขนาด 7,000 ล้านตัน ใน 2 พื้นที่คือ

พื้นที่ใต้ทะเลอ่าวไทยและบนบก คือแม่เมาะ โดยการศึกษาเบื้องต้นเมื่อสำรวจแล้วเป็นโพรงน้ำเกลือ จึงให้มีการศึกษาด้านธรณีวิทยาต่อ ซึ่งทาง ปตท.สผ.อยู่ระหว่างศึกษา คาดว่าจะสรุปภายใน 90 วัน

“หากไทยไม่ดำเนินการเรื่อง Net Zero นี้ เท่ากับว่าในหนึ่งปีไทยจะมีต้นทุน ที่ต้องแบกไว้ 1 ล้านล้านบาท หากคำนวณจากปริมาณการปล่อยคาร์บอนไดออกไซด์ไทย คิดเป็น 350 ล้านตันต่อปี ตามราคาคาร์บอนเครดิตโลก 3,000-4,000 บาท/ตัน”

กระทรวงพลังงานจึงได้ดำเนินการ 4 แนวทาง ทั้งการเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน จาก 20% เป็น 30% ในปี 2030 การเพิ่มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป้าหมายให้มีรถอีวี 30% ในปี 2030 เพิ่มสถานีชาร์จ รวมถึงแพลตฟอร์มอำนวยความสะดวก พร้อมทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน จาก 20% ให้มากขึ้นเรื่อย ๆ จากการพัฒนาเทคโนโลยีอุปกรณ์ต่าง ๆ และลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อรองรับการใช้พลังงานสะอาดในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...