โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สำรวจโลกรับมือ 'น้ำท่วม' / สิ่งแวดล้อม : ทวีศักดิ์ บุตรตัน

มติชนสุดสัปดาห์

อัพเดต 16 ก.ย 2565 เวลา 04.33 น. • เผยแพร่ 18 ก.ย 2565 เวลา 00.00 น.

สิ่งแวดล้อม

ทวีศักดิ์ บุตรตัน

btawesak@gmail.com

สำรวจโลกรับมือ ‘น้ำท่วม’

ทุกครั้งที่ฝนตก กรุงเทพมหานคร เมืองหลวงของเราทุกคนไม่สามารถหลีกเลี่ยงน้ำท่วม จราจรติดขัด ยิ่งฝนตกหนักเท่าไหร่ก็ยิ่งวิกฤตมากขึ้นเป็นทวีคูณ ความสูญเสียเกิดขึ้นในทุกมิติ ไม่ว่าจะด้านเศรษฐกิจ พลังงานหรือสิ่งแวดล้อม เป็นความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้นทุกๆ ปี

ฉะนั้น ถึงเวลาที่ต้องกลับมาทบทวนระบบป้องกันน้ำท่วมและลงมือวางแผนปฏิบัติการรับมือกับภาวะโลกร้อน “กทม.” ให้มีประสิทธิภาพกว่านี้

“บางกอก” หรือกรุงเทพมหานครในปัจจุบัน ก่อตั้งมาเมื่อ 240 ปีที่แล้ว เป็นการตั้งโดยไม่ได้จัดวางผังเมืองมาก่อน ซึ่งในเวลานั้นคงไม่มีใครคิดว่าเมืองจะขยายตัวใหญ่โตมีผู้คนเข้ามาอยู่แออัดหนาแน่น

กฎหมายผังเมืองเพิ่งมีหลังก่อตั้งเป็นเมืองหลวงของประเทศไทยมาแล้ว 170 ปี แม้เป็นกฎหมายผังเมืองฉบับแรก ในปี พ.ศ.2495 แต่ไปคัดลอกจากกฎหมายผังเมืองอังกฤษที่มีชื่อว่า Town and Coun-try Act 1944 และไม่ได้นำมาบังคับใช้จริงๆ จังๆ ทำให้เมืองขยายตัวอย่างสะเปะสะปะ

ส่วนกฎหมายผังเมืองรวม กทม. เพิ่งเกิดราวๆ 30 ปีที่แล้ว แต่มุ่งเน้นเรื่องของการสร้างมูลค่าที่ดินมากกว่าจะทำให้เป็นเมืองน่าอยู่

ดูได้จากการเพิ่มพื้นที่สาธารณะ พื้นที่สีเขียวมีสัดส่วนน้อยมาก แต่ให้ความสำคัญกับการอนุมัติก่อสร้างตึกอาคารขนาดใหญ่ในซอยแคบๆ สร้างศูนย์การค้ากลางชุมชน หรือมีโรงงานอุตสาหกรรมโผล่ข้างๆ หมู่บ้าน

ผังเมืองรวม กทม. ไม่ได้ยึดโยงกับระบบการขนส่งมวลชน ระบบสาธารณูปโภค เพราะคนคิดโครงการอยู่คนละหน่วยงาน ต่างคนต่างทำ อย่างเช่น โครงการรถไฟฟ้า จู่ๆ ก็อนุมัติให้สร้างกลางเมือง ไม่วางแผนสร้างจุดเชื่อมต่อให้ผู้คนที่อยู่ในชุมชนหรือหมู่บ้านเดินทางไปขึ้นรถไฟฟ้าได้สะดวกโดยไม่ต้องขับรถยนต์ส่วนตัว

เช่นเดียวกัน การพาดสายไฟฟ้าหรือสายสื่อสาร ถือได้ว่าไร้ประสิทธิภาพอย่างสิ้นเชิง ทำให้เมืองตกอยู่ในภาวะอุจาดทางสายตา

เมื่อสภาพเมือง “กทม.” เละเทะไร้ระบบเช่นนี้ ความวุ่นวายปั่นป่วนจึงเกิดขึ้นตามมาเป็นโขยง ตั้งแต่น้ำท่วม น้ำเน่าเสีย มลพิษทางอากาศ ฝุ่นกระจาย จราจรติดขัด ชุมชนเสื่อมโทรม ที่ซ่องสุมอาชญากรรม ฯลฯ

กล่าวสำหรับปัญหาน้ำท่วมเมือง เวลานี้ถือว่าเป็นวาระใหญ่ของโลก เป็นผลจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เกิดฝนตกหนักในเมืองมากขึ้น มีปริมาณน้ำฝนมากกว่าในอดีต ผังเมืองไม่ได้จัดวางเป็นระเบียบ ระบบระบายน้ำไร้ประสิทธิภาพ จึงทำให้เกิดน้ำท่วมกลางเมืองใหญ่ที่อยู่ชายฝั่งทะเลทั่วโลก

ดูตัวอย่าง กรุงโซล เกาหลีใต้ เกิดฝนตกหนักเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา ปริมาณน้ำฝนมากสุดในรอบ 115 ปี มวลน้ำทะลักท่วมศูนย์กลางธุรกิจ อย่างเช่น เขตกังนัม เสียหายยับเยิน มวลน้ำยังไหลบ่าทะลักใส่สถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน คอนโดมิเนียม ร้านค้าบ้านเรือนผู้คน ต้องขนกำลังทหารเข้ามาช่วยเคลียร์พื้นที่ ทะลวงท่อ ช่วยเหยื่อผู้ประสบภัย

เมื่อ 10 ปีก่อนทางผู้บริหารกรุงโซลได้วางระบบบริหารจัดการน้ำไว้แล้ว ใช้เงินลงทุนเพิ่มขึ้นทุกปี จาก 4 แสนล้านวอน หรือราว 1 หมื่นล้านบาทในปี 2555 มาเป็น 5 แสนล้านวอน (14,000 ล้านบาท) ในปี 2564 แต่ก็เอาไม่อยู่ น้ำฝนเยอะเกิน ตกชั่วโมงเดียววัดปริมาณได้มากถึง 110 มิลลิเมตร

มีเสียงวิพากษ์วิจารณ์สาเหตุการจัดการน้ำด้อยประสิทธิภาพเพราะผู้บริหารยุคก่อนนั้นแอบมุบมิบคอร์รัปชั่น

หลังวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ผ่านไปแล้ว ผู้บริหารกรุงโซลอนุมัติเงินงบประมาณ 30,000 ล้านวอน เพื่อฟื้นฟูความเสียหาย และอีก 1.5 แสนล้านวอนสำหรับก่อสร้างระบบท่อยักษ์ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 10 เมตร จัดเก็บระบายน้ำชั้นใต้ดินลึก 40-50 เมตรในพื้นที่สำคัญๆ เช่น กังนัม ภายในระยะ 10 ปีข้างหน้า

ที่กรุงโคเปนเฮเกน เมื่อเดือนกรกฎาคม ปี 2554 เกิดพายุฝนตกหนักสุดๆ จนสื่อประโคมข่าวว่าเป็นพายุฝน 2 พันปี เพราะมวลน้ำไหลบ่าท่วมเมืองหลวงแห่งเดนมาร์ก สร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจคิดเป็นมูลค่าราว 36,000 ล้านบาท และปีก่อนหน้า พายุฝนถล่มกรุงโคเปนเฮเกน บ้านเรือนเสียหายยับเยินมาแล้ว

นายมอร์เทน คาเบลล์ นายกเทศมนตรีกรุงโคเปนเฮเกนในช่วงเกิดวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ครั้งนั้น ยอมรับว่า ภาวะโลกร้อนเป็นของจริง ทำให้กรุงโคเปนเฮเกนพังย่อยยับต่อหน้าต่อตา จึงต้องหันมาคิดหนทางแก้ปัญหาป้องกันน้ำท่วมอย่างยั่งยืน

แนวคิด “เขียวและฟ้า” ของคาเบลล์ มีชื่อโครงการว่า “ไคล์เมต พาร์ก” (Climate Park) ใช้พื้นที่ใต้ดินของสวนสาธารณะ สนามฮอกกี้ สวนกุหลาบเป็นแหล่งกักเก็บน้ำ คิดค้นเทคโนโลยีใหม่ๆ เพื่อมาใช้ในการสูบน้ำและดึงน้ำลงทะเลหรือสำรองในฤดูแล้ง

พื้นที่สวนสาธารณะ ได้รับการออกแบบปรับปรุงชั้นใต้ดินให้เป็นอ่างกักเก็บน้ำ ติดตั้งระบบสูบระบายน้ำ ส่วนพื้นผิวดิน ปรับภูมิทัศน์ปลูกต้นไม้ให้สวยงามร่มรื่น สร้างเนินเขา เป็นแหล่งพักผ่อน ลู่วิ่งออกกำลังและสนามเด็กเล่นของผู้คนรอบๆ

พื้นที่ที่กีดขวางทางน้ำ เช่น ถนนที่เป็นของเอกชนทั่วกรุงโคเปนเฮเกนมีอยู่ทั้งหมด 132 กิโลเมตร ทางโครงการขอซื้อคืน เพื่อนำมาสร้างเป็นทางระบายน้ำ

โครงการนี้เริ่มแรกใช้เงินลงทุน 400ล้านบาท ถือว่าคุ้มค่ามากเพราะช่วยป้องกันความเสียหายจากน้ำท่วมอย่างเห็นผล และได้วางแผนสร้างโครงการลักษณะนี้ในขนาดต่างๆ ทั้งใหญ่เล็กทั่วกรุงโคเปนเฮเกน 300 แห่ง ใช้เงินทั้งหมด 268 ล้านยูโร

ถ้าโครงการเสร็จสิ้นสมบูรณ์ สามารถกักเก็บน้ำในช่วงฝนตกหนักได้ 22 ล้านลิตร

เมืองรอตเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ สร้างแหล่งกักเก็บน้ำรูปร่างเหมือนอัฒจันทร์ทรงกลมกลางแจ้งของโรมัน เพื่อเก็บน้ำสำรองไว้ใช้ในยามฉุกเฉิน 1.7 ล้านลิตร เมื่อฝนตกหนัก อัฒจันทร์นี้จะดึงน้ำจากพื้นที่ต่างๆ ได้มากถึง 2 เท่าของปริมาณน้ำสำรอง พื้นที่รอบๆ ของอัฒจันทร์ออกแบบก่อสร้างเป็นอาคารลอยน้ำ สวนสาธารณะ และบ้านรังนกให้นกเข้าไปอยู่อาศัย

เมืองอื่นๆ ใกล้ๆ กับเมืองไทยอย่างเช่น กรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ใช้แนวคิดแก้ปัญหาน้ำท่วมคล้ายกับกรุงโคเปนเฮเกน แต่เรียกโครงการว่า “สวนน้ำ” เป็นทั้งสวนสาธารณะ แหล่งกักเก็บน้ำและสวนสนุกให้ประชาชนพักผ่อนหย่อนใจ

อีกทั้งยังเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันน้ำท่วม

ที่เกาะฮ่องกง มีฝนตกเฉลี่ยปีละ 2,300 ม.ม.ถือว่าสูงมาก และพายุพัดกระหน่ำรุนแรงมากขึ้น เกิดน้ำท่วมฉับพลัน ผู้บริหารมองว่า ทางออกในการแก้ปัญหาให้ยั่งยืนนั่นคือการปรับปรุงระบบระบายน้ำทั้งหมด ให้น้ำไหลอย่างเป็นธรรมชาติ ตรงไหนเป็นอุปสรรคกีดขวางทางน้ำก็แก้ไขปรับปรุงใหม่

เวลานี้ ฮ่องกงมีทางระบายน้ำ 2,400 กิโลเมตร มีร่องน้ำระบายลงแม่น้ำระยะทาง 350 ก.ม. และมีแหล่งกักเก็บน้ำใต้ดิน 3 แห่งสามารถกักเก็บน้ำได้ 170,000 ลูกบาศก์เมตร จุดระบายน้ำ ไม่เพียงป้องกันน้ำท่วม แต่ยังเป็นสวนสาธารณะแหล่งพักผ่อน ออกกำลัง เป็นเส้นทางปั่นจักรยานของชาวฮ่องกง

สําหรับในเขตปริมณฑล กทม.นั้น เรามีแก้มลิงอยู่หลายแห่ง

มี “สวนบางกะเจ้า” เป็นแหล่งกักเก็บน้ำและเป็นปอดใหญ่ของพื้นที่ปริมณฑล

กทม.เป็นพื้นที่อนุรักษ์ที่มีความสำคัญในการป้องกันน้ำท่วมทางฝั่งตะวันตก แต่กระนั้น ยังไม่สามารถป้องกันน้ำท่วม กทม.ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะความแออัดของเมือง ระบบผังเมืองเละเทะ ระบบระบายน้ำล้มเหลว

ฝนถล่ม กทม.เพียงแค่วันเดียว น้ำท่วมขังเกือบค่อนเมือง รถติดหนัก ต้องใช้เวลาเดินทาง 2-3 ชั่วโมงกว่าจะถึงจุดหมาย บางจุดน้ำเอ่อล้นท่วมตรอกซอกซอย ผู้คนติดแหง็กออกจากบ้านไม่ได้

ผมเห็นว่า กทม.ต้องวางแผนรื้อผังเมือง จัดระบบระเบียบพื้นที่รองรับน้ำให้มากขึ้น ปรับปรุงคูคลองให้สะอาด ระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นแหล่งสำรองน้ำในยามแล้ง

เพราะถ้าขืนปล่อยให้สภาพ “กทม.” เน่าเละอย่างนี้ ในไม่ช้าจะกลายเป็นเมืองใต้บาดาล เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล •

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...