เปิดชีวิต "ท้าวทองกีบม้า" ราชินีขนมไทย ในประวัติศาสตร์ จบสวยจริงมั้ย?
กลายเป็นละครที่กระแสมาแรงสุด ๆ ในขณะนี้ สำหรับ “พรหมลิขิต” ละครภาคต่อสุดฮิต “บุพเพสันนิวาส” เรื่องราวของ “การะเกด – คุณพี่หมื่น” หลังจากจบภาคแรก และมีลูกด้วยกัน ก่อนจะมาถึงเรื่องราวความรักของพระ-นางรุ่นลูก
ซึ่งนอกจากเรื่องราวของคู่พระนางแล้ว ยังมีตัวละครอื่น ๆ โดย 1 ในนั้น คือ “แม่มะลิ” หรือ “ท้าวทองกีบม้า” หรือ “ตองกีมาร์” รับบทโดยนักแสดงสาวลูกครึ่ง ไทย จีน อังกฤษ “ซูซี่ สุษิรา” ที่มีตัวตนอยู่จริงในประวัติศาสตร์ และเป็นหนึ่งในตัวละครที่ถูกพูดถึงเป็นอย่างมาก
โดยในเรื่องนั้น ชีวิตของ “แม่มะลิ” ต้องตกอับอย่างมาก หลัง “พระยาวิไชเยนทร์” ถูกตัดสินโทษประหาร ทั้งโดนริบทรัพย์ สิ้นเนื้อประดาตัว และยังถูกจับไปขังในโรงม้า ขณะที่ในเรื่องนั้น หลวงสรศักดิ์ ที่รับบทโดย ก๊อต จิรายุ ตั้งใจจะนำนางไปเป็นสนม และมาเกลี้ยกล่อมให้ยอม แต่ “แม่มะลิ” ก็ปฏิเสธ โดยให้เหตุผลว่าสัญญากับสามีไว้ ว่าจะมีเขาเป็นสามีเพียงคนเดียว แม้จะถูกยื่นข้อเสนอใด ๆ ก็ตาม จนทำให้ถูกข่มขู่ และคุมขังในที่สุด
ซึ่งเมื่อการะเกด ที่รับบทโดย เบลล่า ราณี ถูกสามีคุณพี่หมื่น รับบทโดย โป๊ป ธนวรรธน์ ถามเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า ไม่ห่วงเพื่อนหรืออย่างไร? นางเอกซึ่งเป็นคนจากยุคปัจจุบันและรู้ประวัติศาสตร์อยู่แล้ว จึงบอกว่า ตนเป็นห่วงแม่มะลิจริง แต่เป็นห่วงคุณพี่มากกว่า หากเข้าไปขวางจะเป็นอันตรายถึงตาย ส่วนแม่มะลินั้น ถึงแม้จะมีเคราะห์กรรมหนักจนปางตาย แต่นาง “จบสวย”
งานนี้หลายคนเลยสงสัยว่า ในประวัติศาสตร์นั้น หลังจากการตายของสามี แม่มะลิ ต้องเจอเรื่องราวเคราะห์กรรมอะไรบ้าง? และ “จบสวย” จริงหรือไม่? วันนี้ (21 ตุลาคม 2566) WRN รวบรวมเรื่องราวมาให้แล้วค่ะ
หลังจากที่ปฏิเสธข้อเสนอของ หลวงสรศักดิ์ แม่มะลิ ก็ต้องเจอกับความทุกข์ยากลำบากมากมาย นางพยายามหาทุกวิถีทางที่จะติดต่อกับชาวฝรั่งเศส เพื่อขอออกไปจากแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา จนได้รับความช่วยเหลือจากนายพลเดฟาร์ฌ ที่ประจำการที่ป้อมวิไชยเยนทร์ที่บางกอก ได้ให้สัญญากับนางว่า จะพาออกไปพ้นกรุงสยาม แต่นายพลเดฟาร์ฌได้บิดพลิ้วต่อนาง นอกจากปฏิเสธนางแล้ว ยังได้กักขังหน่วงเหนี่ยวนางในหอรบ ควบคุมอย่างเข้มงวด และส่งตัวนางกลับอยุธยา หลังจากนั้นประวัติของนางก็หายไปช่วงหนึ่ง
เรื่องราวของมาดามฟอลคอน หรือ มารีอา กียูมาร์ ปรากฏในประวัติศาสตร์อีกครั้ง โดยเธอเขียนจดหมายส่งไปยังบิชอปฝรั่งเศสในประเทศจีนเมื่อปี พ.ศ.2259 ขอให้บาทหลวงกราบทูลพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 ให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ บังคับให้รัฐบาลฝรั่งเศส ส่งส่วนแบ่งรายได้ของบริษัทฝรั่งเศสที่สามีเคยเป็นผู้อำนวยการแก่นางบ้าง และพรรณนาความทุกข์ยากลำบากของนาง
ในจดหมายดังกล่าว มีข้อความที่นางบรรยายว่า “…คงแอบพักนอนที่มุมห้องพระเครื่องต้น บนดินที่ชื้น ต้องคอยระวังเฝ้ารักษาเฝ้าห้องเครื่องต้น…” ทำให้ทราบว่านางได้ปฏิบัติหน้าที่เป็นพนักงานเครื่องต้นในวังแล้ว
โดยจดหมายเหตุฝรั่งเศสโบราณ มีการบันทึกการปฏิบัติหน้าที่ในห้องเครื่องต้นของนาง ความว่า “…ภรรยา [ของนายคอนสแตนติน] เป็นท้าวทองกีบม้าได้เป็นผู้กำกับการชาวเครื่องพนักงานหวาน ท่านท้าวทองกีบม้าผู้นี้เป็นต้นสั่งสอนให้ชาวสยามทำของหวานคือขนมทองหยิบ ทองหยอด ฝอยทอด ขนมทองโปร่ง ทองพลุ ขนมผิง ขนมฝรั่ง ขนมขิง ขนมไข่เต่า ขนมทองม้วน ขนมสัมปันนี ขนมหม้อแกง และสังขยา…”
ในบันทึกของเมอซีเยอโชมง ชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาในปี พ.ศ. 2262-2267 ให้ข้อมูลว่า หลังสิ้นรัชกาลพระเจ้าเสือ (หลวงสรศักดิ์) ชีวิตของมาดามฟอลคอนได้กลับมาดีขึ้นโดยลำดับ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดเกล้าให้มาดามฟอลคอนเข้ามารับราชการฝ่ายใน โดยไว้วางพระราชหฤทัยให้นางดูแลเครื่องเงินเครื่องทองของหลวง และเป็นหัวหน้าเก็บพระภูษาฉลองพระองค์ และมีสตรีในบังคับบัญชากว่า 2,000 คน
ท้าวทองกีบม้า ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความสุจริต คืนเงินสู่ท้องพระคลังปีละครั้งมาก ๆ ทุกปี จนเป็นที่โปรดปรานในองค์พระมหากษัตริย์ รวมทั้งจอร์จ บุตรชายของเธอที่ยังมีชีวิตอยู่ ด้วยพระเจ้าอยู่หัวท้ายสระทรงโปรดไว้ใกล้ชิดพระองค์
ส่วนบุตรคนเล็กคือ คอนสแตนติน ได้สนองพระเดชพระคุณสร้างออร์แกนเยอรมันถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวบรมโกศ จากหลักฐานของมิชชันนารีฝรั่งเศส คอนสแตนตินถูกเรียกว่า ราชมนตรี เป็นตำแหน่งผู้นำของชุมชนคริสตัง
ในปี พ.ศ.2260 รัฐบาลฝรั่งเศสได้มีมติอนุมัติให้ส่งเงินรายได้ที่เป็นของฟอลคอนแก่นางตามที่นางขอร้องในจดหมายที่เคยส่งไปมาให้ โดยหลังพ้นจากวิบากกรรมอันเลวร้าย ท้าวทองกีบม้า ได้ใช้เวลาแห่งบั้นปลายชีวิตที่เหลือด้วยการปฏิบัติศาสนกิจอย่างเคร่งครัด โดยพำนักอยู่กับลูกสะใภ้ที่ชื่อ ลุยซา ปัสซัญญา (Louisa Passagna) ภริยาม่ายของคอนสแตนติน และได้ถึงแก่มรณกรรมในปี พ.ศ.2265 สิริอายุขัย 63-64 ปี
ขอบคุณข้อมูลจาก เพจ “โบราณนานมา”