ทะลุมิติไปเป็นนางร้ายในนิยายยุค 70 (มี E-Book)
ข้อมูลเบื้องต้น
เจียงซูหลันทะลุมิติมาอยู่ในร่างของตัวร้ายของเรื่อง ทั้งเห็นแก่ตัว ทั้งปากร้ายที่สำคัญกำลังจะทิ้งลูกและสามีหนีเข้าไปในเมืองเพื่อตามหาพระเอกอีกด้วย ที่สำคัญจุดจบของนางร้ายคนนี้ก็คือไม่ได้ตายดีนี่สิ ไม่นะฉันจะไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้นอย่างเด็ดขาด
เธอพยายามอย่างหนักที่จะหนีจากองค์กรลับที่เธอทำงานให้ คิดไม่ถึงว่า ในห้วงเวลาสุดท้ายของชีวิตดวงจิตของเธอจะสามารถเคลื่อนย้ายเข้ามาอยู่ในโลกของนิยายที่เธอเคยอ่าน ไม่เพียงได้เข้ามาอยู่ในโลกแห่งนิยายเพียงเท่านั้น เธอยังได้เข้ามาอยู่ในร่างของตัวละครที่เด่นมากที่สุดในนิยายอีกด้วย เพียงแต่จุดจบของตัวละครตัวนี้กลับไม่ค่อยจะดีเท่าไหร่ แถมนิสัยก็ยังร้ายกาจเป็นอย่างมาก
“สวรรค์! นี่ฉันคือนางร้ายของเรื่องเลยหรือนี่ เป็นตัวร้ายก็ช่างเถิดแต่จุดจบไม่ดีนี่สิ ตัวร้ายคนนี้ฉันไม่เป็นได้ไหม”
อุดหนุน รูปแบบ E-Book ได้ทั้งใน DekD และ Meb ได้แล้วนะคะ
บทที่ 1 ทะลุมิติ
ท่ามกลางแสงไฟอันมืดมิด เสียงฝีเท้าที่ไล่ตามติดและเสียงหอบหายใจอันหนักหน่วงของตนเองทำให้เจียงซูหลันแทบจะขอยอมแพ้ แต่เมื่อคิดถึงความตายที่กำลังคืบคลานเข้ามาขาของเธอก็ยังคงก้าวต่ออย่างไม่คิดจะหยุดพัก ด้วยรู้ดีว่าหากเธอหยุดก้าวเท้าเมื่อไหร่ชีวิตน้อยๆ ของเธอก็คงจะปลิดปลิวไปเป็นแน่
เธอยังคงก้าวเท้าต่อไปแม้ว่าแทบจะสิ้นไร้เรี่ยวแรงและปอดของเธอก็แทบจะระเบิดออกมาแล้ว แต่เมื่อพ้นตัวตึกด้านหน้าฝีเท้าของเธอก็พลันต้องชะลอความเร็วลงเมื่อเห็นว่ามีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งกำลังรอเธออยู่
“ซูหลันส่งยาที่ทีมเธอวิจัยได้มาให้ฉันเถอะ แล้วชีวิตของเธอจะปลอดภัย” เสียงพูดอันนุ่มนวลแต่ความหมายกลับเต็มไปด้วยถ้อยคำข่มขู่ของคนตรงหน้าทำให้เจียวซูหลันแทบอยากจะกระโดดไปข่วนหน้าเขา แต่เมื่อคิดว่าในยามนี้ความสัมพันธ์ของเธอกับเขาไม่ใช่คนรักที่พูดคุยกันได้ทุกเรื่องอีกต่อไปแล้ว เจียวซูหลันก็แทบจะหลั่งน้ำตาออกมา
“งานวิจัยนี้ไม่ใช่ของฉันคนเดียว พวกเขาปกป้องมันด้วยชีวิต แล้วนายคิดว่าฉันจะมีสิทธิ์อะไรที่จะเอางานชิ้นนี้มอบให้นายเพื่อรักษาชีวิตของตัวเอง” คำพูดของเจียงซูหลันทำให้ลู่หยางหมิงหัวเราะออกมาเบาๆ แล้วก็ก้าวเท้าเดินตรงมาหาเธอ
“ซูหลัน ต่อให้เธอไม่มอบให้ฉันก็มีวิธีเอามันไปจากเธออยู่ดี ตัวยาที่ทีมวิจัยของเธอคิดค้นได้จะช่วยผู้คนได้อีกมาก แล้วทำไมพวกเธอจึงได้ปกปิดความลับของมันและไม่ยอมมอบมันให้กับองค์กรของพวกเราเล่า” คำพูดของเขาทำให้เจียงซูหลันส่ายหน้า
“ยานี้ช่วยเหลือคนได้ก็จริง แต่องค์กรของพวกเราไม่ได้คิดจะช่วยคนหยางหมิงก่อนหน้านี้ที่ฉันติดตามนายเข้าองค์กรมาก็เพราะคิดว่านายมีความตั้งใจจริงที่จะช่วยเหลือผู้คน แต่ตอนนี้ฉันรู้แล้วว่านายมันก็แค่โจรร้ายที่แฝงตัวอยู่ในคราบของนักบุญเท่านั้น”
เจียงซูหลันพูดพลางขยับตัวถอยหนีจากเขา แต่ลู่หยางหมิงกลับเร็วกว่าเขารีบยื่นมือมาจับตัวเธอเอาไว้เธอจึงได้ใช้เครื่องช็อตไฟฟ้าที่ศาสตราจารย์ของเธอเพิ่งจะมอบให้ช็อตไปที่ตัวของเขาเพียงแต่จุดที่เธอยืนอยู่มีน้ำขังอีกทั้งชุดที่เธอสวมใส่ออกจากห้องทดลองยังสามารถเหนี่ยวนำกระแสไฟฟ้าได้ดียามนี้ร่างกายของเธอจึงถูกช็อตไปด้วย ลู่หยางหมิงที่ถูกกระแสไฟฟ้าช็อตจนร่างกายเกร็งกระตุกจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ เขาตั้งใจจะดันเธอออกแต่เธอกลับไม่ขยับเลยสักนิดก็แน่ละกระแสไฟฟ้าที่ได้รับทำให้เนื้อตัวของเธอกำลังกระตุกอย่างรุนแรงและแข็งเกร็งจนถึงขั้นนี้แล้วเขาจะดันเธอออกได้อย่างไร
“ปัง!” เสียงปืนดังขึ้นหนึ่งนัดความรุนแรงของลูกกระสุนทำให้ตัวของเธอกระเด็นล้มลงไปจากจุดที่ยืนอยู่ เครื่องช็อตไฟฟ้าหลุดหายจากมือของเธอไปแล้ว แต่ตอนนี้ที่เนื้อตัวของเธอกลับมีลูกกระสุนฝังอยู่แทน
“ซูหลัน!” เสียงร้องเรียกด้วยความร้อนใจของลู่หยางหมิงดังเข้ามาในสติที่กำลังจะมืดดับของเธอ เจียงซูหลินได้แต่ยิ้มออกมาเมื่อคิดว่าหากเธอตายความลับของยาก็คงจะตายตามเธอไปด้วย เพียงแต่ยาสามเม็ดที่เธอลักลอบนำออกมาด้วยเธอไม่อาจจะปล่อยให้พวกเขานำไปแยกตัวยาแล้วสร้างขึ้นมาใหม่ได้ เธอจึงได้ตัดสินใจใช้แรงเฮือกสุดท้ายล้วงเอายาที่ซุกซ่อนในหน้าอกยัดใส่ปากของตนเองแล้วพยายามกลืนลงคอไปในทันที
“อย่านะ!” เสียงห้ามพร้อมกับมือของลู่หยางหมิงที่ยื่นมาดึงมือของเธอออกจากปาก แต่เมื่อเห็นว่ายาหายไปจากมือของเธอแล้ว เขาก็พยายามจะบีบกรามของเธอเพื่อไม่ให้เธอกลืนยาลงท้อง แต่ก็ไม่ทันแล้วทันทีที่ตัวยาถูกน้ำลายของเธอมันก็ละลายและซึมซับเข้าสู่ร่างกายของเธอไปแล้ว
เจียงซูหลันได้แต่หลับตาลงเพื่อรอรับความเจ็บปวดจากการงอกเงยของกระดูกตามฤทธิ์ของยาที่เธอและทีมงานช่วยกันสร้างขึ้น ในใจก็ได้แต่คิดว่าจะตายทั้งทีศพก็ยังไม่สวยอีก ตัวยาที่เธอคิดค้นตัวนี้จะช่วยผสานกระดูกซ่อมแซมส่วนที่แตกหักได้อย่างรวดเร็ว แต่หากคนปกติกินยานี้เข้าไปจนเกินขนาดเช่นเธอนอกจากจะช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอแล้ว ก็อาจจะมีกระดูกส่วนเกินงอกเงยออกมาจนเนื้อตัวผิดรูป แม้ว่าจะไม่เคยทดลองกับตนเองแต่เธอรู้ดีว่าการงอกของกระดูกส่วนเกินจะสร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้ได้รับยานี้เข้าไปมากเพียงใด แต่บาดแผลจากกระสุนคงจะมากจนเกินไปยังไม่ทันได้รับความเจ็บปวดจากฤทธิ์ยา สติของเธอก็พลันดับวูบไปเพราะความเจ็บปวดของบาดแผลเสียแล้ว
“ติ๊ง! ยินดีต้อนรับเข้าสู่ระบบฟื้นฟู ขอเพียงคุณสามารถปฏิบัติภารกิจที่ได้รับมอบหมายจนเสร็จสิ้นระบบฟื้นฟูสภาพจิตใจและร่างกายของคุณก็จะสำเร็จ” หลังจากที่จมอยู่ในความมืดมิดอยู่เนิ่นนานอยู่ๆ ก็มีเสียงดังขึ้นในหัว เจียงซูหลันได้แต่ขมวดคิ้วแล้วก็เอ่ยถามออกไปเพียงแต่คำถามเหล่านี้กลับดังก้องอยู่แค่เพียงในหัวของเธอเพียงเท่านั้น ริมฝีปากของเธอไม่ได้ขยับเลยสักนิด เรื่องนี้เธอแน่ใจเพราะว่าเธอพยายามขยับทุกส่วนของร่างกายอยู่หลายครั้งแต่ร่างกายของเธอกลับไม่สามารถขยับเขยื้อนได้เลย
“ระบบฟื้นฟูงั้นหรือ”
“ระบบของเราจะส่งดวงจิตของคุณเข้าไปอยู่ในโลกต่างมิติ มิติที่คุณจะถูกส่งเข้าไปล้วนสุ่มจากระบบความคิดของคุณเอง คุณชอบอ่านหนังสือเรื่องอะไร หรือว่าชอบดูหนังเรื่องไหนมากที่สุดระบบจะสุ่มเลือกจากความชื่นชอบของคุณแล้วก็จะทำการส่งคุณเข้าไปในนิยายหรือไม่ก็หนังเรื่องนั้น” เมื่อเสียงนี้พูดจบเจียวซูหลันก็พลันรู้สึกปวดหัวจนแทบจะแตกเป็นเสี่ยงๆ ร่างกายก็พลันปวดแปลบไปทั้งร่าง เธอร้องครางออกมาด้วยความเจ็บปวดแต่เหมือนกับว่ามีความอบอุ่นบางอย่างกำลังโอบอุ้มร่างกายของเอาไว้
“ซูหลัน คุณอดทนหน่อยนะ ผมจะช่วยคุณเอง” เสียงนี้ดังขึ้นผ่านม่านหมอกแห่งความเจ็บปวดเข้ามา แต่เจียงซูหลันกลับส่ายหน้าด้วยรู้ดีว่าเจ้าของเสียงนี้คือต้นเหตุที่ทำให้เธอกำลังจะตายเช่นนี้
แต่แล้วก็พลันมีหนังสือเล่มหนึ่งปรากฏขึ้นมาในหัวของเธอ อันที่จริงเธอไม่ได้ประทับใจนิยายเรื่องนี้เท่าไหร่แต่เพราะว่ามันคือหนังสือนิยายที่เธออ่านในตอนที่เธอกำลังอยู่ในช่วงที่มีความสุขมากที่สุดในชีวิต เธอจึงสามารถจดจำนิยายเรื่องนี้ได้ในทันทีที่คิดถึงหนังสือนิยายที่เคยอ่าน
“นางร้ายคนนี้ทำไมถึงได้โง่อย่างนี้ล่ะ ผู้ชายเขาไม่ได้รักเสียหน่อยก็ยังคิดไปแย่งชิง แถมยังโผงผางลงมือเปิดเผยแบบนี้ไม่น่าแปลกใจเลยที่สุดท้ายก็ต้องตายไปโดยที่ไม่มีใครเสียใจให้เธอเลยสักนิด” ถ้อยคำประโยคนี้ของตนเองดังขึ้นมาในหัว แล้วก็มีเสียงของคนคนหนึ่งหัวเราะออกมาเบาๆ
“ก็แค่ตัวร้ายในนิยายคุณจะบ่นเธอไปทำไม”
“ฉันก็แค่คิดว่าจะมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ หรือ ปากร้ายใจดำ แถมยังขี้อิจฉาอย่างออกนอกหน้าอย่างนี้ แล้วยังจะมีคนชอบเธออีกหรือไม่น่าแปลกใจเลยที่ในตอนท้ายเธอจะต้องตายอย่างอนาถถึงขั้นนั้นแถมไม่มีใครสงสารเธอเลยสักนิด” เมื่อถ้อยคำประโยคนี้ของเธอจบลงก็พลันมีแสงสว่างวาบเข้ามา
“ด้ายแดงลิขิตรัก”
“ติ๊ง! ยินดีด้วยภารกิจของคุณได้เริ่มต้นแล้ว ขอแค่คุณสามารถรอดตายในนิยายเรื่องนี้ได้จนถึงตอนจบภารกิจของคุณก็จะสามารถลุล่วง” เมื่อสิ้นเสียงประกาศจากระบบ สติของเจียงซูหลันก็พลันมืดดับลงไปอีกครั้ง เมื่อลืมตาขึ้นมาเธอก็กำลังนอนอยู่ในสภาพแวดล้อมอันแปลกตาไปเสียแล้ว
“คุณแม่!” เสียงเรียกสองเสียงที่ดังขึ้นทำให้เธอหันไปมองด้านข้างแล้วก็พบว่ามีเด็กสองคนที่เนื้อตัวมอมแมมกำลังจ้องมองเธอที่กำลังนอนอยู่บนพื้นด้วยสภาพที่เรียกได้ว่าอเนจอนาถเป็นอย่างยิ่ง
“พี่ชายคุณแม่จะตายไหม” เด็กผู้หญิงผมยาวรุ่ยร่ายปัดเส้นผมอันยุ่งเหยิงของเธอไปทางด้านหลังพลางเอ่ยถามเด็กผู้ชายที่โตกว่าเธอเพียงนิดเดียวด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว
“ไม่ตายหรอก คนใจร้ายเช่นนี้สวรรค์คงจะไม่ต้องการตัวหรอก” เด็กผู้ชายพูดพลางใช้ผ้าที่เต็มไปด้วยคราบสกปรกยื่นมาตรงหน้าของเธอ เจียวซูหลันกะพริบตาแล้วจึงยกมืออันหนักอึ้งของเธอขึ้นมาจับมือของเด็กคนนั้นเอาไว้
“จะทำอะไร” เธอเอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงอันแหบเครือ
“ผมจะเช็ดคราบเลือดให้” เสียงตอบของเด็กชายเต็มไปด้วยความเย็นชาแต่กลับสุภาพเป็นอย่างยิ่ง เจียงซูหลันได้แต่ทอดถอนใจออกมาแล้วพยายามขยับตัวเพื่อลุกขึ้นมานั่งอย่างยากลำบาก ภารกิจที่ได้รับก็คือให้เอาชีวิตรอดในโลกต่างมิติแห่งนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นอันดับแรกที่เธอควรจะระมัดระวังก็คือเรื่องการติดเชื้อ หากผ้าสกปรกผืนนั้นสัมผัสถูกใบหน้าของเธอ เธอมีความมั่นใจว่าอัตราการเอาชีวิตรอดของเธอในตอนนี้คงจะต้องลดลงไปอีกมาก
“พวกเธอคือใคร ไม่ใช่สิฉันคือใครหรือ” คำถามของเธอทำให้เด็กน้อยทั้งสองพลันนิ่งงันไปในทันที
ความบังเอิญ
สายตาที่เด็กทั้งสองใช้จ้องมองเธอทำให้เจียงซูหลันยิ้มแหยออกมา แล้วใช้มือชี้ไปที่บริเวณหน้าผากที่ยังคงปวดตุ๊บๆ อยู่ แล้วก็อธิบายกับเด็กทั้งสองด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“ไม่รู้ว่าหน้าผากของฉันชนกับอะไร แล้วก็ยังมีความเจ็บปวดที่บริเวณท้ายทอยอีก” คำพูดของเธอทำให้เด็กน้อยทั้งสองนิ่วหน้า เด็กผู้ชายที่ดูเหมือนว่าจะรู้ความมากกว่าจึงได้เอ่ยถามออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นตระหนก
“นี่คุณแม่ความจำเสื่อมหรือครับ” คำถามของเขาทำให้เด็กผู้หญิงร้องไห้ออกมาในทันที
“แม้แต่พวกเราคุณแม่ก็ลืมไปแล้วหรือคะ” สีหน้าและท่าทางของเด็กผู้หญิงเต็มไปด้วยความไม่อยากจะเชื่อและยังมีความเสียใจอย่างสุดซึ้งจนทำให้เจียงซูหลันต้องรีบข่มกลั้นความเจ็บปวดที่ศีรษะแล้วพูดกับเด็กน้อยทั้งสองด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนที่สุดเท่าที่เธอพยายามจะทำได้
“อย่างร้องไห้เลย แม้แต่ชื่อของตัวเองฉันก็ยังจำไม่ได้เลย” คำพูดของเจียงซูหลันทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปมองหน้ากัน สุดท้ายเด็กผู้หญิงก็ยกหลังมือขึ้นมาปาดน้ำตาทิ้งแล้วชี้นิ้วไปที่ตนเอง
“หนูชื่อเจินจู ส่วนนี่คือพี่ชายของหนูพวกเราเรียกเขาว่าเสี่ยวอวิ๋น ส่วนคุณคือแม่ของหนูชื่อหลินเหม่ยหลัน” คำพูดของเด็กน้อยทำให้เจียงซูหลันพยายามครุ่นคิดถึงความเป็นมาของหลินเหม่ยหลัน พลางคิดถึงนิยายเรื่องด้ายแดงลิขิตรักที่เธอเคยอ่านแล้วสุดท้ายเธอก็อุทานออกมาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตกตะลึง
“หลินเหม่ยหลัน นี่มันนางร้ายของเรื่องชัดๆ” คำพูดของเธอทำให้เด็กทั้งสองผงะไปในทันที แล้วสุดท้ายเด็กผู้ชายก็พยักหน้า
“คุณเป็นนางมารร้ายจริงๆ นั่นแหละ ผมกับน้องเป็นลูกของคุณแท้ๆ แต่คุณกลับไม่สนใจ คิดจะทิ้งพวกเราไปหน้าตาเฉย ถ้าหากพวกผมไม่ช่วยกันห้ามป่านนี้คุณก็คงจะเอาเงินที่เหลือกับของกินทั้งหมดหนีหายไปจากพวกเราแล้ว คุณไม่สนใจเลยสักนิดว่าพวกเราจะใช้ชีวิตที่เหลืออย่างไร” คำพูดของเด็กชายทำให้เจียงซูหลันขมวดคิ้ว เธอค่อยๆ ขยับตัวแล้วก็ถามเด็กชายด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดและหวาดระแวง
“พวกเธอก็เลยช่วยกันทำร้ายฉันอย่างนั้นหรือ” คำถามของเธอทำให้เด็กชายนิ่งงันไปส่วนเด็กผู้หญิงก็รีบส่ายหน้าปฏิเสธในทันที
“เปล่านะ พี่ชายกับหนูก็แค่ขอให้คุณแม่อย่าจากไป แต่คุณแม่กลับเอาแต่ดุด่าพวกเรา แถมยังรีบแบกข้าวของตั้งใจจะออกจากบ้าน แต่แล้วคุณแม่ก็หันไปชนกับขอบประตูแล้วก็หงายลงมานอนนิ่งอยู่บนพื้นเองนะคะ” คำพูดของเด็กหญิงตัวน้อยทำให้เจียงซูหลันทอดถอนใจออกมา เธอหลับตาลงพลางนั่งทบทวนเนื้อหาในนิยายอีกครั้ง
หลินเหม่ยหลันมีลูกชายหนึ่งคนลูกสาวอีกหนึ่งคน ส่วนสามีของเธอเพราะได้รับบาดเจ็บกลับมาจากกองทัพก็เลยต้องล้มหมอนนอนเสื่อไม่สามารถหาเลี้ยงครอบครัวได้อีก หลินเหม่ยหลันทนความยากจนไม่ไหวก็เลยคิดจะทิ้งลูกและสามีของตนเองเพื่อไปตามหาคนรักเก่า ซึ่งก็คือพระเอกของเรื่องนั่นเองซึ่งตอนนี้เขาคนนั้นก็มีความรักใหม่กับนางเอกไปแล้ว พอตัวร้ายอย่างเธอไปถึงก็สร้างเรื่องสร้างราวและตามราวีพระเอกกับนางเอกอย่างกับพวกเขาติดค้างเธอมาตั้งแต่ชาติปางก่อน จนผลสุดท้ายนางร้ายอย่างหลินเหม่ยหลันก็แพ้ภัยตนเองถูกคนตามมาแก้แค้นจนตายจากไป หลังจากนั้นชีวิตของพระเอกและนางเอกก็ผ่านพ้นความเลวร้ายและสามารถใช้ชีวิตร่วมกันอย่างเป็นสุข นี่คือตอนจบของนิยาย
….ถ้าอยากรอดเธอจะต้องไม่ตายไปก่อนจนกว่าจะถึงตอนจบของเรื่อง ว่าแต่ใครกันที่เป็นคนฆ่าเธอกันคนที่ตามไปแก้แค้นเธอคือใคร? เจียงซูหลันนิ่งคิดแล้วก็ได้แต่ก่นด่าคนเขียนนิยายเรื่องนี้ นางร้ายตายเพราะใครก็ไม่คิดจะเฉลยสักนิด ถูกพระเอกนางเอกฆ่าหรือว่าจะถูกคนที่ไม่พอใจในนิสัยปากร้ายและใจคอโหดเหี้ยมของเธอฆ่าตาย หรือว่าจะเป็นคนในครอบครัวของเธอที่ถูกเธอทอดทิ้งแล้วตามไปแก้แค้นกันแน่ เมื่อคิดถึงจุดนี้ได้เจียงซูหลันก็หันไปถามเด็กๆ ด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่น
“พ่อของพวกเธอล่ะ ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน” คำถามของเธอทำให้เด็กน้อยทั้งสองหันไปมองกันและกันอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้เอ่ยตอบเธอด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง
“คุณพ่อนอนอยู่ในห้อง ตอนนี้คงจะหิวแล้ว ตั้งแต่เช้าคุณพ่อยังไม่ได้กินอะไรเลย” แม้ว่าคำพูดของเด็กชายจะแผ่วเบาแต่ดูเหมือนว่าคนที่อยู่ในห้องด้านในจะรู้แล้วว่ามีคนกำลังเอ่ยถึงเขา เสียงโครมครามที่ดังออกมาจากในห้องทำให้เด็กทั้งสองวิ่งเข้าไปด้านในแล้วเปิดประตูห้องนอนของพ่อของพวกเขาแล้วเข้าไปในนั้นทันที
“คุณพ่อ” เสียงร้องเรียกของเด็กๆ ดังขึ้นพร้อมกัน ร่างที่หายลับไปด้านในของเด็กๆ ทำให้เจียงซูหลันพลันขมวดคิ้ว แล้วก็ค่อยๆ ฝืนความเจ็บปวดขยับตัวลุกขึ้นแล้วเดินติดตามเด็กทั้งสองไปยังห้องด้านใน
ภาพของชายหนุ่มผมเผ้ารุงรังสวมใส่เสื้อผ้าเก่าบางจวนเจียนจะขาดกำลังพิงเสาเตียงด้วยท่าทางอ่อนแรงและมีเด็กทั้งสองช่วยประคับประคองทั้งซ้ายและขวาทำให้เธอตกตะลึง
“ลู่หยางหมิง!” เธอพึมพำออกมาเสียงเบา ชายหนุ่มคนนั้นเงยหน้าขึ้นมาจ้องมองเธอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา บนใบหน้าอันอิดโรยของเขาเต็มไปด้วยความเยาะหยัน
“จะทิ้งพวกเราไปแล้วไม่ใช่หรือกลับมาทำไมอีก” คำพูดประโยคนี้ของเขาทำให้เจียวซูหลันนิ่งงันไปในทันที
“คุณพ่อครับ คุณพ่อยังป่วยอยู่นะครับควรจะนอนพักผ่อนให้มากๆ” เด็กชายตัวน้อยเกลี้ยกล่อมพ่อของเขาด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความอ้อนวอนแต่คนที่มีใบหน้าเหมือนลู่หยางหมิงคนนั้นกลับกำลังจ้องมองเจียงซูหลันด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความเย็นชา
“แม่ของลูกกำลังจะทิ้งพวกเราไป แล้วพ่อจะยังนอนอยู่ได้อีกหรือ” คำพูดของเขาทำให้เด็กทั้งสองคนร้องไห้ออกมาในทันที ส่วนเจียงซูหลันได้แต่มองภาพคนป่วยที่กำลังพยายามจะลุกขึ้นยืนให้มั่นคงกับเด็กชายและเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังหลั่งน้ำตาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย สงสารเด็กก็สงสารแต่คนที่เด็กๆ กำลังช่วยประคับประคองอยู่นั้นกลับทำให้เธอสงสารไม่ลงจริงๆ
‘ทำไมลู่หยางหมิงถึงได้มาอยู่ที่นี่ จะเป็นไปได้ไหมที่สามีของหลินเหม่ยหลันจะบังเอิญมีใบหน้าที่เหมือนกับลู่หยางหมิงได้ถึงขนาดนี้’ เจียงซูหลันได้แต่นิ่งงันอยู่กับที่พลางจ้องมองสภาพภายในห้องนอนอันซอมซ่อด้วยความสับสนและมึนงง
แม่สามี
ในขณะที่เด็กทั้งสองกำลังร้องไห้ ผู้ใหญ่สองคนกำลังจ้องหน้ากันด้วยสายตาที่แตกต่างกันออกไป คนหนึ่งกำลังจ้องมองด้วยสีหน้าแน่วแน่และส่งสายตาเย็นชาออกมา แต่อีกคนกลับสับสนและมึนงงและกำลังจ้องสถานการณ์ตรงหน้าด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่แน่ใจ ก็มีหญิงวัยกลางคนคนหนึ่งเดินเข้ามาในบ้านแล้วก็เดินตามเสียงร้องไห้ของเด็กๆ มา จนได้เห็นความยุ่งเหยิงตรงหน้าจนตวาดออกมาเสียงดังลั่นบ้าน
“เหม่ยหลัน! เธอนี่มันใช้ไม่ได้จริงๆ นอกจากจะสันหลังยาวแล้วยังรู้จักแต่หาเรื่องหาราวเข้าบ้าน ลูกชายของฉันป่วยถึงขนาดนี้เธอยังจะหาเรื่องมาทะเลาะเบาะแว้งกับเขาอีกหรือ”
“คุณย่า!” เมื่อผู้หญิงวัยกลางคนคนนั้นเดินเข้ามาในห้องเด็กน้อยทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นแล้วเรียกเธอว่าคุณย่าพร้อมกัน เจียงซูหลันก็พลันเข้าใจในทันทีว่าผู้หญิงคนนี้คงจะเป็นแม่สามีของหลินเหม่ยหลันนั่นเอง
“อาเยี่ยน ลูกยังป่วยอยู่ก็ควรจะพักผ่อนสิ เมียของลูกเป็นคนอย่างไรลูกก็น่าจะรู้ดี จะไปถือสาเอาเรื่องเอาราวกับหล่อนให้กระทบกระเทือนจิตใจไปทำไมกัน” คำพูดของแม่สามีทำให้ผู้ชายที่หน้าเหมือนลู่หยางหมิงทอดถอนใจออกมาแล้วขยับตัวไปนั่งลงบนเตียงแถมยังหันไปพูดจาปลอบประโลมลูกชายและลูกสาวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ไม่ต้องร้องไห้แล้ว พ่อไม่ได้เป็นอะไรสักหน่อย” ถ้อยคำประโยคนี้เต็มไปด้วยความอ่อนโยนที่คนอย่างลู่หยางหมิงไม่เคยทำ เจียงซูหลันจึงได้ลอบทอดถอนใจออกมาด้วยความโล่งใจพลางคิดว่าการที่หน้าตาของเขาจะเหมือนลู่หยางหมิงก็คงจะเป็นแค่เรื่องบังเอิญเท่านั้น เพราะคนอย่างลู่หยางหมิงห่างไกลจากคำว่าอ่อนโยนเป็นอย่างมาก แม้ในขณะที่ยังอยู่ในสถานะเป็นแฟนกันก็ตามทีแต่เขาไม่เคยพูดจาอ่อนโยนเช่นนี้ให้เธอเห็นเลยสักครั้ง
“แล้วเธอจะมามัวยืนซื่อบื้อตรงนี้อยู่ทำไม ฉันกับหวันหว่านเอาอาหารมาให้แล้ว เธอควรจะรีบออกไปดูแล้วก็จัดแจงเตรียมอาหารให้ลูกกับสามีของเธอเสียสิ” แม่สามีพูดพลางเดินไปโอบกอดเจินจูเอาไว้แล้วก็พูดจาปลอบโยนหลานสาวและหลานชายเสียงเบา
“ไม่ต้องร้อง พ่อกับแม่ของหลานก็แค่ทะเลาะกันนิดหน่อยเพียงเท่านั้น พวกหลานจะตื่นตกใจไปทำไมกันใช่ว่าพวกเขาไม่เคยทะเลาะกันให้เห็นเสียหน่อย” เมื่อพูดจบก็เงยหน้าขึ้นมามองเจียงซูหลันที่ในตอนนี้เริ่มมีสีหน้าเข้าใจบ้างแล้ว ส่วนเจียงซูหลันเมื่อได้เห็นสายตาที่เต็มไปด้วยความไม่พอใจของคนตรงหน้าก็รีบขยับตัวเดินออกจากห้องนอนแห่งนั้นเพื่อไปเผชิญหน้ากับสาวน้อยที่ยืนทำสีหน้าบึ้งตึงอยู่ในครัวต่อทันที
“นี่พี่สะใภ้คิดจะทำอะไร คิดจะทิ้งพี่ใหญ่และหลานๆ ของฉันไปหรือคะ” เด็กสาวคนนั้นพูดด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความไม่ชอบใจพลางชี้นิ้วไปที่กระเป๋าและข้าวของที่เมื่อครู่นี้วางระเกะระกะตรงประตูบ้าน
“เดิมทีก็ว่าจะจากไป แต่ตอนที่เห็นสภาพของเด็กๆ แล้วฉันก็เกิดตัดใจไปไม่ลงขึ้นมา” คำพูดของเจียงซูหลันทำให้เด็กสาวตรงหน้ามีสีหน้าประหลาดใจแต่แล้วก็เดินไปชะโงกหน้าอยู่ตรงหน้าประตูครัวแล้วก็หันมาพูดกับเจียงซูหลันด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
“พี่สะใภ้ ฉันไม่เชื่อพี่หรอกว่าพี่ไม่คิดจะจากไป แต่ฉันอยากให้พี่ลองคิดดูอีกครั้งให้ดีๆ เสี่ยวอวิ๋นกับเจินจูเป็นเด็กดีได้ถึงขนาดนี้พี่จะตัดใจทิ้งพวกเขาให้อยู่กับพ่อที่ล้มป่วยตามลำพังจริงหรือ ครอบครัวของฉันถึงแม้ว่าจะไม่ได้ร่ำรวยและไม่ชอบพี่ แต่ถ้าหากว่าพี่ดูแลพี่ชายของฉันและหลานๆ ให้ดี พวกเราก็ไม่มีทางปล่อยให้พี่อดตายหรอกค่ะ จริงอยู่ที่ฉันไม่ชอบพี่เอามากๆ แต่ฉันก็ยังหวังว่าพี่จะเห็นแก่หลานๆ ของฉันอย่าทำให้พวกเขากลายเป็นเด็กกำพร้าที่ถูกแม่ทอดทิ้งไปเลย” คำพูดของเด็กสาวตรงหน้าทำให้เจียงซูหลันนิ่งงันไป เธอขมวดคิ้วอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้ทดลองเอ่ยชื่อที่แม่สามีใช้เรียกเด็กสาวออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่ได้ดังมากนัก
“หวันหว่าน”
“หืม” เมื่อสาวน้อยตรงหน้าขานรับเจียงซูหลันก็ตัดสินใจพูดต่อในทันที
“ฉันบอกแล้วว่าไม่คิดจะจากไปแล้ว เธอดูสภาพของฉันในตอนนี้สิ ต่อให้อยากไปก็คงจะไปไม่ได้หรอก” เจียงซูหลันพูดพลางชี้มาที่หน้าผากของตนเองที่ในยามนี้น่าจะมีบาดแผลหลงเหลืออยู่
“แต่วางใจเถอะ พวกเขาคือลูกของฉัน ฉันก็จะต้องเลี้ยงดูพวกเขาให้ดีอยู่แล้ว” เจียงซูหลันพูดพลางยิ้มออกมาในใจก็ได้แต่คิดว่าหากเธออาศัยอยู่ที่นี่ก็คงจะดีกว่าต้องไปเผชิญกับโลกที่ไม่คุ้นเคยตามลำพัง อย่างน้อยที่นี่ก็มีที่ให้นอนและมีอาหารให้กิน หากใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเธอก็คงจะสามารถเอาตัวรอดไปจนกว่านิยายเรื่องนี้จะจบลงได้
“ถ้าพี่คิดได้เช่นนี้ฉันก็วางใจ แต่ว่าเรื่องที่พี่คิดจะจากไปทางที่ดีก็อย่าให้คุณแม่รู้จะดีกว่า หลานๆ เองก็คงไม่อยากจะให้ท่านรู้ไม่อย่างนั้นตอนนี้คุณแม่คงจะมาไล่พี่แล้ว พี่ชายของฉันเองก็เช่นกันที่เขาไม่พูดก็คงเพราะไม่อยากให้พี่ถูกคุณแม่ไล่ออกจากบ้าน” คำพูดของเด็กสาวทำให้เจียงซูหลันนิ่งงันไป
“กระเป๋าพวกนี้พี่รีบเอาไปเก็บเถอะอย่าให้คุณแม่เห็น ส่วนทางนี้ฉันจะอุ่นอาหารเอาไว้ให้” เด็กสาวตรงหน้าพูดพลางหันไปเทอาหารออกจากกล่องอาหารใส่หม้อใบเล็ก เพื่อเตรียมอุ่นอาหาร เจียงซูหลันจึงได้ยกกระเป๋าและข้าวของทั้งหมดเอาไปเก็บในห้องด้านในเพื่อหลบเลี่ยงสายตาของแม่สามีของเธอ ..ซึ่งอันที่จริงต้องบอกว่าแม่สามีของหลินเหม่ยหลันต่างหาก
เมื่อเธอเดินออกมาจากห้องของตนเองก็เห็นว่าแม่สามีก็กำลังกำกับเด็กสาวที่ชื่อหวันหว่านให้จัดการล้างกล่องอาหารให้เรียบร้อยด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความไม่พอใจ
“โจวหวันหว่าน นอกจากแกจะโชคดีกว่าเด็กสาวในหมู่บ้านเรื่องที่แกได้เรียนหนังสือแล้ว แกควรจะดีใจที่แกมีแม่อย่างฉัน ดูสิทำอะไรก็ไม่เป็นสักอย่างแค่ให้แกเอาอาหารมาเปลี่ยนถ่ายภาชนะก็ยังทำเชื่องช้า ทำอะไรน่ะ ล้างให้มันดีๆ หน่อยสิ อย่าให้หลงเหลือคราบมันติดกล่องอาหารกลับไปเลยเชียวนะ” คำพูดของแม่สามีทำให้เจียงซูหลันรับรู้แล้วว่าสามีของหลินเหม่ยหลันแซ่โจว เพียงแต่ตอนนี้เขาชื่ออะไรเธอยังนึกไม่ออกเพราะว่าในนิยายไม่ได้เอ่ยถึงชื่อสกุลของสามีของหลินเหม่ยหลันในนิยายเลย
“อ้าวยืนนิ่งทำไม แล้วหน้าผากของเธอไปโดนอะไรมา มิน่าเล่าวันนี้ถึงได้ไม่ต่อปากต่อคำกับฉันเลยสักคำที่แท้นอกจากจะหาเรื่องทะเลาะกับลูกชายของฉันแล้วก็ล้วนเป็นเพราะได้รับบาดเจ็บที่หัวนี่เอง” คำพูดของแม่สามีทำให้เจียงซูหลันมุมปากกระตุกอยู่ครู่หนึ่งแล้วจึงได้พูดออกมาเสียงเบา
“ขอบคุณสำหรับอาหารนะคะคุณแม่” คำพูดของเธอทำให้ทั้งแม่สามีและน้องสามีต่างหันมาจ้องมองเธอเป็นตาเดียว แล้วสุดท้ายแม่สามีก็หัวเราะออกมาเบาๆ
“บาดแผลที่หัวของเธอควรจะต้องไปหาหมอแล้วกระมัง นอกจากจะไม่โต้เถียงกับฉันแล้ววันนี้ยังรู้จักพูดจาขอบคุณฉันอีกด้วย” คำพูดของแม่สามีทำให้เจียงซูหลันพลันยิ้มแหยออกมา แล้วจึงได้เดินไปดูหม้อที่อุ่นเอาไว้ เป็นน้ำแกงกระดูกหมูตุ๋นรากบัว แถมยังมีไข่ต้มอีกหกใบ เจียงซูหลันจึงเพิ่งจะคิดได้ว่าก่อนหน้านี้เด็กๆ บอกว่าพ่อของพวกเขายังไม่ได้กินข้าวพวกเขาเองก็คงจะยังไม่ได้กินเช่นเดียวกัน เธอเดินไปสำรวจอาหารแห้งและแป้งที่เก็บเอาไว้ ตอนนี้มีไข่สดเพิ่มมาอีกหนึ่งตะกร้าทำให้เธอรู้ว่าคำพูดที่โจวหวันหว่านบอกกับเธอล้วนเป็นความจริง ขอแค่เธอดูและลูกและสามีให้ดีเธอก็จะไม่มีวันอดตาย