โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

“โมนาลิซา” ภาพอิสตรีโฉมงามในตำนาน

INN News

เผยแพร่ 21 ส.ค. 2566 เวลา 03.00 น. • INN News

โลกใบนี้มีหญิงงามอยู่มากมายทั่วทุกแห่งหน แต่จะมีหญิงใดเล่าที่งดงามข้ามยุคข้ามสมัยมากว่า 500 ปี เธอหาใช่สตรีที่งดงามตามรูปลักษณ์ของหญิงสมัยนิยม มิได้สวมเครื่องอาภรณ์น้อยชิ้นที่เผยให้เห็นหนังมังสา แต่เธอมีมนต์สะกดด้วยรอยยิ้มชวนหลง ดวงตาที่ดึงดูด เธออาจมิได้มีตัวตนดำรงชีพอยู่แล้ว แต่หากตอนนี้เธอฝากตัวตนไว้ในรูปภาพที่ชื่อว่า “โมนาลิซา”

“โมนาลิซา”คือ ภาพวาดสีน้ำมัน สูง 77 เซนติเมตร กว้าง 53 เซนติเมตร เธอถือกำเนิดขึ้นในคริสต์ศตวรรษที่ 16 ระหว่างปี ค.ศ.1503-1507 ด้วยฝีแปรงของ เลโอนาร์โด ดาวินชีศิลปินเอกของโลก ด้วยฝีแปรงดุจดั่งเนรมิตรความมหัศจรรย์ได้เกือบเทียบเทียมธรรมชาติ และสัดส่วนรูปทรงที่ถ่ายทอดได้อย่างไร้ที่ติ โมนาลิซาจึงได้รับคำชื่นชมและมีคนรู้จักมากที่สุดในโลก เธอน่าค้นหาและซ่อนเร้น โมนาลิซาช่างดูพิศวงราวกับเป็นกระจกสะท้อนความรู้สึกนึกคิดอันยากหยั่งถึง ดวงหน้าและแววตาดูร้อนรุ่มและสงบนิ่งในเวลาเดียวกัน รอยยิ้มของเธอมีเสน่ห์ยากจะเข้าใจ จนทำให้ภาพนี้ได้รับคำชื่นชมว่า

“เหมือนนางฟ้ามากกว่ามนุษย์”

ความเป็นมาของภาพนางฟ้าโมนาลิซา

“โมนาลิซา” หรือ ลีซา เกราร์ดีนีเป็นภรรยาของ ฟรันเชสโก เดล โจกอนโดพ่อค้าผ้าไหมชาวฟลอเรนซ์ผู้รํ่ารวย บ้านของเธออยู่ไม่ไกลจากบ้านของเลโอนาร์โด เท่าใดนัก เมื่อ ฟรันเชสโก รู้ว่า เลโอนาร์โด เป็นจิตรกร เขาจึงขอให้เลโอนาร์โดวาดภาพภรรยาตัวเองเพื่อเป็นของขวัญ ว่ากันว่าดาวินชีการเงินขัดสนจึงรับวาดภาพนี้ บ้างก็ว่าหญิงสาวผู้เป็นแบบรูปมีแววตาที่สวยจับใจ แต่จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่เขาก็วาดภาพนี้ออกมาจนได้

แต่ก็ไม่รู้ด้วยเหตุอันใด ภาพโมนาลิซากลับไม่ได้ถูกส่งมอบให้แก่ผู้ว่าจ้าง ส่วนทางพ่อค้าขายผ้าไหมก็ไม่ได้จ่ายเงินให้แก่ลีโอนาร์โดเช่นกัน รูปภาพนี้จึงระหกระเหินเดินทางตามศิลปินพเนจรผู้นี้เรื่อยมา

จนถึงวาระสุดท้ายของ เลโอนาร์โด ดาวินชี หลังจากที่เดินทางรังสรรค์ผลงานศิลปะ สร้างชื่อเสียงให้ตนเองมากมายจนมีอายุได้จะ 60 ปี เขาเริ่มมีปัญหาสุขภาพ บ้านก็ไม่มี เงินทองก็ร่อยหรอ หากแต่ก็เหมือนโชคช่วย มีชายผู้ร่ำรวย คฤหาสน์หลังใหญ่มาเป็นผู้อุปถัมป์ โดยเงื่อนไข คือเขาไม่ต้องทำอะไรเลยแค่มาอยู่เป็นเพื่อนกับชายผู้นั้น ชายผู้ชื่นชมลีโอนาร์โดผู้นี้คือ “พระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 แห่งฝรั่งเศส(Francis I of France)”

พระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 ได้พระราชทานบ้านหลังใหญ่ให้เลโอนาร์โด ซึ่งเลโอนาร์โดก็ย้ายเข้ามายังพระราชวังแห่งนี้พร้อมกับหนังสือ สมุดบันทึก และภาพวาดสามภาพ ซึ่งหนึ่งในนั้นคือภาพ ”โมนาลิซา”

ลีโอนาร์โดเสียชีวิตในวันที่ 2 พฤษภาคม ค.ศ.1519 ส่วนภาพโมนาลิซาก็ยังคงอยู่ในพระราชวังของพระเจ้าฟร็องซัวนั้นแล

หลังจากยอดจิตกรผู้นี้เสียชีวิตลง ผลงานของ เลโอนาร์โด เริ่มกระจัดกระจายไปอยู่ในหลายแห่งทั่วฝรั่งเศส ต่อมามีการนำภาพนี้ไปเก็บไว้ที่ พระราชวังฟงเตนโบลแล้วย้ายมาที่พระราชวังแวร์ซายจนสิ้นสุดการปฏิวัติฝรั่งเศสก็ถูกนำไปเก็บไว้ที่พระราชวังตุยเลอรีและสุดท้ายภาพนี้ก็ถูกนำมาเก็บไว้ที่ พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีส

โมนาลิซาดังกระฉ่อนจากการถูกโจรกรรม

21 สิงหาคม ค.ศ.1911 เป็นอีกวันที่วงการศิลปะโลกต้องจารึกกับเหตุการณ์โจรกรรมภาพวาด โมนาลิซา ขณะจัดแสดงอยู่ที่พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ความจริงแล้วก่อนหน้านั้นภาพ โมนาลิซา ไม่ได้เป็นผลงานชิ้นเอก ที่โด่งดังเมื่อเทียบกับผลงานอิงศาสนาอย่าง The Last Supper หรือ ภาพ Virgin of the Rocksซึ่งเป็นผลงานของเลโอนาร์โดเหมือนกัน กระทั่งในเช้าวันจันทร์ที่ 21 สิงหาคม ค.ศ.1911 เมื่อภาพหญิงสาวที่เคยมีได้สาบสูญไปจากห้องจัดแสดง กว่าที่จะมีคนสังเกตเห็นว่าที่ว่างบนผนังตรงนี้เคยมีรูปอิสตรีผู้ทรงสง่าอยู่ก็กินเวลากว่า 48 ชั่วโมง

หลังจากที่ภาพวาดโมนาลิซาหายไป พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ก็ปิดทำการนานหนึ่งสัปดาห์เพื่อสอบสวนเรื่องนี้ และเมื่อเปิดทำการอีกครั้งกลับพบว่ามีประชาชนแห่ไปชมจุดที่เคยแขวนภาพโมนาลิซา ซึ่งกลายเป็นผนังที่ว่างเปล่าอย่างล้นหลาม ยิ่งทำให้นักสะสม ผู้คนในวงการศิลปะ และประชาชนทั่วไปอยากจะรู้จักภาพวาดโมนาลิซามากขึ้น ว่าทำไมความงามของหญิงสาวในภาพจึงดึงดูดใจให้มีคนกล้าขโมยออกจากพิพิธภัณฑ์ลูฟร์

ช่วงแรก เจ้าหน้าที่ตำรวจสันนิษฐานจากรูปคดีว่า เป็นพวกโมเดินนิสต์ที่ต่อต้านขนบศิลปะแบบเก่าอาจจะเป็นผู้ก่อเหตุ โดยเจ้าหน้าที่ได้จับกุมตัว กีโยม อะพอล์ลิแนร์ ศิลปิน นักประพันธ์ และนักวิจารณ์ศิลปะชื่อดัง ในเดือนกันยายนปีเดียวกันเพื่อทำการสอบสวน ก่อนที่จะปล่อยตัวเขาออกมา

และ ปาโบล ปีกัสโซศิลปินผู้ทรงอิทธิพลที่สุดคนหนึ่งในยุคศตวรรษที่ 20 ก็เคยตกเป็นผู้ต้องสงสัยในคดีนี้กับเขาด้วยเหมือนกัน (ด้วยการซัดทอดของอะพอล์ลิแนร์) แต่เจ้าหน้าที่ขาดพยานหลักฐานที่จะดำเนินคดีกับเขาได้

คดีนี้จึงค่อยๆ เงียบหายไป จนกระทั่งสองปีถัดมาโจรตัวจริงก็เผยตัว เมื่อเขาอดใจไม่ไหวออกมาติดต่อเจ้าของแกลเลอรีในฟลอเรนซ์เพื่อหวังจะปล่อยภาพที่ประเมินค่ามิได้ชิ้นนี้ แต่เจ้าของแกลลอรี่ตลบหลังพาตำรวจมาจับเจ้าโจรรายนี้แทน

ผู้ร้ายในคดีนี้ คือวินเชนโซ เปรูจา อ้างเหตุผลที่ต้องทำการโจรกรรมภาพวาดว่า อยากจะนำ “โมนาลิซา” คืนสู่ถิ่นบ้านเกิดอย่างอิตาลีที่เขาทำไปก็เพราะรักชาติ และบอกว่าศิลปะชิ้นนี้ถูก”นโปเลียน”ขโมยไป ซึ่งแท้ที่จริงแล้วภาพนี้ไปอยู่ที่ฝรั่งเศส จากการที่ เลโอนาร์โด ดาวินชี นำติดตัวไปประเทศฝรั่งเศส ในช่วงท้ายของชีวิต หลังได้รับการอุปถัมป์จากพระเจ้าฟร็องซัวที่ 1 เมื่อ เลโอนาร์โด เสียชีวิตที่นั่น ภาพโมนาลิซาและผลงานของเขาจึงติดตัวไปอยู่ที่ฝรั่งเศส

เมื่อภาพโมนาลิซา ถูกส่งกลับคืนสู่พิพิธภัณฑ์ลูฟว์ จึงเกิดกระแสให้ผู้คนทั่วโลกพากันแห่เดินทางมาชมภาพวาดที่ถูกขโมยไป ซึ่งก็ถูกรักษาความปลอดภัยอย่างแน่นหนามากขึ้น โดยในช่วงหลังมีการนำกระจกหนามาคุ้มกันงานจิตรกรรมชิ้นนี้อีกด้วย และมีกฏห้ามมิให้ผู้ชมเข้าใกล้ชิ้นงาน กลายเป็นอีกหนึ่งผลงานชิ้นเอกที่โด่งดังไปทั่วโลกจวบจนปัจจุบันนี้

โมนาลิซ่า ก็เป็นอีกหนึ่งผลงานเลื่องชื่อที่ผ่านกาลเวลามาอย่างยาวนาน มีคนตั้งทฤษฎีสมคบคิดขึ้นมากมายเกี่ยวกับรูปภาพนี้ ทั้งกล่าวว่ามีตัวเลขปริศนาซ่อนอยู่ในภาพ หรือรอยยิ้มที่เป็นปริศนาของภาพนี้ แม้แต่บุคคลในภาพที่สมคบคิดกันว่าเป็นตัวแทนของเลโอนาโดร์ในร่างผู้หญิงเลยทีเดียว แต่ทฤษฎีเหล่านี้ก็ถูกไขผ่านกาลเวลามากว่า 500 ปี ไม่แน่ว่าภาพมหัศจรรย์ของอิสตรีโฉมงามนี้อาจจะมีปริศนาหรือนัยยะอะไรแอบแฝงรอให้ถูกค้นพบในอนาคตอยู่ก็เป็นได้

ติดตามเนื้อหาดีๆแบบนี้ได้ที่

Facebook : https://www.facebook.com/innnews.co.th

Twitter : https://twitter.com/innnews

Youtube : https://www.youtube.com/c/INNNEWS_INN

TikTok : https://www.tiktok.com/@inn_news

LINE Official Account : @innnews

ขอบคุณข้อมูล

Silpa Magazine

Sarakadee Lite

National Geography Thailand

Travelland Leisure

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...