จ้าวหยางจื่อ นายน้อยตระกูลแม่ทัพแห่งราชวงศ์ถัง
ข้อมูลเบื้องต้น
แนะนำเรื่อง
จ้าวหยางจื่อได้ทะลุเข้าไปในยุคจีนโบราณ เขาใช้วิทยาการสมัยใหม่เพื่อทำให้คุรภาพชีวิตดีขึ้น ทว่านั่นทำให้เขาต้องทุกข์ทนเพราะขุนนางเจ้าถิ่นต้องการครอบงำกิจการของเขา จ้าวหยางจื่อจะเอาตัวรอดได้หรือไม่ โปรดติดตาม…
สำนวนอาจไม่ดีนัก ผมขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยนะครับ
.คำเตือน
นิยายเรื่องนี้เป็นเรื่องที่เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งเพียงเท่านั้น ทั้งสถานที่ ตัวละคร เหตุการณ์ต่างๆ เกิดจากจินตนาการของผู้แต่งทั้งสิ้น ไม่ใช่ความจริงแต่อย่างใด ผู้อ่านโปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน
ลิขสิทธิ์เป็นของผู้แต่งแต่เพียงผู้เดียวเท่านั้น
ห้าม copy เนื้อหา ดัดแปลง ทำซ้ำ ทำหนังสือเสียง ลอกเลียนแบบเนื้อหาทุกกรณี ฝ่าฝืนมีโทษทั้งจำทั้งปรับไม่มีการยอมความ
ความทรงจำหลั่งใหล
“ข้าอยู่ที่ไหน?”
ชายหนุ่มผมยาวหน้าตาคมเข้ม ผิวพรรณเรียบเนียนราวกับได้รับการดูแลมาอย่างดี กล่าวขึ้นอย่างสับสนมึนงง หลังจากสำรวจรอบตัวแล้วพบว่าทุกอย่างแปลกไปจากเดิม
ชายหนุ่มคนนี้ชื่อจ้าวหยางจื่อ เป็นคนในยุคปัจจุบัน ก่อนหน้านี้มีอาชีพเป็นทหารในศูนย์อำนวยการสร้างอาวุธยุทโธปกรณ์
แต่เขาก็ทำบางเรื่องผิดพลาด จนทำให้คนใหญ่คนโตไม่พอใจ และถูกไล่ออกในเวลาต่อมา หลังจากนั้นชีวิตของเขาก็ร่อนเร่ไปทั่วประเทศ
ก่อนที่จะมาที่นี่ เขาจำได้อย่างชัดเจนว่ากำลังเดินทางไปทำงานตามปกติในตอนเช้า
แล้วเหตุไฉนตอนนี้ถึงมาอยู่ท่ามกลางทุ่งหญ้าได้!
ตึกสูงระฟ้าล่ะ? ถนนที่เต็มไปด้วยรถยนต์ล่ะ?
แล้วที่นี่มันที่ไหน? เขามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?
ภายในหัวของเขาเต็มไปด้วยคำถามที่ผุดขึ้นมาราวกับดอกเห็ด
“โอ๊ย!”
พอคิดถึงครุ่นคิดสาเหตุที่เขามาอยู่ที่นี่ ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็ปวดศีรษะขึ้นอย่างฉับพลัน
มันปวดอย่างหนักรอบศีรษะยิ่งกว่าตอนที่เป็นไมเกรนถึงสิบเท่า ทั้งปวดทั้งทรมาน
เวลานี้จ้าวหยางจื่อทำได้เพียงใช้มือกุมศีรษะของตนเอง พร้อมกับดิ้นทุรนทุรายบนพื้นหญ้าอย่างน่าเวทนา
แต่ก็น่าแปลก? ทุ่งหญ้าแห่งนี้ช่างนุ่มละมุน ที่สำคัญไม่มีความระคายผิวหนังแม้แต่น้อย!
อย่างไรก็ตามอาการปวดหัวของจ้าวหยางจื่อยังไม่หายไป
“อ้า!!!!”
เวลาผ่านไปสามลมหายใจ อาการปวดยิ่งไม่มีทีท่าว่าจะทุเลาลง หนำซ้ำยิ่งปวดเพิ่มมากขึ้น
จ้าวหยางจื่อเจ็บปวดเหลือแสน เขากุมศีรษะแน่น แล้วกลิ้งไปกับพื้น หวังว่าอาการปวดจะทุเลาลง
ท่ามกลางสายลมอ่อน แว่วเสียงผู้คนก็ดังขึ้นข้างหูของจ้าวหยางจื่อไม่หยุด
มีเสียงของเด็กบ้าง คนแก่บ้างสับเปลี่ยนกันไป ขณะเดียวกันก็มีความทรงจำมากมายวิ่งเข้ามาในสมองราวกับภาพถ่าย
ยิ่งเวลานานเข้า ภาพเหล่านั้นก็วิ่งเข้ามาในสมองของเขาอย่างว่องไวกว่าเดิม
ธูปเผาไหม้เพียงครึ่งก้านพายุความทรงจำก็สงบลง
แต่ถึงอย่างนั้นจ้าวหยางจื่อก็ยังไม่หายปวดศีรษะอยู่ดี คล้ายกับเครื่องยนต์หลังทำงานมาอย่างหนัก ถึงจะดับเครื่องยนต์ไปมันก็ยังไม่หายร้อนในทันที
จ้าวหยางจื่อใช้เวลาพักฟื้นท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีสักพัก ก่อนที่จะคิดในใจอีกรอบ
‘ความทรงจำเหล่านี้เป็นของข้างั้นรึ? แล้วไฉนถึงมีแต่..’
จ้าวหยางจื่อคิดยังไม่เสร็จดีก็พลันร้องโอดโอยออกมาอีกครั้ง พลางใช้สองมือกุมศีรษะอย่างเจ็บปวด
“โอ๊ย!”
ราวกับว่ายิ่งคิดถึงความทรงจำใหม่มากเท่าไหร่ จ้าวหยางจื่อก็ยิ่งปวดศีรษะเพิ่มมากขึ้นเท่านั้น
บางทีอาจต้องรอเวลาสักเล็กน้อย เพื่อให้ศีรษะหายปวดเสียก่อน ถึงจะคิดถึงความทรงจำที่เพิ่มเข้ามาใหม่ได้
‘เอาเถอะ! เมื่อดีขึ้นแล้วข้าค่อยครุ่นคิดอีกครา..แล้วตอนนี้ข้าอยู่ที่ไหน?’ จ้าวหยางจื่อคิดอย่างฉงนอีกครั้ง พลางเหลือบสายตามองไปรอบๆ
ก่อนหน้านี้เขายังไม่ได้คำตอบ พายุความทรงจำเข้ามาขัดขวางเสียก่อน พลางสำรวจรอบตัวอย่างละเอียดในเวลาต่อมา
ภาพทุ่งหญ้าโล่งเตียนก็ปรากฏในครรลองสายตาของจ้าวหยางจื่อ บนท้องฟ้าไม่มีดวงอาทิตย์แต่กลับมีแสงสว่างอย่างน่าประหลาด
อีกทั้งยังมีน้ำพุกระจ่างใสตรงใจกลาง กำลังมีน้ำผุดขึ้นมาตลอดเวลา ทว่าระดับน้ำในสระก็ไม่เพิ่มขึ้นเลย ราวกับเป็นกระบวนการหมุนวน
น้ำพุดังกล่าวกินพื้นที่เพียงหนึ่งจั้ง(3.33เมตร)จากพื้นที่ทั้งหมดหนึ่งหมู่ ไหลซึมออกมาจากพื้นดิน ราวกับทำหน้าที่คอยหล่อเลี้ยงพื้นที่แห่งนี้เอาไว้
หลังจากสำรวจรอบตัวเสร็จแล้ว จ้าวหยางจื่อก็วิเคราะห์ในใจ
‘พื้นที่แห่งนี้ราวๆ หนึ่งหมู่(666.67ตารางเมตร)ได้..ทว่าสิ่งนั้นคืออะไรกัน!?’
ระหว่างสำรวจรอบๆ ทันใดนั้นจ้าวหยางจื่อก็สังเกตเห็นหนังสือเล่มเก่าสีน้ำตาลวางอยู่บนแผ่นหินริมบ่อน้ำพุ
หนังสือเก่าเล่มนั้นสังเกตเห็นได้ยากนักเพราะหญ้าเหล่านั้นขึ้นบดบังเกือบมิด
ด้วยความสงสัยจ้าวหยางจื่อตรงเข้าไปหาหนังสือเล่มนั้นในทันที
เดินมาถึงจ้าวหยางจื่อพลันหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านอย่างไม่คิดให้ละเอียดถี่ถ้วน ราวกับว่าเขาไม่เกรงกลัวสิ่งลี้ลับ หรืออาจเป็นเพราะเขาไม่คิดถึงมันก็เป็นได้
ก็อย่างว่าเขาเป็นคนสมัยใหม่ที่ไม่เคยพบสิ่งลี้ลับมาก่อน จึงไม่รู้สึกเกรงกลัวต่อสิ่งที่มองไม่เห็น ก่อนจะเปิดปากอ่านตัวอักษรบนปกหนังสือขึ้นว่า
“วิชาฝึกปราณปฐมบท”
คำนี้เขียนเด่นอยู่ตรงหน้าปกหนังสือ ย่อมเป็นชื่อของหนังสืออย่างไม่ต้องสงสัย
ฝึกปราณงั้นหรือ? ฮ่าฮ่าฮ่า ตลกน่า! เรื่องในตำนานพรรค์นี้มีอยู่จริงเสียที่ไหน!
เรื่องนี้จ้าวหยางจื่อเต็มไปด้วยความมั่นใจ คนสมัยใหม่อย่างเขาไม่เชื่อเรื่องอะไรพวกนี้อยู่แล้ว เพราะมันเป็นเรื่องเพ้อฝันปรัมปราในสมัยโบราณเท่านั้น
แต่ทว่ายิ่งจ้าวหยางจื่อใช้แรงเปิดหนังสือเท่าไหร่ก็ยิ่งเปิดไม่ออก ราวกับมีผนึกที่มองไม่เห็นขัดขวางจ้าวหยางจื่อเอาไว้ ทั้งที่ความจริงเป็นเพียงแค่กระดาษบางๆ เพียงเท่านั้น
ในเวลาต่อจ้าวหยางจื่อเริ่มวิตกกังวล ความเชื่อเรื่องลี้ลับเริ่มสั่นคลอน
‘ข้าพบเจอเรื่องมหัศจรรย์เข้าแล้วสิ! แต่เดี๋ยวก่อน? ที่ข้ามาอยู่ที่นี่ได้ก็อัศจรรย์ไม่แพ้กันนี่!!..’
จ้าวหยางจื่อตื่นตกใจอย่างยิ่งยวด ว่าเขาลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างไร
การที่เขามาอยู่ที่นี่มันย่อมไม่เป็นวิทยาศาสตร์แล้ว! ประกอบกับความทรงจำเหล่านั้นอีก..ยิ่งคิดจ้าวหยางจื่อยิ่งวิตกกังวลมากขึ้นไปอีก!
จ้าวหยางจื่อวางหนังสือเล่มนั้นลง ตั้งสติแล้วนั่งทำใจยอมรับความจริงอยู่นาน ก่อนที่เขาจะพยายามเปิดหนังสือเล่มเก่าต่อ
มันเป็นความหวังเดียวของเขา
อย่างไรก็ตามจ้าวหยางจื่อก็ต้องยอมแพ้ในการเปิดหนังสือ เพราะเขาไม่มีแรงเหลือเพื่อเปิดมันแล้ว เปิดเท่าไหร่ก็เปิดไม่ออก
ขณะที่เขากำลังนั่งพัก ทันใดนั้นเขาก็สังเกตเห็นบางสิ่งบางอย่างที่ผิดธรรมชาติบนก้อนหิน
พอสังเกตอย่างละเอียด เขาก็รู้ว่ามีอักษรจีนสลักไว้ห้าถึงหกบรรทัดด้วยกัน แถมยังเรียงรายเป็นระเบียบ ราวกับถูกสลักอย่างบรรจง
จ้าวหยางจื่อที่หมดความสนใจหนังสือเก่าวิชาฝึกปราณปฐมบทนั่น เขาโยนมันทิ้งไปข้างๆ อย่างไม่ไยดี แล้วรีบอ่านข้อความบนแผ่นหินในเวลาต่อมา
[ข้อกำหนดของมิติเอกเทศ
1.เวลาในที่แห่งนี้เท่ากับโลกจริง
2.เข้ามาที่แห่งนี้ได้ไม่เกินวันละสองครั้ง แต่ละครั้งต้องไม่เกินหนึ่งชั่วยาม
3.ที่แห่งนี้มีแสงอาทิตย์ตลอดเวลา ไม่มียามค่ำคืน
4.สามารถนำทุกสิ่งเข้ามาได้ แต่ต้องไม่เกินพื้นที่ของสถานที่แห่งนี้
5.ถ้าอยู่ครบเวลาที่กำหนดจะบังคับให้ออกไปทันที]
พออ่านข้อกำหนดที่เขียนเอาไว้บนแผ่นหินจบ จ้าวหยางจื่อก็คิดกับตนเอง
‘งั้นที่นี่ก็คือมิติเอกเทศ ถึงว่าข้าไม่สามารถมองทะลุกำแพงโปร่งใสพวกนั้นได้’
‘..แล้วข้าจะออกไปจากที่นี่ได้อย่างไร?’
จ้าวหยางจื่อสำรวจแผ่นหินก้อนนั้นอีกรอบ เผื่อว่าจะสลักวิธีเข้าออกเอาไว้
และก็มีสลักไว้เช่นนั้นจริงๆ
‘แค่คิดในใจว่าออกมิติย่อย..’
เพียงแค่จ้าวหยางจื่อคิด ภาพเบื้องหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที!
..
ก่อนหน้าที่จ้าวหยางจื่อจะพบหนังสือฝึกปราณปฐมบทเล็กน้อย
โลกภายนอก มีเด็กวัยสิบขวบสองคนกำลังตามหาเขาให้วุ่นอย่างร้อนใจ ซึ่งหน้าตาของเด็กทั้งสองคนนั้น เหมือนกับทุกระเบียบนิ้ว จะต่างกันก็แค่เพศภาพเท่านั้น
“พี่ใหญ่! พี่ใหญ่อยู่ที่ไหนเจ้าคะ ถ้าอยู่ในบ้านก็ส่งเสียงตอบรับน้องด้วยเจ้าค่ะ!!” เสียงหวานใสปนความกังวลใจของดรุณีน้อยวัยสิบขวบดังออกมาจากตัวเรือนอันแสนซอมซ่อ
พอไม่มีเสียงตอบรับ ใบหน้าของเด็กสาวผู้น่ารักก็เริ่มหมองลง ก่อนจะพูดผ่านหน้าต่างห้องครัวขึ้นอีกครั้ง
“ซีห่าว ด้านนอกพบพี่ใหญ่หรือไม่?”
“ไม่พบเลยขอรับท่านพี่ ข้าค้นหาจนทั่วแล้ว” เด็กชายก็แสดงความกังวลผ่านทางสีหน้าไม่ต่างกับเด็กสาว เรื่องที่พี่ใหญ่ของพวกเขาออกไปไม่บอกกล่าว แล้วทำให้พวกเขาเป็นห่วงเช่นนี้
ดรุณีน้อยหน้าตาจิ้มลิ้มพึมพำด้วยความกังวลอีกครั้งว่า
“พี่ใหญ่อยู่ที่ใดกันแน่? ได้เวลาอาหารค่ำแล้วยังออกไปข้างนอกอีก..”
ทันใดนั้นเองจ้าวหยางจื่อก็ปรากฏตัวขึ้นกลางอากาศ เหนือหลังคาบ้านอย่างฉับพลัน!
“โอ๊ย!! ร่วงแล้ว! ร่วงแล้ว!!!!!”
สามารถกดหัวใจ ส่งของขวัญ เป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel
สองพี่น้องฝาแฝด
โครมคราม!!!!
โอ๊ย!!
เกิดเสียงดังสนั่นกึกก้องบนหลังคาเรือนอันซอมซ่อ พร้อมกับเสียงโหยหวนของใครบางคน
เป็นจ้าวหยางจื่อร่วงหล่นลงบนหลังคาบ้าน เหมือนกับว่าเขาตกลงจากที่สูงอย่างกะทันหันโดยไม่ทันตั้งตัว
นับว่าโชคดีจุดที่เขาหล่นไม่สูงกว่าหลังคาที่ทำขึ้นจากหญ้าแห้งมากนัก ไม่เช่นนั้นหลังคาผุพังของเรือนได้ถล่มลงมาพร้อมกันแน่
แต่เรื่องร้ายๆ ยังไม่จบเพียงเท่านั้น จ้าวหยางจื่อยื่นมือยึดเกาะหลังคาไว้ไม่ทัน ร่างของเขาก็ไถลจากหลังคาตกลงลงมาบนพื้นดิน ตามแรงโน้มถ่วงของโลก
อั๊ก! ตึ๊บ!
“โอ๊ย!! เจ็บ! เจ็บ!” จ้าวหยางจื่อร้องโอดโอยอย่างเจ็บปวด หลังจากที่ก้นเขากระแทกพื้นอย่างรุนแรง ก่อนที่จะรีบพูดอีกรอบอย่างฉงน
“มันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกับฉันกัน!?”
ทว่าก่อนที่จ้าวหยางจื่อจะได้คิดกับตนเองให้ละเอียดรอบคอบ ได้มีเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายวัยสิบขวบปี พุ่งเข้ามาหาเขาด้วยความกังวล
เมื่อทั้งสองมาถึง ดรุณีน้อยดวงตากลมโตพลันพูดขึ้นอย่างเร่งรีบ
“เป็นอะไรมากหรือไม่เจ้าคะพี่ใหญ่ เหตุใดพี่ใหญ่ถึงหล่นลงมาจากหลังคาบ้านได้!”
เด็กสาวไม่พูดอย่างเดียว ถือวิสาสะใช้มือเล็กๆ ของตนเองเปิดเสื้อผ้าเก่าๆ ของจ้าวหยางจื่อ ตรวจสอบตรงนู้นทีตรงนี้ที ราวกับเป็นห่วงว่าพี่ชายจะได้รับบาดเจ็บ
“…” จ้าวหยางจื่อมันทันได้เปิดปากพูด เด็กชายอีกคนก็ชิงพูดขึ้นก่อน
“พี่ใหญ่ พวกเราเรียกหาพี่ตั้งนานแล้ว เหตุใดพี่ถึงไม่ตอบพวกเรากลับมาเลย ปล่อยให้ตามหาตั้งนานสองนาน”เด็กชายคิ้วเข้มผู้นั้น ตามความทรงจำที่ได้รับมาใหม่ เขาชื่อซีห่าวเอ่ยออกมาอย่างน้อยใจ
“หลังจากตรวจดู พี่ใหญ่คงไม่เป็นอันใดมาก อาจมีอาการจุกเสียดเพราะก้นกระแทกพื้นเพียงเท่านั้น”ดรุณีน้อยผู้นี้ชื่อซีซวน กล่าวออกมาอย่างฉะฉาน
ซึ่งเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ พินิจพิเคราะห์อย่างรู้ความ วิธีการพูดของนางราวกับคนที่โตแล้ว นับว่าเป็นเรื่องแปลกประหลาดอย่างมากสำหรับจ้าวหยางจื่อ
ทว่าก็มีแค่จุดเดียวที่เด็กสาวยังไม่ตรวจสอบนั่นคือใต้ร่มผ้า จึงไม่ได้พูดออกมาอีกเพราะไม่มีความมั่นใจ
ท่าทางของเด็กสาวคนนี้ทำให้ผู้เป็นพี่รู้สึกเอ็นดูไม่น้อย ไม่งอแง ไม่เอาแต่ใจ เป็นเด็กที่น่าคบหาผู้หนึ่ง
ทันทีที่ตั้งสติได้และรู้เหตุการณ์ในความทรงจำคร่าวๆ จ้าวหยางจื่อก็พูดอธิบายเพื่อให้ทั้งสองคลายความกังวล
“พอดีพี่ใหญ่หลับเลยไม่ได้ยินเสียงเรียกของน้อง พี่ใหญ่ขอโทษด้วยที่ทำให้เป็นห่วง” จ้าวหยางจื่อกล่าวออกมาอย่างรู้สึกผิด
ทว่าพอพบเจอกับเด็กตรงหน้าทั้งสองคนแล้ว เขากลับรู้สึกอบอุ่นหัวใจอย่างบอกไม่ถูก อาจเป็นเพราะผ่านความยากลำบากมาด้วยกันนานแล้วก็เป็นได้
ซีซวนไม่ติดใจเอาความ พี่ใหญ่ไม่เป็นอะไรมากนางก็สบายใจ ก่อนที่จะกล่าวเสียงใสว่า
“สงสัยตอนกลางวันพี่ใหญ่ทำงานหนักเลยเผลอหลับไปเพราะความเหนื่อยล้า…พี่ใหญ่เจ้าคะ เวลานี้พระอาทิตย์ลับขอบฟ้าแล้ว พวกเราควรทานอาหารค่ำจากนั้นก็รีบเข้านอน ท่านยายหานบอกว่าแถวนี้ยิ่งมืดเท่าไหร่ยิ่งมีอันตรายเจ้าค่ะ”
เด็กสาวกล่าวเสียงสั่นราวกับกลัวสิ่งที่ท่านยายหานบอกเอาไว้จริงๆ ส่วนเด็กผู้ชายพอได้ยินก็รีบวิ่งมาเกาะแขนพี่ใหญ่ของเขาแน่น เพราะรู้สึกกลัวไม่ต่างกัน
สังเกตเห็นทั้งสองดูเกรงกลัวสิ่งที่ท่านยายบอกอย่างมาก จ้าวหยางจื่อก็รู้สึกใจสั่นขึ้นมาอย่างช่วยไม่ได้
หรือว่าคำพูดของเด็กสาวนั้นคือความจริง? ไม่ได้! ต้องปลอดภัยไว้ก่อน! รีบกล่าวว่า
“เข้าเรือนแล้วไปทานอาหาร จะได้รีบเข้านอน”
เด็กทั้งสองพยักหน้าอย่างเชื่อฟังกับคำพูดของจ้าวหยางจื่อ แต่ถึงอย่างนั้นเด็กทั้งสองคนก็ไม่กล้าส่งเสียงออกมาอยู่ดี ราวกับกลัวบางสิ่งบางอย่างได้ยิน ทั้งที่เมื่อสักครู่เสียงดังโวยวายแท้ๆ
ในเวลาต่อมาจ้าวหยางจื่อปล่อยให้ทั้งสองเข้าเรือนไปก่อน เขายืนอยู่หน้าประตูเข้าเรือนเป็นคนสุดท้ายก็ลงกลอนประตูให้แน่นหนา
ทว่าพอเข้ามาในเรือนได้ ถึงแม้ว่าจ้าวหยางจื่อจะมีความทรงจำอยู่ก่อนแล้ว แต่พอเข้ามาพบเจอสภาพจริงๆ ของเรือน เขาก็ต้องตื่นตกใจอยู่ดี
อันที่จริงภาพตรงหน้าของเขาจะเรียกว่าที่อยู่อาศัยก็กระไรอยู่ เพราะมันเป็นเหมือนกระท่อมปลายนาที่สร้างขึ้นมาง่ายๆ เสียมากกว่า
ทำไมเขาถึงบอกแบบนั้น? ก็เพราะพื้นบ้านยังเป็นพื้นดินไม่ต่างจากกระท่อมปลายนานะสิ!
อีกทั้งฝาบ้านเองก็ทำจากไม้ไผ่ที่ใช้เถาวัลย์มัดไว้เท่านั้น ราวกับสร้างขึ้นมาแบบขอไปที ซึ่งมันไม่ได้แน่นหนาหรือแข็งแรงเลย
จ้าวหยางจื่อสามารถมองลอดผ่านช่องเล็กๆ ออกไปนอกตัวบ้านได้ด้วยซ้ำ
สภาพเช่นนี้เรียกว่าที่อยู่อาศัยได้หรือ?
ต้องรีบแก้ไขเป็นการด่วน! สภาพของเรือนเช่นนี้ พอเข้าหน้าฝนป้องกันแทบไม่ได้! นับว่าดีที่เตียงนอนยกระดับจากพื้นขึ้นมา
ส่วนอีกห้องเป็นห้องครัว ห้องนั้นใช้เก็บอาหารและเครื่องครัว แม้แต่การทานอาหารก็ใช้ห้องนี้ ทว่านั่นก็เล็กยิ่งกว่าห้องแรกเสียอีก
ทางด้านซีห่าวและซีซวนจัดเตรียมอาหารค่ำพร้อมรับประทานแล้ว เห็นว่าพี่ใหญ่ของพวกเขายืนเหม่อลอยก็ได้เรียกสติเขากลับคืน
จ้าวหยางจื่อเห็นสภาพการเป็นอยู่ของทั้งสามคนแล้ว ก็ได้แต่ถอนหายใจ
ระหว่างที่จ้าวหยางจื่อกำลังเหม่อลอย ซีซวนน้อยก็เรียกเขาจากห้องครัว
“พี่ใหญ่ อาหารพร้อมแล้วเจ้าค่ะ”
“..ได้..ได้!”
จ้าวจื่อหยางสะบัดศีรษะเบาๆ เพื่อสลัดความคิดทิ้งไป เรื่องเรือนเล้าไก่ที่มีสภาพเช่นนี้เอาไว้คิดอีกครั้งในวันข้างหน้า
สิ่งที่สำคัญกว่านั้นในตอนนี้ก็คือเรื่องปากท้องของเขาเอง เขารู้สึกหิวไม่น้อยเลย
เมื่อเด็กทั้งสองคนเห็นพี่ใหญ่ร่วมรับประทานอาหาร ทั้งคู่ก็ทานอย่างเอร็ดอร่อยหน้าชื่นตาบานกันถ้วนหน้า
เพราะอาหารมื้อนี้มีเนื้ออันหาได้ยากอยู่ด้วย ซึ่งเนื้อนั้นเป็นเนื้อไก่ป่าที่จ้าวหยางจื่อจับได้เมื่อตอนกลางวัน
สังเกตเห็นเด็กทั้งสองคนทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อย จ้าวหยางจื่อก็อยากจะลองทานบ้าง
ทว่าพอเขากัดไก่ย่างคำแรกเข้าไป เขาเกือบที่จะพ่นมันออกมา รสชาติห่วยแตกเป็นอย่างมาก!
ไม่แน่ว่าถ้าเด็กทั้งสองคนไม่อยู่ตรงนี้ เขาอาจพ่นมันออกมาจริงๆ นอกจากรสชาติจะจืดชืดไร้เครื่องปรุงแล้ว ยังมีกลิ่นคาวที่จัดการไม่เรียบร้อยดี ก่อนนำมาทำเป็นอาหาร
นับได้ว่าเป็นอาหารห่วยที่สุด ที่เขาเคยกิน
เวลานี้จ้าวหยางจื่อแสดงความไม่พอใจผ่านทางสีหน้าอย่างชัดเจน แต่ด้วยความมืดมิดมีแค่แสงสลัวจากเทียน เด็กทั้งสองคนจึงไม่ทันสังเกตเห็น
อย่างไรก็ตามอาหารที่ห่วยที่สุดของจ้าวหยางจื่อ กลับเป็นอาหารที่ดีที่สุดของเด็กทั้งสองคน
พอครุ่นคิดในความทรงจำ เขาก็เข้าใจว่าเหตุใดเด็กน้อยทั้งสองคนนั้นถึงได้กินอาหารนั่นอย่างเอร็ดอร่อย
เด็กสาวก็พูดขึ้นขณะยังเขี้ยวอาหารภายในปาก เมื่อเห็นพี่ใหญ่ชะงักอย่างกะทันหัน
“อร่อยมากใช่หรือไม่เจ้าคะ ซวนเอ๋อร์เข้าใจดี ซวนเอ๋อร์ก็อร่อยมากเช่นกัน อาจเป็นเพราะพวกเราไม่ได้ทานเนื้อมาเป็นเดือนก็ได้เจ้าค่ะ”
จ้าวหยางจื่อทำได้เพียงส่งเสียงในลำคอตอบกลับไป เวลานี้เขาพูดไม่ออกเพราะเต็มไปด้วยความขมขื่น
ซีห่าวเห็นว่าพี่ใหญ่ของเขายังไม่รีบรับประทานอาหารต่อ อดที่จะเตือนด้วยความเป็นห่วงไม่ได้
“พี่ใหญ่เร่งทานเข้าเถอะขอรับ ไม่เช่นนั้นไก่ตัวนี้จะหมดก่อนนะขอรับ”
จ้าวหยางจื่อถอนหายใจยาว พูดขึ้นเพื่อให้ทั้งสองสบายใจว่า“เห็นซวนเอ๋อร์กับห่าวเอ๋อร์มีความสุข พี่ใหญ่ก็อิ่มอกอิ่มใจมากแล้ว”
เด็กสาวพูดกลับมาในทันที
“อิ่มอกอิ่มใจมันไม่อิ่มท้องนี่เจ้าคะ รีบทานอาหารเข้าเถอะเจ้าค่ะ”
“ก็ได้ๆ”
ต่อมาจ้าวหยางจื่อก็รับประทานอาหารมื้อนั้นแม้จะไม่เต็มใจ แต่ถึงอย่างไรเขาก็ต้องฝืนกิน ถ้าไม่มีอาหารตกถึงท้อง เขาอาจหิวตายในวันรุ่งขึ้นก็เป็นได้
แต่ไม่นานเขาก็ลุกจากโต๊ะอาหารเป็นคนแรก เพราะเขาทานพอรองท้องเพียงเท่านั้น ปล่อยให้คู่แฝดทานอย่างเอร็ดอร่อยต่อนับเป็นเรื่องที่ดีกว่า
ทว่าความยากลำบากของจ้าวหยางจื่อยังไม่จบลงเพียงเท่านี้ เมื่อเขาได้ดื่มน้ำเข้าไป เขาก็พ่นมันออกมาแทบจะทันที!
พรวด!!!
'บัดซบ! แม้แต่น้ำก็ยังไร้คุณภาพ!'
สามารถกดหัวใจ ส่งของขวัญ เป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel
ต้องเร่งปรับปรุง
ดีจ้าวหยางจื่อรอบคอบคอยจิบละน้อย ถ้าเขากระดกลงไปเต็มคำ ไม่อยากจินตนาการเลยว่ามันจะออกมาเช่นไร วันถัดไปเขาคงต้องท้องผูกเป็นแน่แท้
ถามว่ามันรสชาติแย่ขนาดนั้นเลยหรือ?
ใช่! รสเฝื่อนจนเขารับไม่ได้!
แม้ว่าเขาจะบ้วนออกมาจนหมดปาก กลิ่นสาบของดินโคลนยังติดอยู่ที่ลิ้นอยู่เลย!
เรื่องสุขอนามัยต้องรีบแก้ไขโดยด่วน!
ไม่เช่นนั้นต้องป่วยตายก่อนที่จะได้ทำอันใดเป็นแน่!
ขณะที่จ้าวหยางจื่อกำลังครุ่นคิดวิธีแก้ปัญหา ซีซวนไม่รู้ว่าเดินมาตั้งแต่เมื่อไหร่ ได้พูดขึ้นจากทางด้านหลังของเขาว่า
“กำลังคิดเรื่องอันใดหรือเจ้าคะ? ซวนเอ๋อร์เห็นท่านพี่ยืนเหม่อหลายครั้งหลายคราแล้วเจ้าค่ะ”
ซีซวนหลังจากที่ทานอาหารอิ่มแล้วว่าจะมาดื่มน้ำ พอเห็นพี่ใหญ่เหม่อลอยก็เลยถามออกไปอย่างนึกสงสัย นานเข้าพี่ใหญ่ของเธอก็แปรเปลี่ยนไปทุกครา
“พอดีพี่กำลังคิดว่าวันรุ่งขึ้นเราจะหาเนื้อได้อีกหรือไม่? พี่อยากจะกินเนื้อต่อเพราะมันอร่อยอย่างมาก”จ้าวหยางจื่อตอบด้วยน้ำเสียงรื่นหูกับน้องสาว เพื่อปกปิดความกังวลในใจเขา
“ท่านพี่ยังคิดถึงเรื่องนี้อยู่เช่นนั้นหรือ อย่ากังวลไปเลยเจ้าค่ะ ไก่ป่าจับได้ยากเย็นนัก วันนี้พวกเราโชคดีมากแล้วที่พบมันตอนบาดเจ็บ ไม่เช่นนั้นมันคงบินหนีเราไปเหมือนกับทุกครา”
“แล้วไปเถอะ ท้องฟ้ามืดค่ำจวนจะถึงเวลาเข้านอนได้แล้ว ค่อยพูดกันอีกทีวันถัดไป”
“เจ้าค่ะ”ซีซวนตัวน้อยพยักหน้ารับอย่างเชื่อฟัง ก่อนที่เดินผ่านจ้าวหยางจื่อไปเพื่อดื่มน้ำอย่างมีความสุข วันนี้ช่างโชคดีนักที่ได้กินเนื้อ
เมื่อจ้าวหยางจื่อพูดจบเขาก็เดินจากไป ซีซวนใช้เวลาดื่มน้ำไม่นานนักก็เดินตามมา
ส่วนซีห่าวเขายังทานอาหารยังไม่อิ่ม เขายังทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยไม่เปลี่ยนแปลง คงมีความสุขไม่น้อยที่ได้ทานเนื้อในมื้อนี้
จ้าวหยางจื่อเดินมาถึงเตียงนอน เขาก็เตรียมที่นอนรอเด็กน้อยทั้งสองคน การเตรียมที่นอนนั้นไม่ยากเลย เพราะมันมีเพียงแค่ผ้าหนาๆ ผืนเดียวใช้เป็นที่นอนเท่านั้น
ยังไม่พอทั้งสามคนยังนอนเตียงเดียวกันและไม่มีผ้าห่มแต่อย่างใด นับว่าน่าเวทนาโดยแท้จริง
พบเจอเรื่องแบบนี้แล้ว คนจากยุคใหม่อย่างจ้าวหยางจื่อก็รู้สึกท้อใจอย่างมาก
ทั้งสามคนทนอยู่มาถึงตอนนี้ได้อย่างไร?
สภาพการเป็นอยู่เช่นนี้ในฤดูหนาวไม่แข็งตายหรือ?
นอกจากเรื่องสุขอนามัย เรื่องการเป็นอยู่ควรปรับปรุงโดยด่วน!
หลังจากที่ได้หลอมรวมความทรงจำ จ้าวหยางจื่อก็รับรู้แล้วว่าเขาไม่มีทางได้กลับไปยุคเดิมของตนเองได้อย่างแน่นอน คงต้องใช้ชีวิตอยู่ในยุคนี้จวบจนวันตาย
ถามว่าเขารู้ได้อย่างไรนะหรือ? ก็เพราะเขารับรู้แล้วนะสิว่าเขามาที่นี่ได้อย่างไร!
ความจริงเลยก็คือ ระหว่างที่เขากำลังเดินทางไปทำงานอย่างปกติสุขในกรุงปักกิ่ง จู่ๆ ก้อนหินขนาดเท่ากำปั้นลอยลงมาจากฟากฟ้า ร่วงหล่นลงมากระทบเข้ากับศีรษะเขาพอดิบพอดี
ทำให้ตกตายอย่างไม่ต้องสงสัย มีหรือที่กะโหลกบางๆ จะป้องกันไว้ได้ก้อนหินที่หล่นจากที่สูงได้
ส่วนคนที่มีชื่อเดียวกับเขา ไม่สิ! ตอนนี้ต้องกล่าวว่าคนที่เขาสวมร่างอยู่นี้ก็ตกตายเหมือนกับเขาทุกสัดส่วน
ในตอนนั้นเจ้าของร่างเดิมกำลังนั่งชมพระอาทิตย์ตกดินอยู่ดีๆ ก็ได้มีดาวตกปริศนาร่วงหล่นใส่ศีรษะเขาเช่นกัน
เรื่องทั้งหมดก็เป็นมาแบบนี้เอง ทั้งคู่ตกตายเหมือนกันโดยบังเอิญ หรือว่าจะเป็นความตั้งใจของใครบางคนก็ไม่อาจทราบได้
ส่วนเรื่องทุ่งหญ้าพื้นที่หนึ่งหมู่นั้น ก็ไม่ทราบเช่นกันว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร รู้สึกตัวอีกทีก็อยู่ที่นั่นเสียแล้ว ถ้าได้ตรวจสอบอีกรอบก็น่ารู้มากกว่านี้..
ขณะที่จ้าวหยางจื่อกำลังคิดเพลินๆ อุ้งมือเล็กๆ ของซีซวนก็กระตุกเสื้อเขาเพื่อเรียกสติ
“พี่ใหญ่เจ้าคะ พี่ใหญ่!? พี่ใหญ่เจ้าคะ!!”
“ว่า..ว่า!!”
“พี่ใหญ่เหม่อลอยอีกแล้ว เป็นแบบนี้มาหลายคราแล้วเจ้าค่ะ หรือว่าพี่ใหญ่จะป่วย..”น้ำเสียงของเด็กสาวแสดงความเป็นห่วงออกมาอย่างชัดเจน
“พี่ใหญ่แค่คิดไปเรื่อยเปื่อยเท่านั้น ซวนเอ๋อร์อย่าเพิ่งกังวลไป เข้านอนกันเถอะเริ่มจะมืดค่ำลงไปทุกที”จ้าวหยางจื่อพยายามบ่ายเบี่ยงเพื่อให้น้องสาวไม่สงสัย
“เจ้าค่ะ”ซีซวนได้แต่ปล่อยเรื่องนี้ผ่านไปอย่างจำยอม เพราะเธอเริ่มง่วงแล้วเช่นกัน
สาเหตุที่ง่วงนอนเร็วเช่นนี้นั้นอาจเป็นเพราะตอนกลางวันใช้แรงมากเกินไป คิดถึงเมื่อตอนกลางวันก็เผลอยิ้มออกมา หวังว่าวันข้างหน้าจะโชคดีเช่นวันนี้
ต่อจากนั้นร่างเล็กก็ถอดรองเท้าก่อนที่จะค่อยๆ คลานเข่าขึ้นเตียงไป ทว่าจ้าวหยางจื่อยังไม่ตามขึ้นไปในทันที เขาต้องรอซีห่าวก่อน เพราะเขาต้องเป็นคนดับไฟตะเกียง
ไม่นานซีห่าวก็ตามมา แม้จะในความมืดเลือนราง ทว่าจ้าวหยางจื่อก็สังเกตเห็นว่าซีห่าวกำลังใช้มือเล็กลูบท้องตัวเองไปมาอย่างอารมณ์เบิกบาน เขาก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยหยอกล้อ
“เจ้าตัวเล็ก กินเยอะไปไม่ดีนะรู้ไหม ถ้าปลุกพี่ใหญ่ให้ออกไปข้างนอกกลางดึก พี่ไม่ไปเป็นเพื่อนหรอกนะ!”
“ไม่นะพี่ใหญ่..”พอได้ยินพี่ใหญ่พูดเช่นนั้นซีห่าวก็หวาดกลัว ประกอบกับคำพูดท่านยายหาน ซีห่าวก็ยิ่งกลัวมากขึ้นไปอีก
เห็นว่าน้องชายกลัวจริงๆ จ้าวหยางจื่อก็รีบเอ่ยขึ้นเพื่อคลายความกังวล
“พี่ใหญ่แค่ล้อเล่น ใครจะกล้าปล่อยให้น้องชายไปคนเดียวแบบนั้น”
“ข้าตกอกตกใจหมด อย่าล้อข้าเล่นแบบนี้อีกนะพี่ใหญ่”ซีห่าวพูดเสียงเบา เพราะว่ายังรู้สึกกลัวไม่หาย
เห็นว่าใช้เวลานาน ซีซวนก็พูดเร่งเร้าเสียงใส
“ซีห่าว รีบตามขึ้นมาข้าง่วงมากแล้ว!”
“ขอรับท่านพี่!”
ถึงทั้งคู่จะเป็นแฝดกันแต่ซีห่าวก็เคารพซีซวนอย่างมาก เพราะนอกจากซีซวนจะเข้มแข็งกว่าแล้ว เด็กสาวยังมีความคิดที่เป็นผู้ใหญ่มากกว่า
หลังจากที่เด็กน้อยวัยสิบขวบทั้งสองคนเข้าที่ของตนเองเรียบร้อย จ้าวหยางจื่อก็ดับไฟตะเกียง ทำให้ความมืดมิดปกคลุมทันที
หลังจากนั้นก็ไม่มีกล้าใครส่งเสียงอีก เพราะถึงยามต้องหลับพักผ่อนแล้วนั่นเอง
..
หนึ่งชั่วยามผ่านไป จ้าวหยางจื่อยังข่มตาหลับไม่ลง เขาใช้เวลานี้เองใช้ความคิดอย่างหนักว่าจะทำอย่างไรต่อวันพรุ่งนี้
สังเกตเห็นว่าคู่ฝาแฝดหลับสนิทแล้ว จ้าวหยางจื่อก็กลับเข้าไปในมิติย่อยอีกรอบ
แค่ชั่วลมหายใจ ทันทีที่จ้าวหยางจื่อลืมตาขึ้น เขาก็กลับมายังมิติเอกเทศ บรรยากาศต่างๆ ภายในที่แห่งนี้ยังคงเงียบสงบและสดชื่นเหมือนเดิม
ด้วยความกระหายที่ยังไม่ทันได้ดื่มน้ำสักหยด พอสังเกตเห็นน้ำพุใส จ้าวหยางจื่อก็พุ่งไปตรงเข้าหามันอย่างรีบเร่งทันที..
สามารถกดหัวใจ ส่งของขวัญ เป็นกำลังใจให้นักเขียน หรือคอมเมนต์พูดคุยกันได้นะครับ
ช่วยกดติดตาม กดแชร์ให้เพื่อนๆ อ่าน จะเป็นพระคุณอย่างยิ่งของคนเขียนครับ
หรือติดตามได้ที่ Tiktok: @denwriternovel