โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

หมื่นอสูรก้มกราบ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 26 พ.ค. 2567 เวลา 10.30 น. • เผยแพร่ 26 พ.ค. 2567 เวลา 10.30 น. • Kawebook
ศาสตร์สยบฟ้า เคล็ดวิชาที่ทำให้ผู้ฝึกฝนเพิ่มพลังทางร่างกายโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น เพียงแต่ต้องดื่มโลหิตอสูรเท่านั้น

ข้อมูลเบื้องต้น

ศาสตร์สยบฟ้า เคล็ดวิชาที่ทำให้ผู้ฝึกฝนเพิ่มพลังทางร่างกายโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น เพียงแต่ต้องดื่มโลหิตอสูรเท่านั้น

นิยาย หมื่นอสูรก้มกราบ

ศาสตร์สยบฟ้า เคล็ดวิชาที่ทำให้ผู้ฝึกฝนเพิ่มพลังทางร่างกายโดยใช้ระยะเวลาอันสั้น

เพียงแต่ต้องดื่มโลหิตอสูรเท่านั้น

ทว่าในความเป็นจริงมิมีผู้ใดกล้าดื่มโลหิตอสูรโดยตรง

เพราะอานุภาพนั้นร้ายแรงเกินกว่าร่างกายมนุษย์จะรับไหว

แต่ด้วยเหตุไม่คาดคิดเต้าหลิงได้ดื่มโลหิตอสูรลงไป

ทำให้เขาซึ่งใครต่างก็รู้จักในฐานะเทพแห่งการนอน

และต่างดูถูกพลังอันต้อยต่ำของเขากลายมาเป็นบุคคลที่ทุกคนต้องตกตะลึง

ข้อมูลเพิ่มเติมในเรื่อง

ขั้นพลังในปัจจุบัน

1. ขั้นหล่อกายา

2. ขั้นสถิตวิญญาณ

3. ขั้นกำเนิดพลัง

----------------------------

เจ้าของลิขสิทธิ์ต้นฉบับ :纵横中文网( Zongheng Zhongwen Wang )

ประพันธ์โดย :一叶青天

แปลภาษาไทยโดย :Bunnyb

ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทยถูกต้องโดย : Glory Forever Co., LTD. (Kawebook)

----------------------------

ความสนุกแบบจัดเต็มตั้งแต่ต้นจน 'จบ'ได้ที่เว็บ Kawebook ค่ะ ^^

https://www.kawebook.com/story/399

'อ่านมันส์สะใจ' จัดเต็มความสนุกกับนิยายแนะนำที่คัดมาเน้นๆ
ชอบเรื่องไหน คลิกเลย!!

เล่มที่1 ตอนที่1 หนุ่มน้อยเต้าหลิง

“สองปีก่อนข้าก็บอกเจ้าแล้วมิใช่รึว่ากายของเจ้าเป็นกายบรรพกาลศักดิ์สิทธิ์มีเพียงแค่การฝึกวิชาสยบฟ้าเท่านั้นถึงจะปลุกกายศักดิ์สิทธิ์นี้ได้”

“ขอเพียงแค่เจ้าฝึกฝนวิชานี้อย่างน้อยสุดในขั้นหลอมกายาเจ้าก็จะมีพลังอย่างน้อยหนึ่งแสนชั่ง!”

เสียงของหญิงสาววนเวียนอยู่ภายในหูเต้าหลิงหัวเราะเยาะอยู่ในฝันขั้นหลอมกายาหนึ่งแสนชั่ง? หากประโยคนี้แพร่งพรายให้ผู้ใดได้ยินคงไม่แคล้วโดนหัวเราะเยาะจนตายแน่เพราะในขั้นหลอมกายามีพลังแค่หมื่นชั่งก็แข็งแกร่งเกินพอแล้ว

ทว่าระหว่างที่กำลังจะครุ่นคิดถึงประโยคถัดไปนั้นใบหน้ารูปงามหล่อเหลาของเต้าหลิงก็เปลี่ยนสี

“ปัง!”

เสียงตบโต๊ะดังขึ้นเต้าหลิงสะดุ้งพลางยืนขึ้นตามสัญชาตญาณด้วยหัวใจที่สั่นระรัวใบหน้าสวยปรากฏขึ้นตรงหน้าของเขาที่พ่วงแก้มมีสีแดงขึ้นเป็นริ้วๆด้วยโกรธ

ที่แห่งนี้คือสำนักชิงซานเต้าหลิงคือศิษย์ของสำนักส่วนสาวงามตรงหน้าคืออาจารย์ของเขา

นิ้วเรียวงามของเย่วิ่นกำแน่นริมฝีปากแดงระเรื่อถูกกัดด้วยฟันขาวสวยนัยน์ตาชวนมองทอแสงแห่งโทสะเจ้าขยะไร้ค่าแอบหลับในห้องฝึกยุทธอีกแล้ว!

เสียงหัวเราะดังมาจากทุกสารทิศขยะไร้ค่าหรือเต้าหลิงที่มีชื่อเสียงลือนามโด่งดังในสำนักชิงซานเขาเป็นศิษย์ของสำนักชิงซานมามากว่าสองปีแล้วแต่ว่าการฝึกก็ยังคงเป็นศูนย์อีกทั้งในทุกๆวันเขาจะนอนหลับอยู่ตลอดเวลาเหมือนกับว่าจะนอนเท่าไหร่ก็นอนไม่พอ

เช่นนั้นแล้วเต้าหลิงจึงได้รับสมญานามว่า‘เทพแห่งการนอน’

บัดนี้เต้าหลิงหาได้มีใจอยากชื่นชมหญิงสาวที่มีรูปลักษณ์งดงามดึงดูดสายตาผู้คนนางนี้ไม่ถึงแม้ว่ายามที่นางกำลังโกรธเกรี้ยวจะน่าชมเพียงใดก็ตาม

ไม่อาจมีสิ่งใดมารบกวนจิตใจของเต้าหลิงเพราะเสียงที่ดังในความฝันของเขาเมื่อครู่นี้เขาเคยได้ยินเมื่อสองปีก่อน

สองปีก่อนเต้าหลิงได้ฝึกฝนจนเกินขีดจำกัดของตัวเองเขาจึงเป็นลมล้มหมดสติไปหลังจากนั้นเขาก็ได้ยินเสียงนั้นแล้วก็ได้รับวิชาสยบฟ้า

ในตอนนั้นเต้าหลิงคิดว่าตนนั้นคิดไปเองอาจมีผู้ใดมาเล่นตลกกับตนเพราะตามขั้นตอนที่ใช้ฝึกฝนวิชาสยบฟ้านั้นเป็นวิธีที่เอาไว้ใช้ฆ่าตัวตายชัดๆ

แล้วนางยังกล่าวว่ากายของเขานั้นเป็นกายบรรพกาลศักดิ์สิทธิ์เต้าหลิงคิดแล้วก็แค่นหัวเราะร่างกายของเขาน่ะหรือทุกๆวันว่าจะนอนเท่าไหร่ก็นอนไม่เคยพอเช่นนั้นจะเป็นกายบรรพกาลศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไรกันเล่า

ระยะเวลาผ่านไปแล้วสองปีเสียงปริศนานี้ก็ได้ปรากฏขึ้นอีกครั้งแล้วยังให้เต้าหลิงฝึกวิชาสยบฟ้าเหมือนเมื่อครั้งแรกที่เขาได้ยินมันทำให้เขาไม่อยากจะเชื่อนี่มันไม่ใช่แค่สิ่งที่เขานั้นคิดไปเองงั้นหรือแล้วถ้าอย่างนั้นมันคือเสียงของผู้ใดกัน

พ่วงแก้มของเย่วิ่นขึ้นสีภายในอกยิ่งทวีความร้อนรุ่มด้วยความโมโหแอบหลับแล้วไม่กล่าวขอโทษนางก็ไม่ถือแล้วแต่เต้าหลิงกลับทำท่าทางครุ่นคิดหาได้สนใจนางไม่เขาต้องการจะทำอะไรนี่คงเป็นเพราะปกติแล้วนางจะเอาใจใส่เต้าหลิงเกินไปกระมังตอนนี้เขาจึงได้เมินเฉยในท่าทีของนาง!

พลังปราณเย็นยะเยือกที่แผ่พุ่งทำให้ร่างของเต้าหลิงสั่นเทาเมื่อสบสายตาของเย่วิ่นเขาก็ขนหัวลุกขึ้นมา“อาจารย์ข้าขอโทษข้า…”

เย่วิ่นส่งเสียงหึพลางจ้องไปบนเวทีที่มีแท่งหินสีดำขนาดใหญ่ด้วยสายตาเย็นชาแล้วกล่าวออกมาเรียบๆ“ตรวจวัดค่าพลังต่อได้เฉียนหลินถึงตาของเจ้าแล้ว”

เมื่อเสียงของเย่วิ่นสิ้นสุดลงสายตาอิจฉาริษยาของศิษย์ในสำนักก็จับจ้องไปที่เด็กหนุ่มรูปงามหน้าตาคมคายเขายืดอกพลางลุกยืนขึ้นด้วยท่าทีหยิ่งผยองจากนั้นก็ก้าวเท้ายาวมุ่งไปยังแท่งหินสีดำ

“ฮ่า!” เฉียนหลินคำรามเสียงต่ำพร้อมกับกำปั้นลอยแหวกผ่านอากาศกล้ามเนื้อแขนบีบรัดพริบตาเดียวกำปั้นที่คล้ายดั่งเปลวเพลิงก็ปะทะเข้ากับแท่งหิน

“ปึ้ง!!!” เสียงกระทบแท่งหินดังสนั่นมวลพลังมหาศาลหลั่งไหลแท่งหินใหญ่ยักษ์ยังสั่นไปทั่วทั้งแท่ง

ใบหน้าน้อยๆต่างก็แข็งทื่อหากว่าหมัดนั้นซัดเข้ามาบนร่างของมนุษย์ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะมีจุดจบเช่นไร

เฉียนหลินสังเกตเห็นสายตาของศิษย์ในสำนักที่ต่างเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงความภาคภูมิใจที่ฉายอยู่บนใบหน้ายิ่งเด่นชัดเขาหันกายกลับไปมองเย่วิ่นด้วยสายตาเป็นประกายร้อนแรง

เย่วิ่นเป็นหญิงงามอันดับหนึ่งแห่งสำนักชิงซานใครๆต่างก็อยากจะเชยชมกลิ่นหอมเย้ายวนของนางทว่าจนบัดนี้ก็ไม่เคยมีผู้ใดที่สามารถชิงหัวใจนางมาได้อีกทั้งความเป็นมาของนางก็ไม่ใช่ธรรมดาผู้คนต่างสงสัยถึงเหตุผลที่นางมาอยู่ที่สำนักชิงซานแห่งนี้

หลังจากนั้นเฉียนหลินก็มองไปที่เต้าหลิงด้วยสายตาดูถูกเหยียดหยามต่อหน้าของข้าแล้วแม้แต่ก้อนอุจาระของข้าเจ้าก็มิอาจทัดเทียมได้!

“เฉียนหลินรอบประทับหมัดห้านิ้วพละกำลังหนึ่งหมื่นชั่ง!”

เย่วิ่นเอ่ยออกมาด้วยความพึงพอใจเพียงเล็กน้อยทั่วทั้งบริเวณพลันเกิดเสียงฮือฮาขึ้นพละกำลังหนึ่งหมื่นชั่ง! พลังกายเช่นนี้นับว่าเป็นค่าพลังที่สูงอย่างมากอีกทั้งอีกครึ่งเดือนก็จะถึงวันที่สำนักซิงเฉินเปิดรับสมัครศิษย์เข้าสำนักเมื่อถึงครานั้นเชื่อได้ว่าเฉียนหลินจะต้องเป็นที่จับตามองอย่างแน่นอน

ระดับพลังในขั้นหลอมกายานี้การทดสอบก็คือพรสวรรค์ความแข็งแกร่งทางกายยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าใดความสำเร็จของภายภาคหน้าก็จะยิ่งใหญ่มากเท่านั้นอีกทั้งมีพลังในขั้นนี้ถึงหนึ่งหมื่นชั่งก็สามารถทะลวงไปสู่ระดับขั้นพลังถัดไปได้แล้ว

“หนึ่งแสนชั่งงั้นรึ?” เต้าหลิงกำมัดโดยไม่รู้ตัวยากนักที่จะเชื่อได้ขั้นหลอมกายาหนึ่งแสนชั่ง? จริงหรือเท็จกันแน่? แม้แต่ในสำนักชิงซานคนที่แข็งแกร่งที่สุดยังมีค่าพลังเพียงแค่สองหมื่นชั่งเท่านั้น!

แม้แต่ชิงอี้เฟยอัจฉริยะผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งในแคว้นชิงในขั้นหลอมกายาก็ยังมีพลังเพียงห้าหมื่นชั่ง! แค่ผลลัพธ์เท่านี้ก็สั่นสะเทือนไปทั่วทั้งแคว้นชิง

พื้นแผ่นดินแคว้นชิงกว้างใหญ่เขตแดนไร้ที่สิ้นสุดหากจะเฟ้นหาอัจฉริยะก็มีอยู่นับไม่ถ้วนซึ่งการเป็นอัจฉริยะอันดับหนึ่งของแคว้นชิงได้นั้นไม่อยากจะคิดเลยว่าจะน่ากลัวมากขนาดไหน

“สรุปแล้ววิชาสยบฟ้าเป็นเรื่องจริงหรือไม่?” ลมหายใจของเต้าหลิงเร็วขึ้นตัวเขาเองก็ได้ดูวิชานี้มาหลายครั้งต่อหลายครั้งถ้าหากว่าเขาฝึกฝนตามที่แนะนำล่ะก็…คงต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย!

เย่วิ่นมองแท่งหินเพียงนิดเดียวก็เบนสายตาไปยังเต้าหลิงเมื่อเห็นว่าเขากำลังใจลอยลมหายใจหอบถี่สีหน้าของเย่วิ่นพลันเคร่งขรึมนางรีบก้าวถอยหลังเว้นระยะห่างออกไปในทันที

“เจ้าเทพแห่งการนอน!” เย่วิ่นทั้งอายทั้งโมโหเมื่อสักครู่ต้องเป็นเพราะว่านางอยู่ใกล้เจ้านี่มากเกินไป! เจ้าขยะไร้ค่านี้จึงได้มีความคิดเลวทรามอยู่ในหัวเขาถึงได้มีท่าทีเช่นนั้นจะต้องเป็นเช่นนั้นแน่!

ทันทีที่เย่วิ่นส่งเสียงสายตาจากศิษย์ทั้งหลายก็จับจ้องไปยังเจ้าขยะไร้ค่าเย่วิ่นนับว่าเป็นหญิงงามที่ชายในสำนักต่างใฝ่ฝันแต่เจ้าเทพแห่งการนอนกลับทำให้นางโกรธอย่างนั้นรึเจ้าบ้านี่มันเอาความกล้าบ้าบิ่นนี้มาจากไหน!

เต้าหลิงไม่ทันสัมผัสได้ถึงแรงโทสะอันเดือดดาลจากรอบข้างเขายังคงลังเลใจไม่รู้ว่าตนนั้นควรที่จะฝึกวิชาสยบฟ้าดีหรือไม่

เจ้าของนัยน์ตางามคราญไม่อาจสะกดกลั้นเปลวไฟแห่งโทสะเอาไว้ได้เจ้านี่ยังคงคิดครวญอันใดหรือว่ายังคงเพ้อฝันอยู่กัน? นางแผดเสียงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงฮึดฮัด“เต้าหลิงเจ้าไปตรวจค่าพลังเดี๋ยวนี้!”

ได้ยินดังนั้นในใจของเต้าหลิงก็สั่นสะท้านเขากำหมัดแน่นพลางเหลือบมองสีหน้าของเย่วิ่นที่กำลังมีโทสะพลางแค่นหัวเราะแล้วกล่าวออกมาในใจ“แย่ละสิข้าคงจะทำให้ท่านอาจารย์โกรธมากจบเห่แน่”

ศิษย์รอบข้างก็พลันหัวเราะเยาะอย่างสนุกสนานถึงคราวซวยของเต้าหลิงเสียแล้วให้เจ้านั่นไปต่อยแท่งหินเนี่ยนะให้ไปต่อยใยฝ้ายยังจะดูเข้าท่าเสียกว่า!

เต้าหลิงสาวท้าวที่แข็งทื่อออกไปเขาอยู่ที่สำนักชิงซานมาสองปีไม่ว่าอาจารย์ท่านไหนต่างก็ใช้เขาเป็นเครื่องมือเพื่อความบันเทิงมีเพียงแค่เยวิ่นที่ไม่เคยทำเช่นนั้นครั้งนี้เขาคงจะทำให้โกรธมากจนทนไม่ได้ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ทำเช่นนี้

“หวังว่าการบาดเจ็บของข้าจะทำให้ท่านอาจารย์อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง” เต้าหลิงยิ้มอย่างไม่สู้ดีนักสายตาจ้องมองไปที่แท่งหิน

เต้าหลิงกัดฟันกรอดพลางกำหมัดแน่นแล้วพุ่งตรงเข้าไปที่แท่งหินสีดำตรงหน้า

เย่วิ่นจ้องมองกำปั้นที่ค่อยๆกระชั้นชิดเข้าไปฟันสีขาวขบกัดริมฝีปากแดงขนตาหนานุ่มพลิ้วไหวสั่นไหวจากนั้นเท้าเรียวก็กระทืบกับพื้นอย่างรุนแรงนางปล่อยฝ่ามือแหวกฝ่าอากาศอย่างรวดเร็วปราณลมหมุนวนออกมาจากฝ่ามือมันตรงเข้าไปจับร่างของเต้าหลิงแล้วดึงเขากลับลงมาอย่างรวดเร็ว

กำปั้นของเต้าหลิงลอยคว้างความขมขื่นบนใบหน้ายิ่งเด่นชัดขึ้นนางใจอ่อนกับเขาอีกแล้ว

เหล่าศิษย์ที่กำลังรอคอยดูฉากบันเทิงต่างก็ตะลึงคาดไม่ถึงว่าอาจารย์จะอภัยให้กับเจ้าเทพแห่งการนอนพวกเขาต่างก็คิดว่าท่านอาจารย์ใจดีเกินไปขยะไร้ค่าอย่างเต้าหลิงสมควรอาบเลือดมันจะได้รู้ซึ้งถึงบทเรียนอันน่าสมเพศเสียบ้าง!

เต้าหลิงถอนหายใจออกมาเขาสบตากับสายตาของเย่วิ่นที่เต็มไปด้วยความผิดหวังซึ่งนั่นทำให้เขาเจ็บปวดใจราวกับโดนมีดกรีดแทงเขากำหมัดแน่นด้วยความเจ็บใจจนได้ยินเสียงกร๊อบแกรบของกระดูกที่กระทบกันแน่นเสียจนเล็บมือของเขาจิกเข้าที่กลางฝามือยิ่งเน้นย้ำถึงความเจ็บปวดที่ยากจะหยั่งถึง

สิ่งที่ยากที่สุดคือการเผชิญหน้ากับสายตาที่ผิดหวังส่วนคำดูถูกเหยียดหยามเยาะเย้ยนั้นเขาชินชาเสียแล้ว

“ท่านอาจารย์ข้าขอโทษ” เมื่อเห็นใบหน้าเย็นชาของเย่วิ่นที่เดินผ่านร่างของเขาออกไปเต้าหลิงก็อดที่จะกล่าวออกอมาไม่ได้

“กลับไปซะ” เย่วิ่นส่ายหน้าในใจเต็มไปด้วยความผิดหวังเอาแต่นอนทั้งวันนางไม่เข้าใจเลยจริงๆว่าเจ้านั่นมาที่นี่เพื่ออะไรเหลือเวลาอีกแค่ครึ่งเดือนก็จะถึงวันที่สำนักซิงเฉินเปิดรับสมัครศิษย์หากว่าเจ้านั่นยังคงเป็นเพียงขยะที่ใช้การไม่ได้เช่นนี้ก็คงไม่แคล้วโดนขับไล่ออกจากสำนักชีวิตความเป็นอยู่หลังจากนี้ก็จะยิ่งน่าอัปยศอดสู

ในโลกใบนี้หากไม่สามารถเป็นจอมยุทธ์ได้ก็ไม่ต่างจากอะไรกับขยะ

เต้าหลิงสูดลมหายใจเข้าลึกเขาเดินกลับไปที่นั่งของตนท่ามกลางสายตาที่ดูถูกเหยียดหยามแล้วเงียบอยู่อย่างนั้นเป็นเวลานานภายในใจเกิดความคิดที่ยิ่งใหญ่ขึ้นมาจะโดนขับไล่ออกจากสำนักไม่ได้อย่างเด็ดขาดไม่เช่นนั้นชายขาเป๋จะต้องเสียใจอย่างมากเป็นแน่

“วิชาสยบฟ้า!” หมัดทั้งสองของเต้าหลินกำแน่นความบ้าบิ่นปรากฏอยู่บนใบหน้ารูปงามเกลี้ยงเกลาอย่างเห็นได้ชัด

“ข้าจะต้องคว้าอนาคตเอาไว้ยังไงตัวข้าก็ไม่มีอะไรจะให้เสียอยู่แล้ว!”เต้าหลิงขบกรามแน่นข้าจะใช้ชีวิตอยู่อย่างนี้ต่อไปไม่ได้ไม่เช่นนั้นเส้นทางในการดำรงอยู่ของชีวิตข้าคงไม่เหลือชิ้นดีจะให้ชายขาเป๋เลี้ยงดูข้าไปตลอดชีวิตอย่างนั้นรึ!

ดวงตาของต้าวหลิงแดงก่ำเป็นริ้วๆนี่คือการเดิมพันของเขา! การเดิมพันที่ใช้ชีวิตเป็นเดิมพัน!

----------------------------

ฝากLikeเพจของเรื่อง หมื่นอสูรก้มกราบ

ไว้อัพเดทนิยายกันด้วยนะคะ _

กดติดตามอ่านเรื่องนี้(เพราะอาจมีการทยอยลบตอนในภายหลังค่ะ)
อ่านเล่มที่ 4 เร็วกว่าใครและอุดหนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.kawebook.com/story/view/399
120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ _)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม

เล่มที่1 ตอนที่2 เจตจำนงของสวรรค์

เมื่อเห็นว่าคนสุดท้ายเดินออกจากห้องฝึกยุทธไป เต้าหลิงก็สุดลมหายใจเข้าลึกแล้วทำท่าล้วงเข้าไปในลิ้นชักเพื่อคลำหาอะไรบางอย่างเหมือนกับโจร หลังจากนั้นเขาก็หยิบของสิ่งหนึ่งที่ห่อเอาไว้ด้วยผ้าสีดำออกมา

ใบหน้าของเต้าหลิงแฝงรอยยิ้มเล็กน้อยตอนที่สำรวจห่อผ้าในมือ หลังจากนั้นเขาก็ออกไปจากห้องฝึกยุทธแล้วมุ่งหน้าตรงไปยังป่าเล็กๆของสำนักเมื่อมาถึงเขาก็มองหาหินก้อนหนึ่งแล้วนั่งลงเพื่อรออย่างเงียบๆ

“ท่านพี่เต้าหลิง”

มีเสียงหวานเสียงหนึ่งดังขึ้นมา ตรงหน้าป่าเล็กๆปรากฏร่างของเด็กสาวแรกแย้มผู้เปี่ยมรอยยิ้มคนหนึ่งขึ้น นางสวมอาภรณ์สีฟ้า ใบหน้าของนางงดงามหมดจด เส้นผมสลวยดำขลับ ใบหน้าแย้มยิ้มนุ่มนวลอ่อนหวาน ดวงตาคู่สวยเปี่ยมไปด้วยประกายแห่งการรอคอย

“หวังย่า เจ้ามาแล้ว” เต้าหลิงลุกขึ้นพลางฉีกยิ้มออกมา ความอบอุ่นเอ่อล้นออกมาจากภายในหัวใจ เด็กสาวคนนี้เป็นเด็กสาวที่เติบโตมาด้วยกันกับเขาในเขตทุรกันดาร พวกเขาทั้งสองคนต่างก็มีความรู้สึกที่ลึกซึ้งต่อกัน แม้ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนหวังย่าจะย้ายออกไปจากเขต ทว่าพวกเขาก็ยังคงได้พบเจอกันอยู่บ่อยครั้ง

ไม่พูดก็คงจะไม่ได้ว่าเต้าหลิงนั้นมีความรู้สึกดีๆ ต่อเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าอย่างลึกซึ้ง นางไม่ได้ตีตัวออกห่างเพียงเพราะเขากลายเป็นขยะไร้ค่า อีกทั้งนางยังกล่าวว่าหากเขานั้นสามารถเข้าสำนักซิงเฉินได้ นางยินยอมจะเป็นผู้หญิงของเขา!

เต้าหลิงรู้สึกดีต่อความไร้เดียงสาและจิตใจดีมีเมตตาของหวังย่าอย่างมาก ตัวเขาที่อยู่ในสำนักนี้ ในแต่ละวันจะต้องเผชิญหน้ากับเสียงหัวเราะเย้ยหยันและคำดูถูกเหมือนกับว่าจมอยู่ในสระน้ำที่หนาวเย็น ไม่รู้จะไปทางไหนดี ทว่าการที่มีเพื่อนที่ดีอยู่ข้างๆเป็นที่พึ่งพิงนั้น ทำให้เขารู้สึกถึงความโชคดีที่ไม่อาจทัดเทียบได้ซึ่งหวังย่านั้นมีผลต่อหัวใจของเขาเสียเหลือเกิน

“พี่เต้าหลิง ได้นำของสิ่งนั้นมาด้วยหรือไม่?” หวังย่ายิ้มหวาน รอยยิ้มของนางเต็มไปด้วยความอ่อนโยน สายตาก็แอบสำรวจมองร่างกายของเต้าหลิง เมื่อเห็นว่าในมือของเขามีห่อผ้าสีดำอยู่ ภายในใจของนางก็เต็มไปด้วยความปิติ ทว่านางก็กลับแกล้งถามออกมาอย่างไม่รู้ประสีประสา

“นี่ไงล่ะ ข้าให้เจ้ายืมได้ไม่กี่วันเท่านั้นนะ ไม่อย่างนั้นพ่อขาเป๋ของข้าจะต้องโกรธเป็นฟืนเป็นไฟแน่”

เต้าหลิงเกาหัวพลางกล่าวออกมา ชายขาเป๋ก็คือพ่อของเขา เพราะพ่อของเขาไม่ใช่คนเข้มงวดอะไรมากนัก ดังนั้นตั้งแต่เด็กจนโตจึงได้เรียกขานเช่นนั้นมาโดยตลอด ชายขาเป๋เองก็ชอบบอกว่าชอบที่เขาเรียกตนแบบนั้น

ชายขาเป๋เป็นคนขุดเหมือง แม้ว่าจะมีชีวิตที่ยากเข็นเพียงใด แต่พ่อของเขาก็สู้ต่อโชคชะตาและส่งให้เขาได้เข้าสำนัก ส่วนสิ่งของในห่อผ้าสีดำนั้นคือหินน้ำงามสีฟ้าครามอร่าม ขนาดหนึ่งกำปั้น

หินน้ำงามก้อนนี้ดูแล้วงดงามยิ่ง แสงสีฟ้าส่องแสงพร่างพราวแวววับ ทำให้ผู้คนที่ได้เห็นพลันต้องตกอยู่ในห้วงแห่งความฝัน

สายตาของเต้าหลิงทอแสงประกายประหลาดใจออกมา เขาไม่รู้ว่าควรกล่าวเช่นใดเหมือนกับคนติดอ่าง การให้ของสิ่งนี้กับนางเพียงไม่กี่วันหาได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด เพียงแต่ว่านี่คือหินที่ชายขาเป๋เอาไว้ใช้ขัดเท้าน่ะสิ!

อันที่จริงเขาเองก็สงสัยมาโดยตลอดว่าชายขาเป๋นั้นได้หินแวววับน้ำงามนี้มาจากไหน อีกทั้งยังกำชับว่าห้ามเขานำออกไปไหนเด็ดขาดจนกระทั่งหวังย่าได้เห็นหินน้ำงามนี้เข้า จึงได้ขอร้องให้เขานำออกมาให้นางเล่น

เต้าหลิงมีนางเป็นเพื่อนเพียงคนเดียว จะให้เขานำข้ออ้างไร้สาระมาหลีกเลี่ยงนางได้อย่างไร?อย่างไรเสียเขาก็ยังไม่อยากเสียเพื่อนเพียงคนเดียวไป

“หวังย่า ข้าจะให้เจ้ายืมหินนี้ ทว่าอย่าลืมเอามาคืนข้าภายในสองสามวันนี้ล่ะ” เต้าหลิงกล่าวพลางยื่นหินน้ำงามสีฟ้าให้แก่นาง

นัยน์ตาคู่สวยของหวังย่าจ้องหินน้ำงามไม่กระพริบ หัวใจนางสั่นระรัวมากขึ้นกว่าเดิม แววตาฉายประกายความปลื้มปิติอย่างบ้าคลั่ง นางยื่นสองมือที่สั่นระริกออกไปรับผลึกหินฟ้าพลางวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ก่อนจะเอ่ยเสียงสั่นออกมา“ท่านพี่หวังหลิ่ง ท่านคิดว่านี่ใช่ผลึกหินฟ้าหรือไม่ ข้าว่ามันจะต้องเป็นผลึกหินฟ้าแน่!”

หวังย่ากล่าวด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทำให้คิ้วคมเข้มของเต้าหลิงขมวดเข้าหันกัน…หวังหลิ่ง!?

หวังหลิ่งคือศิษย์ผู้มีพรสวรรค์อันดับหนึ่งของสำนัก ตอนที่อยู่ในขั้นหลอมกายาเขาก็มีพลังกายสูงถึงสองหมื่นชั่ง! อีกทั้งเขายังทะลวงเข้าสู่ขั้นสถิตวิญญาณแล้ว เขาเป็นคนที่มีชื่อเสียงโด่ดังในสำนัก เป็นธรรมดาที่เต้าหลิงจะรู้จัก

ทว่าแต่เหตุใดหวังย่าจึงได้รู้จักกับหวังหลิ่ง ซ้ำยังเรียกเจ้านั่นว่าพี่!?หรือว่าเขาเองก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน?

เต้าหลิงขมวดคิ้วเป็นปม ทันใดนั้นก็พลันเกิดลางสังหรณ์ที่ไม่ดีนัก เขารีบกวาดตามองไปรอบๆ แล้วพบเข้ากับชายหนุ่มสวมอาภรณ์สีขาวค่อยๆ คนหนึ่งค่อยๆย่างเท้าออกมาจากป่าด้านหน้า

หวังหลิ่งเดินเข้ามาด้วยรูปร่างสูงสง่าองอาจทรงพลัง ผมยาวประบ่า ใบหน้ายโสโอหัง ในขณะที่สายตาของเขาจ้องมองไปที่ผลึกฟ้าน้ำงาม ดวงตาของเขาก็แทบจะถลนออกมา เขาชี้นิ้วไปที่ผลึกฟ้าด้วยใบหน้าตื่นเต้นแล้วแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา“ใช่! มันคือผลึกหินฟ้า ผลึกหินฟ้า!”

หวังหลิ่งตื่นเต้นเสียจนแทบทรงตัวไม่อยู่ เขาพุ่งตรงไปหาผลึกหินฟ้าด้วยความบ้าคลั่ง

เต้าหลิงหน้าเปลี่ยนสีเขาแผดเสียงขรึมกล่าวออกมา : “หวังย่า นี่มันหมายความว่าอย่างไร?เจ้าบอกเรื่องนี้กับคนนอกอย่างนั้นรึ ?พวกเราคุยกันแล้วไม่ใช่หรือว่าห้ามบอกเรื่องนี้กับใครเด็ดขาด!”

ชายขาเป๋กำชับเขาเอาไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่าห้ามให้คนนอกรู้โดยเด็ดขาด แต่ทว่าครั้งนี้หวังย่าใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็งเพื่อขอให้เขานำมันออกมาจนเขาหมดปัญญาที่จะขัดใจนางจึงได้ยอมนำหินน้ำงามนี้ออกมา แต่เขาคิดไม่ถึงเลยว่าหวังย่าจะเรียกหวังหลิ่งมาที่นี่ด้วย นี่มันหมายความว่ายังไงกัน?

หวังหลิ่งไม่เห็นเต้าหลิงอยู่ในสายตาเฉกเช่นอากาศ สองมือหยิบจับผลึกหินฟ้า สายตาสอดส่องทั่วผลึกอย่างตื่นเต้นยินดี พลางแผดเสียงกล่าวลั่นออกมาในใจ‘ผลึกหินฟ้าน้ำงามนี้คงจะหนักราวๆ ห้าชั่งกระมัง ไม่คิดเลยว่าของล้ำค่าเช่นนี้จะอยู่ในมือข้าอย่างง่ายดายเยี่ยงนี้ ฮ่าฮ่าฮ่า!’

“คนนอก?” นัยน์ตาของหวังย่าฉายแววเย้ยหยันออกมา หาได้มีรอยยิ้มอ่อนหวานดังครั้งก่อนไม่ นางกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านพี่หวังหลิ่งไม่ใช่คนนอกเสียหน่อย แต่อย่างไรก็ต้องขอบใจเจ้าสำหรับผลึกหินฟ้านี้นะ”

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” เต้าหลิงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดทั้งสองข้างปูดพองขึ้นมา เล็บที่แหลมคมทิ่มเข้าไปในเนื้อที่ฝ่ามือด้วยความเจ็บใจ เขาขบกรามกล่าวเสียงต่ำออกมา“เจ้าหลอกใช้ข้า!”

หวังย่าหัวเราะเสียงเย็น :“ใครหลอกเจ้ากัน ข้าก็เพียงแค่ต้องการผลึกหินฟ้าก้อนนี้ เจ้าจะใจร้ายไม่มอบมันให้กับข้าได้ลงคออย่างนั้นหรือ?”

“ข้าจะไม่ยอมมอบมันให้กับเจ้า มันเป็นของชายขาเป๋!”ภายในใจของเต้าหลิงปวดร้าวราวกับมีมีดกรีดแทงลงบนอก หมัดทั้งสองกำแน่น ใบหน้าละอ่อนเริ่มบิดเบี้ยว

เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าคนที่เป็นที่พึ่งพา คนที่พูดคุยรับฟังและให้คำปรึกษาในท่ามกลางโลกที่โหดร้ายเย็นชานี้จะกลายเป็นคนที่หลอกใช้เขามาโดยตลอด!

ทว่าภายในใจของเขารู้สึกประหลาดใจขึ้นมา หินน้ำงามนี้จะเป็นของล้ำค่าจริงดั่งที่ชายขาเป๋เขาได้กล่าวไว้จริงๆนะหรือ?แต่ว่าที่บ้านเขายังมีอยู่เป็นเข่งเลยนะ!

“มันเป็นสมบัติที่สืบทอดต่อกันมาของตระกูลข้า ข้าไม่ยอมมอบมันให้เจ้าแน่!” เขาแกล้งแผดเสียงคำรามกล่าวออกมาอย่างควบคุมไม่ได้

ได้ยินดังนั้น มุมปากของหวังย่าก็ยกขึ้นมา นางกล่าวออกมาด้วยสีหน้าหยิ่งผยอง“ถึงเจ้าไม่อยากให้ก็ต้องให้ ท่านพี่หวังหลิ่งพอใจสมบัติของตระกูลเจ้า นับว่าเป็นวาสนาของเจ้า อีกอย่างข้ายอมลดตัวลงสละเวลาไปพูดคุยกับเจ้า นี่เป็นเรื่องที่มนุษย์ปุถุชนยังไม่อาจหาญคิดฝัน ยิ่งขยะอย่างเจ้าคงไม่ต้องกล่าวอะไร ผลึกหินฟ้านี้ก็คิดเสียว่าเป็นสิ่งตอบแทนให้กับข้าก็แล้วกัน!”

เต้าหลิงจ้องนางที่หลงระเริงสุดแสนจะเย่อหยิ่งอย่างเดือดดาล นางแสดงอากัปกริยาเฉกเช่นเทพธิดาผู้สูงส่งที่มองลงมายังมดตัวน้อย ที่ต่ำต้อย อีกทั้งยังทำท่าทางราวกับมีอำนาจเหนือฟ้า เหมือนกับว่านางเป็นเซียนหญิงที่กลับชาติมาเกิดก็ไม่ปาน

ร่างของเต้าหลิงสั่นเทาด้วยโทสะ หมัดทั้งสองกำแน่นเสียจนได้ยินเสียงกรอบแกรบ นี่หรือเด็กสาวที่เติบโตมาด้วยกัน?ในเวลาแค่หนึ่งปีนางกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ไม่คิดเลยว่านางจะทำเพราะหินเพียงก้อนเดียว

“ที่แท้ที่เจ้าหลอกใช้ข้าก็เพียงเพราะหินก้อนเดียว” เต้าหลิงกล่าวเสียงแหบพร่า

“หึ เต้าหลิงเจ้ายังกล้าพูดอีกนะ!” หวังย่ากล่าวด้วยใบหน้าเขียวปั้ด พลางชี้นิ้วออกไป“คราวก่อนข้าเคยบอกเจ้าว่าข้าต้องการหินน้ำงามก้อนนี้ เจ้าก็ไม่ยอมยกให้ข้า ตอนนี้เจ้ายังมีหน้ามาถามข้าอีกเหรอว่าเพราะเหตุใด? หากข้าไม่ได้บอกว่าจะยอมเป็นผู้หญิงของเจ้า เจ้าจะยอมยกผลึกหินฟ้านี้ให้ข้างั้นรึ?”

“มารยาของเจ้าช่างร้ายกาจยิ่งนัก” เต้าหลิงยิ้มอย่างขมขื่น เขาไม่รู้ว่าควรจะหัวเราะหรือร้องไห้เสียใจดี หินที่ชายขาเป๋ใช้ขัดเท้าถูกนางนำไปเป็นของล้ำค่าเสียแล้ว อีกทั้งเพื่อนเพียงคนเดียวของเขาก็หลอกใช้เขามาโดยตลอด

“เจ้าไม่ได้มีค่าพอที่จะให้ข้าหลอก แต่ผลึกหินฟ้าต่างหากที่ควรค่า เดิมทีข้าก็ยังไม่ปักใจเชื่อทันทีที่เห็น แต่ตอนนี้ข้าเชื่อแล้วล่ะว่ามันคือผลึกหินฟ้า” หวังย่ากล่าวออกมาด้วยความความพึงพอใจ นางเหลือบมองเขาแว่บหนึ่งพลางส่งเสียงหึเย็นแล้วกล่าวออกมา“จะให้ข้าไปเป็นผู้หญิงของขยะเช่นเจ้านะหรือ? อย่าเพ้อเจ้อไปหน่อยเลย!”

สีหน้าของหวังย่าเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม ถึงแม้ว่าในตอนเด็กนางจะมีความรู้สึกดีๆต่อเขา แต่ว่าตอนนี้นางไม่ได้มีความคิดอย่างตอนนั้นอีกต่อไปแล้ว ตอนนี้เต้าหลิงก็เป็นแค่ขยะไร้ค่า อนาคตภายภาคหน้าทั้งชีวิตของเขาก็เป็นได้แค่คนกระจอกๆ เท่านั้น!

‘ช่างตลกยิ่งนัก อนาคตของนางจะต้องสูงส่งเทียบฟ้า แต่ขยะไร้ค่าอย่างเขายังคิดจะฉกฉวยเพื่อหาผลประโยชน์ ฝันไปเถอะ!’

ภายในใจของหวังย่าเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เมื่อไม่นานมานี้นางติดตามหวังหลิ่งไปเข้าร่วมงานประมูลสินค้า นางก็ได้เห็นผลึกหินฟ้าขนาดเพียงเล็บมือ แต่มันกลับมีมูลค่าสูงถึงหนึ่งล้านเหรียญทอง! นางจิตนาการไม่ออกเลยว่าแล้วผลึกหินฟ้าก้อนนี้จะมีมูลค่ามหาศาลขนาดไหน!

หวังหลิ่งมองผลึกหินฟ้าในมือด้วยความหลงใหลพลางหยิบหินสูดดมด้วยความปลื้มปิติ ทว่าในตอนนั้นเองเขาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นที่แปลกประหลาดก่อนที่เขาจะขมวดคิ้วแล้วกล่าวออกมา“ทำไมข้ารู้สึกได้กลิ่นเท้าเหม็นๆ…”

“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน?” หวังย่ากล่าวพลางสูดดมกลิ่นของผลึกหินฟ้าหลังจากนั้นนางก็ยิ้มแล้วกล่าวออกมา“นี่คงจะเป็นกลิ่นเฉพาะตัวของผลึกหินฟ้า หินก้อนนี้มันหนักราวๆห้าชั่งเชียวนะ ก็มันเป็นสมบัติล้ำค่านี่”

“ฮ่าฮ่า น้องพี่เจ้าช่างหลักแหลมยิ่งนัก” หวังหลิ่งพยักหน้าอย่างพึงใจ อีกทั้งสูดดมผลึกหินฟ้าอย่างหลงใหลอยู่หลายครั้ง เขาดึงหวังย่าเข้ามาในอ้อมอกพลางแผดเสียงหัวเราะออกมา: “ทีแรกข้าก็ไม่เชื่อหรอกนะว่าขยะอย่างเจ้าจะมีของล้ำค่าเช่นนี้ แต่ตอนนี้ข้าเชื่อแล้ว ฮ่าฮ่า!”

สายตาของเต้าหลิงจ้องมองผลึกหินอย่างไม่คลาดสายตา สองมือกำแน่น การที่จะนำหินขัดเท้าของชายขาเป๋คืนมานะหรือ?คงจะทำแค่ในฝัน

เมื่อสังเกตเห็นสายตาของเต้าหลิงที่มองมา สีหน้าของก็ขึงขังลงไป เขาแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา “เจ้ามองอะไร? ขยะไร้ค่าเช่นเจ้ายังคิดว่าผลึกหินฟ้าก้อนนี้เป็นของเจ้าอยู่อีกรึ? หึ ข้าจะบอกให้นะว่าตอนนี้มันเป็นของข้า!”

หวังหลิ่งเดินเข้าไปกระชากคอเสื้อของเต้าหลิงแล้วแผดเสียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา“บอกข้ามาเดี๋ยวนี้ ว่าเจ้านำผลึกหินฟ้านี้มาจากที่ไหน?”

“ข้าบอกเจ้าไปแล้ว ว่านี่คือสมบัติของตระกูลข้า และหวังว่าเจ้าจะคืนมันให้กับข้า” เต้าหลิงเบิกตากว้างพลางแผดเสียงคำรามกล่าวออกมา

แต่ทว่าหวังหลิ่งหาได้โมโหไม่อีกทั้งยังยิ้มออกมา จะเอากลับไปอย่างนั้นหรือ? กำลังฝันอยู่หรืออย่างไร?หวังหลิ่งกระชากคอเสื้อเต้าหลิงขึ้นอย่างรวดเร็ว แล้วจับทุ่มลงกับพื้นอย่างไรปราณี

ปรากฏเสียงดังปั้ง เศษดินบนพื้นแตกกระเจิง ทั่วร่างเต้าหลิงสั่นเทาด้วยความเจ็บปวด รู้สึกเหมือนกระดูกภายในร่างกำลังแตกกระจาย เลือดไหลออกมาจากมุมปาก เขาขบริมฝีปากแน่นกลั้นความเจ็บปวด สองหมัดกำแน่นเสียจนแขนสั่นระริก

พลังกายของหวังหลิ่งน่ากลัวเป็นอย่างมาก เพียงแค่หนึ่งหมัดก็สามารถทลายหินยักษ์ให้แตกกระจายได้ ซึ่งเต้าหลิงไม่สามารถที่จะต่อกรได้เลย

หวังย่าเหลือบมองเด็กหนุ่มที่นอนคดตัวอยู่ที่พื้นแว่บหนึ่งพลางเอามือลูบคาง“ท่านพี่ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าว่าคงจะกระทบต่อชื่อเสียงของท่านเป็นแน่ ข้าว่าฆ่าเขาทิ้งไปเสียจะดีกว่าหรือไม่?”

“จิตใจเจ้าช่างอำมหิตยิ่งนัก” เต้าหลิงกำหมัดแน่นอีกครั้ง แน่นเสียจนเส้นเลือดปูดโปนเด่นชัด ภายในใจของเขารู้สึกเจ็บปวดขึ้นมา เขาจะต้องตายด้วยน้ำมือของนางเพศยาสารเลวเช่นนี้อย่างนั้นหรือ?

หวังหลิ่งพยักหน้าหัวเห็นด้วย “อย่างไรก็คงต้องสร้างดูเหมือนอุบัติเหตุ ไม่เช่นนั้นหากถูกอาจารย์จับได้คงจะเป็นเรื่องใหญ่ไม่ใช่น้อย”

“ใช่แล้ว…” หวังหลิ่งแตะหน้าผากแล้วยิ้มออกมา“เจ้ก็บอกไปว่าเป็นเพราะเจ้าขยะไร้ค่ารู้สึกด้อยค่าในตัวเองจึงได้ดื่มเลือดสัตว์อสูรเข้าไปโดยตรง หวังว่าจะเปิดเส้นทางใหม่แห่งการฝึกยุทธที่ไม่เคยมีผู้ใดลองกระทำมาก่อน เป็นเรื่องที่ดีเรื่องหนึ่งเลยใช่หรือไม่?”

“โอ้ ข้าเข้าใจแล้ว ความคิดของท่านพี่ไม่เลวเลยจริงๆ” นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งพลางพยักหน้าแล้วยิ้มออกมา“เช่นนั้นก็ใช้วิธีนี้เลยก็แล้วกัน”

หวังหลิ่งแค่นหัวเราะในลำคออย่างเยือกเย็น ในมือปรากฏขวดหนึ่งขวด ภายในบรรจุเลือดสีแดงฉาน : “เลือดที่อยู่ในขวดนี้เป็นเลือดของกิเลนไฟ ให้มันไปอยู่ในร่างเจ้านับว่าเป็นเรื่องที่สิ้นเปลือง ทว่าหากเทียบกับมูลค่าของผลึกหินฟ้าแล้ว ก็ถือว่าข้ากำไรกว่าเจ้าอยู่มากโขล่ะนะ”

“นี่คงจะเป็นเจตจำนงของสวรรค์” สติของเต้าหลิงเลือนราง เขานึกถึงคำพูดปริศนาพลันฝืนยิ้มออกมาด้วยความเจ็บปวด นี่คงเป็นลิขิตที่สวรรค์ต้องการ การจะฝึกวิชาสยบฟ้าจำเป็นจะต้องดื่มเลือดสัตว์อสูรเข้าไปเสียก่อน!

ทีแรกที่เห็นขั้นตอนการฝึก เต้าหลิงรู้สึกว่าคนที่คิดค้นวิชานี้ขึ้นมาจะต้องเป็นคนบ้าไร้สติเป็นแน่ เพราะว่าพลังที่แฝงอยู่ในเลือดของสัตว์อสูรนั้นอุดมไปด้วยพลังที่รุนแรงมหาศาล หากดื่มเข้าไปจะทำให้ร่างกายของคนผู้นั้นแหลกเป็นผุยผง

หวังหลิ่งนำเลือดของกิเลนไฟกรอกเข้าปากของเต้าหลิงจนหมด หลังจากนั้นก็ปัดมือแล้วกล่าวออกมาอย่างขบขัน “ไปกันเถอะ อีกไม่นาน เขาก็จะต้องตายอยู่ตรงนี้”

“เต้าหลิง เจ้าอย่าแค้นข้าเลย สมบัติล้ำค่านี้หากอยู่ในมือของเจ้าก็ไม่ต่างกับเศษธุลี หากแต่มันอยู่ในมือข้ามันก็จะส่องสว่างขึ้น ไม่ช้าข้าก็จะทะลวงขั้นสถิตวิญญาณได้แล้ว ขยะไร้ค่าเช่นเจ้าไม่มีวันรู้ถึงมูลค่าที่มหาศาลของผลึกหินฟ้าหรอก” หวังย่ากล่าวติดหัวเราะแล้วเดินจากไป

เต้าหลิงมองแผ่นหลังทั้งสองจนลับตา เขาพยายามระงับความเจ็บปวดภายในจิตใจที่บัดนี้ถูกฉีกออกเป็นชิ้นๆ เปลือกตาทั้งสองของเขาค่อยๆปิดลงพลางนึกย้อนถึงวิธีการฝึกวิชาสยบฟ้า

บัดนี้ เต้าหลิงสัมผัสได้ว่าทั่วทั้งกายร้อนราวกับกำลังถูกแผดเผา พลังที่อยู่ในร่างกำลังทะลักออกมาอย่างบ้าคลั่ง

ในตอนนั้นเองภายในร่างกายของเต้าหลิง ก็ปรากฏคลื่นพลังลึกลับออกมาเป็นเส้นๆ

เลือดของกิเลนไฟกำลังทะลวงทำลายกล้ามเนื้อของเขาอย่างรุนแรง เขารู้สึกเหมือนกับวิญญาณกำลังหลุดออกจากร่าง หลังจากนั้นเลือดของสัตว์อสูรก็ค่อยๆแปรเปลี่ยนเป็นกระแสน้ำสีแดงที่ไหลเข้าไปในทุกๆส่วนของร่างกายของเขา และเริ่มทะลวงเข้าไปอย่างบ้าคลั่ง

----------------------------

ฝากLikeเพจของเรื่อง หมื่นอสูรก้มกราบ

ไว้อัพเดทนิยายกันด้วยนะคะ _

กดติดตามอ่านเรื่องนี้(เพราะอาจมีการทยอยลบตอนในภายหลังค่ะ)
อ่านเล่มที่ 4 เร็วกว่าใครและอุดหนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.kawebook.com/story/view/399
120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ _)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม

เล่มที่1 ตอนที่3 ความแข็งแกร่งที่ก้าวกระโดด

ต้นไม้ใบหญ้าเติบโตงอกงามสีเขียวชอุ่มสวยสด กิ่งก้านใบไม้แตกแขนกสลับซับซ้อน ตั้งอยู่บนภูเขาด้านหลังของสำนัก มีร่างๆหนึ่งนอนเอนกายอยู่ภายในป่า มุมปากปรากฏร่องรอยคราบเลือดบนใบหน้าละอ่อน ที่บัดนี้แข็งกร้าว นัยน์ตาดำบีบแคบ

หากลองสังเกตจะได้เห็นได้ชัดว่ามวลอากาศรอบกายของเขากำลังกระเพื่อมเป็นระลอกคลื่น ดั่งกับภาพวาดก้อนหินที่ถูกโยนลงไปในกลางทะเลสาบ

ร่างกายของเต้าหลิงได้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่น่ากลัวขึ้น ทุกมวลกล้ามเนื้อทั้งยืดหยุ่นและแข็งแกร่ง พลังในทุกส่วนปะทุทะลักออกมาเสียจนเกิดคลื่นสั่นไหวกลางอากาศไม่หยุดหย่อน กระดูกส่งเสียงเสียดแทงเบียดเสียดออกมา

พลังที่มหาศาลที่อดแน่นอยู่ภายในเลือดของกิเลนไฟนั้นรุนแรงเสียยิ่งกว่าที่จะจินตนาการได้ ทว่าด้วยความลึกลับของวิชาสยบฟ้าแล้ว สามารถแปลเปลี่ยนเป็นพลังอันบ้าคลั่งนั้นให้กลายเป็นอาหารเสริมพลังให้กับร่างกายที่อ่อนแอไร้กำลังของเขาได้!

ความแข็งแกร่งที่เกิดขึ้นอย่างก้าวกระโดดเช่นนี้ มีเพียงแค่คำว่าน่าหวาดกลัวเท่านั้นที่จะสามารถพรรณนาออกมาได้!

ภายในอกของเขาสั่นไหวด้วยความตื่นเต้น ปัญหาทั้งหลายที่ทำให้เขาลำบาก ก็สามารถแก้ไขได้เสียที นัยน์ตาของเต้าหลิงแดงซ่านจนอดที่จะร้องคำรามกู่ก้องร้องต่อฟ้าออกมาไม่ได้

ในที่สุดข้าก็แข็งแกร่ง!

กรึก! กรอบ!

ปรากฏเสียงกระดูกทั่วร่าง อวัยวะภายทั้งห้าพลันสั่นไหว กล้ามเนื้อทั่วร่างขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ราวกับกระดูกสันหลังของลูกมังกรที่คืนสภาพสำแดงฤทธิ์เดชอันยิ่งใหญ่

“แข็งแกร่งยิ่งนัก!” เต้าหลิงกล่าวอย่างตื่นเต้นพลางมองไปที่ร่างของเขาเอง เขาสัมผัสได้ถึงร่างกายที่แข็งแกร่งมากขึ้นกว่าแต่ก่อนหลาบสิบเท่า กล้ามเนื้อแต่ละมัดต่างอัดแน่นไปด้วยพลังที่พร้อมจะระเบิดออก เขารู้สึกราวกับว่าเขาสามารถทลายหินให้แหลกเป็นผุยผงได้ในพริบตาเดียว

“วิชาสยบฟ้า…น่ากลัวเกินไปแล้ว ไม่รู้ว่าผู้ใดกันที่เป็นคนริเริ่มความคิดอันบ้าบิ่นนี้?” ใบหน้าเรียวรู้สึกฉงน คิดย้อนไปถึงคำพูดของหญิงสาวลึกลับนางนั้น : “หนึ่งแสนชั่ง…มันจะเป็นไปได้จริงๆนะหรือ?”

“มีหรือจะเป็นไปไม่ได้ ขนาดการดื่มเลือดอสูรที่ใครๆ ก็ว่าอย่างไรเสียก็ต้องจบชีวิตลง ข้า…ก็ยังสามารถรอดชีวิตมาได้ ดังนั้นมันจะต้องถึงหนึ่งแสนชั่งได้อย่างแน่นอน!”เต้าหลิงกล่าวออกมาอย่างใจหาย หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ทั่วแว่นแคว้นชิงจะต้องสั่นสะเทือนเป็นแน่

ขั้นหลอมกายาเป็นการทดสอบพรสวรรค์ความแข็งแกร่งทางกาย นี่ขนาดเป็นพลังงานขั้นแรก ยังแข็งแกร่งมากถึงขนาดนี้!

“แต่ว่า…เลือดสัตว์อสูรระดับสูงเช่นนี้ ไม่มีทางที่ข้าจะสามารถหามาได้” คิ้วเต้าหลิงผูกกันจนจะเป็นปม คำแนะนำของวิชาสยบฟ้านั้นบอกว่าจะต้องดื่มเลือดของสัตว์อสูรที่แข็งแกร่งและยากที่จะหาพบ อีกทั้งอีกเงื่อนไขหนึ่งก็คือเลือดสัตว์อสูรจะต้องแข็งแกร่งยิ่งกว่าครั้งก่อนๆทุกครั้ง!

และที่สำคัญไปกว่านั้น เขาจะต้องดื่มเฉพาะเลือดของสัตว์อสูรสวรรค์จึงจะสามารถทะลวงขีดจำกัดให้ถึงหนึ่งแสนชั่งได้

นั่นทำให้เขาปวดหัวยิ่งนัก สัตว์อสูรสวรรค์ไม่เพียงแต่แข็งแกร่งอีกทั้งยากที่จะหาพบ แล้วเขาจะสามารถหามันมาได้อย่างไรกันเล่า!

“หนึ่งแสนชั่งสำหรับข้า มันคงจะเป็นไปไม่ได้” เต้าหลิงกล่าวพลางส่ายหัว หากว่าเขานั้นหาเลือดของสัตว์อสูรสวรรค์ไม่ได้ คงไม่สามารถทะลวงพลังให้ถึงหนึ่งแสนชั่งได้ แต่ถึงกระนั้นภายในใจเขาก็ยังคงยินดี หากเป็นพลังเพียงห้าหมื่นชั่งเขาจะต้องทำสำเร็จอย่างแน่นอน!

“หวังย่า! หวังหลิ่ง!”

หมัดของเต้าหลิงทุบลงไปบนพื้นดินอย่างรุนแรงจนผืนดินสั่นไหว ลำต้นของต้นไม้ด้านข้างก็สั่นสะท้านไปตามแรงไหว ใบไม้ต่างหลุดลอยปลิวว่อน มวลอากาศรอบตัวเต้าหลิงปรากฏไอเย็นแผ่พุ่ง อุณหภูมิโดยรอบก็พลันลดฮวบลงไปอย่างรวดเร็ว

“ข้าจะต้องฆ่าพวกเจ้าทั้งสองให้ได้!” เต้าหลิงขบกรามแน่นอย่างสะกดกลั้น ภายในใจของเขาเต็มไปด้วยโทสะ หากไม่ใช่เพราะว่าวิชาสยบฟ้าทำให้เขาสามารถดื่มเลือดอสูรได้ล่ะก็ป่านนี้เขาก็คงกลายเป็นศพไปแล้ว โดยเฉพาะหวังย่าที่หลอกใช้ความรู้สึกของเขา นางสมควรตาย!

ในแต่ละวันคนภายในสำนักต่างมองเขาด้วยสายตาที่เฉยชา ดังนั้นเขาจึงปรารถนาที่อยากจะมีเพื่อน ถึงจะมีเพียงคนเดียวก็เพียงพอ แต่หารู้ไม่ว่าเพื่อนเพียงคนเดียวที่มี กลับเป็นแค่ผู้ที่ต้องการผลประโยชน์จากเขาเท่านั้น!

“พวกเจ้ารอข้าก่อนเถอะ!” เต้าหลิงค่อยๆลุกขึ้นอย่างช้าๆ นัยน์ตาไร้เมตตาดังแต่ก่อน เขาขบกรามแน่นอีกครั้งก่อนที่จะกล่าวกับตนเองอีกครั้งว่า : “ข้าจะตอบแทนพวกเจ้าอย่างสาสม คนอย่างข้าเต้าหลิงจะไม่ยอมให้ใครมารังแก!”

เต้าหลิงพยายามควบคุมอารมณ์โกรธที่กำลังเชี่ยวกราด เขาสูดลมหายใจเข้าลึกพลางกล่าวออกมาในใจ”เพียงแค่ดื่มเลือดสัตว์อสูรต่อไปเรื่อยๆ พลังของข้าก็จะแข็งแกร่งขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นตอนนี้จะต้องคิดหาวิธีที่จะได้เลือดอสูรมาก่อนถึงจะได้”

เต้าหลิงขบคิดไปเรื่อย หลังจากนั้นเขาก็กล่าวออกมาด้วยความสงสัย: “หินแร่ที่พ่อขาเป๋นำมาจากเหมือง แท้จริงแล้วมันคือของล้ำค่าอะไรกันแน่นะ?”

ขนาดหวังหลิ่งยังมีท่าทีละโมบโลภในผลึกหินฟ้าขนาดนั้น ทั้งนางยังยอมสิ้นเปลืองเวลาเพื่อล่อหลอกเขาตั้งนาน แสดงให้เห็นชัดเพียงพอแล้วว่ามูลค่าของผลึกหินฟ้านั้นมหาศาลมากแค่ไหน

แต่ว่าที่บ้านของเขายังมีหินแบบนั้นอีกเป็นเข่งเลยนะ แถมพ่อขาเป๋ของเขายังวางทิ้งๆ ขว้างๆ หาได้ดูมีค่าขนาดนั้นไม่ บ้างก็เอาไปขัดก้นหม้อ บ้างก็เอาไปขัดแคะเท้า บ้างก็เอาไปหนุนขาโต๊ะ…

อีกทั้งผลึกหินฟ้านั้นยังไม่ใช่หินแร่ที่งามที่สุดเสียหน่อย ยังมีหลายก้อนที่เปล่งแสงเป็นประกายสวยงามยิ่งกว่าผลึกหินฟ้าก้อนนั้น เพราะว่าหินแร่น้ำงามที่แย่ที่สุดจะเอาไว้ขัดแคะเท้า ดีขึ้นมาหน่อยก็เอาไปทำเป็นลูกแก้วเอาไว้ดีดเล่น แล้วยามที่พ่อขาเป๋นอนหลับก็มักจะนำหินแร่วางไว้ตามซอกต่างๆ ของร่างกาย และนี่ก็เป็นสิ่งที่เขาไม่ค่อยเข้าใจเท่าไหร่นัก เพราะพ่อของเขาก็ไม่ใช่คนที่จะโลภในทรัยพ์สินเงินทอง

“ถ้าข้านำออกไปขายสักก้อน จะต้องได้เลือดสัตว์อสูรเป็นจำนวนมากแน่!” ใบหน้าละอ่อนของเต้าหลิงฉีกยิ้มมุมปากขึ้น

“เทพแห่งการนอน เจ้ามาทำอะไรอยู่ที่นี่?”

ปรากฏเสียงต่ำเยือกเย็นดังขึ้นมาพร้อมกับเด็กหนุ่มที่มีท่าทีทะนงตน ค่อยๆก้าวเท้าเดินออกมา สายตาดูหมิ่นจ้องมองเขาด้วยความเหยียดหยาม ภายในใจรู้สึกไม่เข้าใจเป็นอย่างมากว่าทำไมท่านอาจารย์ถึงได้ปล่อยเขาไป

เมื่อเห็นคนที่เดินเข้ามา สีหน้าเต้าหลิงก็พลันนิ่งไป คนผู้นี้คือน้องชายของเฉียนหลิน มีพลังสามพันชั่งในขั้นหลอมกายา อีกทั้งยังชอบก่อนกวนสร้างปัญหาให้เขาอยู่บ่อยครั้ง

“ข้าจะทำอะไรอยู่ที่นี่ก็เรื่องของข้า ข้าจำเป็นต้องรายงานเจ้าด้วยหรือ?” เต้าหลิงกำหมัดแน่น ในตอนนี้เขาสัมผัสได้ถึงพลังที่พร้อมจะระเบิดออกมาจากกล้ามเนื้อภายในกายเขา สีหน้าละอ่อนฉายประกายความปิติขึ้นมา เพราะเขารู้ดีว่าบนโลกใบนี้ขอเพียงแค่มีพลังที่กล้าแกร่ง ก็จะไม่ต้องถูกใครรังแกเหยียดหยามอีกต่อไป!

“ดีจริงๆ เจ้าหาเรื่องเองนะ ที่กล้าพูดเช่นนี้กับข้า?คงอยากตายมากสินะ!” เฉียนอี้กล่าวด้วยใบหน้าขึงขัง” ถ้าไม่สั่งสอนเจ้าเสีย เกรงว่าฟ้าคงจะไม่ให้อภัยข้า!”

นัยน์ตาของเฉี้ยนอี้เดือดดาล หมัดสองข้างกระชับแน่น เขาพุ่งร่างทะยานเข้าใส่เต้าหลิงพลางระเบิดเสียงคำรามออกมา: “จำเอาไว้เจ้าขยะไร้ค่า! ตลอดชีวิตนี้เจ้าเป็นได้เพียงกระสอบทรายของข้าเท่านั้น!”

เต้าหลิงแค่นหัวเราะในลำคอ สายตายังคงจับจ้องร่างที่พุ่งเข้ามา หากเป็นเมื่อก่อนเดาว่าเขาคงโดนโจมตีจนบาดเจ็บไม่น้อย แต่ว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นเหมือนกับแต่ก่อนแล้ว ก็ดีเหมือนกันเขาจะได้ทดสอบพลังเสียเลย ว่าพลังกายของเขาในตอนนี้เป็นอย่างไร

เฉียนอี้พุ่งตรงเข้ามา พลันกระโดดขึ้นสูงแล้วรวมพลังไว้ที่กำปั้นพร้อมกับเล็งไปที่คางของเต้าหลิง หมายมั่นจะให้ฟันของเต้าหลิงหักออกหลายซี่

ใบหน้าเต้าหลิงยังคงเรียบเฉย กำปั้นของเขากำแน่นเสียจนได้ยินเสียงกระดูกลั่น ก่อนที่จะรีบปล่อยหมัดสวนกลับไปทันที

“ฮ่าฮ่า อย่างไรเสียขยะก็คือขยะ มาดูกันว่าวันนี้ข้าจะหักแขนของเจ้ายังไง!” เมื่อเฉียนอี้เห็นว่าเต้าหลิงปล่อยหมัดสวนกลับมา ก็หาได้โกรธแถมยังยิ้มเยาะออกมา เป็นแค่เทพแห่งการนอนริอาจจะผลิกชะตาฟ้าอย่างนั้นรึ!?

หมัดที่ทรงพลังทั้งสองปะทะกันอย่างรุนแรง จนได้ยินเสียงกระดูกแตกดังลั่นออกมา ร่างของเฉียนอี้แข็งค้างอยู่อย่างนั้น เขาไม่รู้สึกถึงกำปั้นของตัวเอง ราวกับว่ามันไม่ใช่กำปั้นเขาอีกต่อไป

ทั่วร่างของเฉียนอี้พลันสั่นเทา ก่อนที่จะค่อยๆ ทรุดตัวลงบนพื้น อยู่ในท่าคุกเข่าคล้ายกับกุ้งตัวหนึ่งก็มิปาน ขณะเดียวกันมือของเฉียนอี้ก็อาบชโลมไปด้วยเลือดที่ไหลมาจากบาดแผล

เต้าหลิงกำหมัดของตัวเอง รอยยิ้มแห่งชัยชนะปรากฏอยู่บนใบหน้า นัยน์ตาจ้องไปยังร่างอันสั่นเทาของเฉียนอี้ พลางกล่าว ออกมาเรียบๆ: “เจ้าหาเรื่องใส่ตัวเองนะ”

เฉียนอี้ได้ยินดังนั้นก็แทบคลั่ง เขารีบยันกายขึ้นมาแล้วแผดเสียงคำรามอย่างโกรธเกรี้ยวว่า : “ขยะไร้ค่าเช่นเจ้าริอาจหาญมาตีข้า! เจ้าก่อเรื่องใหญ่แล้ว เจ้าจะต้องตาย!”

“เฉียนอี้ เป็นเจ้าเองที่กระจอกเช่นนี้ ยังกล้าเรียกข้าว่าขยะอีกอย่างนั้นรึ ข้าว่าเจ้าต่างหากที่เป็นขยะ!” เต้าหลิงเดินเข้ามาพลางส่ายหน้า

“เจ้ารนหาที่ตายเองนะ คนระยำเช่นเจ้านั่นแหละที่เป็นขยะ!” เฉียนอี้แยกเขี้ยวโกรธเกรี้ยว ตะโกนคำด่าทอไม่หยุด : “เจ้านั่นแหละที่เป็นขยะ ถึงคราวซวยของขยะอย่างเจ้าแล้ว!”

เมื่อเต้าหลิงเห็นบุคคลตรงหน้ายังคงใช้เสียงคุกคามไม่หยุด รอยยิ้มก็จางหายไปจากใบหน้าของเขา: “เจ้าไม่เข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ใช่หรือไม่ หาใช่ข้าที่จบสิ้น แต่เป็นเจ้าต่างหากเฉียนอี้”

รอยยิ้มเย็นชาของเต้าหลิงกระตุกขึ้นที่มุมปากก่อนที่ฝ่าเท้าของเขาจะฟาดออกไปอย่างรุนแรงเป็นแนวขวางตรงไปยังเฉียนอี้ที่กำลังตกตะลึง ความรุนแรงของมันประดุจกระบี่ที่ออกจากฝัก มวลอากาศโดยรอบระเบิดออกเป็นวงกว้าง

“ปัง!” เสียงดังสนั่น พร้อมกับร่างของเฉียนอี้กระเด็นลอยออกไป ก่อนที่จะตกลงไปด้านในพุ่มไม้ เขากระอักเลือดออกมากองใหญ่ พร้อมเสียงร้องแหลมโหยหวนน่าเวทนาด้วยความเจ็บปวด

ทั่วร่างเฉียนอี้แตกร้าวออกเป็นเสี่ยงๆ สายตายังคงจ้องเขม็งไปยังเต้าหลิงด้วยความอาฆาตเคียดแค้น ทว่าเต้าหลิงกลับไร้ความรู้สึกใด ทำให้เฉียนอี้ต้องรู้สึกสะดุ้งโหยงหวาดกลัวอีกครา แต่ยังขบฟันตะโกนกลับไป : “เจ้ารอก่อนเถอะ เจ้ากล้าตีข้าเช่นนี้ ใครก็ช่วยเจ้าไม่ได้ พี่ชายข้าจะต้องฆ่าเจ้าแน่!”

เฉียนอี้ทั้งโกรธและตกใจในเวลาเดียวกัน เขาไม่ใช่ว่าเป็นขยะหรอกหรือ? ทว่าทำไมแรงหมัดเมื่อครู่ช่างรุนแรงยิ่งนัก นี่มันเป็นไปได้อย่างไร?

“ข้าก็อยากจะรู้เช่นกัน ว่าข้าจะตายอย่างไร!” เขากำหมัดแน่นพลางมองร่างเงาของเฉียนอี้ที่หนีอย่างหัวซุกหัวซุน เขาสัมผัสได้ว่าตนมีพลังแข็งแกร่งขึ้นเป็นอย่างมาก อีกทั้งหมัดเมื่อครู่ก็ยังไม่ใช่พลังทั้งหมดของเขา

“ข้าจะต้องรีบเพิ่มพลังเสียแล้ว ถ้าหากว่าหวังย่าและหวังหลิ่งเจ้าพวกคนเลวทรามนั่นรู้ว่าข้ายังมีชีวิตอยู่ พวกนั้นจะต้องกลับมาสร้างปัญหาให้ข้าเป็นแน่” เต้าหลิงสูดลมหายใจลึกก่อนที่จะรีบจ้ำเท้ามุ่งกลับไปที่บ้านของตน

ในบ้านหลังหนึ่งที่เขตทุรกันดาร คงไม่มีใครคาดได้ว่าบ้านหลังเล็กขนาดประมาณหนึ่งห้องใหญ่ ภายในจะซุกซ่อนหินแร่น้ำงามเอาไว้อยู่เป็นเข่ง

เต้าหลิงเดินเข้ามาภายในห้องหนึ่ง ก้มลงไปหยิบเข่งไม้ใต้เตียงอย่างคุ้นเคย ซึ่งด้านในเข่งไม้ก็เต็มไปด้วยแร่หินน้ำงามที่ส่องประกายแสงหลากสี

บ้างก็มีสีแดงฉานสวยสดประดุจเลือด บ้างก็มีสีเขียวมรกตประดุจหยกใสบริสุทธิ์ บ้างก็ส่องประกายแวววับดั่งดวงดาวยามราตรีสดใส บ้างก็มีสีเหลืองอำพันหมุนเกลียวล้อมรอบ

เต้าหลิงยังคงจับจ้องหินหลากสีน้ำงามเหล่านี้ไม่วางตา ก่อนที่จะเกาหัวแกรกๆ แล้ววางเข่งไม้กลับที่เดิม : “ข้าไม่ยุ่งกับมันจะดีกว่า หากมีผู้ใดพบเห็นเข้าคงยุ่งยากแน่นอน รอให้พ่อขาเป๋กลับมาก่อนค่อยถามเอาดีกว่าว่าเขาได้หินนี้มาจากไหนกัน”

เต้าหลิงเดินมายังห้องครัว สายตาจับจ้องไปยังสีหินน้ำงามสีทองแดงรูปร่างคล้ายหัวเจาะที่พ่อขาเป๋ของเขาเอามันไว้ใช้ขัดหม้อ ขนาดของมันราวๆ หนึ่งหัวแม่มือเห็นจะได้

“อันนั้นแล้วกัน!” เต้าหลิงมองหินน้ำงามสีทองแดงที่ไว้ใช้ขัดหม้อ เขาคิดว่ามันคงจะเป็นอันที่ด้อยคุณภาพที่สุด ถึงแม้ว่าพ่อขาเป๋จะบอกว่าห้ามนำมันออกไปไหน แต่เขาก็ยังเคยบอกเอาไว้ว่าเมื่อไหร่ที่เจ้ามีความสามารถ ของพวกนี้ทั้งหมดก็ล้วนกลายเป็นของเจ้า

“ถ้าอย่างนั้น…ลองทดสอบวิชาสยบฟ้าก่อนดีกว่า ดูซิจะแข็งแกร่งถึงเพียงใด” เต้าหลิเก็บหินน้ำงามสีทองแดงลงไป ก่อนที่จะนั่งลงขัดขาตั้งสมาธิ ปิดเปลืองตาเพื่อเตรียมตัวสำหรับการฝึกพลังในช่วงเวลาต่อไปนับจากนี้

----------------------------

ฝากLikeเพจของเรื่อง หมื่นอสูรก้มกราบ

ไว้อัพเดทนิยายกันด้วยนะคะ _

กดติดตามอ่านเรื่องนี้(เพราะอาจมีการทยอยลบตอนในภายหลังค่ะ)
อ่านเล่มที่ 4 เร็วกว่าใครและอุดหนุนผลงานถูกลิขสิทธิ์ได้ที่ลิงก์นี้
https://www.kawebook.com/story/view/399
120 บาท/เล่ม (หากนับตอนฟรีจะเฉลี่ยอยู่ที่ 80-90 บาทค่ะ _)
เมื่อเทียบกับนิยายแปลเป็นเล่ม 30 ตอน เท่ากับ 1 เล่ม

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...