โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

‘ถ้าผู้นำฉ้อฉลไม่สุจริต ประชาธิปไตยจะรอดไหม’ คำถามปลายแหลมจากอดีตนายกฯ จอห์น เมเจอร์

The101.world

เผยแพร่ 28 ก.พ. 2565 เวลา 11.40 น. • The 101 World

จอห์น เมเจอร์

สัปดาห์แรกของเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ขณะที่นายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน และรัฐมนตรีต่างประเทศลิซ ทรัสส์ (Liz Truss) แห่งสหราชอาณาจักร กำลังวิ่งเต้นหารือกับผู้นำต่างๆ ในยุโรปเพื่อคลี่คลายภาวะวิกฤติยูเครน อดีตนายกรัฐมนตรี จอห์น เมเจอร์ (ดำรงตำแหน่งนายกฯ ในช่วงปี 1990-1997) ได้รับเชิญไปปราศรัยที่ The Institute for Government ในกรุงลอนดอน โดยเขาตั้งคำถามแหลมคมว่า "ผู้นำทางการเมืองที่ประชาชนขาดความเคารพเชื่อถือในบ้าน จะมีอิทธิพลสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีนอกบ้านได้อย่างไร"

สำหรับผู้ที่ติดตามการเมืองในอังกฤษอย่างใกล้ชิดจะทราบดีว่า แม้นายจอห์น เมเจอร์จะสังกัดพรรคคอนเซอร์เวทีฟด้วยกัน แต่ก็มักจะออกมาวิพากษ์วิจารณ์นายบอรีส จอห์นสันบ่อยๆ โดยเฉพาะนโยบาย Brexit ที่นายเมจอร์เชื่อว่า นายจอห์นสันใช้วิธีการฉ้อฉลไม่สุจริตในการรณรงค์จนชนะประชามติแยกตัวออกจากสหภาพยุโรปได้สำเร็จ แต่ฝากรอยแผลความแตกแยกให้กับประเทศ ทั้งในเรื่องปัญหาสินค้าผ่านแดนไอร์แลนด์เหนือ และกระแสแยกประเทศของสกอตแลนด์ ที่ก็ความนิยมเพิ่มสูงขึ้น

อดีตนายกฯ จอห์น เมเจอร์ ปราศรัยว่าชาวอังกฤษได้ประชาธิปไตยมาด้วยการเสียสละราคาแพง แต่รัฐบาลชุดปัจจุบันนี้กำลังทำลายล้างให้สิ้นสลายไป ทั้งๆ ที่บรรพบุรุษได้เสริมสร้างระบบการเมืองที่แข็งแกร่งเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลกว่ามีเสถียรภาพมากที่สุดในโลก ทั้งนี้เพราะเป็นระบบการเมืองที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานที่ทุกๆ คนเคารพกฎหมาย ไม่ว่าคนนั้นจะยิ่งใหญ่แค่ไหนก็ตาม โดยมีประชาชนเลือกตั้งผู้แทนเข้าไปในรัฐสภา อีกทั้งมีระบบตุลาการที่เที่ยงธรรมเป็นอิสระ และการยินยอมทำตามประเพณีปฏิบัติของบุคคลสาธารณะที่สร้างมาตรฐานสืบทอดกันมายาวนาน 

“ทั้งสามหลักการดังกล่าวพึ่งพิงและเชื่อมโยงต่อกันอย่างสมดุลย์ ถ้าหากมีส่วนใดส่วนหนึ่งเอียงลง หรือไม่ทำหน้าที่ตามความคาดหวังของสังคม ก็จะนำไปสู่ความเสื่อมถอยของระบอบประชาธิปไตย”

จอห์น เมเจอร์ อดีตนายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่มาภาพ

ประเด็นหลักที่อดีตนายกฯ เมเจอร์นำขึ้นมาวิจารณ์อย่างไม่ไว้หน้าคือ พฤติกรรมของตัวนายจอห์นสันเอง ทั้งในบทบาทการเป็นผู้นำประเทศและพฤติกรรมส่วนตัว โดยเฉพาะในรอบปีที่ผ่านมา นายบอริส จอห์นสันมีแผลเต็มตัว ทั้งในเรื่องความพยายามที่จะใช้เสียงข้างมากในสภาออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือเพื่อนสนิทที่เป็น ส.ส. พรรคเดียวกันให้พ้นจากมติลงโทษของคณะกรรมการจริยธรรมรัฐสภา เพราะผิดระเบียบการใช้ตำแหน่งวิ่งเต้นช่วยเหลือบริษัทธุรกิจที่ตัวเองเป็นที่ปรึกษาให้ได้สัญญาจัดซื้อจัดจ้างเครื่องมือแพทย์รับมือโรคระบาดโควิด-19 ของกระทรวงสาธารณะสุข แผลนี้เป็นแผลใหญ่ที่ทำให้พรรคคอนเซอร์เวทีฟแพ้เลือกตั้งซ่อมในเขตเลือกตั้งที่เคยชนะมาตลอดทุกสมัย เสียงประณามจากทุกสารทิศทำให้นายกฯ จอห์นสันต้องถอนร่างกฎหมายออกไป 

เรื่องอื้อฉาวนี้นอกจากจะเป็นการทำลายความไว้วางใจระหว่างผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้งกับ ส.ส. ที่ประชาชนเลือกเข้าสภาเพื่อปกป้องผลประโยชน์สาธารณะแล้ว ยังแสดงให้เห็นว่ามาตรฐานความถูกต้องตามทำนองคลองธรรมกำลังถูกทำลายด้วยพฤติกรรมพวกมากลากไป โดยมีนายกรัฐมนตรีเป็นตัวการใหญ่ เป็นพฤติกรรมที่กัดกร่อนรากฐานของระบบการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของอังกฤษที่นายเมเจอร์ถือว่าเคยเป็นระบบที่ทั่วโลกยกย่อง  

อีกเรื่องหนึ่งที่เป็นแผลเรี้อรังมายาวนาน สื่ออังกฤษเรียกว่า lockdown party-gate ซึ่งถูกเปิดโปงต่อเนื่องกันมาหลายเดือน เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องอื้อฉาว สื่อนำมารายงานข่าวกันอึกทึกถึงกรณีทีมงานของนายกรัฐมนตรีในทำเนียบถนนดาวนิ่งถูกกล่าวหาว่าจัดงานเลี้ยงฉลองกันหลายครั้งหลายคราที่ทำเนียบ ในระหว่างที่ประเทศอยู่ภายใต้มาตรการควบคุมกิจกรรมสังสรรค์เพื่อลดการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19  แต่ปรากฎว่าข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และรัฐมนตรีบางคนจัดงานเลี้ยงฉลองกันในทำเนียบรวมแล้วถึง 16 ครั้งนับตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว รวมทั้งงานสังสรรค์ในค่ำคืนวันก่อนที่จะมีพระราชพิธีศพของเจ้าชายฟิลิป ซึ่งรัฐบาลกำหนดให้มีการไว้ทุกข์กันทั่วประเทศ ดังนั้นเมื่อสื่อมวลชนนำเรื่องนี้มาตีแผ่ นายจอห์นสัน ต้องรีบไปกราบบังคมทูลขอขมาจากสมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 

แต่สิ่งที่นายเมเจอร์คับข้องใจในพฤติกรรมของนายจอห์นสันคือ ตั้งแต่สื่อมวลชนมีการเปิดโปงเรื่องงานสังสรรค์ที่ทำเนียบตั้งแต่ครั้งแรกๆ นั้น นายจอห์นสันกลับปากแข็งออกมาปฏิเสธกับทั้งสื่อและสภาว่า ตนไม่เชื่อว่ามีเหตุการณ์ละเมิดมาตรการล็อคดาวน์ดังกล่าว และทุกอย่างเป็นไปตามระเบียบของราชการทุกประการ ทั้งๆ เป็นธรรมเนียมของการเมืองอังกฤษว่าหากรัฐมนตรีคนใดโกหกในสภา เมื่อความจริงปรากฎ นักการเมืองนั้นจะต้องลาออก

สื่อมวลชนอังกฤษรวมทั้งสื่อที่เคยสนับสนุนพรรคคอนเซอร์เวทีฟมาตลอดต่างก็หันมาแคะคุ้ยเปิดโปงพฤติกรรมข้าราชการชั้นผู้ใหญ่และนักการเมืองพรรครัฐบาลกรณี party-gate กันเป็นระลอกๆ จนปรากฎออกมาว่ามีการจัดงานสังสรรค์ดังกล่าวถึง 16 ครั้งในรอบ 12 เดือน และมีคลิปหลุด มีรูปรั่วไหลออกมาถึงสื่อมวลชน แสดงให้เห็นว่าบางงานก็มีนายกฯ จอห์นสันและภริยา ก็เข้าร่วมงานสังสรรค์ในทำเนียบดังกล่าว รวมทั้งงานฉลองวันเกิดของตัวนายจอห์นสันเองด้วย

บอริส จอห์นสัน นายกรัฐมนตรีสหราชอาณาจักร ที่มาภาพ

เมื่อมีหลักฐานออกมาทางสื่ออย่างโจ๋งครึ่ม แทนที่นายจอห์นสัน จะออกมาชี้แจงข้อเท็จจริงให้ชัดเจนกลับใช้โวหารตีความบทบาทของตัวเองและระเบียบการล็อคดาวน์อย่างคลุมเคลือ ทาสีเทาๆ ให้สาธารณะชนสงสัยมากขึ้น แต่แรงกดดันก็มีมากขึ้นตามลำดับ ทั้งจากญาติพี่น้องของผู้เสียชีวิตจากโควิด-19 ที่ออกมาตั้งคำถาม รวมทั้ง ส.ส. จากพรรคของตนเองและฝ่ายค้าน ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องตั้งคณะกรรมการขึ้นมาสอบข้อเท็จจริง ซ้ำร้ายไปกว่านั้นแรงกดดันจากสังคมยังทำให้สำนักงานตำรวจนครบาล ผู้มีหน้าที่บังคับใช้มาตรการล็อคดาวน์ในกรุงลอนดอน จำเป็นต้องเปิดขบวนการสอบสวนการจัดงานสังสรรค์ที่ทำเนียบรัฐบาลว่ามีคราวใดบ้างที่ถือว่าผิดกฎหมาย และถ้าใครทำผิดจะต้องถูกลงโทษอย่างไร 

ดังนั้นตอนนี้จึงมีการสอบสวนอยู่ 2 สำนวน คือสำนวนแรกของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริงที่นายกรัฐมนตรีแต่งตั้ง และอีกสำนวนหนึ่งของตำรวจนครบาลว่ามีข้าราชการหรือนักการเมืองใดบ้างทำผิดกฎหมาย นับเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์การเมืองของอังกฤษที่นายกรัฐมนตรี ต้องถูกตำรวจสอบปากคำกรณีสงสัยว่าทำผิดกฎหมาย คำถามก็คือว่าถ้าผลการสอบสวนออกมาปรากฎว่านายกรัฐมนตรีละเมิดหรือปล่อยให้มีการละเมิดกฎหมายล็อคดาวน์ ตัวนายจอห์นสัน จะต้องแสดงความรับผิดชอบลาออกจากตำแหน่งหรือไม่ 

ไม่ต้องสงสัยเลยว่า อดีตนายกรัฐมนตรีจอห์น เมเจอร์ประกาศชัดเจนในคำปราศรัยว่า "นายกรัฐมนตรีที่ทำผิดกฎหมาย แม้ว่าเป็นละหุโทษก็จะต้องลาออก" เพราะเป็นเรื่องของหลักการและศักคิ์ศรีของตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญนี้เป็นบุคคลสาธารณะต้องเป็นผู้นำในการรักษาจริยธรรมของบุคคลสาธารณะอย่างเคร่งครัด ความเห็นของอดีตนายกรัฐมนตรี สวนทางกับบรรดาลิ่วล้อและรัฐมนตรีบางคนที่เริ่มออกตัวกับสื่อว่า ไม่จำเป็นที่นายกรัฐมนตรีต้องลาออก ไปเสียค่าปรับก็คงจะพอเพียงแล้ว เพราะมีภารกิจสำคัญที่ต้องการผู้นำในขณะที่ประเทศกำลังประสบกับปัญหาวิกฤติรอบด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิกฤติยูเครน 

เรื่องผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง และการสอบสวนของตำรวจนครบาล คงจะมีการประกาศเปิดเผยออกมาในเร็ววันนี้ แล้วเราคงจะได้รู้ว่านายกรัฐมนตรีบอริส จอห์นสัน จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร  

สำหรับประเด็นมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งสำคัญที่เรียกว่าเป็นบุคคลสาธารณะนั้น ในยุคที่นายเมเจอร์ ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี ก็เคยมีปัญหาเรื่องการควบคุมพฤติกรรมของรัฐมนตรี และ ส.ส. ในพรรคของตัวเองเช่นกัน เพราะพรรคคอนเซอร์เวทีฟอยู่ในอำนาจมานานกว่าสิบปี ลูกพรรคต่างก็มีนิสยัยมือใครยาวสาวได้สาวเอา แสวงหาผลประโยชน์จากตำแหน่งหน้าที่ จนเป็นข่าวอื้อฉาวตัดคะแนนนิยมทางการเมืองลงไปมาก นายเมจอร์จึงตั้งอดีตผู้พิพากษาลอร์ด ไมเคิล แพทริก โนแลน (Michael Nolan, Baron Nolan ดำรงตำแหน่งผู้พิพากษาในปี 1928-2007) เป็นประธานคณะกรรมการมาตรฐานจริยธรรมของบุคคลที่ดำรงตำแหน่งเป็นบุคคลสาธารณะ (Committee on Standards in Public Life) จากนั้นในปี 1995 คณะกรรมการชุดนี้จึงประกาศใช้มาตรฐานหลัก 7 ประการที่ต่อมาเรียกกันว่า Nolan Principles อันประกอบด้วย

  • Selflessness – ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องปฏับัติหน้าที่เพื่อรักษาผลประโยชน์สาธารณะเป็นหลัก จะต้องไม่ใช้อำนาจหน้าที่ทำการใดๆ ที่เอื้อประโยชน์ต่อตนเอง สมาชิกครอบครัวหรือพรรคพวก
  • Integrity – ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลทางการเงิน ความสัมพันธ์ ข้อผูกมัด หรือผลประโยชน์อื่นใดของบุคคลหรือหน่วยงานภายนอกที่พยายามชักจูงโน้มน้าว และจะต้องปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมา 
  • Objectivity – ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องตัดสินใจอย่างเป็นอิสระ ในเรื่องการแต่งตั้ง-การให้รางวัลบุคลากร  การทำสัญญาจัดซี้อจัดจ้าง  ทั้งนี้การปฏิบัติหน้าที่ให้องค์การจะต้องตัดสินใจภายใต้หลักการที่เป็นธรรมไม่ลำเอียงและได้ประโยชน์สูงสุด
  • Accountability – ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องแสดงความรับผิดชอบต่อการตัดสินใจ และการกระทำใดๆ ของตนด้วยการยอมรับการตรวจสอบต่อสาธารณะ 
  • Openness – ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องเปิดเผย โปร่งใสเกี่ยวกับการตัดสินใจและการปฏิบัติงานทุกด้าน เปิดเผยข้อมูลให้มากที่สุด หากจะมีการรักษาข้อมูลจะกระทำได้ก็เพื่อปกป้องผลประโยชย์ต่อสาธารณะเท่านั้น
  • Honesty – ผู้ดำรงตำแหน่งมีหน้าที่จะต้องเปิดเผยผลประโยชน์ส่วนตน เมื่อมีเหตุอันชวนสงสัยว่าจะไปขัดแย้งกับผลประโยชน์สาธารณะ และจะต้องรีบแก้ปัญหาโดยเร็วหากเกิดความขัดแย้งกันขึ้น เพื่อรักษาประโยชน์สาธารณะ 
  • Leadership – ผู้ดำรงตำแหน่งจะต้องแสดงความเป็นผู้นำ ด้วยการประพฤติตนเป็นตัวอย่างที่ดีให้เป็นที่ประจักษ์ในการส่งเสริมมาตรฐานจริยธรรมดังที่กล่าวมาข้างต้น

เมื่อมีประกาศออกมา รัฐสภาที่ลอนดอน สภาการบริหารส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ หน่วยงานภาครัฐ และหน่วยงานอิสระทั้งหลายต่างก็รับหลักการ Nolan Principles 7 ประการนี้ ไปเป็นต้นแบบในการร่างระเบียบข้อบังคับจริยธรรมในหน่วยงานของตนแล้วประกาศใช้ตามลำดับ ส่วนคณะกรรมการ Committee on Standards in Public Life ก็จะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาแก่นายกรัฐมนตรีในประเด็นจริยธรรม รับเรื่องวินิจฉัยเวลามีประเด็นขัดแย้งในหน่วยงานต่างๆ เกี่ยวกับระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานนั้นๆ และเผยแพร่ส่งเสริมให้หน่วยงานทั้งหลายสร้างวัฒนธรรมจริยธรรม ธรรมาภิบาลในองค์กรของตน 

สำหรับตอนนี้ นายบอริส จอห์นสันดูเหมือนจะโดนมรสุมจากสถานการณ์ต่างๆ รุมเร้าไม่หยุดหย่อน เพราะเมื่อต้นเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ลอร์ด แอชครอฟท์ (Michael Ashcroft) นักเขียน นักธุรกิจชื่อดัง และสมาชิกอาวุโสของพรรคคอนเซอร์เวทีฟ ได้ตีพิมพ์หนังสือประวัติชีวิตของ นางแครี จอห์นสัน ภริยานายกรัฐมนตรี โดยอ้างข้อมูลคนที่ใกล้ชิดบอริสและภริยาว่า ตั้งแต่แต่งงานกันมา นายกรัฐมนตรีตกอยู่ภายใต้การชี้นำของภริยา ผู้มีอายุอ่อนกว่าเกือบ 20 ปี และพฤติกรรมกรรมของนางแครีทำให้นายบอริสขาดวามเป็นตัวของตัวเอง ไม่สามารถแสดงความเป็นผู้นำได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

หนังสือของลอร์ด แอชครอฟท์จึงชี้ประเด็นเรื่องจริยธรรม Integrity และ Accountability ในประเด็นที่นายบอริสตกอยู่ภายใต้อิทธิพลความสัมพันธ์ส่วนตัวจนไม่สามารถตัดสินใจอย่างตรงไปตรงมาเพื่อรักษาประโยชน์ของประเทศชาติ

สถานการณ์นอกบ้านระหว่างรัสเซียและยูเครนกำลังเป็นวิกฤติร้ายแรงถึงขั้นเกิดสงครามเสียเลือดเนื้อกัน และส่อว่าจะมีผลกระทบต่อสันติภาพของโลกในขณะนี้ อาจจะมีผลทำให้ความร้อนแรงของการเมืองภายในอังกฤษหยุดชะงักไปก่อน จนกว่าวิกฤติเพื่อนบ้านยุโรปจะผ่อนคลายลง 

แต่ท้ายที่สุดแล้วนายกรัฐมนตรีจอห์นสัน คงต้องมาตอบคำถามปลายแหลมจากทั้งอดีตนายกรัฐมนตรีรุ่นพี่ และจากประชาชนผู้ออกเสียงเลือกตั้งในสหราชอาณาจักรอยู่ดี

(**ในประเทศไทยมีหน่วยงานสาธารณะแห่งหนึ่งได้นำเอาหลักการ Nolan Principles มาเป็นแนวในการร่างระเบียบข้อบังคับว่าด้วยจริยธรรมของกรรมการ ผู้บริหาร และพนักงาน โดยประธานคณะกรรมการนโยบายชุดแรกขององค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย  ศจ. เกริกเกียรติ พิพัฒน์เสรีธรรม เป็นผู้ลงนามประกาศใช้เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2551— แล้วให้นำระเบียบข้อบังคับดังกล่าวมาใช้ปฐมนิเทศน์ กรรมการ ผู้บริหาร และพนักงานของไทยพีบีเอส ตั้งแต่นั้นมา)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...