โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

ลู่หลิงโยว หมอเทวดาตัวน้อย พลิกชะตาจากตัวประกอบกลายเป็นยอดอัจฉริยะ

นิยาย Dek-D

อัพเดต 28 มี.ค. เวลา 09.04 น. • เผยแพร่ 03 ต.ค. 2568 เวลา 09.19 น. • OfficeOnlybook
ลู่หลิงโยว ตื่นขึ้นในร่างของตัวละครที่เป็นแพะรับบาปในนิยาย! เธอจึงลาออกจากสำนัก แล้วใช้พรสวรรค์ทางการแพทย์ สร้างตัว จากศิษย์นอกสู่ศิษย์เอกสองยอดเขา… พลิกชะตาฟ้าดินด้วย โอสถวิเศษที่ทำเงินมหาศาล!

ข้อมูลเบื้องต้น

ลู่หลิงโยว หมอเทวดาตัวน้อย พลิกชะตาจากตัวประกอบกลายเป็นยอดอัจฉริยะ
满门冤种炮灰,皆由师妹带飞

*** ลิขสิทธิ์ถูกต้องภายใต้บริษัท โอลลี่บุ๊คส์ จำกัด ***
ได้รับลิขสิทธิ์ออนไลน์ (Digital license) สำหรับแปลขายลงบนเว็บไซต์ได้อย่างถูกลิขสิทธิ์ 100%
สงวนลิขสิทธิ์
ผู้แต่ง : 奔跑的桃子 ผู้แปล : ทีมงาน Onlybook

เรื่องย่อ
ลู่หลิงโยว ตื่นขึ้นในร่างของตัวละครที่เป็น แพะรับบาป ในนิยาย เธอรู้ดีว่าจุดจบคือความตาย จึงตัดสินใจ ตัดขาดจากสำนักเดิม เพื่อเอาชีวิตรอด เธอใช้ความรู้ทางการแพทย์จากโลกปัจจุบัน ปรุงโอสถขาย เพื่อหาเงิน และเข้าเป็นศิษย์สายนอกของสำนักชิงเหมี่ยวอย่างทุลักทุเล

แต่แล้วเธอก็เผย พรสวรรค์อัจฉริยะด้านการปรุงโอสถ ที่สามารถฟื้นฟูและซ่อมแซมพลังวิญญาณได้! ทำให้เธอถูก สองเจ้าสำนัก แย่งกันรับเป็น ศิษย์สายตรงพร้อมกัน! ลู่หลิงโยวจึงกลายเป็นกำลังสำคัญที่ช่วย แก้ปัญหาการเงินของสำนัก ด้วยโอสถของเธอ และเริ่มต้นชีวิตบำเพ็ญเพียรในฐานะผู้มีอิทธิพลอย่างแท้จริง!

เรื่องใหม่มาเติมให้นักอ่านชาว Onlybook แล้วจ้า ขอแนะนำ 2 เรื่องใหม่ที่ถูกใจคุณแน่นอน

มาแล้ว#แนวทำสวน #ทำฟาร์ม #เลี้ยงลูก ที่นักอ่านรอคอย

เรื่องย่อ : จากเจ้าสำนักลี้ลับศตวรรษ 21 สู่แม่เลี้ยงปากร้ายในยุคโบราณ! พลิกชะตาสามีขาพิการ และเลี้ยงดูลูกแฝดให้มั่งคั่ง ด้วยศาสตร์พยากรณ์และความลับในมิติ

ต่อด้วยแนว #อบอุ่นหัวใจ #เด็กน้อย #พี่ชายคลั่งรัก ที่นักอ่านชอบกันมาก ๆ

เรื่องย่อ : จากเด็กกำพร้าที่ถูกทารุณจนเกือบสิ้นใจ… สู่ท่านประธานตัวน้อยผู้กุมบังเหียนตระกูลฉิน พร้อมพลังลับจากสร้อยข้อมือเงินที่สยบทุกอันตราย!

พิเศษ! อัปตอนนำก่อนใครที่ Enjoybook โหลดมาอ่านกันได้เลย มีให้อ่านแบบออฟไลน์ด้วยนะ

บทที่ 1 ข้าไม่ขอแบกรับความผิดนี้

บทที่ 1 ข้าไม่ขอแบกรับความผิดนี้

"ก็แค่ให้เจ้าไปขอขมาท่านอาจารย์ลุงเจ้าสำนักเท่านั้น เจ้าจะมาแกล้งปวดหัวไปไย"

ลู่หลิงโยวเพิ่งได้สติขึ้นมาก็ได้ยินประโยคเช่นนี้แล้ว

บุรุษที่ยืนอยู่ตรงหน้านางสวมใส่อาภรณ์สีเขียว ใบหน้าหล่อเหลาเป็นพิเศษ เพียงแต่สีหน้าดูไม่ค่อยดีนัก

ส่วนอาการปวดศีรษะของนางก็ไม่ใช่การแสร้งทำแต่อย่างใด ความทรงจำมากมายมหาศาลพุ่งเข้าสู่สมองนางอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความเจ็บปวดรุนแรงที่ศีรษะ นางเข้าใจแล้วว่าตนเองได้ข้ามภพมาอยู่ในนิยายเรื่องหนึ่งที่มีชื่อว่า 'ศิษย์น้องหญิงยอดดวงใจ ผู้ทั้งอ่อนหวานและเก่งกาจ'

เจ้าของร่างเดิมของนางก็มีนามว่าลู่หลิงโยว เป็นศิษย์พี่หญิงคนทีสี่ของนางเอก ส่วนอาจารย์คือฉู่หลิน ผู้เป็นยอดฝีมืออัจฉริยะที่มีชื่อเสียงที่สุดแห่งสำนักอู๋จี๋

นับตั้งแต่เย่เจินเจินเข้าสำนัก เจ้าของร่างเดิมก็ตกอยู่ในสภาพหนักหนาสาหัส

เย่เจินเจินมีพรสวรรค์ดีเยี่ยม นางมีรากปราณเหมันต์ระดับสูงสุด แต่นางทั้งเย่อหยิ่งและเอาแต่ใจ เป็นตัวก่อเรื่อง ไปที่ใดก็สร้างความวุ่นวายไว้มากมาย

แต่กลับเป็นว่าฉู่หลินและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างก็หลงรักและตามใจนางราวกับถูกมนต์สะกด ถึงขั้นที่ว่ายอมทำตามความต้องการของนางทุกอย่าง แม้แต่เส้นผมของเย่เจินเจินร่วงเพียงเส้นเดียว ก็ทำให้อาจารย์และศิษย์ทั้งหลายปวดใจอยู่นาน

เมื่อนางทำผิด สร้างความยุ่งยาก ก็ไม่มีใครกล้าตำหนินางแม้แต่คำเดียว

นั่นทำให้เย่เจินเจินหยิ่งผยองและเอาแต่ใจ เรื่องวุ่นวายที่เกิดขึ้นก็มากขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งปิดบังไม่ไหว

พวกเขาไม่อยากให้เย่เจินเจินต้องลำบาก ดังนั้นบทบาทของร่างเดิมจึงปรากฏชัด

ไม่ว่าเย่เจินเจินจะก่อเรื่องอะไร เมื่อปิดบังไม่ไหวก็จะผลักให้ศิษย์พี่หญิงสี่อย่างนางออกมารับผิดแทน

ไม่ว่าจะเป็นการพลั้งมือฆ่าสัตว์อสูรที่ผู้อื่นรัก พลาดทำให้แขนขาหรือแม้แต่ตันเถียนของผู้อื่นเสียหายจนพิการ เรื่องเหล่านี้ยังไม่นับเป็นอะไร ต่อมาถึงขั้นทำให้ศิษย์ร่วมสำนักตาย เปิดเผยวิชาลับของสำนัก และถึงกับสมคบกับพวกมาร ทั้งหมดนี้เป็นร่างเดิมที่ต้องรับผิดแทนทั้งสิ้น

เรื่องเหล่านี้ ต่อให้เป็นเพียงเรื่องเดียวก็ไม่ใช่ความผิดเล็กน้อย เมื่อเจ้าของร่างเดิมต้องแบกรับความผิดไว้มากมายเช่นนี้ ย่อมไม่มีทางรอด ฉู่หลินผู้ยึดมั่นในคุณธรรมจึงแสดงความเด็ดขาดด้วยการชำระล้างสำนัก และลงมือสังหารนางด้วยตนเอง

ลู่หลิงโยวสะท้านไปทั้งตัว สำนักแห่งนี้นางอยู่ต่อไปไม่ได้แล้ว

ร่างเดิมไม่ใช่ว่าไม่เคยต่อต้าน แต่อาจารย์ผู้เป็นที่รักและเหล่าศิษย์พี่ศิษย์น้องต่างพร้อมใจกันใส่ร้ายนาง ถึงนางจะมีสิบปากก็ไม่อาจพูดแก้ต่างให้ตนเองได้

นางเป็นศิษย์ในสำนักของฉู่หลิน ถึงแม้จะเป็นเพียงตัวประกอบในหมู่ศิษย์ในสำนัก แต่การจะออกจากสำนักก็มิใช่เรื่องง่าย

"เจ้าฟังที่ข้าพูดหรือไม่?" คนตรงหน้าถามอย่างหงุดหงิด

ลู่หลิงโยวค้นหาในความทรงจำสักครู่ จึงรู้ว่าผู้ที่อยู่ตรงหน้าคือศิษย์พี่สามของร่างเดิมนามว่าซ่งอี้ซิว ช่วงเวลานี้คือตอนที่พวกเขาออกไปฝึกฝนด้านนอก แล้วเย่เจินเจินไม่ยอมฟังคำเตือนบุกเข้าไปในถ้ำของสัตว์อสูรระดับหก และในตอนที่สัตว์อสูรคลุ้มคลั่งอาละวาด นางก็ผลักศิษย์หญิงผู้หนึ่งจากหอหลิงอวิ๋นไปเป็นโล่กำบัง จนเป็นเหตุให้ศิษย์หญิงผู้นั้นได้รับบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้เจ้าสำนักหอหลิงอวิ๋นมาทวงถามคำชี้แจงถึงสำนักอู๋จี๋

ศิษย์หญิงผู้นั้นรู้ว่ามีคนผลักนางจากด้านหลัง แต่ไม่ทันเห็นว่าเป็นใคร

จึงทำให้ซ่งอี้ซิวได้มีช่องว่างในการลงมือ

และตอนนี้ซ่งอี้ซิวก็รู้สึกไม่พอใจอย่างมาก

ในความคิดของเขา เพียงแค่พวกเขาเสนอไป ต่อให้ศิษย์น้องหญิงสี่จะไม่เต็มใจเพียงใดก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งนั้น เพราะแต่ก่อนก็เป็นเช่นนี้มาตลอด

"หากเจ้าไม่เต็มใจก็พูดมาตรง ๆ จะมาแกล้งปวดหัวไปทำไม หึ" ซ่งอี้ซิวอดไม่ได้ที่จะเอ่ยประชดออกมา

ลู่หลิงโยวขมวดคิ้วก่อนกล่าวว่า "อืม ข้าไม่ยินยอม"

"อะไรนะ? เจ้า…เจ้าทำเกินไปแล้ว" ซ่งอี้ซิวถึงกับตกตะลึง ศิษย์น้องหญิงสี่ที่ปกติเงียบขรึมและขี้ขลาดคนนี้ กินโอสถผิดขนานหรืออย่างไร?

"ก็ท่านบอกให้ข้าพูดตรง ๆ นี่" พอพูดแล้วก็มาโมโหอีก ชิ!

ซ่งอี้ซิวทำหน้าโกรธจัด "เจ้าช่างเห็นแก่ตัวเหลือเกิน ไปรับผิดสักหน่อยจะเป็นอะไรไป?"

"พรสวรรค์เจ้าด้อยกว่าเจินเจินมากนัก เจ้าก็ไม่ต้องกังวลว่าจะกระทบชื่อเสียงด้วย"

ลู่หลิงโยวย้อนถาม "ผู้ที่มีพรสวรรค์แย่จะต้องเป็นคนรับผิดด้วยหรือ? แล้วทำไมข้าถึงไม่ต้องกังวลเรื่องชื่อเสียงด้วย?"

ซ่งอี้ซิวมีสีหน้าผิดปกติ แต่เขาก็ยังเอ่ยเสียงดังขึ้นเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดในใจ "หลังจากเหตุการณ์สองครั้งที่ผ่านมา เจ้ายังคิดว่าข้างนอกจะยังมีคนพูดถึงเจ้าในแง่ดีอยู่อีกหรือ?"

ลู่หลิงโยวหัวเราะอย่างขมขื่น "สองครั้งที่ผ่านมา ก็ไม่ใช่ข้ารับผิดแทนศิษย์น้องหญิงของพวกท่านหรอกหรือ? ดังนั้นข้าที่รับผิดแทนนาง สุดท้ายข้ากลับถูกผู้คนด่าว่า สมควรแล้วอย่างนั้นหรือ?"

ซ่งอี้ซิวถึงกับพูดไม่ออก

ศิษย์พี่รองที่ยืนอยู่ข้างเขารีบรับช่วงต่อ "ศิษย์น้องหญิงสี่ จริง ๆ แล้วชื่อเสียงเป็นเรื่องรอง มันไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญของพวกเราเสียหน่อย"

ลู่หลิงโยวมีสีหน้าจริงจังและกล่าวว่า "จะไม่ส่งผลกระทบได้อย่างไร? การที่ข้าต้องมารับผิดชอบความผิดแทนผู้อื่นทำให้อารมณ์ไม่ดี และเมื่ออารมณ์ไม่ดีก็ไม่มีสมาธิในการบำเพ็ญ"

ซ่งอี้ซิวเอ่ยเยาะเย้ยอีกครั้ง "ด้วยรากปราณห้าธาตุอันต่ำต้อยของเจ้า ต่อให้บำเพ็ญไปก็สูญเปล่า"

ศิษย์พี่รองเปลี่ยนสีหน้าเป็นเย็นชาขึ้นเล็กน้อย "นางเป็นศิษย์น้องหญิงร่วมสำนักของพวกเรา เจ้าในฐานะศิษย์พี่หญิงรับผิดชอบแทนศิษย์น้องบ้างจะเป็นไรไป?"

"ข้ารับผิดชอบแทนนางมาสองครั้งแล้ว ยังจะให้ข้ารับผิดชอบแทนอีกหรือ? เช่นนั้นพวกท่านก็ไปรับผิดชอบเองสิ หรือว่าพวกท่านคิดว่าข้าเป็นคนที่ใคร ๆ ก็รังแกได้?"

"……"

"ลู่หลิงโยว!"

"พวกเจ้าหยุดปากทั้งหมด" ขณะที่ซ่งอี้ซิวกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ฉู่หลินที่นั่งอยู่บนตำแหน่งที่นั่งตรงกลางก็เอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเย็นชา

ฉู่หลินสวมอาภรณ์สีขาว ทั่วร่างแผ่กลิ่นอายสูงส่งเย็นชา ทว่าแฝงไว้ด้วยบุคลิกดั่งเซียนที่ถูกเนรเทศ

แม้ร่างเดิมจะเคยเป็นศิษย์ในสำนักของเขามาหลายปี แต่ลู่หลิงโยวกลับไม่เห็นความรู้สึกฉันท์ศิษย์กับอาจารย์ในดวงตาของเขาแม้แต่น้อย มีเพียงความเย็นชาเท่านั้น

ลู่หลิงโยวลอบกลอกตา ในฐานะที่นางรู้เนื้อเรื่องเป็นอย่างดี นางรู้ว่าอาจารย์ผู้นี้ก็มีใจให้นางเอกอย่างเย่เจินเจินเช่นกัน

หากไม่มีประมุขเผ่ามารที่เป็นพระเอกปรากฏตัวขึ้นมาในภายหลัง บางทีอาจมีเรื่องราวความรักต้องห้ามระหว่างอาจารย์กับศิษย์เกิดขึ้นก็เป็นได้

ฉู่หลินมีสีหน้าไม่ดี ในใจก็คิดว่าลู่หลิงโยวช่างไร้มารยาทยิ่งนัก คิดอยู่ครู่หนึ่งก็อดทนข่มอารมณ์แล้วเอ่ยปากปลอบประโลม

"พอเถอะ คราวนี้ก็ต้องรบกวนเจ้าอีกครั้งแล้ว เจินเจินบอกว่านางไม่ได้ตั้งใจ ตอนนั้นสถานการณ์คับขัน จำเป็นต้องมีคนไปดึงความสนใจของสัตว์อสูร ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าคงไม่สามารถหนีรอดมาได้ง่าย ๆ ที่นางทำไปก็เพื่อประโยชน์ของพวกเจ้าทุกคน เจ้าก็ช่วยรับเรื่องนี้ไว้ก่อน ให้คำชี้แจงกับหอหลิงอวิ๋นแล้วอาจารย์จะชดเชยให้เจ้าในภายหลัง"

ลู่หลิงโยว 'หึ น่าขัน'

ยังไงเย่เจินเจินก็ถูกเสมอ ถ้านางบอกว่าอุจจาระหอม พวกเขาก็จะยึดถือเป็นความจริง ส่วนเรื่องการชดเชย…พวกเขามีแต่จะโยนความผิดให้นางเพิ่มขึ้นเท่านั้น

ในฐานะที่เป็นตัวละครรองที่กำลังจะหนีตาย นางจึงมีความกล้าหาญเป็นพิเศษ

"ไม่จำเป็น"

"บังอาจนัก"

เมื่อถูกท้าทายอำนาจของอาจารย์ สีหน้าของฉู่หลินก็เย็นชาลงในทันที พลังกดดันของผู้อยู่ในขั้นหลอมรวมกายาก็พลันโถมทับร่างลู่หลิงโยวในพริบตา ลู่หลิงโยวรู้สึกเจ็บแปลบที่หน้าอกอย่างรุนแรง รสหวานคาวผุดขึ้นมาในลำคอ ก่อนจะกระอักเลือดออกมาในทันที

ลู่หลิงโยวสบถคำหยาบในใจ นี่แหละเหตุผลที่ว่าทำไมนางถึงอยู่สำนักนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว

หากอยู่ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วต้องตายอย่างแน่นอน

ฉู่หลินลุกขึ้นยืน "ช่างดื้อดึงเหลือเกิน ในสายตาเจ้าคงไม่เห็นข้าเป็นอาจารย์อีกต่อไปแล้ว"

"เจ้าเลือกเอาเถอะ จะไปสารภาพผิดกับเจ้าสำนักหอหลิงอวิ๋น หรือจะออกไปจากสำนักอู๋จี๋"

ลู่หลิงโยวที่กำลังเจ็บปวดไปทั้งอวัยวะภายใน เมื่อได้ยินดังนั้นดวงตาก็เปล่งประกายทันที

ก่อนจะเงยใบหน้าซีดขาวขึ้นมา สายตาดื้อรั้นแต่แฝงไว้ด้วยความตื่นตระหนก

"อาจารย์จะขับไล่ศิษย์ออกจากสำนักหรือ?"

"ไม่ ไม่มีทาง ข้าเป็นศิษย์สายตรงที่อาจารย์รับเข้าสำนักด้วยตนเอง หากจะขับไล่ข้าออกจากสำนัก จะต้องให้อาจารย์ไปอธิบายกับผู้อาวุโสสี่ด้วยตัวเอง และสั่งให้ลบชื่อข้า หรือไม่ก็ให้ข้านำแผ่นหยกที่อาจารย์มอบให้ไปหาผู้อาวุโสสี่ที่หอประทับตรา" การที่ท่านพูดแต่ไม่ลงมือทำนั้นใช้ไม่ได้

ดวงตาของลู่หลิงโยวแดงก่ำ และจ้องมองฉู่หลินไม่วางตา ใบหน้าเต็มไปด้วยความไม่เชื่อถือ "อาจารย์ ท่านแค่ขู่ข้าใช่หรือไม่?"

บทที่ 2 ออกจากสำนัก

บทที่ 2 ออกจากสำนัก

ฉู่หลินถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง ด้านข้างศิษย์พี่รองและศิษย์พี่สามก็ลอบสบตากันและรู้สึกผ่อนคลายขึ้นในทันที

นึกว่าเจ้าหนูคนนี้จะแข็งแกร่งจริง แต่แค่พูดถึงเรื่องจะขับไล่นางออกจากสำนักก็กลัวแล้วไม่ใช่หรือ?

ก็นั่นสิ ด้วยพรสวรรค์ของนาง ต่อให้ไปอยู่สำนักปลายแถวก็ยังไม่แน่ว่าจะได้เป็นศิษย์สายตรง สำนักอู๋จี๋นั้นเป็นสำนักใหญ่ชั้นแนวหน้า การที่นางได้เป็นศิษย์สายตรงของท่านอาจารย์ ก็ไม่รู้ว่านางไปโชคดีมีวาสนามาจากไหน!

ในเมื่อหาวิธีจัดการกับลู่หลิงโยวได้แล้ว ฉู่หลินก็แค่นเสียงเย็นชา "ข้าจำเป็นต้องข่มขู่เจ้าด้วยหรือ?"

ทันใดนั้น เขาที่ยังคงมีสีหน้าเย่อหยิ่งสูงศักดิ์แบบเดิมก็ล้วงแผ่นหยกจากอกเสื้อออกมา จากนั้นก็ใส่เจตจำนงยกเลิกความสัมพันธ์ระหว่างอาจารย์ศิษย์เข้าไปในแผ่นหยก แล้วโยนใส่อ้อมอกลู่หลิงโยว

"หากเจ้ายังคงดื้อดึงไม่ยอมสำนึก ก็ไปที่หอประทับตราเองเถิด ข้าไม่ต้องการศิษย์ที่ไม่ยอมอยู่ในโอวาท"

เขามั่นใจว่านางไม่กล้าออกจากสำนักเป็นแน่ ดังนั้นนางคงมีทางเลือกเดียวคือยอมรับความผิดอย่างว่าง่ายเท่านั้น

ในที่สุดก็ได้ออกจากสำนักแล้ว!!!

ลู่หลิงโยวรีบคว้าป้ายหยกไว้ในมือ วิ่งออกไปข้างนอกอย่างรวดเร็วราวกับมีสุนัขไล่กวดตามหลังมา

ซ่งอี้ซิวมองศิษย์น้องหญิงสี่ที่ตาแดงก่ำ รีบหาทางไปสารภาพความผิดกับเจ้าสำนักหอหลิงอวิ๋น ด้วยความพึงใจ ท่าทางนั้นราวกับกลัวว่าถ้าช้าไปอีกก้าวเดียว ก็จะถูกไล่ออกจากสำนักจริง ๆ

ซ่งอี้ซิวเอ่ยว่า "สุดท้ายก็ต้องให้ท่านอาจารย์ลงมือ เห็นไหม? แค่นี้ก็เชื่อฟังแล้ว"

แต่ศิษย์พี่รองกลับร้องว่า "ไม่ ไม่ถูก นั่นมันเส้นทางไปหอประทับตรานี่!!!"

"นางคงจะไม่ไปขอถอนตัวออกจากสำนักจริง ๆ กระมัง?"

เมื่อซ่งอี้ซิวรีบตามมาจนถึงหอประทับตรา ผู้อาวุโสสี่ก็ได้ตรวจสอบยืนยันแผ่นหยกและลบชื่อของลู่หลิงโย่วออกจากสำนักอู๋จี๋เป็นที่เรียบร้อยแล้ว

ซ่งอี้ซิวเบิกตากว้าง ราวกับไม่อยากเชื่อว่าลู่หลิงโยวจะยอมสละตำแหน่งศิษย์สายตรงซึ่งเป็นตำแหน่งที่หลายคนอยากได้แต่ก็ไม่มีโอกาสไปเช่นนี้

"เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?"

ก็แค่ช่วยรับผิดแทนศิษย์น้องเท่านั้นเอง ถึงท่านเจ้าสำนักหอหลงอวิ๋นจะลงโทษ อาจารย์ก็ต้องช่วยปกป้องนางอยู่แล้วไม่ใช่หรือ?

"รีบไปอธิบายกับท่านผู้อาวุโสให้กระจ่างเดี๋ยวนี้ ใครสั่งให้เจ้าจากไป! รีบกลับมาเดี๋ยวนี้"

หากนางจากไป แล้วเช่นนั้นศิษย์น้องหญิงจะทำอย่างไร?

ลู่หลิงโยวหันไปมองเขา "ที่ท่านไม่ยอมให้ข้าไป ก็เพราะต้องการให้ข้าอยู่รับผิดแทนท่านต่อไปสินะ?"

"หา?" ซ่งอี้ซิวถึงกับงงงวยไปทันที

ใบหน้าขาวผ่องของลู่หลิงโยว พลันเปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ทั้งผิดหวังทั้งระอาใจในความไม่รู้ความของอีกฝ่าย

"เห็นแก่ที่ท่านเคยเป็นศิษย์พี่ของข้า ได้โปรดฟังข้าแนะนำสักคำ ในเมื่อท่านทำผิดไปแล้วก็ยอมรับเสียเถิด ข้ารับผิดแทนท่านมาแล้วถึงสองครั้ง บัดนี้ท่านเกือบจะพรากชีวิตคนผู้หนึ่งไป หากยังไม่กล้ายอมรับความผิดของตนเอง…ท่านไม่กลัวว่าจิตใจที่ไม่มั่นคงจะส่งผลกระทบต่อการบำเพ็ญเพียรของท่านบ้างหรือ?"

"เดิมทีข้าก็ตั้งใจออกจากสำนักเงียบ ๆ โดยมิได้อยากเปิดโปงความจริงต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ แต่ในเมื่อท่านยังคงไม่ยอมรับความจริง ข้าจึงจำต้องกล่าวออกมา เพื่อป้องกันมิให้ท่านต้องถลำลึกไปมากกว่านี้"

เมื่อเห็นเหล่าศิษย์พี่น้องโดยรอบต่างมองมาที่ตนด้วยสายตาตกตะลึงและแปลกประหลาด กระทั่งท่านผู้อาวุโสสี่ก็ยังขมวดคิ้วมุ่น ซ่งอี้ซิวพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ลง พลางกัดฟันกรอดเอ่ยว่า "เจ้ากำลังพล่ามเรื่องไร้สาระอันใดกัน?!"

ลู่หลิงโยวถอนใจด้วยความเสียดาย ตอนนี้นางยังคงอยู่ในอาณาเขตของสำนักอู๋จี๋ หากนางเลือกที่จะลากเย่เจินเจินเข้ามาพัวพันด้วย เกรงว่าทั้งฉู่หลินและบรรดาศิษย์พี่คงไม่ยอมปล่อยให้นางก้าวเท้าออกจากประตูใหญ่ของสำนักไปได้อย่างแน่นอน

ในเมื่อยังแตะต้องเย่เจินเจินไม่ได้ในตอนนี้ เช่นนั้นก็ให้ซ่งอี้ซิวเป็นผู้รับผิดแทนไปก่อนแล้วกัน อย่างไรเสียก็ต้องมีคนรับเคราะห์มิใช่หรือ?

ถึงอย่างไร ซ่งอี้ซิวก็เคยพูดเองว่าการรับผิดแทนศิษย์น้องหญิงของเขาน่ะเป็นเรื่องเล็กน้อย

ลู่หลิงโยวถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "ข้าพูดได้เพียงเท่านี้แล้ว ศิษย์พี่สาม ท่านโปรดใคร่ครวญให้ดีเถิด"

"หยุดเดี๋ยวนี้"

"เรื่องราวยังไม่กระจ่าง เจ้าก็อย่าคิดว่าจะก้าวเท้าออกไปจากที่นี่ได้!" สีหน้าของซ่งอี้ซิวพลันเย็นเยียบจนน่าสะพรึงกลัว แววตาคมปลาบดุจดั่งกระบี่อันคมกริบ

ลู่หลิงโยวแย้มยิ้มพลางเอ่ย "ได้สิ เช่นนั้นก็รวบรวมเรื่องราวสองคราก่อนที่ข้าต้องช่วยรับผิดแทนไปด้วยเสียเลย เรามาเล่าแจ้งแถลงไขตั้งแต่ต้นจนจบ โดยไม่มีการปิดบังแม้แต่น้อย ก็ดีเหมือนกัน"

คิ้วของซ่งอี้ซิวกระตุกอย่างรุนแรง จนเขาเกือบจะกระอักเลือดออกมา

นี่คือการข่มขู่!

นางกำลังข่มขู่เขา หากเขาไม่ยอมปล่อยนางไป นางก็จะเปิดโปงเรื่องราวสองครั้งก่อนที่นางต้องรับผิดแทนศิษย์น้องหญิง!

ศิษย์น้องหญิงนั้นไม่ได้ตั้งใจ แต่พูดไปผู้คนเหล่านั้นจะยอมเชื่อคำอธิบายของพวกเขาหรือ? แล้วเขาจะทนเห็นศิษย์น้องหญิงต้องเผชิญหน้ากับคำด่าทอและชี้หน้าว่ากล่าวเหล่านั้นได้อย่างไรกัน?

"ลู่หลิงโยว เจ้านี่มันร้ายกาจนัก!" ซ่งอี้ซิวเค้นเสียงเอ่ยออกมาอย่างสะกดกลั้นอารมณ์

ลู่หลิงโยวยิ้มแย้มอย่างอารมณ์ดีพลางโบกมือให้เขา "มิได้เก่งกาจอันใดนักหรอก เช่นนั้นข้าขอตัวก่อนนะ หากมีวาสนาพวกเราคงได้พบกันอีก!"

ในขณะที่ท่านผู้อาวุโสสี่มีใบหน้าเคร่งขรึมขณะคุมตัวซ่งอี้ซิวไปพบเจ้าสำนัก ลู่หลิงโยวกลับฮัมเพลงอย่างสบายอารมณ์ขณะเดินออกจากประตูสำนักอู๋จี๋ไป

นางได้โยนความผิดนี้ให้ซ่งอี้ซิวรับแทนไปแล้ว

ยิ่งบวกกับอุปนิสัยของฉู่หลินที่ว่า 'เรื่องมากไปก็ไร้ประโยชน์ เรื่องน้อยย่อมดีกว่า' แล้วล่ะก็…

ความผิดครั้งนี้ซ่งอี้ซิวต้องเป็นผู้แบกรับแทนอย่างไม่อาจเลี่ยงได้แน่นอน

แต่…ด้วยความรักใคร่เอ็นดูที่ซ่งอี้ซิวมีต่อเย่เจินเจิน เขาคงจะไม่ถือสาหรอก…กระมังนะ?

ที่นครลั่วเฟิง

ณ เชิงสะพานแห่งหนึ่ง ลู่หลิงโยวหย่อนกายนั่งชันเข่า ริมฝีปากคาบก้านหญ้าไว้ก้านหนึ่งพลางทอดสายตามองดูเหล่าผู้คนที่เดินขวักไขว่ไปมาด้วยท่าทีเกียจคร้าน

ในหมู่คนเหล่านั้นมีทั้งพ่อค้าหาบเร่และชนชั้นแรงงานที่สีหน้าแววตาฉายแววหลักแหลม ทั้งผู้ฝึกตนในอาภรณ์สำนักที่มีท่าทีหยิ่งผยอง และยังมีเหล่าผู้ฝึกตนอิสระที่ก้าวเท้าอย่างเร่งรีบ ซึ่งมองปราดเดียวก็รู้ว่าไร้ผู้หนุนหลัง

ลู่หลิงโยวถอนหายใจ

นี่ไม่ใช่ความฝัน นางข้ามภพมาแล้วจริง ๆ

ใครเลยจะคาดคิด นางที่เป็นราชินีแห่งการแข่งขัน ยอดคนขยันแห่งยุค เรียนข้ามชั้นมาตั้งแต่อนุบาล เรียนจนกระทั่งกลายเป็นแพทย์อันดับหนึ่งที่อายุน้อยที่สุดของประเทศ เชี่ยวชาญทั้งศาสตร์แพทย์แผนโบราณและสมัยใหม่…ชีวิตของนางนั้น มีแต่การเรียน เรียน และเรียนไม่หยุด

ทว่ามีเพียงครั้งเดียวเท่านั้นที่นางยอมพลาดงานสัมมนาสำคัญ เพราะถูกแม่บังเกิดเกล้าขู่ว่าจะผูกคอตายถ้านางไม่ยอมไปดูตัว นั่นนับเป็นครั้งแรกที่นางยอมละทิ้งการเรียนและการแข่งขัน แต่สุดท้ายกลับต้องจบชีวิตลงระหว่างทางไปดูตัวนั่นเอง

และหลังจากนั้น ก็โผล่มาอยู่ที่นี่

สรุปว่าชะตาชีวิตนางมันถูกลิขิตมาให้ต้องร่ำเรียนแข่งขันตั้งแต่เกิดยันตายเลยสินะ!

และถึงแม้ว่าในโลกนี้ นางจะเป็นพวกไร้ค่าที่มีรากปราณห้าธาตุ ถึงแม้ว่าตอนนี้จะยังไม่มีแม้แต่ที่พักพิง ถึงแม้ว่าจะไม่มีเงินติดตัวเลยสักนิด…ก็ไม่เห็นเป็นไร

ลู่หลิงโยวถอนหายใจ

แล้วเริ่มพิจารณาดูรากปราณของตนอย่างละเอียด

หากว่ากันตามหลักเกณฑ์ของโลกใบนี้ ถึงแม้นางจะเป็นผู้มีรากปราณห้าธาตุ แต่คุณภาพของรากปราณทั้งห้าเส้นนั้นนับว่าไม่เลวเลยทีเดียว พวกมันล้วนเจริญงอกงามอย่างสมบูรณ์และเปี่ยมด้วยพลังชีวิต ล้อมรอบเรียงตัวเป็นวงกลมอยู่ภายในตันเถียนของนาง

แต่จุดที่เลวร้ายที่สุดก็คือ บริเวณโคนของรากปราณทั้งห้าเส้นนั้น กลับมีรอยแผลเป็นสีเทาปรากฏอยู่ ซึ่งตามกฎเกณฑ์ของโลกใบนี้ นี่คือสิ่งที่เรียกว่า ‘รากปราณมี

ตำหนิ’…และรากปราณที่มีตำหนิ ย่อมทำให้การบำเพ็ญเพียรยากลำบากยิ่งขึ้นไปอีก

มีรากปราณห้าธาตุว่าแย่แล้ว นี่กลับยังเป็นรากปราณห้าธาตุที่มีตำหนิอีก นับว่าไร้ประโยชน์จริง ๆ

ในนิยายไม่ได้อธิบายไว้เป็นพิเศษว่าคนที่มีพรสวรรค์ระดับนี้ ถูกฉู่หลินรับเป็นศิษย์สายตรงได้ยังไง

ลู่หลิงโยวก็ได้แต่สรุปว่าที่สร้างตัวละครศิษย์พี่หญิงสี่ที่ทั้งน่ารำคาญและไร้ค่าแบบนี้ขึ้นมา ก็เพื่อขับเคลื่อนเนื้อเรื่องและส่งเสริมนางเอกอย่างเย่เจินเจินเท่านั้น

แต่คนอย่างลู่หลิงโยว…เป็นพวกที่ยอมจำนนต่อโชคชะตางั้นเหรอ?

แค่ผู้คนบอกว่าไร้ค่า ก็ต้องยอมรับว่าไร้ค่าอย่างนั้นเหรอ?

นางยังไม่ได้ลงสนามเลยด้วยซ้ำ!

ลู่-ราชินีแห่งการแข่งขัน-หลิง-ยอดคนขยันแห่งยุค-โยว ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มกำหนดแผนการให้กับตัวเอง

แผนขั้นแรก ต้องหาสำนักเข้าสักแห่งเสียก่อน!

เหตุผลนั้นมีอยู่สองประการ ประการแรกผู้ฝึกตนอิสระต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวงอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ย่อมไม่อาจทุ่มเทให้กับการบำเพ็ญเพียรได้อย่างเต็มที่ ประการที่สองนางจำเป็นต้องมีเคล็ดวิชาและทรัพยากรที่ดีกว่านี้

ถึงแม้นางจะเคยเป็นศิษย์สำนักอู๋จี๋ก็เถอะ แต่ในเมื่อออกมาแล้วว่ากันตามกฎก็คือห้ามใช้วิชาเฉพาะของสำนักอีกต่อไป จะใช้ได้ก็แค่วิชาพื้นฐานทั่วไปที่ใคร ๆ ก็ใช้กันเท่านั้น

อีกอย่าง…ด้วยพรสวรรค์ของเจ้าของร่างเดิมที่ต่ำเตี้ยเรี่ยดินซะขนาดนั้น หลังจากฉู่หลินรับเข้ามา ก็ให้แค่ตำรา 'วิธีชักนำปราณเข้าสู่กาย' ขั้นพื้นฐานมาเล่มเดียว ส่วนวิชาที่มันสูงกว่านั้นน่ะหรือ? ไม่มีเลยสักนิด

จะให้ไปแอบลักจำวิชานั้นก็ทำไม่ได้อยู่ดี

อย่างไรก็ตาม จะไปเข้าสำนักไหนดีต่างหาก คือปัญหาสำคัญ

บทที่ 3 จำต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

บทที่ 3 จำต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอด

ทวีปเลี่ยนเยว่ในปัจจุบันนั้น ประกอบขึ้นจากเจ็ดสำนักใหญ่ระดับแนวหน้า สำนักขนาดกลางและขนาดเล็กอีกนับไม่ถ้วน รวมทั้งตระกูลผู้ฝึกตนต่าง ๆ

อันดับแรกที่ต้องกล่าวถึงคือสำนักอู๋จี๋ ซึ่งนับเป็นหนึ่งในสองสำนักที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในทวีปเลี่ยนเยว่ เพลงกระบี่ของพวกเขาทั้งเฉียบคมและแข็งแกร่ง ทั้งยังพลิกแพลงไร้ทิศทาง…ลู่หลิงโยวจึงตัดออกจากตัวเลือกในทันที

นอกเหนือจากสำนักอู๋จี๋แล้ว สำนักที่สามารถชิงความเป็นหนึ่งได้ก็คือสำนักกระบี่ชิงหยาง

ศิษย์สำนักกระบี่ชิงหยางเกือบทั้งหมดล้วนเป็นผู้ฝึกตนสายกระบี่ พวกเขายึดมั่นในคติที่ว่า 'ใช้หนึ่งพลังสยบสิบกระบวนท่า' เพลงกระบี่จึงขึ้นชื่อด้านความดุดันเกรี้ยวกราด ภายในสำนักล้วนเต็มไปด้วยบุรุษผู้ใช้กระบี่ที่หยาบกระด้าง

ถัดมาคือหอหลิงอวิ๋น สำนักนี้เน้นศาสตร์การหลอมโอสถเป็นสำคัญ โดยมีวิชากระบี่เป็นวิชารองนับเป็นสำนักที่มั่งคั่งอย่างยิ่ง

อารามฟ่านอิน เป็นนิกายสายพุทธะภายในล้วนมีแต่นักบวช ต่อให้นางปรารถนาจะไปก็มิอาจทำได้

ตำหนักเทียนจี หยั่งรู้ทั่วอดีตจรดอนาคต สามารถชำระหยินหยาง ชี้ขาดเบญจธาตุ นิกายนี้ให้ความสำคัญกับสติปัญญาในการหยั่งรู้เป็นอย่างยิ่ง ทว่าลู่หลิงโยวรู้สึกว่าตนไม่เหมาะจะสวมบทบาทเป็นผู้ทำนายโชคชะตา

สำนักเสวียนจี เชี่ยวชาญศาสตร์การหลอมศาสตราเป็นหลัก ทั้งยังฝึกฝนเพลงกระบี่ควบคู่กันไป เป็นอีกหนึ่งสำนักที่มั่งคั่งเช่นกัน

สำหรับสำนักที่รั้งท้ายในเจ็ดสำนักใหญ่…ก็คือสำนักชิงเหมี่ยว

เมื่อหลายหมื่นปีก่อน สำนักชิงเหมี่ยวนั้นเคยยิ่งใหญ่เกรียงไกรยิ่งนัก เพลงกระบี่ของสำนักได้หลอมรวมเอาความพลิกแพลงของสำนักอู๋จี๋เข้ากับความดุดันเกรี้ยวกราดของสำนักกระบี่ชิงหยาง ทั้งยังก่อเกิดเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ในยุคสมัยนั้น…มีพลังอำนาจทัดเทียมพอที่จะช่วงชิงความเป็นหนึ่งกับสองสำนักใหญ่นั้นได้

ทว่าน่าเสียดาย…ในช่วงห้าหมื่นปีให้หลังมานี้ ภายในสำนักกลับไม่มีผู้ใดที่สามารถบรรลุขึ้นสู่แดนเซียนได้อีกแม้แต่ผู้เดียว

การที่สำนักชิงเหมี่ยวยังคงสามารถยืนหยัดอยู่ในทำเนียบเจ็ดสำนักใหญ่ได้นั้น ก็เป็นเพราะอาศัยบารมีที่ยังหลงเหลืออยู่ของปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนัก ตลอดจนรากฐานที่สั่งสมมาเนิ่นนานในฐานะสำนักใหญ่เท่านั้น

ส่วนเหตุผลที่ว่า…เหตุใดนางจึงล่วงรู้ความเป็นไปของสำนักชิงเหมี่ยวอย่างละเอียดถ่องแท้ถึงเพียงนี้นั้น…

เพราะในฐานะผู้ที่ล่วงรู้เรื่องราวทั้งหมดมาก่อน…สำนักอื่นนางอาจไม่คุ้นเคยนัก แต่กับสำนักชิงเหมี่ยวแล้ว…นางจำเป็นต้องรู้แจ้งเห็นจริง เพราะนอกเหนือจากสำนักอู๋จี๋ นี่คือสำนักที่มีบทบาทสำคัญที่สุดในนิยายเรื่องนี้แล้ว

ไม่ว่าจะเป็นพระรองผู้มีรักมั่นคง ตัวร้ายวิปลาส บุรุษผู้คลั่งรักอย่างโง่งม หรือแม้แต่ตัวประกอบอาภัพผู้รับเคราะห์กรรม…ล้วนถือกำเนิดขึ้นจากสำนักแห่งนี้

เหล่าศิษย์สายตรงผู้มีพรสวรรค์สูงส่งภายในสำนักชิงเหมี่ยว…บางคนก็มัวเมาในรักจนปัญญามืดบอด ยอมเสนอตัวไปตายแทนนางเอกอย่างโง่เขลา บางคนก็ความคิดฟั่นเฟือนลุกขึ้นเป็นปฏิปักษ์กับตัวเอกทั้งสอง จนท้ายที่สุดต้องจบชีวิตลงด้วยน้ำมือของนางเอก…กล่าวได้ว่าชะตากรรมของแต่ละคนล้วนน่าสังเวชไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากัน

อย่างไรก็ตาม สำนักชิงเหมี่ยวนั้นก็ถือเป็นตัวเลือกที่ดี

อย่างไรนางเองก็เป็นเพียงตัวประกอบผู้มีชะตาอาภัพผู้หนึ่ง ก็อาจนับว่าต่างตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน จึงไม่มีเหตุอันใดที่ต้องรังเกียจกัน

เป้าหมายอันดับแรกในใจนางนั้น ย่อมเป็นสำนักกระบี่ชิงหยาง… 'ใช้หนึ่งพลังสยบสิบกระบวนท่า' ก็นับเป็นสัจธรรมที่นางยึดมั่นเช่นกัน

นอกจากนี้ยังมีหอหลิงอวิ๋น สำนักเสวียนจี และสำนักชิงเหมี่ยว ล้วนเป็นตัวเลือกที่ไม่เลว

ลู่หลิงโยวพิจารณาดูทุกอย่างอย่างถี่ถ้วน ในที่สุดนางก็ตระหนักถึงความจริงอันน่าอดสู…ว่าตัวนางในยามนี้ ไม่มีสิทธิ์ที่จะเลือกได้ตามใจปรารถนาเลยสักนิด

บรรดาสำนักเหล่านั้น…นางไปไม่ได้เลยแม้แต่แห่งเดียว

ให้ตายเถิด…มันอยู่ไกลเกินไป!

นอกเหนือจากสำนักอู๋จี๋แล้ว สำนักที่อยู่ใกล้นครลั่วเฟิงที่สุดคือสำนักชิงเหมี่ยว ทว่าแม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างฐานราก ยังต้องขี่กระบี่เหินฟ้าเป็นเวลาหนึ่งวันเต็มจึงจะไปถึง

แล้วจะกล่าวถึงนาง…ผู้เป็นเพียงยอดฝีมือชั้นปลายแถวขั้นรวบรวมปราณระดับสาม ซึ่งยังมิอาจขี่กระบี่เหินฟ้าได้ด้วยซ้ำ

ในเมื่อไปเองไม่ได้ ก็คงมีแต่ต้องอาศัยโดยสารไปกับผู้อื่นแล้ว

ตามธรรมเนียมแล้ว บรรดาหัวเมืองที่อยู่ในอาณาเขตของสำนักใหญ่ ล้วนมี 'สกุณาเหินฟ้า' หรือ 'เรือล่องเมฆา' คอยให้บริการรับส่งผู้เดินทางไปมา

ทว่า ทุกการเดินทางล้วนต้องใช้หินวิญญาณ

นางพลันคลำดูถุงเงินอันว่างเปล่าที่ข้างเอวของตน…

ลู่หลิงโยวจำต้องกล้ำกลืนหยาดน้ำตาพลางปลอบประโลมตนเอง "ไม่เป็นไร การเริ่มต้นทำสิ่งใดย่อมมีอุปสรรคเป็นธรรมดา"

เมื่อคิดได้ดังนั้น นางจึงปลุกเร้ากำลังใจของตนขึ้นใหม่ ก่อนจะย่างเท้าเข้าไปในร้านขายโอสถแห่งหนึ่ง

ถึงแม้ทวีปเลี่ยนเยว่จะเป็นดินแดนที่ผู้คนมุ่งสู่เส้นทางการบำเพ็ญเพียร แต่ใช่ว่าทุกคนจะมีรากปราณและพรสวรรค์ติดตัวมา จนสามารถก้าวเดินไปบนเส้นทางอันยิ่งใหญ่ได้

ผู้คนส่วนใหญ่ ยังคงเป็นเพียงคนธรรมดาสามัญ

และในบรรดาผู้โชคดีเหล่านั้น เก้าในสิบส่วนก็ยังคงเป็นเช่นเดียวกับเจ้าของร่างเดิม คือมีรากปราณที่ทั้งสับสนปนเปและไม่บริสุทธิ์ ต่อให้ทุ่มเททั้งชีวิตก็อาจทำได้เพียงบรรลุถึงขั้นรวบรวมปราณระดับสิบกว่าหรืออาจแตะขั้นสร้างฐานรากได้เป็นอย่างสูง

และพวกเขา ก็จำต้องดิ้นรนเพื่อความอยู่รอดเช่นกัน

ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าในบรรดาผู้คนที่สัญจรไปมาในนครลั่วเฟิง จะมีเหล่าศิษย์จากสำนักใหญ่ให้เห็นอยู่บ้าง ทว่าผู้คนส่วนใหญ่กลับเป็นเหล่าผู้บำเพ็ญตนชั้นรากหญ้าและคนธรรมดาทั่วไป

ร้านขายโอสถแห่งนี้ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะทำการค้ากับเหล่าผู้ฝึกตนแต่เพียงฝ่ายเดียว

และก็เป็นจริงดังคาด…ทันทีที่ลู่หลิงโยวก้าวเข้าไปในร้านขายโอสถ นอกจากขวดกระเบื้องเคลือบที่บรรจุโอสถวิเศษซึ่งถูกจัดวางอย่างงดงามไว้บนชั้นสูงแล้ว สิ่งที่วางแสดงอยู่บนนั้นส่วนใหญ่กลับเป็นเพียงโอสถสำหรับรักษาบาดแผลภายนอกทั่วไปเท่านั้น

หลังจากได้รับความยินยอมจากเถ้าแก่แล้ว นางจึงหยิบขวดโอสถขวดหนึ่งขึ้นมาเพื่อสูดดมกลิ่น

ด้วยระดับฝีมือของนาง เพียงสูดดมกลิ่นก็สามารถล่วงรู้ถึงส่วนประกอบสำคัญได้ในทันที

นี่คือโอสถสำหรับรักษาบาดแผลภายนอก ทว่าสรรพคุณกลับค่อนข้างด้อย…เพียงแต่มีพลังวิญญาณเจือปนอยู่มากกว่าปกติเล็กน้อย

พลังวิญญาณนับเป็นของล้ำค่า เพียงแต่ว่าการหลอมโอสถตามตำรับยาของนางแล้ว สรรพคุณของตัวยาจะสามารถเพิ่มขึ้นได้อย่างน้อยสองเท่าเมื่อเทียบกับโอสถในขวดนี้ ประสิทธิภาพที่เพิ่มขึ้นนั้น มากเพียงพอที่จะชดเชยความแตกต่างของพลังวิญญาณในโอสถขวดนี้ได้

"เถ้าแก่ หากข้ามีโอสถที่มีสรรพคุณใกล้เคียงกัน หากแต่ประสิทธิภาพในการรักษานั้นเหนือกว่า ทว่าปริมาณพลังวิญญาณกลับมิอาจเทียบเท่า…มิทราบว่าท่านจะยังสนใจรับซื้ออยู่หรือไม่?"

เถ้าแก่วัยกลางคนพลันแสดงอาการตื่นตระหนกเล็กน้อย "ดูไม่ออกเลยว่าแม่นาง

น้อยเช่นเจ้าจะรู้จักศาสตร์การหลอมโอสถด้วย…รับสิ! ย่อมต้องรับซื้ออยู่แล้ว! ขอเพียงสรรพคุณดีกว่าโอสถขวดนี้จริง ๆ ข้าจะให้ขวดละหนึ่งตำลึงเงิน เจ้ามีเท่าใด ข้าก็จะรับซื้อไว้ทั้งหมด!"

ลู่หลิงโยวลอบด่าพ่อค้าเจ้าเล่ห์ในใจ

โอสถที่เขานำมาวางแสดงไว้นี้ ราคาขายย่อมไม่ต่ำกว่าสิบตำลึงเงินต่อขวดเป็นแน่

ทว่านางก็รู้ดี…ว่าสถานการณ์ในยามนี้ นางไม่มีสิทธิ์ต่อรองราคาแม้แต่น้อย

ลู่หลิงโยวหันกายมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าเขา และสามารถค้นพบสมุนไพรที่นางต้องการได้อย่างง่ายดาย

หากจะกล่าวไปแล้ว…เรื่องนี้ก็นับว่าแปลกประหลาดอยู่บ้าง

ในโลกใบนี้ ศาสตร์การหลอมโอสถเป็นที่นิยมอย่างยิ่ง โอสถวิเศษต่าง ๆ ก็ปรากฏขึ้นอย่างไม่ขาดสาย โอสถที่ปรมาจารย์ผู้เก่งกาจบางท่านหลอมขึ้นมานั้นถึงกับสามารถชุบชีวิตคนตาย สร้างเนื้อหนังให้แก่โครงกระดูกได้ด้วยซ้ำ

แต่ศาสตร์การแพทย์กลับซบเซาอย่างยิ่ง

ที่นี่ไม่มีศาสตร์การฝังเข็ม และตำรับยาที่เรียบง่ายแต่มีประโยชน์หลายขนานก็ไม่มีเช่นกัน

เมื่อสืบสาวถึงต้นสายปลายเหตุแล้ว…เหล่าผู้ฝึกตนนั้นสามารถบำเพ็ญเพียรด้วยพลังวิญญาณ ทั้งยังมีพืชวิญญาณอันสูงส่งกว่าให้ใช้สอย ดังนั้นสมุนไพรสามัญ จึงแทบไม่ก่อให้ผลอะไรต่อร่างกายของพวกเขา

ส่วนเหล่าคนธรรมดานั้น เมื่อได้ล่วงรู้ถึงการมีอยู่ของผู้บำเพ็ญตนและความน่าอัศจรรย์ของโอสถวิเศษ พวกเขาจึงเทิดทูนบูชาวิถีแห่งเซียนและมุ่งแสวงหาโอสถวิเศษอย่างคลั่งไคล้ ด้วยเหตุนี้ศาสตร์การแพทย์และสมุนไพรที่เรียบง่ายที่สุด กลับกลายเป็นสิ่งที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจศึกษาอีกต่อไป

นี่จึงเป็นสาเหตุที่ทำให้โอสถเพียงขวดเดียว ซึ่งเห็นได้ชัดว่าเป็น 'โอสถที่ล้มเหลว' จากการปรุงของผู้หลอมโอสถ เมื่อนำมาขายให้แก่คนธรรมดากลับมีราคาสูงถึงสิบตำลึงเงิน

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...