โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สุขภาพ

Key Takeaway : H-Healing การเยียวยาจิตใจในวันที่ความวุ่นวายเกิดขึ้น

Sati App

อัพเดต 11 ต.ค. 2568 เวลา 15.54 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2568 เวลา 15.54 น.

มาแล้ว ๆ! Key Takeaway จากงาน Better Mind Better Bangkok 2025 เมื่อวันที่ 5 ตุลาคมที่ผ่านมานี้ มาเริ่มจาก Theme แรกของเรากันเลย กับ….

H-Healing : การเยียวยาจิตใจในวันที่ความวุ่นวายเกิดขึ้น

โดยมีวิทยากรผู้ร่วมเสวนาดังนี้

ดำเนินรายการโดยคุณฝ้าย กันตพร สวนศิลป์พงศ์ นักเขียนและนักจิตวิทยาการปรึกษา ผู้ร่วมก่อตั้ง MasterPeace

คุณยิปซี - คีรติ มหาพฤกษ์พงศ์ ชี้ให้เห็นถึงปัญหาสำคัญที่ว่าหลายคนมัก ด้อยค่าโรคทางจิต เพราะมันไม่ค่อยมีความเป็นรูปธรรมเหมือนบาดแผลภายนอก ทั้งที่ความจริงแล้ว ความเจ็บปวดทางใจนั้นสามารถทำให้เรารู้สึก "แย่มาก" ได้ไม่ต่างกัน ด้วยเหตุนี้ คุณยิปซีจึงตัดสินใจทำสื่อเพื่อเผยแพร่ความจริงของโรคทางจิต โดยสื่อสารผ่านประสบการณ์ตรงของตนเอง

การแบ่งปันเรื่องราวนี้ไม่เพียงแต่มีเป้าหมายเพื่อขับเคลื่อนและสร้างความเข้าใจให้คนในสังคมเท่านั้น แต่ feedback ที่ได้รับยังสามารถย้อนกลับมาเยียวยาตัวผู้แบ่งปันเองได้ด้วย ซึ่งเป็นกำลังใจสำคัญที่ทำให้คุณยิปซียังคงทำเรื่องดี ๆ ให้สังคมต่อไป ดังกล่าวว่า "เราทุกคนล้วนมีความทุกข์ มันถึงเชื่อมให้เรามี empathy ต่อกันได้"

นอกจากนี้ คุณยิปซียังแบ่งปันเครื่องมือเยียวยาใจที่สำคัญ คือ การเข้าใจแก่นแท้ของ "ธรรมะ" โดยกล่าวถึงธรรมชาติของความทุกข์ว่า…

"ความทุกข์มันหนีไม่ได้ เราทุกคนล้วนมีความทุกข์ แต่เราจะทุกข์ขึ้นมาก ๆ ถ้าเราไม่อยากมีความทุกข์ แล้วอยากได้แต่ความสุข"

ซึ่งเป็นการเน้นย้ำว่าการยอมรับความเป็นจริงของความทุกข์คือจุดเริ่มต้นของการจัดการกับมัน

และเพื่อร่วมสร้างสังคมในฝันที่เต็มไปด้วยการเยียวยาจิตใจและการอยู่ร่วมกันด้วยความเข้าอกเข้าใจ คุณยิปซีได้เสนอแนวคิดให้พิจารณาเพิ่มวิชา "ทุกข์ management" ในระบบการศึกษา โดยเน้นให้ความสำคัญกับการทำความเข้าใจแก่นของธรรมะและการประยุกต์ใช้ในสถานการณ์จริง มากกว่าการเน้นท่องจำภาษาบาลีอย่างรูปแบบเดิม เพื่อให้ผู้เรียนได้รับประโยชน์สูงสุดจากคำสอนเหล่านั้น

……….

ดร.สิทธิพร ครามานนท์ เน้นย้ำว่า การดูแลใจตัวเอง เป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับการเป็นนักจิตวิทยาการปรึกษา เนื่องจากเราต้องรับความทุกข์จากผู้รับคำปรึกษา (client) อยู่เสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่ต้องเผชิญกับ การสูญเสียการมองเห็นใหม่ ๆ ในขณะที่ยังคงต้องดูแล client ไปพร้อม ๆ กัน ทำให้ท่านต้อง ต่อสู้กับความทุกข์ของผู้อื่นและความคาดหวังในใจของตนเอง จนรู้สึกท้อแท้และคิด "อยากเลิกทำ" ในทุก ๆ วัน แต่เพราะตระหนักว่าการทิ้งงานนี้คือการทิ้ง ความหมายในชีวิต ท่านจึงให้กำลังใจตนเองและก้าวต่อไปได้ในที่สุด

หลังจากสามารถปรับตัวกับช่วงเปลี่ยนผ่านของชีวิตได้ แม้ทัศนวิสัยจะหายไป แต่ ดร.สิทธิพรได้ค้นพบความเข้าใจใหม่ว่า…

"มนุษย์ทุกคนล้วนมีความทุกข์เป็นของตัวเอง และในเมื่อความทุกข์เป็นความจริง เหตุใดเราจึงวิ่งหนีเขา ในเมื่อเขาเป็นเพื่อนรักที่คอยอยู่กับเรา และคอยสอนให้เราได้เข้าใจ"

เมื่อเราทุกข์ เรามักวิ่งหนี และทำทุกทางเพื่อขจัดให้มันหมดไป แต่สุดท้ายเราจะรู้เองว่า เมื่อถึงจุดหนึ่งที่วิ่งหนีต่อไปไม่ได้ เราก็ต้องหันกลับมาเจอเขาอยู่ดี ดังนั้น แทนที่จะวิ่งหนีเขา เราอาจลองหันกลับมาอยู่กับความเป็นจริง แล้วเดินเข้าหาเพื่อทำความรู้จักเขาแทน

"เราจะรู้จักความทุกข์ของผู้อื่นได้ ถ้าเรารู้จักความทุกข์ของตัวเอง"

นอกจากนี้ ดร.สิทธิพรยังแนะนำเครื่องมือเยียวยาใจสำคัญ คือ การรู้เท่าทัน เสียงในหัวของตัวเอง เพราะหลายครั้งเสียงเหล่านี้ก็งอแง เกเร ทำร้ายตัวเราเอง และพาเราไปในทางที่ผิดได้โดยไม่รู้ตัว อีกทั้งยังได้เสนอแนวคิดในการสร้างสังคมในฝันที่เต็มไปด้วยการเยียวยาว่า เราควรสร้างชุมชนที่เต็มไปด้วย Empathy บนพื้นฐานของการยอมรับว่า เราทุกคนล้วนมีความแตกต่างกัน

……….

คุณฑิฟฟาณี เชน ได้เน้นย้ำว่าแก่นแท้ของการเยียวยาคือ การที่เราสามารถรับความเปราะบางของตนเองได้ เราไม่จำเป็นต้องแข็งแกร่งตลอดเวลา แต่ควรเปิดรับและ 'aware' ถึงสภาวะอ่อนแอของตนเองในบางช่วง ซึ่งจะนำไปสู่ความแข็งแกร่งที่แท้จริง ดังกล่าวว่า…

"อย่าไปกด แล้วแสดงแต่ด้านที่ดีตลอดเวลา เพราะมันเป็นธรรมชาติของเรา เราเป็นตัวเราเองได้"

พร้อมชี้ว่าการเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้ผู้อื่นไม่เพียงแต่เป็นการให้เท่านั้น เพราะ feedback ที่เราได้รับก็สามารถย้อนกลับมาเยียวยาตัวเราเองได้เช่นกัน จนทำให้รู้สึก "ใจฟู"

อีกทั้งคุณฑิฟฟาณียังแนะนำเครื่องมือที่จะช่วยเยียวยาใจสามอย่าง ได้แก่
1) Sharing รู้จักที่จะแบ่งปันเรื่องราวทั้งสุุขและทุกข์ของตนเองแก่ผู้อื่น เพื่อไม่ให้เราต้องเก็บกดอารมณ์ไว้เพียงลำพัง
2) การจดบันทึกและ Oracle Card เพื่อช่วยสะท้อนสถานการณ์ในชีวิตและอารมณ์ของตนเองในช่วงเวลานั้น ๆ
3) การ connect กับธรรมชาติ เพียงวันละ 5 นาที เช่น การสัมผัสพื้นหญ้า สูดหายใจเอาอากาศสดชื่นเข้าปอด หรือรับแสงอาทิตย์ยามเช้า

และในมิติของการสร้างสังคมที่เยียวยาใจ คุณฑิฟฟาณีได้เสนอให้เรามองปัญหาผ่าน โมเดลภูเขาน้ำแข็ง เพื่อทำความเข้าใจที่มาของปัญหา ไม่ว่าจะเป็นคติ ความเชื่อ ค่านิยม และ Bias ต่าง ๆ ที่อยู่ใต้ผิวน้ำ ซึ่งอาจทำให้คนในสังคมตัดสินกันที่ภายนอก หรือไม่ได้ใจดีต่อกันเท่าที่ควร เมื่อเข้าใจที่มาแล้ว เราต้องนำเสียงของประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการทำนโยบายด้วย ผ่าน Co-creation Method ที่เหมาะกับสังคมไทย เพื่อสร้าง พื้นที่ปลอดภัย ให้คนในสังคมสามารถเยียวยาจิตใจซึ่งกันและกันได้โดยไม่มีการตัดสิน

……….

ซึ่งน้อง Mind ก็ได้สรุปเนื้อหาของหัวข้อ Healing ไว้ให้เพื่อน ๆ แล้ว โดยมีคุณฝน Tenkisai Visual Note Taker คนเก่งของเรามาช่วยสรุปประเด็นสำคัญให้เป็น Visual Notes ที่เต็มไปด้วยภาพประกอบน่ารัก ๆ และประโยคเด็ด ๆ จากงานเพื่อส่งพลังใจดี ๆ ให้กับทุกคนด้วยน้า

น้อง Mind หวังว่ามันจะช่วยให้เพื่อน ๆ ได้มีกำลังใจที่จะหันมาเยียวยาจิตใจของตนเองและคนที่เรารักแม้ในวันที่เต็มไปด้วยความวุ่นวาย เพื่อให้เรากลับมาสดใสและพร้อมลุยต่อได้อีกครั้งน้า

แต่เดี๋ยวก่อน! เพื่อน ๆ อย่าเพิ่งไปไหน…..น้อง Mind ยังมีบทสรุปจาก O-optimism P-possibilities และ E-Empowerment รอให้เพื่อน ๆ ได้มารับเครื่องมือและแรงบันดาลใจดี ๆ เพื่อสร้างแสงสว่างแห่งความหวังจากภายในกันต่อ รอติดตามได้เลยน้า!

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...