โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

หุ้นแบงก์ 9 เดือนปี’68 กำไรโต 4% อานิสงส์ KTB รับรู้รายได้ THAI ราคาพุ่ง

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 12 ต.ค. 2568 เวลา 01.45 น. • เผยแพร่ 12 ต.ค. 2568 เวลา 01.45 น.
Banking finance investment concept. Double exposure image of growth business with city background. Currency growth market statistics with global foreign. Exchange payments banking global investments.

บล.พาย คาดการณ์หุ้นแบงก์ 9 แห่งกวาดกำไรไตรมาส 3 กว่า 5.9 หมื่นล้าน ประเมิน 9 เดือนกำไรรวมกันกว่า 1.79 แสนล้าน ชี้ภาพรวมกำไรกลุ่มเพิ่มขึ้นจาก KTB รับรู้รายได้ก้อนโตจากการถือหุ้น THAI เป็นหลัก หากไม่รวมส่วนนี้กำไรแบงก์ “ทรงตัว” ระบุ กนง. คงดอกเบี้ยรอบล่าสุดทำให้ไม่ฉุดกำไรไตรมาสสุดท้ายมาก ยก “KTB-SCB” หุ้นเด่น มองแนวโน้มหุ้นแบงก์มีแค่เงินปันผลที่น่าสนใจ

นายธนเดช รังษีธนานนท์ ผู้อำนวยการฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ พาย (Pi) เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ประเมินกำไรหุ้นกลุ่มธนาคารพาณิชย์ 9 แห่ง (ดูตาราง) ที่กำลังจะรายงานงบการเงินในเร็ว ๆ นี้ โดยคาดว่าจะมีกำไรสุทธิในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 รวมกันที่ 59,558 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.5% ต่อปี (YOY) และเพิ่มขึ้น 0.5% จากไตรมาสก่อนหน้า (QOQ) ส่วนกำไรสุทธิ 9 เดือนแรกปี 2568 คาดจะอยู่ที่ 179,883 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4.4%YOY

กราฟิก คาดการณ์

ทั้งนี้ กำไรในไตรมาสที่ 3 มีปัจจัยสนับสนุนจาก (1) กำไรสุทธิจากเครื่องมือทางการเงินที่วัดมูลค่าด้วยมูลค่ายุติธรรมผ่านกำไรหรือขาดทุน (FVTPL) สูงขึ้น โดยเฉพาะธนาคารกรุงไทย (KTB) ที่คาดว่าจะบันทึกกำไรสูงกว่า 10,000 ล้านบาท จากการถือหุ้น บมจ.การบินไทย (THAI)

2) รายได้ค่าธรรมเนียมเพิ่มขึ้น และ (3) สำรองหนี้สงสัยจะสูญลดลง โดยคาด Credit Cost เฉลี่ยลดลงที่ 144 bps (-6 bps YOY, -6 bps QOQ)

“แบงก์ที่จะรับรู้กำไรจาก THAI ก้อนโตที่สุด ก็คือ KTB เพิ่มขึ้นมา 10,000 กว่าล้าน เพราะราคาหุ้น THAI ปรับสูงขึ้น จากต้นทุนแค่ 2 บาทกว่า ๆ เป็น 13 บาท ทั้งนี้ จริง ๆ มีเจ้าหนี้การบินไทยหลายราย แต่การบันทึกบัญชีของ KTB จะรับรู้กำไรมากสุด การประเมินของเรา คือ KTB กำไรเติบโตทั้ง YOY และ QOQ ขณะที่ KBANK, KKP, SCB และ TCAP กำไรสุทธิเติบโต YOY แต่ลดลง QOQ ส่วน TISCO, TTB กำไรปรับเพิ่มขึ้น QOQ แต่ลดลง YOY และ BBL, CREDIT กำไรสุทธิจะปรับลดลง YOY และ QOQ”

นายธนเดชกล่าวว่า ไตรมาส 3 แบงก์โตจากพอร์ตลงทุนเป็นหลัก หากไม่รวมส่วนนี้กำไรแบงก์ก็คงจะไม่เติบโต โดยน่าจะทรงตัว เนื่องจากสินเชื่อในไตรมาส 3 ประเมินว่าจะลดลง 1.5% QOQ ที่ 12.1 ล้านล้านบาท (-0.7% YOY) โดยคาดว่ามีเพียง CREDIT ที่คาดว่าสินเชื่อจะขยายตัว QOQ ขณะที่สินเชื่อรวมในช่วง 9 เดือน คาดลดลง 2.3% จากสิ้นปีที่แล้ว (YTD) คาดว่ามีเพียง CREDIT และ TISCO ที่สินเชื่อเติบโต YTD แม้คาดสินเชื่อจะขยายตัวจากปัจจัยฤดูกาลในไตรมาส 4 แต่คาดว่าอาจไม่เพียงพอผลักดันให้สินเชื่อในปี 2568 เติบโตได้

“เราคาดสินเชื่อรวมในปี 2568 จะลดลง 1% YOY ทำให้สินเชื่อจะขยายตัวต่ำกว่าการเติบโตของ GDP เป็นเวลา 3 ปีติดต่อกัน ขณะที่แนวโน้มดอกเบี้ยขาลง ส่งผลต่อมาร์จิ้นกลุ่มแบงก์ที่ลดลงตาม อย่างไรก็ดี กำไรกลุ่มแบงก์ยังดูดี เพราะมีกำไรจากการถือครองหุ้น THAI เป็นหลัก”

ทั้งนี้ หนี้เสียมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในไตรมาส 3 แต่เป็นระดับที่จัดการได้ โดยแบงก์มีนโยบายตั้งรับด้วยการระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อใหม่ ควบคู่กับการบริหารคุณภาพสินเชื่อ แต่เศรษฐกิจที่ฟื้นตัวเปราะบาง และฐานสินเชื่อที่ลดลง จึงคาดว่า NPL Ratio เฉลี่ยของกลุ่มแบงก์จะเพิ่มขึ้น QOQ ที่ 3.9% ในไตรมาส 3 จาก 3.7% ตอนสิ้นไตรมาส 2 ขณะที่ Coverage Ratio เฉลี่ยของกลุ่มแบงก์ทรงตัวสูงที่ 183.8%

นายธนเดชกล่าวว่า แนวโน้มกำไรแบงก์ในไตรมาส 4 จะลดลง ซึ่งเป็นไปตามฤดูกาลที่ปกติกำไรแบงก์จะต่ำสุดในไตรมาสสุดท้ายอยู่แล้ว เพราะจะมีการบันทึกค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เข้ามา แต่ล่าสุด คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ไม่ได้ปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมล่าสุด ดังนั้นจะกระทบไม่มาก และหากปรับลดดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. ก็จะไปมีผลกับกำไรแบงก์ปีหน้า

โดย บล.พาย ได้ปรับประมาณการกำไรกลุ่มแบงก์ในปี 2568 เพิ่มขึ้น 0.6% จากกำไรจากพอร์ตลงทุนที่สูงกว่าคาด แต่แบงก์เผชิญกับเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ทำให้การขยายสินเชื่อทำได้จำกัด และ NIM ลดลงจากการปรับลดอัตราดอกเบี้ย จึงคาดว่ากำไรสุทธิรวมในปี 2568 จะขยายตัวชะลอตัวที่ 2.1% และคาดจะปรับลดลง 1.8% ในปี 2569 จากเพิ่ม 9.2% ในปี 2567

“ส่งผลต่อ ROE คาดว่าจะปรับลดลงจาก 9.2% ในปี 2567 เหลือ 9% หรือ 8.5% ในปี 2568-2569 อย่างไรก็ดี ฐานเงินกองทุนที่แข็งแกร่งทำให้ธนาคารจะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนได้ และคงระดับการจ่ายเงินปันผลสูงได้ แม้ความสามารถการทำกำไรจะอ่อนแอลง โดยคาดอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงที่ 6.4% ในปี 2568-2569”

นายธนเดชกล่าวว่า สำหรับความน่าลงทุนของหุ้นแบงก์ตอนนี้ อยู่ที่เงินปันผลเป็นหลัก เพราะดูตามสภาวะแล้ว แนวโน้มสินเชื่อก็คงจะโตไม่มาก ทั้งปีนี้และปีหน้า ขณะที่ดอกเบี้ยยังเป็นขาลง ดังนั้นก็จะเหลือในส่วนของค่าธรรรมเนียม การลงทุนในตลาดทุน และ Mark to Market ซึ่งก็ต้องดูว่าจะดีขึ้นหรือไม่ ทั้งหมดนี้ดูแล้วก็คาดหวังการเติบโตมาก ๆ คงยาก เพราะหุ้นแบงก์อิงกับเศรษฐกิจ หากเศรษฐกิจยังโตต่ำ ก็ยากที่หุ้นแบงก์จะโตได้สูง

“เราคงน้ำหนักการลงทุนหุ้นแบงก์ ‘เท่ากับตลาด’ เพราะแม้อัตราการเติบโตจะไม่โดดเด่น แต่พื้นฐานของกลุ่มธนาคารยังคงแข็งแกร่ง อัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูง 6.4% ในปี 2568-2569 และ Valuation ไม่แพง โดยเลือก KTB และ SCB เป็นหุ้นเด่นจากอัตราผลตอบการลงทุนมากกว่า 10% และอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงกว่า 6% ในปี 2568 และงบดุลแข็งแกร่ง สำหรับธนาคารขนาดเล็ก เราชอบ KKP ที่แม้ผลตอบแทนการลงทุนจำกัด แต่คาดผลตอบแทนเงินปันผลสูง 6.9% ในปี 2569 แนะนำ ซื้อเมื่อราคาอ่อนตัว”

นางสาวขัตติยา อินทรวิชัย ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า ภาพรวมการเติบโตของธนาคารในปีนี้จะเป็นไปตามที่ประกาศไว้ โดยในส่วนของสินเชื่อคงไม่ได้ขยายตัว เป็นไปตามการเติบโตของเศรษฐกิจ ซึ่งการเติบโตจะคูณ 1% หรือน้อยกว่าเล็กน้อย ดังนั้น หากเศรษฐกิจขยายตัวได้ 1% กว่า การเติบโตสินเชื่อได้ 1% ซึ่งยังไม่นับรวมการชำระหนี้คืน หากรวมชำระหนี้คืนจะทำให้สินเชื่อติดลบ

“การเติบโตคงจะเป็นสูตรแบบนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2569 โตไปตามเศรษฐกิจ นอกจากรัฐบาลจะกระตุ้นเศรษฐกิจโตไปถึง 2% กว่า ดังนั้น ในมุมแบงก์ก็คงต้องลดต้นทุนอย่างเดียว และนำเทคโนโลยีมาใช้ และไปในทางรายได้ค่าธรรมเนียม แต่ยังไงก็คงไม่ได้ไปชดเชยรายได้ดอกเบี้ยที่หายไปได้”

นายจงรัก รัตนเพียร ผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวเสริมว่า การเติบโตของธนาคารในไตรมาสที่ 4/2568 และปี 2569 จะล้อไปกับการเติบโตของประเทศ โดยยังคงเห็นการเติบโตต่ำ ๆ การดูแลความเสี่ยงและคุณภาพหนี้ รวมถึงควบคุมค่าใช้จ่ายเป็นหลัก หากทิศทางเศรษฐกิจเป็นแบบนี้ โดยความสามารถในการทำกำไรมีความท้าทายมากขึ้น

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : หุ้นแบงก์ 9 เดือนปี’68 กำไรโต 4% อานิสงส์ KTB รับรู้รายได้ THAI ราคาพุ่ง

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...