โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปลุก เศรษฐกิจไทย : ปรับกลยุทธ์จาก ‘3 มาก’ สู่ ‘3 น้อย’ เพื่อหลุดพ้นจากกับดักเศรษฐกิจสองใบ

การเงินธนาคาร

อัพเดต 11 ต.ค. 2568 เวลา 09.39 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2568 เวลา 02.39 น.

บทความโดย
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์

เมื่อเร็วๆ นี้ ผมได้รับเกียรติให้ขึ้นพูดบนเวที "Wake Up! Thailand Economy" โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อฉายภาพปัญหาเชิงโครงสร้างของ เศรษฐกิจไทย และเสนอแนะแนวทางแก้ไขอย่างยั่งยืน บทความนี้คือการขยายความและสังเคราะห์ข้อเสนอเหล่านั้น เพื่อให้เราตระหนักถึงความจำเป็นในการ "ตื่นตัว" และลงมือปรับโครงสร้างเชิงสถาบันอย่างเร่งด่วน

เศรษฐกิจไทยในปัจจุบันกำลังแสดงอาการน่ากังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการที่คล้ายคลึงกับ "ทศวรรษที่สูญหาย" (The Lost Decade) ในช่วงต้นของญี่ปุ่น ศักยภาพการเติบโตระยะยาวเสื่อมถอยลง และคนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญกับ ปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อน การแก้ไขจึงไม่ใช่เรื่องของการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้น แต่คือการเปลี่ยนโมเดลการเติบโตภายใต้ภูมิทัศน์โลกที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง

I. การเปลี่ยนผ่านของภูมิทัศน์โลก: จาก 3 มาก สู่ 3 น้อย

กลยุทธ์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ประสบความสำเร็จ (The Winning Strategy) ของประเทศต่างๆ ถูกกำหนดโดยภูมิทัศน์โลก (Landscape) ในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ภูมิทัศน์โลกถูกขับเคลื่อนด้วย "3 มาก":

  • ประชากรมากขึ้น: นำไปสู่จำนวนแรงงานและความต้องการบริโภคที่สูงขึ้น
  • ความร่วมมือมากขึ้น: ผ่านกลไกพหุภาคี
  • การแบ่งงานกันทำมากขึ้น: ก่อให้เกิดห่วงโซ่อุปทานโลก (Global Supply Chain)

กลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงนั้น คือการมุ่งเน้น "ปริมาณ" ความถูก และประสิทธิภาพสูงสุด ซึ่งประเทศไทยเติบโตด้วยโมเดลนี้มาโดยตลอด:

  • Outside-in: การเติบโตที่เชื่อมโยงกิจกรรมทางเศรษฐกิจเข้ากับสายพานการผลิตโลก โดยมีบริษัทข้ามชาติเป็นตัวขับเคลื่อน
  • Top-down: การเติบโตที่ต้องการความเร็วและประสิทธิภาพ ผ่านพิมพ์เขียวที่กำหนดจากส่วนกลาง
  • Exclusive Growth: การสนับสนุนธุรกิจ "ตัวแทน" ให้มีขนาดใหญ่พอที่จะเข้าร่วมห่วงโซ่โลก (Economies of Scale)

อย่างไรก็ตาม ในช่วงทศวรรษหลังมิลเลนเนียม ภูมิทัศน์โลกได้พลิกกลับสู่ "3 น้อย" คือ ประชากรน้อยลง ความร่วมมือลดลง และการพึ่งพาตนเองมากขึ้น หากเรายังคงใช้กลยุทธ์เก่าภายใต้ภูมิทัศน์ใหม่นี้ ก็เหมือนกับความพยายามผลิตรถที่มีล้อเพื่อวิ่งแข่งในโลกที่กลายเป็น Water World ไปแล้ว และก็อาจกลายเป็นรถที่จมน้ำอยู่ดี

II. ปัญหาเชิงโครงสร้าง: เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ

อาการของเศรษฐกิจไทยที่ติดอยู่ใน "กับดักรายได้ปานกลาง" และเสี่ยงเข้าสู่ทศวรรษที่สูญหายอย่างน่ากังวล สะท้อนความล้มเหลวของโมเดล Outside-in ในการสร้างการเติบโตอย่างทั่วถึง

หัวใจของความไม่สมดุลนี้คือ "เศรษฐกิจไทยโลกสองใบ" (Dualism) ซึ่งเป็นการขาดโอกาสในการเลื่อนชั้นทางเศรษฐกิจและสังคม โดยเฉพาะในมิติที่สำคัญที่สุดคือ โลกของธุรกิจขนาดใหญ่ (Large Firms) กับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs):

  • ความเหลื่อมล้ำทางรายได้และความมั่งคั่ง: ครัวเรือนไทยส่วนใหญ่มีรายได้ไม่พอรายจ่าย ซึ่งเป็นเชื้อเพลิงชั้นดีที่ทำให้ปัญหาหนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง (91% ต่อ GDP ณ ปี 2021)
  • ปัญหาผลิตภาพ: การจัดสรรทรัพยากรการผลิตทำได้ไม่เหมาะสม ธุรกิจที่มีผลิตภาพสูงยังเข้าไม่ถึงเงินทุน ขณะที่ธุรกิจซอมบี้ (Zombie Firms) ยังคงได้รับเงินทุนเพื่อต่อลมหายใจ
  • การขาดส่วนร่วม (Inclusiveness): การประเมินของ World Economic Forum (WEF) ชี้ว่า คุณภาพของการเติบโตของไทยที่ด้อยกว่าประเทศพัฒนาแล้วมากที่สุดคือมิติของ "การเติบโตอย่างมีส่วนร่วม" (Inclusiveness) ซึ่งทำให้ไทยสูญเสียโอกาสในการเติบโตทางเศรษฐกิจไปอย่างมหาศาล

III. กลยุทธ์ 3 เปลี่ยน เพื่อการเติบโตแบบ Inside-Out

โมเดลการพัฒนาใหม่ต้องเน้นที่ "คุณภาพ" (Quality) ซึ่งประกอบด้วยนวัตกรรม (Innovativeness), ความยั่งยืน (Sustainability), ความแข็งแกร่ง (Resilience), และการมีส่วนร่วม (Inclusiveness) กลยุทธ์ที่เหมาะสมจึงต้องเปลี่ยนกระบวนท่า 3 ประการ:

  • เปลี่ยนจาก Outside-in สู่ Inside-out: การเติบโตต้อง "ระเบิดจากข้างใน" โดยมุ่งเน้นการยกระดับผลิตภาพและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากฐานทรัพยากรภายในประเทศ
  • เปลี่ยนจาก Top-down สู่ Bottom-up: การสร้างกลไกที่เอื้อต่อกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่หลากหลายและสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และวัฒนธรรม
  • เปลี่ยนจาก Exclusive Growth สู่ Inclusive Growth: การทำให้ทุกภาคส่วนในระบบเศรษฐกิจมีส่วนร่วมในการผลิต และได้รับผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม

โมเดลนี้เป็น การพัฒนาจากฝั่งอุปทาน (Supply-side Development Model) ที่เน้นการทำให้ "ตัวเรา" ดีขึ้น เก่งขึ้น และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

IV. รากฐานของการปฏิรูปเชิงสถาบัน (Soft Infrastructure)

การเปลี่ยนผ่านสู่โมเดล Inside-Out ต้องอาศัยการปฏิรูปโครงสร้างเชิงสถาบันทางเศรษฐกิจเพื่อปรับแรงจูงใจและเงื่อนไขการดำเนินกิจกรรมทางเศรษฐกิจ

A. การสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน (ฐานรากของพีระมิด)

รากฐานที่สำคัญที่สุดคือการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน 3 มิติ:

  • โอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร: โดยเฉพาะทรัพยากรทางการเงิน
  • โอกาสในการเข้าสู่ตลาด: การเข้าถึงตลาดต้องทำได้อย่างทั่วถึง
  • โอกาสในการแข่งขันอย่างเป็นธรรม: ตลาดต้องมีกติกาที่ยุติธรรม

B. การปฏิรูปภาคการเงิน: เสี่ยงอย่างไรให้ทั่วถึง

ระบบการเงินไทยมี "สุขภาพดี" แต่กลับ "ไปไม่ถึงภาคเศรษฐกิจจริง" ภาคการเงินยังคงระมัดระวังความเสี่ยงมากเกินไป ซึ่งข้อมูลชี้ว่า SMEs มีความต้องการสินเชื่อสูง แต่สถาบันการเงินกลับเพิ่มความเข้มงวดในการให้สินเชื่อ

โจทย์สำคัญของประเทศรายได้ปานกลางอย่างไทย ไม่ใช่การเลือกระหว่างการให้สินเชื่อกับการระวังความเสี่ยง (Trade-off) เหมือนประเทศร่ำรวย แต่คือการ สนับสนุนการเข้าถึงสินเชื่อเพื่อการเติบโตทางเศรษฐกิจก่อน

  • ซ่อม-สร้าง สินเชื่อ: ต้องเร่งบริหารหนี้เสีย (NPLs) ก่อนเพื่อ "ซ่อม" งบดุลของสถาบันการเงิน จากนั้นจึง "สร้าง" กลไกโยกย้ายทรัพยากรจากสินเชื่อเพื่อการบริโภคไปเป็นสินเชื่อธุรกิจที่ก่อให้เกิดรายได้

  • จัดตั้ง "ตัวกลางเครดิต" (Credit Mediator): สถาบันเฉพาะกิจนี้จำเป็นอย่างยิ่งในการแก้ไขปัญหา ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลข่าวสาร ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการปล่อยสินเชื่อให้ SMEs

  • หน้าที่หลักคือการ รวบรวมและส่งต่อข้อมูล คุณภาพระหว่างธุรกิจกับสถาบันการเงิน

  • ทำหน้าที่เป็นกลางในการประเมินโอกาสและความเสี่ยง และประสานงานให้เกิดการปล่อยสินเชื่อ

  • ควรถูกจัดตั้งเป็นสถาบันถาวร และมีบทบาทเป็น "Automatic Stabilizer" ในช่วงวิกฤต

  • สร้างระบบนิเวศสินเชื่อบนฐานข้อมูลข่าวสาร: ต้องใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (เช่น Mobile Banking) เพื่อลดต้นทุนการเข้าถึงข้อมูล และใช้ "ข้อมูลทางเลือก" (Alternative Data) หรือรอยเท้าดิจิทัล (Digital Footprint) เพื่อประเมินศักยภาพและความเสี่ยงของผู้กู้อย่างแม่นยำและทั่วถึง.

C.การเสริมสร้างการแข่งขันและการเชื่อมต่อ

การสร้างตลาดแข่งขันที่มีประสสิทธิภาพเป็นหลักการสำคัญ

  • Competition Advocacy: โครงสร้างเชิงสถาบันต้องให้อำนาจองค์กรกำกับดูแลการแข่งขันในการ บังคับใช้กฎหมายการแข่งขันทางการค้า อย่างจริงจัง เพื่อสกัดกั้นการสะสมอำนาจตลาดของกลุ่มผลประโยชน์เดิม
    • การเชื่อมต่อธุรกิจขนาดเล็กกับห่วงโซ่ของธุรกิจขนาดใหญ่: นี่คือกลยุทธ์ที่ช่วย "เพิ่มกำลังในการเติบโต" ให้ SMEs โดยเปิดโอกาสให้พวกเขาเข้าถึงทรัพยากร (วัตถุดิบ, Trade Credit, Supply Chain Financing) และเข้าถึงตลาดที่ใหญ่ขึ้น

D.การกระจายอำนาจและการมีส่วนร่วมของพลเมือง (ยอดพีระมิด)

ระบบธรรมาภิบาลสาธารณะ (Public Governance) เป็นกุญแจสำคัญในการสร้างความเชื่อมั่น

  • การกระจายอำนาจและการคลัง: ต้องปลดล็อกการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น โดยให้ "อิสระทางการคลัง" (Fiscal Autonomy) แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)
    • การใช้เทคโนโลยีเพื่อปลดล็อกข้อมูล: ความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลระหว่างส่วนกลางและท้องถิ่นเคยเป็นอุปสรรค แต่ปัจจุบันสามารถใช้ แพลตฟอร์มสารสนเทศ เป็นพื้นที่กลางในการสื่อสาร ติดตาม และสนับสนุนการทำงานของท้องถิ่นได้ดีขึ้น
    • สร้างความเชื่อใจผ่านการมีส่วนร่วม: ความเชื่อใจในปัจจุบันถูกกำหนดโดย "ข้อมูลข่าวสาร" และ "กลไกที่เอื้อให้เกิดการแลกเปลี่ยนข้อมูลที่โปร่งใส" การสร้างกลไกที่เป็นทางการและโปร่งใสสำหรับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการออกแบบและติดตามนโยบายสาธารณะ (เช่น People’s Assembly หรือ Participatory Budgeting) จะทำให้เกิด "ความเชื่อใจเพราะมีส่วนร่วม"

บทสรุป : ปฏิรูปจากแรงจูงใจ สู่ความรุ่งเรืองที่แบ่งปัน

ปัญหาเชิงโครงสร้างของไทย โดยเฉพาะปัญหา "การเติบโตอย่างทั่วถึง" ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยนโยบายประชานิยมที่หวังผลระยะสั้นและแทรกแซงกลไกตลาด

สิ่งที่ขาดหายไปคือ โครงสร้างเชิงสถาบันที่ "จูงใจ" ให้ผู้ดำเนินนโยบายและภาคประชาชนมองเห็นผลประโยชน์ระยะยาวร่วมกัน และยินดีที่จะเปลี่ยนโมเดลการเติบโต เราต้องกล้าที่จะทบทวนและปรับโครงสร้างเชิงสถาบันของหน่วยงานเศรษฐกิจหลัก เพื่อให้มี แรงจูงใจและเครื่องมือ ที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาความเหลื่อมล้ำทางโอกาส เพื่อให้หลุดพ้นจาก "วงจรรายได้น้อย-ประชานิยม" ที่จำกัดศักยภาพประเทศได้ในที่สุด หากเราสามารถสร้างดุลยภาพทางเศรษฐกิจ-การเมือง ที่กลุ่มอำนาจและคนส่วนใหญ่มีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนและแบ่งปันผลประโยชน์ เราก็จะสามารถก้าวข้ามกับดักการพัฒนาได้อย่างยั่งยืน

"The only true and sustainable prosperity is shared prosperity." – Joseph E. Stiglitz

ได้เวลาที่เราทุกคนต้องร่วมมือกัน "ลงมือทำ" เพื่อเปลี่ยนเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริงครับ.

บทความอื่น ๆ ของดร. สมประวิณ มันประเสริฐ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...