โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

โรม ขึ้นภูมะเขือ เผยไทยต้องเตรียมรับมือเขมร ปรับปรุงถนนส่งเสบียง-อาหาร-เพิ่มแอนตี้โดรน

Khaosod

อัพเดต 05 ต.ค. 2568 เวลา 12.43 น. • เผยแพร่ 05 ต.ค. 2568 เวลา 12.43 น.

โรม ขึ้นภูมะเขือ เผยไทยต้องเตรียมรับมือเขมร ปรับปรุงถนนส่งเสบียง-อาหาร-เพิ่มแอนตี้โดรน ชงรัฐบาลเร่งซ่อม รพ.สต.ชำเม็ง หลังถูกเขมรโจมตี ด้านชาวบ้านยังเข้าสวนทำกินไม่ได้

วันที่ 5 ต.ค. 2568 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะประธานกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร พร้อมคณะกมธ.ฯ เดินทางลงพื้นที่ยอดภูมะเขือ จุดยุทธศาสตร์ไทย-กัมพูชา อ.กันทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ เพื่อติดตามปัญหาด้านความมั่นคง

โดยมี พ.ท.จักรกฤษณ์ ขุริรัง ผู้บังคับกองพันทหารราบที่ 11 ในฐานะหัวหน้าชุดที่ประจำพื้นที่ และเป็นผู้ทึ่ปักธงชาติไทยในวันที่ยึดพื้นที่ภูมะเขือคืน เป็นผู้ให้ข้อมูล และพาดูพื้นที่แนวเขตอธิปไตยของไทย ที่ทหารไทยตรึงกำลังยึดพื้นที่ไว้แบบเบ็ดเสร็จ รวมถึงดูจุดที่ทหารกัมพูชาเคยสร้างกระเช้าขึ้นมาและทหารไทยผลักดันออกจากพื้นที่ กลับไปอยู่ในแนวของกัมพูชาบริเวณด้านล่าง

พ.ท.จักรกฤษณ์ ระบุช่วงหนึ่งว่า ขณะนี้ปัญหาเรื่องเส้นทางต่างๆ ได้ดำเนินการกว่า 8 กิโลเมตร เพื่อให้สามารถส่งกำลังบำรุงได้ แต่จะต้องดำเนินการปรับปรุงเส้นทางเพิ่มเติม ซึ่งบนพื้นที่ภูมะเขือ ทหารไทยสามารถยึดพื้นที่ได้แบบเบ็ดเสร็จ ส่วนกำลังของฝ่ายตรงข้ามจะอยู่บริเวณด้านล่าง และยังมีการเพิ่มเติมกำลังเข้ามาในพื้นที่เคยตรึงกำลัง

พ.ท.จักรกฤษณ์ กล่าวต่อว่า ทหารไทยก็เฝ้าระวังและตรวจสอบอย่างต่อเนื่อง จากการประเมินการเติมกำลังถือเป็นการที่อาจจะรุกเข้ามา ทหารจึงได้เตรียมการรับมือกับสถานการณ์ทุกเรื่องที่อาจจะเกิดขึ้นในห้วงต่อไป

นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ภูมะเขือเป็นจุดชัยภูมิที่มีความสำคัญ เห็นความเคลื่อนไหวฝั่งกัมพูชาได้อย่างชัดเจน หากมีความผิดปกติฝ่ายไทยก็จะรับรู้ได้ จุดที่น่าเป็นห่วงคือเมื่อไทยยึดได้ หากมีการขัดกันของอาวุธอีกครั้งหนึ่ง ภูมะเขืออาจเป็นจุดแรกๆ ที่ได้รับผลกระทบ จึงต้องมีแผนรับมือการขัดกันของอาวุธที่ค่อนข้างรุนแรงด้วย เท่าที่ตนทราบมีโดรนของฝ่ายกัมพูชาเข้ามาเป็นระยะๆ ฝ่ายไทยจึงต้องเตรียมรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าว

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ในระยะสั้น กมธ.ให้ความสำคัญอยู่ 3 เรื่อง ได้แก่ 1.การส่งกำลังบำรุงถนนหนทางต่าง ๆ อยากให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่จะดีได้ คงจะได้มีการพูดคุยกับรัฐบาลต่อไปว่าจะดำเนินการอย่างไร 2.อาหารการกินก็มีความสำคัญ เชื่อว่ามีความพยายามดูแลดีอยู่แล้ว 3.เครื่องมือทั้งเชิงรับเชิงรุก เช่น แอนตี้โดรน ซึ่งฝ่ายกัมพูชาอาจใช้อาวุธที่ซื้อมาจากจีน

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ไทยจะต้องส่งสัญญาณถึงทุกฝ่ายว่าไทยมีความพร้อม ซึ่งจะเป็นหลักประกันที่สำคัญต่อการสร้างความมั่นคงที่ดีที่สุด อย่างไรก็ตามจะมีการหารือร่วมกับพล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และตัวแทนของรัฐบาลส่วนอื่นๆ ถึงเรื่องเร่งด่วนที่จะทำให้พื้นที่ความมั่นคงนี้เป็นพื้นที่ที่มีความพร้อมต่อสถานการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในรูปแบบต่างๆ

ขณะที่งบประมาณในการสนับสนุนกำลังในพื้นที่นั้น นายรังสิตมันต์ ระบุว่า พื้นที่ชายแดนมีปัญหาอยู่ 3 ส่วน ได้แก่ 1.กฎหมาย เนื่องจากมีหน่วยงานรับผิดชอบหลายหน่วยงาน ทำให้เวลาที่จะแก้ปัญหาหรือเตรียมความพร้อมด้านความมั่นคงจำเป็นต้องประสานหน่วยงานจำนวนมาก ซึ่งจะต้องมีแผนระยะยาวว่าพื้นที่ด้านความมั่นคง จะต้องมีการกำหนดยุทธศาสตร์ฟังอย่างเป็นลักษณะเฉพาะ เพื่อให้มั่นใจว่าจะไม่เกิดการทับซ้อนหรือปัญหาทางกฎหมายตามมา

2.พื้นที่ชายแดนเป็นพื้นที่ที่มีการทุ่มงบประมาณค่อนข้างน้อย สมัยก่อนคนจะบอกว่าเป็นพื้นที่สีเทา ซึ่งไม่ควรจะเป็นภาพแบบนั้นอีกแล้ว ควรจะเป็นพื้นที่ที่สร้างหลักประกันและความมั่นใจให้กับประชาชนให้ได้ จึงจำเป็นจะต้องแก้ปัญหาหลายอย่างที่ถูกทิ้งมาเป็นเวลานาน

3.ใช้เทคโนโลยีในการเปลี่ยนพื้นที่ สอดรับกับทางกองทัพไทยที่ต้องการนำเอาเทคโนโลยี เช่น เสาที่มีกล้องจับความเคลื่อนไหวได้ เพราะพื้นที่ชายแดนไม่ใช่จะคิดแต่ป้องกันอริราชศัตรู แต่ต้องคิดว่าหากมีการฝ่าฝืนหรือกระทำผิดกฎหมาย ไทยจำเป็นต้องรู้ด้วย

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ทั้งนี้ในกรอบ 4 เดือน ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เป็นรัฐบาลตาม MOA จะต้องบูรณาการระหว่างหน่วยงาน หากสร้างเอกภาพระหว่างหน่วยงานไม่ได้ การเตรียมพร้อมกับภัยที่อาจจะเกิดขึ้นจึงเป็นเรื่องยากมาก

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ขณะที่ฝ่ายกัมพูชาพยายามจะใช้โดรนเข้ามาในพื้นที่ กมธ.มีการพิจารณาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ เนื่องจากมีข้อมูลที่ละเอียดอ่อนมาก แต่ปัจจุบันกัมพูชาพยายามใช้โดรนเพื่อเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ ดังนั้นไทยจะต้องเตรียมการรับมือทุกฉากทัศน์ ไทยอาจจะต้องเพิ่มแอนตี้โดรนที่มากขึ้น ให้ทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป เป็นยุทธศาสตร์สำคัญที่ไทยจะต้องรับมือ

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันทีมข่าวได้ข้อมูลจากทหารที่อยู่ประจําการบริเวณยอดภูมะเขือ โดยระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมานั้นมีความพยายามจากทางฝั่งกัมพูชาที่จะก่อกวนด้วยการใช้โดรนบินเข้ามาในพื้นที่ โดยจุดที่เป็นแนวเขตของกัมพูชากับประเทศไทยนั้น หากวัดตามระยะทางห่างกันประมาณ 300-400 เมตร แต่จุดภูมะเขือของเราอยู่บริเวณยอดที่สูงกว่า

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ทางกัมพูชาจึงใช้วิธีปล่อยโดนจากบริเวณแนวพื้นที่ของตัวเองขึ้นมา เพื่อที่จะพยายามบินเข้ามาสํารวจบริเวณฐานปฏิบัติการภูมะเขือ แต่เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีการติดตั้งเครื่องมือแอนตีโดน ทําให้ทุกครั้งที่บินขึ้นมาก็จะถูกผลักออกไปจากพื้นที่ แต่ในช่วงที่ผ่านมาที่มีฝนตก ก็ทําให้จำนวนโดรนที่บินเข้ามาในพื้นที่น้อยลง

จากนั้น นายรังสิมันต์ ได้นำคณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลซำเม็ง โดยมีพี่น้องประชาชนในพื้นที่มารอต้อนรับและสะท้อนปัญหาในหลายมิติที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบตามแนวชายแดน

นายรังสิมันต์ กล่าวกับชาวบ้านว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการสำรวจความพร้อมรับสถานการณ์ฉุกเฉินเท่านั้น แต่ยังมุ่งรับฟังความยากลำบากและความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนหลายด้านที่เกิดขึ้นจริงในพื้นที่ และต้องการให้ประชาชนถ่ายทอดปัญหาให้กับคณะกรรมาธิการเพื่อให้คณะกรรมาธิการได้รับความเดือดร้อนความพี่น้องไปดำเนินการ ช่วยเหลือให้ทุเลาเบาบางลง

จากนั้นได้เปิดโอกาสให้ชาวบ้านสะท้อนถึงความเดือดร้อนที่เกิดขึ้น โดยนายอุดม แย้มสวน กล่าวว่า ในฐานะเกษตรกรสวนยางพาราต้องเผชิญความลำบากในการออกไปเก็บยางเนื่องจากยังมีความหวาดระแวงต่อสถานการณ์ จึงขอให้ประธานกรรมาธิการช่วยเป็นกระบอกเสียงนำเสนอปัญหาความเดือดร้อนของเกษตรกรต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ขณะเดียวกัน นางเข็มจิรา จันทร์ทอง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านชำเม็ง ให้ข้อมูลว่า ปัจจุบันผ่านมาแล้วกว่า 2 เดือนหลังเหตุปะทะ แต่สภาพจิตใจของเจ้าหน้าที่ยังคงหวาดกลัว อีกทั้งมีข่าวว่าฝ่ายกัมพูชาเคลื่อนย้ายอาวุธมาประชิดแนวชายแดน อาคารที่ได้รับความเสียหายยังไม่ถูกซ่อมแซม ทำให้การให้บริการประชาชนไม่สามารถดำเนินไปอย่างเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ เจ้าหน้าที่ยังต้องทำงานภายใต้ภาวะความกังวล จึงขอให้กรรมาธิการนำเรื่องนี้ไปเร่งรัดต่อรัฐบาลเพื่อการเยียวยาและซ่อมแซมโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลที่ได้รับความเสียหายด้วย

นายรังสิมันต์ กล่าวต่อว่า ขอให้กำลังใจและย้ำความเข้าใจต่อความทุกข์ยากของชาวบ้าน พร้อมยืนยันว่ากรรมาธิการรับทราบความสำคัญของปัญหาเรื่องสุขภาพจิตของเจ้าหน้าที่และพี่น้องประชาชนทุกคน พร้อมจะแจ้งความเดือดร้อนเหล่านี้ไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเร็ว เพื่อให้เกิดการช่วยเหลือเยียวยา

นายรังสิมันต์ กล่าวอีกว่า ยืนยันว่าฝ่ายไทยไม่ต้องการความขัดแย้ง แต่การจัดการกับสถานการณ์ต้องอาศัยการเจรจาระหว่างประเทศซึ่งไม่ได้เป็นเรื่องง่าย ทั้งนี้ กมธ.ในฐานะฝ่ายนิติบัญญัติจะแสวงหาวิธีการต่างๆ และเสนอข้อเรียกร้องที่เป็นประโยชน์เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน

ด้าน นางทองสา ภูมิชาติ เกษตรกรในพื้นที่ กล่าวถึงผลกระทบต่อการประกอบอาชีพว่า ก่อนเกิดเหตุประสบภัยแล้ง ต่อมามีการปะทะ ทำให้เมล็ดพันธุ์และผลผลิตทางการเกษตรเสียหายไม่สามารถเก็บกู้ได้ พื้นที่สวนยังถูกจัดให้เป็นพื้นที่สีแดงและอยู่ระหว่างการเฝ้าระวังการเก็บกู้ระเบิดที่ยังตกค้าง ส่งผลให้ปีนี้การลงทุนและผลผลิตสูญเปล่า ชาวบ้านต้องใช้ชีวิตอย่างหวาดระแวง

จากการรับฟังปัญหานายรังสิมันต์ ระบุว่าจะเร่งร่างหนังสือถึงรัฐบาลเพื่อให้มีการเยียวยาและซ่อมแซมสถานที่สาธารณะรวมทั้งพิจารณามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและผู้ที่ได้รับผลกระทบต่อไป โดยคณะกรรมาธิการจะติดตามความคืบหน้าและนำเรื่องที่ประชาชนร้องเรียนเข้าสู่กระบวนการติดตามผลอย่างต่อเนื่องเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในพื้นที่แนวชายแดนต่อไป

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : โรม ขึ้นภูมะเขือ เผยไทยต้องเตรียมรับมือเขมร ปรับปรุงถนนส่งเสบียง-อาหาร-เพิ่มแอนตี้โดรน

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...