SOCIETY: ทำไมต้อง 7, 15, 50 และ 100 วัน? ไขความหมายของ ‘ธรรมเนียมปฏิบัติ’ และว่าด้วยเรื่อง ‘ความเชื่อ’ การทำบุญให้ผู้ล่วงลับ…จากวัดบ้านถึงพระราชพิธี
หลังจากสำนักพระราชวังได้เผยแพร่ประกาศเรื่อง ‘การเสด็จสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง’ นับเป็นอีกหนึ่งเหตุการณ์ครั้งสำคัญในประวัติศาสตร์ไทยของปีนี้ ที่นำมาซึ่งความโศกเศร้าอาลัยยิ่งของพสกนิกรไทยทั้งประเทศ
โดยอ้างอิงจากประกาศมติมหาเถรสมาคม สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ ได้มีหนังสือ ด่วนที่สุด ที่ พศ 0007/ว332 ลงวันที่ 25 ตุลาคม 2568 เรื่อง แนวทางการประกอบพิธีบำเพ็ญกุศล เพื่ออุทิศถวายพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในข้อที่ 3 ความว่า “ประกอบพิธีบำเพ็ญกุศลทักษิณานุประทานอุทิศถวายพระราชกุศล เมื่อเสด็จสวรรคตครบสัตตมวาร (7 วัน) ในวันที่ 30 ตุลาคม 2568 ปัณรสมวาร (15 วัน) ในวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ปัญญาสมวาร (50 วัน) ในวันที่ 12 ธันวาคม 2568 และสตมวาร (100 วัน) ในวันที่ 31 มกราคม 2569 ด้วยการบำเพ็ญกุศลต่างๆ ตามบริบทที่เหมาะสมของแต่ละวัดและชุมชน เช่น การทำบุญตักบาตร การแสดงพระธรรมเทศนา การสวดพระพุทธมนต์และถวายภัตตาหารเช้าหรือเพล การสวดพระพุทธมนต์ และถวายวัตถุปัจจัยสังฆทานในเวลาบ่ายหรือเย็น การสวดมาติกา-สดับปกรณ์พระฉายาลักษณ์หรือพระสาทิสลักษณ์ เป็นต้น”
อย่างไรก็ตาม ข้อความดังกล่าวนี้จะพบคำศัพท์ที่ประชาชนทั่วไปอาจไม่คุ้นหูอย่าง สัตตมวาร, ปัณรสมวาร, ปัญญาสมวาร และสตมวาร ในบทความนี้ BrandThink จึงขอหยิบยกเรื่องของ ‘การบำเพ็ญกุศลแด่ผู้ล่วงลับ’ ทั้งธรรมเนียมปฏิบัติสำหรับพระราชวงศ์และประชาชนทั่วไปมานำเสนอสู่สาธารณะ ณ โอกาสนี้ โดยมีเจตนาและจุดประสงค์เพื่ออธิบายความหมายและความสำคัญ โดยเฉพาะ ‘พิธีครบรอบ 100 วัน’ ในบริบททางศาสนา วัฒนธรรม และสังคม
ในวัฒนธรรมไทยที่หยั่งรากลึกกับพระพุทธศาสนา สำหรับงานพิธีศพคนทั่วไป ‘การทำบุญ 100 วัน’ คือช่วงเวลาที่ใช้เพื่อแสดงความกตัญญูต่อผู้ล่วงลับ มีการกรวดน้ำอุทิศส่วนกุศล เพื่อส่งดวงวิญญาณไปสู่ภพภูมิที่ดี และเป็นการค่อยๆ ปรับใจยอมรับการสูญเสียอย่างสงบงาม
ตามความเชื่อของศาสนาพุทธแบบเถรวาท ที่ยึดแนวคิดเรื่อง ‘ภพภูมิ’ และ ‘กรรมวิบาก’ เชื่อกันว่า หลังความตาย วิญญาณของผู้ตายจะยังคงวนเวียนอยู่ในโลกมนุษย์อีกระยะหนึ่ง โดยเฉพาะ 7 วันแรก, 50 วัน และ 100 วัน จึงมีการจัดพิธีกรรมเพื่อเกื้อหนุนดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับในช่วงเวลาสำคัญเหล่านี้
ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปของพุทธศาสนิกชนไทยที่มีต่อผู้ล่วงลับ มักประกอบด้วยการสวดพระอภิธรรม และการทำบุญอุทิศส่วนกุศลเป็นระยะ ดังนี้
ในระยะวันแรกถึง 7 วัน จะมีการสวดพระอภิธรรมในคืนแรก และอาจมีการสวดต่อเนื่องถึง 3, วัน 5 วัน หรือ 7 คืน ตามแต่ความสะดวกของครอบครัวผู้ล่วงลับ ส่วนพิธีทำบุญ 7 วัน, 50 วัน หรือ 100 วัน มักเป็นการทำบุญตักบาตร ถวายภัตตาหารพระสงฆ์ ถวายสังฆทาน และจัดพิธีกรวดน้ำ หรือศาสนพิธีต่างๆ ทั้งที่บ้านหรือที่วัด ตามแต่ครอบครัวผู้วายชนม์สะดวกเช่นกัน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้ผู้ล่วงลับ
นอกจากเรื่องความเชื่อเกี่ยวกับการเดินทางของดวงวิญญาณหลังเสียชีวิตแล้ว การทำบุญครบรอบ 100 วัน อาจถือว่าเป็น ‘การส่งสุดท้าย’ ก่อนที่ครอบครัวของผู้จากไปจะเริ่มปรับตัวเข้าสู่ภาวะปกติ และตามความเชื่อนี้จะถือว่าเป็นพิธีสำคัญที่สุดในหมู่พิธีทั้ง 3 ครั้ง เพราะเชื่อกันว่าวิญญาณจะได้พ้นจากภพภูมิชั่วคราวไปสู่ที่อันเหมาะสมในภพหน้า แม้จะไม่มีบทบัญญัติในพระไตรปิฎกโดยตรงเกี่ยวกับพิธี 100 วัน แต่ธรรมเนียมนี้สะท้อนความเชื่อเรื่องบุญกุศลและแรงอธิษฐานอันต่อเนื่อง ที่จะส่งผลทั้งกับผู้ตายและผู้มีชีวิต
ในกรณีของพระมหากษัตริย์ พระบรมวงศานุวงศ์ หรือบุคคลสำคัญในราชวงศ์ การบำเพ็ญกุศลครบรอบ 100 วัน จะเรียกว่า ‘พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร’ (สะ-ตะ-มะ-วาน) ซึ่งเป็นไปตามโบราณราชประเพณีที่เคร่งครัดและมีรายละเอียดที่ซับซ้อนกว่างานของสามัญชน นอกจากนี้ยังมี พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพิธีสัตตมวาร, ปัณรสมวาร, ปัญญาสมวาร เมื่อครบรอบ 7, 15 และ 50 วัน ตามลำดับ
โดย พระธรรมกิตติวงศ์ (ทองดี สุรเตโช ป.ธ.๙ ราชบัณฑิต) เจ้าอาวาสวัดราชโอสาราม ได้อธิบายความหมายของคำ ดังนี้
คำว่า‘สัตตมวาร’ (สัด-ตะ-มะ-วาน) ปกติใช้เรียกกำหนดการทำบุญอุทิศให้แก่ผู้ตายเมื่อครบ 7 วัน ต่อมาคำว่า ‘ปัณรสมวาร’ (ปัน-นะ-ระ-สะ-มะ-วาน) หมายถึงวันที่ทำบุญครบ 15 วัน ส่วนการทำบุญ 50 วัน เรียกว่าทำบุญ ‘ปัญญาสมวาร’ (ปัน-ยา-สะ-มะ-วาน) ใช้ในการนับวันเวลาของเหตุการณ์อย่างใดอย่างหนึ่งที่มาบรรจบครบ 50 วัน และคำว่า ‘ศตมวาร’ (สะ-ตะ-มะ-วาน) คือ วันที่ครบ 100 วัน หรือเขียนว่า ‘สตมวาร’ ก็มี
จากหนังสือ ‘ธรรมเนียมปฏิบัติเกี่ยวกับการจัดงานพระบรมศพ’ โดย กรมศิลปากร กระทรวงวัฒนธรรม จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสนายกรัฐมนตรี (พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา) เป็นประธานในพิธีบวงสรวงการก่อสร้างและยกเสาเอกพระเมรุมาศ งานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตร วันจันทร์ที่ ๒๗ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๖๐ ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง ได้อธิบายเรื่องพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร ไว้ว่า
การจัด พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร (100 วัน) ถือเป็นวาระสำคัญที่สุดวาระหนึ่งในการบำเพ็ญพระราชกุศลถวายพระบรมศพ เนื่องจากตามคติความเชื่อเรื่องไตรภูมิและโลกหลังความตายที่ผสมผสานในวัฒนธรรมพุทธไทย เชื่อกันว่าช่วงเวลานับตั้งแต่สวรรคตจนถึง 100 วัน เป็นระยะเวลาสำคัญที่พระดวงวิญญาณของผู้ล่วงลับจะเข้าสู่กระบวนการรอคอยและได้รับการพิพากษาโดยพญายมราช เพื่อตัดสินว่าพระดวงวิญญาณจะไปสถิตหรือไปเกิดใหม่ในภพภูมิใด
การทำบุญอุทิศส่วนพระราชกุศลในช่วงนี้ โดยเฉพาะในวันครบรอบ 100 วัน (สตมวาร) จึงเปรียบเสมือนการส่งบุญสมทบครั้งสุดท้าย เพื่อหนุนนำให้พระดวงวิญญาณได้ไปสู่สุคติภูมิหรือ ‘สวรรคาลัย’ นอกจากนี้ ยังถือเป็นวาระที่แสดงถึงการสิ้นสุดรอบการไว้ทุกข์อย่างเป็นทางการ และเป็นช่วงเวลาที่เร็วที่สุดตามโบราณราชประเพณีที่สามารถประกอบพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพได้
ขณะที่ ‘พระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลสตมวาร’ ของราชวงศ์ไทยนั้น เป็นการปฏิบัติที่ยึดถือตามโบราณราชประเพณีและคติสมมติเทพอย่างเคร่งครัด เพื่อถวายความจงรักภักดีและเฉลิมพระเกียรติสูงสุดในการส่งเสด็จกลับสู่สวรรคาลัย ณ เขาพระสุเมรุ ในธรรมเนียมปฏิบัติของราชวงศ์อื่นที่มีรากฐานทางสังคม ขนบธรรมเนียม และความเชื่อที่ต่างกัน แต่ก็เป็น ‘วาระรำลึก’ ที่มีความหมายคล้ายคลึงกัน
ยกตัวอย่าง ‘ราชวงศ์จีน’ อย่าง ราชวงศ์หมิง (Ming Dynasty) และราชวงศ์ชิง (Qing Dynasty) สองราชวงศ์สำคัญที่ได้สืบทอดและปฏิบัติธรรมเนียมการไว้ทุกข์ตามวาระ ตามธรรมเนียมจีนโบราณ การไว้ทุกข์จะแบ่งเป็นวาระ 15 วัน 49 วัน และ 100 วัน โดยในวาระครบรอบ 100 วันถือเป็นวาระสำคัญที่อาจมีการ ‘ปลดเครื่องทุกข์บางส่วน’ หรือ ‘สิ้นสุดข้อห้ามบางประการ’ หรือการจำกัด/งดพิธีมงคล เช่น การแต่งงาน สำหรับราชวงศ์และขุนนาง ที่มีการไว้ทุกข์จะมีระยะเวลานานและเคร่งครัดกว่าสามัญชน การครบรอบ 100 วันจึงเป็นหมุดหมายสำคัญในสำนักพระราชวังจีนเช่นกัน