เมื่อประเทศไทยต้องรับมือ AI กูรูชี้ ‘รู้เท่าทัน-ใช้ให้ได้ประโยชน์’
หนังสือพิมพ์มติชน ร่วมกับบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS จัดสัมมนาเพื่อสังคม Matichon-AIS Talks for Thailand 2025 AI for Equality เติมพลังเท่าเทียม โดยมี ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวปาฐกถาพิเศษ หัวข้อ “Road to Equality ไทยสู่ความเท่าเทียม” ขณะที่ นางสาวกานติมา เลอเลิศยุติธรรม รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร เอไอเอส มาร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ในหัวข้อ AI for Equality และ นายเรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG บรรยายหัวข้อ AI Thailand
AI ช่วยแก้ 3 โจทย์เศรษฐกิจ
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ ประธานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
“เรามีความคาดหวังจากเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ค่อนข้างสูงถึงผลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในอนาคต โดยกลุ่มนักวิเคราะห์หรือผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ อาทิ โกลด์แมน แซกส์ แม็คเคนซี่ ประเมินว่า AI จะทำให้จีดีพีของโลกเพิ่มขึ้นอีก 7-15 ล้านล้านเหรียญสหรัฐภายในปี 2030 เป็นการบวกจีดีพีโลกขึ้น 0.7-1.2% ทุกปี จากที่โตประมาณ 3% ต่อปี แต่ต้องยอมรับว่าประเทศที่ได้ประโยชน์มากสุด คือ จีนและสหรัฐ เพราะเป็นต้นแบบและขับเคลื่อน AI”
มิติอีกด้านคือ ผลกระทบต่อการทำงานที่ AI จะเข้ามาทดแทนแรงงาน โดยคาดการณ์ว่าแรงงานกว่าครึ่งจะถูกทดแทนในอีก 20-30 ปีข้างหน้า ซึ่งจะกระทบกับความเหลื่อมล้ำเพิ่มขึ้น แต่อีกด้านที่นักเศรษฐศาสตร์คาดหวัง คือ AI จะช่วยแก้ปัญหาเศรษฐกิจ 3 ข้อใหญ่ ได้แก่ 1.การขาดแคลนแรงงาน เพราะอัตราการเกิดใหม่ลดลง และคนสูงอายุ การทดแทนแรงงานที่ขาดไปต้องใช้เทคโนโลยี AI 2.หนี้สาธารณะ โดยเฉพาะประเทศที่พัฒนาแล้ว มีหนี้ต่อจีดีพีสูงถึง 110% วิธีแก้ต้องทำให้จีดีพีโตขึ้นจาก AI 3.ลดผลกระทบจากภาวะโลกร้อนผ่านเทคโนโลยีต่าง ๆ อาทิ โซลาร์เซลล์ ยานยนต์ไฟฟ้า (อีวี) ระบบโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ แต่เทคโนโลยีก็มีผลกระทบต่อสภาวะสิ่งแวดล้อมเป็นจำนวนมากเช่นกัน
มีการระบุถึงประเทศไทยที่จะเพิ่มการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ โดยเราต้องการเพิ่มการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์จากประมาณ 350 เมกะวัตต์ เป็น 1 กิกะวัตต์ภายในช่วง 3 ปีข้างหน้า การลงทุนจะใช้เงินประมาณ 6,500 ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ 2 แสนล้านบาทไทย เท่ากับจะเพิ่มเมกะวัตต์ขึ้นอีก 650 เมกะวัตต์ ซึ่งการลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ 1 โครงการ จะต้องใช้น้ำ 3-5 หมื่นครัวเรือนต่อวัน และจำนวนประชากรที่ใช้ไฟฟ้าก็ใกล้เคียงกัน
ฉะนั้น หากไทยจะลงทุนเพิ่มมากขนาดนั้น ก็ต้องแสวงหาทรัพยากรเหล่านี้เพิ่มขึ้นด้วย แต่ขณะเดียวกัน ดาต้าเซ็นเตอร์จ้างพนักงานประจำเพียง 50 คนเท่านั้น เท่ากับว่าใช้เงิน 1,000 ล้านบาท เพื่อสร้างงาน 1 งาน
ปัญหาของ AI มีเรื่องภูมิรัฐศาสตร์เข้ามาเกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสหรัฐและจีน ซึ่งประธานาธิบดีสหรัฐไม่พอใจที่จีนประกาศว่าจะควบคุมแร่หายาก (Rare Earth) ซึ่งจีนถือเป็นผู้ถือครองแร่หายากปริมาณมากเมื่อเทียบกับที่อื่น ๆ อาทิ กรีนแลนด์ ออสเตรเลีย ที่รวมแล้วยังไม่ถึง 50% ของจีนที่มีอยู่ ทำให้วันนี้ทุกคนพึ่งจีนแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้ หากจีนควบคุมการส่งออกแร่หายาก หลาย ๆ ประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐจึงเป็นห่วงว่าจะเกิดการสะดุดหรือไม่ ยกตัวอย่าง ไอโฟน มีแร่หายาก 17-18 ชิ้น รถเทสลาใช้ 1.5 กิโลกรัม หากไม่มีก็ไม่สามารถวิ่งได้ รวมถึงเครื่องบินเอฟ 35 ของสหรัฐใช้ 420 กิโลกรัม เรือประจัญบานใช้ 2,360 กิโลกรัม
“ประเทศไทยมีการต้อนรับ AI แบบ 2 ขา คือ การตั้งดาต้าเซ็นเตอร์ และหวังใช้ AI โจทย์ของไทยต้องหาทางมีส่วนร่วมของ AI ในทุกด้านได้อย่างไร หากไม่ได้ ก็ต้องตั้งคำถามว่า ดาต้าเซ็นเตอร์คุ้มค่ามากเท่าใด และเตรียมพร้อมคนของเราให้พร้อมรองรับ AI โดยคาดหวังมากว่า ในที่สุดแล้ว ประเทศไทยจะใช้ AI ให้เป็นประโยชน์ ขับเคลื่อนการใช้เอไอเป็นหลัก และจะใช้ประโยชน์ในการลดความเหลื่อมล้ำได้ดีเพียงใด”
เอไอเอสใช้ AI ดูแลกลุ่มเปราะบาง
กานติมา เลอเลิศยุติธรรม
รองประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ด้านธุรกิจองค์กร บมจ. แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส หรือ AIS
“เราพูดคำว่า ปัญญาประดิษฐ์ (AI) สิ่งที่ทุกคนได้ยิน และพบเจออย่างแรก คือ ‘ความกังวล’ เพราะว่าเราใช้คำว่า AI ให้เป็นสิ่งที่น่ากลัว เพราะฉะนั้น การเตรียมความพร้อมของคนเป็นเรื่องที่สำคัญ AI คือ ปัญญามนุษย์ที่ประดิษฐ์ขึ้นมา”
“สิ่งที่ยากที่สุด คือ ปัจจุบันเริ่มแบ่งเป็นสองพวกชัดเจน คือ กลุ่มที่สามารถขี่ AI หรือใช้มันเป็นเครื่องมือเพิ่มศักยภาพ และอีกกลุ่มที่ปฏิเสธการใช้ AI ด้วยความกลัว หรือไม่เชื่อว่าสิ่งเหล่านี้จะเข้ามามีบทบาทจริง และภาวนาไม่ให้เจอกับมันซึ่งกลุ่มหลังนี้น่าเป็นห่วงที่สุด กลุ่มนี้ยังแบ่งย่อยออกเป็นอีก 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่อยากไปต่อแต่ไม่มีใครช่วย และกลุ่มคนที่ปิดทางรับโดยสิ้นเชิง เพราะฉะนั้น AI ไม่ได้เลือกว่าจะสร้างความเหลื่อมล้ำให้ใคร แต่คนต่างหากที่เป็นฝ่ายเลือก”
ในฐานะองค์กรขนาดใหญ่ AIS ก็ต้องมีการเอา AI มาใช้ในองค์กรอยู่แล้ว แต่ต้องคำนึงถึงโอกาสและความเสี่ยง เพื่อไม่ให้เกิดเรื่องความไม่เท่าเทียม แล้วก็ความเหลื่อมล้ำ เหมือนตอนที่เจอโควิด-19 มันก็ดูน่ากลัว แต่เมื่อเวลาผ่านไป ธรรมชาติสร้างให้เราคุ้นเคย หรือตอนที่ e-Banking เข้ามา เราก็ไม่กล้าใช้ แต่พอโควิดมา เกิดการปฏิวัติตัวเอง ลุกขึ้นมาปรับและใช้เทคโนโลยีเหล่านั้น
เพราะฉะนั้น กระบวนการใน AIS ก็เหมือนกัน คือ คนต้องมีประสบการณ์แล้วมีผู้ช่วย เป็นที่มาของ“ภารกิจคิดเผื่อ” ของ AIS ที่ไม่ใช่แค่นำ AI มาใช้กับคนในองค์กรเท่านั้น แต่ยังแบ่งปันองค์ความรู้ ช่วยเหลือกับสังคมภายนอกเพื่อให้คนไทยทุกคนได้มีโอกาสพัฒนาไปพร้อมกัน ขับเคลื่อนทุกคน ทุกภาคส่วน ซึ่งเป็นมุมมองเชิงกลยุทธ์ที่เน้นการมีส่วนร่วมและการผลักดันความเท่าเทียมมาโดยตลอด โดยเอาเทคโนโลยี AI มาลดช่องว่างทางสังคม โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง อย่างเช่น เด็ก ผู้พิการ หรือผู้สูงอายุ จริง ๆ แต่ละคนก็มีความสามารถ มีศักยภาพที่แตกต่างกัน ยิ่งมาอยู่ด้วยกันแล้วก็ยิ่งเสริมกัน ยกตัวอย่าง ผู้พิการทางสายตาที่มีความละเอียดอ่อนในการรับฟังด้วยใจ อาจกลายเป็นกลุ่มคนที่เก่งมากในการดูแลลูกค้า ฉะนั้น เราจะเอา AI เข้ามาช่วยให้เขาทำงานได้สะดวกมากขึ้น
โครงการ JUMP THAILAND Hackathon เป็นโครงการที่ทำร่วมกับกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เพื่อส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษานำ AI มาสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคม โดยเน้นแก้ปัญหาให้กับกลุ่มผู้สูงอายุและผู้พิการ เช่น การพัฒนาเครื่องช่วยแทนสายตาสำหรับผู้พิการทางสายตา ซึ่งจะห้อยอยู่ในกระเป๋าและทำงานร่วมกับไม้เท้าขาว เพื่อแจ้งเตือนสิ่งกีดขวางหรือสภาพแวดล้อมต่าง ๆ การใช้โครงข่าย 5G เพื่อส่งต่อองค์ความรู้ไปยังโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ให้สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ได้อย่างเท่าเทียมกับเด็กในเมือง
สิ่งที่น่าห่วงในสังคมไทย คือ กลุ่มคนไร้สังกัด และผู้สูงอายุที่ไม่กล้าใช้เทคโนโลยีเพราะกลัวมิจฉาชีพ ซึ่งเป็นผลจากการมีจุดบอด คือเรื่องการศึกษา ทำให้คนไม่รู้ตกเป็นเหยื่อภัยไซเบอร์ได้ง่าย สิ่งที่น่ากลัวไม่ใช่ AI เอง แต่คือการที่มนุษย์ไม่เข้าใจมัน หากคนไม่มีทักษะย่อมกลายเป็นผู้เสียเปรียบในยุคดิจิทัล ดังนั้น เรื่องการแก้ไขภัยไซเบอร์ต้องควบคู่ไปกับการใช้ AI ซึ่งต้องร่วมกับตำรวจและฝ่ายตรวจสอบสอดส่องต่าง ๆ
2026 ปีแห่ง AI Realism
เรืองโรจน์ พูนผล ประธาน กสิกร บิซิเนส-เทคโนโลยี กรุ๊ป หรือ KBTG
ภาพรวม AI มี 4 เวฟ คือ AI-Fast, AI-Learn, AI-Perceptive และ AI-Creat โดยยุคปัจจุบันที่เราอยู่ คือ ยุคตัดสินใจ ปีนี้เราอยู่เลเวล 3 ที่เอา AI มา Workflows ร่วมกันกับมนุษย์ ดังนั้นอีก 2-3 ปี อาจจะกระโดดไปเลเวล 4 และปี 2030 เป็นไปได้ที่จะอยู่เลเวล 5
ดังนั้น 5 ปีข้างหน้าเป็นช่วงเวลาที่ตื่นเต้นที่สุด ผมพูดทุกครั้งว่า ปี 2030 คือ “จุดหักศอกครั้งสุดท้าย” แต่จุดหักศอกแรก ปี 2024-2025 ปีนี้กับปีที่แล้ว เราถึงรู้สึกว่า ทำไมโลกเปลี่ยนไปเร็วมาก ๆ ไม่ต้องแปลกใจ มันคือการหักศอกครั้งที่ 1 และหักศอกที่ 2 คือ ปลายทศวรรษนี้
โจทย์คือ The current state of AI เป็นอย่างไร ซึ่งพบว่ากว่า 70% ขององค์กรเริ่มใช้ AI แล้ว และเริ่มเห็นวิวัฒนาการ เช่น องค์กรเรานำไปใช้พัฒนาซอฟต์แวร์ ซึ่งซอฟต์แวร์ปีนี้ 20 ล้านบรรทัด จะถูกเขียนด้วย AI เพียงแค่ 1 Use Case น่าจะประหยัดให้องค์กรไปได้ 196 ล้านบาท
แต่อีกด้าน AI ทำให้เราขี้เกียจขึ้น ทำให้เราโง่ลง ภายในปี 2026 จะทำให้เราเป็น Lazy Thinker ดังนั้น นอกจากส่งเสริมทักษะการใช้ AI องค์กรยังต้องประเมิน Critical Thinking ต้องตั้งคำถามกับ AI เสมอ “Human with Skill will Become Rare” คนที่มีสกิลแห่งความเป็นมนุษย์ เป็นนักคิดที่ดี จะยิ่งหายากมากขึ้น
“ปีหน้าคือ เรื่อง ‘การล้อมรั้ว’ (Deploying AI Guardrails) ไม่ให้เอไอทำเรื่องไม่ดี เพราะจะเริ่มเห็นบริษัทที่ปรึกษาคอนซัลต์ เอา AI ไปเขียนงาน แล้วโดนปรับเยอะมาก ดังนั้นต้องล้อมรั้ว คิดเรื่อง Risk ออกแบบตั้งแต่ต้น แนวโน้มต่อมา คือ Money is the Computer เพราะ AI ทำงานแทนคุณได้ จองตั๋วเที่ยวบิน, โรงแรม คุณต้องเขียนเงื่อนไขการใช้เงิน เช่น จองโรงแรมที่จะต้องมีรายละเอียด สร้างเงื่อนไขให้ AI ใช้เงินให้ถูกทาง”
ประเด็นต่อมา ให้มองเรื่องงาน AI Governance ซึ่งจะเป็นเรื่องใหญ่มาก ปีที่แล้วมีกฎหมาย AI ออกมาเป็นพันฉบับ ดังนั้น เรื่องการกำกับดูเล AI ทุกองค์กรต้องมี องค์กรต้องลงทุนเรื่องการกำกับดูแล AI เท่า ๆ กับการสร้างและนำ AI มาใช้งาน ปีหน้าเป็นตัวชี้วัดเรื่อง AI Security and Resillience ปีหน้าเหรียญพลิก คุณต้องคุยเรื่องความเสี่ยง (Risk) ไม่ใช่ปีแห่งการทดลองแล้ว แต่เป็นปีที่ต้อง Move ของเจ๋ง ๆ ขึ้นไปทำ Production และสเกลทั้งองค์กร
ปีหน้า 2026 จะเห็นได้ชัดมาก คือ A year of AI Realism ปีหน้าวัดความเป็นจริงของ AI คนที่ชนะคือ คนที่กัดฟันสู้ต่อ ทรานส์ฟอร์มแม้จะอยู่จุดหุบเหวแห่งความสิ้นหวัง แต่ถ้ายังกัดฟันสู้ไปต่อ เมื่อนั้นจะไปสู่เนินเขาแห่งการบรรลุธรรม
ชาเลนจ์ขององค์กรไทยในปีหน้า คือ 1.การนำ AI เข้าไป Integration กับคนและระบบดั้งเดิม ต้องฉีด “เอไอคัลเจอร์” เข้าไปในองค์กร 2.Scaling and Measuring Outcomes กัดฟันเลือกยูสเคสที่ถูก สร้าง Data ที่ดี Transform Process และ Transform องค์กร Restructure Revival องค์กรทั้งหมด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เมื่อประเทศไทยต้องรับมือ AI กูรูชี้ ‘รู้เท่าทัน-ใช้ให้ได้ประโยชน์’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net