โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ก.ล.ต. ตอบปมร้อน ‘ทุนสีเทา’ รุกคืบตลาดหุ้น ?

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 26 ต.ค. 2568 เวลา 01.34 น. • เผยแพร่ 26 ต.ค. 2568 เวลา 01.34 น.

ประเด็น “ธุรกิจสีเทา” หรือ “ทุนสีเทา” หรือ “เครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ” กลายเป็นปมร้อนแรงสำหรับประเทศไทยในขณะนี้ โดยมีการเปิดประเด็นจากสื่อต่างประเทศ และมีการเชื่อมโยงมายังภาคธุรกิจและบุคคลในประเทศไทยหลายราย ร้อนถึงหลาย ๆ บริษัทธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องออกมาปฏิเสธข่าวเป็นพัลวัน ขณะที่ล่าสุด นำมาสู่การลาออกของรัฐมนตรีอีกด้วย ซึ่งในมุมขององค์กรกำกับตลาดทุน ก็มีคำถามถึงทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ว่า จะดำเนินการกับเรื่องที่เกี่ยวข้องอย่างไร

ล่าสุด นายเอนก อยู่ยืน รองเลขาธิการและโฆษกสำนักงาน ก.ล.ต. ให้สัมภาษณ์ตอบคำถามถึงกรณีที่มีข่าวว่า บริษัทจดทะเบียน 2-3 แห่ง อาจมีความเกี่ยวข้องกับ “ทุนสีเทา” ว่า ประเด็นดังกล่าวต้องพิจารณาข้อเท็จจริงให้รอบคอบ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนของข่าวที่ไม่ชัดเจน ว่าเป็นไปตามที่ถูกกล่าวหาหรือไม่ ซึ่งจำเป็นต้องผ่านกระบวนการตรวจสอบที่ถูกต้อง ทั้งในมิติของกฎหมายว่าด้วยการฟอกเงินและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

“บริษัทจดทะเบียนเป็นบริษัทมหาชนที่เปิดให้ประชาชนเข้ามาลงทุนได้ จึงมีหน้าที่เปิดเผยข้อมูลอย่างเสรี

ขณะเดียวกันกรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความระมัดระวังและซื่อสัตย์สุจริต เพื่อป้องกันความเสียหายต่อบริษัทและผู้ถือหุ้น หากไปทำสิ่งใดที่สุ่มเสี่ยงต่อการผิดกฎหมาย โดยเฉพาะเกี่ยวกับกระบวนการฟอกเงินจริง กรรมการต้องรับผิดชอบ เพราะถือเป็นเรื่องใหญ่ ไม่น่าจะนำกิจการไปสุ่มเสี่ยงในลักษณะนั้น”

นายเอนกกล่าวว่า ส่วนกรณีที่หากเกิดเหตุขึ้นแล้ว แต่กรรมการได้ลาออกไปก่อนการตรวจสอบ ก็ยืนยันว่า ก.ล.ต.ยังสามารถดำเนินการได้ เนื่องจากการลงโทษสามารถมีผลย้อนหลังได้ หากพบว่ามีการกระทำผิดในช่วงที่บุคคลนั้นดำรงตำแหน่งกรรมการ ต่อให้ลาออกไปแล้ว กระบวนการบังคับใช้กฎหมายของ ก.ล.ต.ยังมีผลอยู่ และกฎหมายอื่น เช่น กฎหมายฟอกเงิน ก็มีบทลงโทษที่รุนแรงกว่า เป็นต้น

ทั้งนี้ การกระทำผิดหน้าที่ กรรมการมีโทษตาม มาตรา 89/7 แห่งพระราชบัญญัติหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่กำหนดให้กรรมการและผู้บริหารต้องปฏิบัติหน้าที่ด้วยความรับผิดชอบ ระมัดระวัง และซื่อสัตย์สุจริต หากฝ่าฝืนจนก่อให้เกิดความเสียหาย มีโทษปรับไม่เกินจำนวนค่าเสียหายหรือประโยชน์ที่ได้รับ แต่ไม่ต่ำกว่า 500,000 บาท และตาม มาตรา 281/2 หากกระทำโดยทุจริต จะมีโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี หรือปรับไม่เกินสองเท่าของค่าเสียหายหรือประโยชน์ที่ได้รับ แต่ต้องไม่ต่ำกว่า 1,000,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

เมื่อถามถึงการตรวจสอบกรณีข่าวที่มีความเชื่อมโยงกับ บจ. นายเอนกกล่าวว่า ก.ล.ต.มีหน้าที่กำกับดูแลตามกรอบกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติหลักทรัพย์ฯ และกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งการใช้อำนาจในการตรวจสอบต้องอ้างอิงถึงข้อสงสัยหรือพฤติกรรมที่อาจเข้าข่ายผิดกฎหมายเหล่านี้ ยกตัวอย่าง เช่น หากมีข้อสงสัยว่ามี “ทุนสีเทา” เข้ามาถือหุ้นใน บจ. หรือบริษัทหลักทรัพย์ในสัดส่วนที่เป็นส่วนใหญ่ ก็จะเข้ากรอบของมาตรา 246 ที่กำหนดให้ผู้ถือครองหลักทรัพย์ตั้งแต่ร้อยละ 5 ของสิทธิออกเสียงทั้งหมด ต้องรายงานการเปลี่ยนแปลงต่อ ก.ล.ต. หากไม่รายงาน ถือว่ามีความผิดและสามารถดำเนินการลงโทษได้

“กรณีที่เห็นตามข่าว ก.ล.ต.ต้องตรวจสอบเป็นรายกรณีไป แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยได้ว่ามีการเข้าไปตรวจสอบหรือไม่ เพราะอยู่ในข้อจำกัดของกระบวนการบังคับใช้กฎหมาย ย้ำว่าหากพบพฤติกรรมหรือข้อสงสัยที่เข้าข่ายผิดกฎหมาย ก.ล.ต.จะมีการติดตาม ตรวจสอบ และดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อย่างแน่นอน” นายเอนกกล่าว

นายเอนกกล่าวด้วยว่า เรื่องการฟอกเงินไม่ได้อยู่ในอำนาจหน้าที่โดยตรงของ ก.ล.ต. เพราะหน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายฟอกเงินคือ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) อย่างไรก็ตาม หาก ก.ล.ต.พบธุรกรรมของบริษัทจดทะเบียนที่มีความผิดปกติ เช่น การจ่ายเงินให้เจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงโดยไม่มีเหตุผลอันควร ก็จะดำเนินการส่งข้อมูลหรือประสานกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้องทันที เพื่อให้หน่วยงานที่มีอำนาจดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

“ก.ล.ต.มีระบบติดตาม ตรวจสอบ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่แล้ว” โฆษก ก.ล.ต.กล่าว

ด้าน นายวรภัค ธันยาวงษ์ รมช.คลัง ชี้แจงในการแถลงลาออกจากตำแหน่งว่า การเข้าซื้อหุ้น 29% ของบริษัทหลักทรัพย์ฟินันเซีย ไซรัส เมื่อปี 2564 ผ่านบริษัท Pilgrim Finansa เป็นการลงทุนที่ถูกต้องตามกฎหมายทุกประการ และได้รับการอนุมัติจากตลาดหลักทรัพย์ฯ และสำนักงาน ก.ล.ต. โดยธุรกรรมดังกล่าวเป็นลักษณะ Management Buyout โดยมีตนเอง และนายช่วงชัย นะวงศ์ ผู้บริหารของบริษัท ได้ร่วมกันลงทุน เพื่อพัฒนาบริษัทให้เติบโต มีผู้สนับสนุนทางการเงินจากธนาคารและกองทุนในสิงคโปร์ Capital Asia Investment (CAI) และ BIC Bank Lao ซึ่งเป็นธนาคารในลาวที่มีผู้ถือหุ้นใหญ่เป็นกลุ่มธุรกิจลาวและการไฟฟ้าลาว ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับ BIC Bank Cambodia แต่อย่างใด

“หลังจากการปรับโครงสร้างบริษัทในช่วงปี 2564-2567 ได้ตัดสินใจขายหุ้นทั้งหมดให้คุณช่วงชัยและลาออกจากทุกตำแหน่งบริหาร และไม่เคยมีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทอีกต่อไป”

ทั้งนี้ นายวรภัค ได้แถลงลาออกจากตำแหน่ง รมช.คลัง เมื่อวันที่ 22 ต.ค. 2568 ภายหลังจากได้รับคำสั่งแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการเชื่อมโยงข้อมูลเพื่อยกระดับการติดตามตรวจสอบธุรกรรมต้องสงสัย (คณะกรรมการ Connect the Dots) เมื่อวันที่ 20 ต.ค.

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ก.ล.ต. ตอบปมร้อน ‘ทุนสีเทา’ รุกคืบตลาดหุ้น ?

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...