“หลวงพ่ออลงกต” ให้สัมภาษณ์สื่อ แจง ยังไม่ได้ลาออกวัดพระบาทน้ำพุ
จากกระแสที่สังคมตั้งคำถาม เกี่ยวกับความโปร่งใสในการดำเนินการเกี่ยวกับเงินบริจาค ของวัดพระบาทน้ำพุ จ.ลพบุรี ว่ามีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่ และเงินบริจาคจากญาติโยมถูกนำไปใช้เพื่อรักษาผู้ป่วย HIV จริงไหม?
โดยในวันนี้ (18 ส.ค. 68) ทางวัดพระบาทน้ำพุยังไม่มีการออกมาแถลงข่าว หรือชี้แจงประเด็นนี้แต่อย่างใด พร้อมตอบสื่อว่าเลื่อนไปอย่างไม่มีกำหนด พร้อมมีกระแสใหญ่ว่า เมื่อเวลา 13.00น. ที่ผ่านมา “พระราชวิสุทธิประชานาถ หรือหลวงพ่ออลงกต” ประกาสลาออกจากเจ้าอาวาสวัดพระบาทน้ำพุ เพื่อเปิทางให้สำนักพุทธและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใช้พื้นที่ในการตรวจสอบวัดนั้น
ล่าสุด หลวงพ่ออลงกต ออกมาให้สัมภาษณ์ด้วยตัวท่านเอง พร้อมยืนยันว่า ณ วินาทีนี้ หลวงพ่อยังไม่ได้ลาออก เพราะถ้าจะลาออกต้องมีเหตุผลอันสมควรเสียก่อน
“วินาทีนี้หลวงพ่อก็ยังอยู่ ยังไม่ได้ลาออก แต่ถ้าจะถามต่อเลยว่าหลวงพ่อคิดยังไงกับเรื่องนี้ หลวงพ่อก็อยากให้ลูกศิษย์ลูกหาทุกคนอย่าตกใจมากนัก ทำใจมีสติ ณ วินาทีนี้หลวงพ่อยังไม่ได้ลาออก ถ้าจะลาออกก็ต้องมีเหตุผลอันสมควร” หลวงพ่ออลงกตกล่าว
ทั้งนี้ในประเด็นเรื่องที่ทุกคนสงสัย หลวงพ่อแจ้งว่า ไม่น่าเกินภายใน 1 เดือนนี้ จะได้รับคำตอบแน่นอนว่าตกลงแล้วเรื่องของวัดพระบาทน้ำพุ ทั้งเส้นเงิน เงินบริจาค ทรัพย์สิน และการรักษาผู้ป่วยจะเป็นอย่างไรต่อ
พร้อมฝากถึงลูกศิษย์ “ต้องขอบใจทุกคนนะที่เป็นห่วง หลวงพ่อก็เห็น ขอให้ทุกคนมีสติ จิตใจหนักแน่น และเชื่อมั่นในเรื่องของกรรม มีศรัทธา สิ่งที่เกิดขึ้น ถ้าพูดเป็นภาษาธรรมะก็คือสัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรม ถ้าเราทำอะไรไปแล้วมันไม่ดี บกพร่อง พลาด หรือว่าเป็นบาปเราก็ต้องรับผลของมัน
แต่ในขณะเดียวในทางกลับกันเราต้องตอบตัวเองให้ได้ก่อน ว่าที่เราทำไป มันมีดีบ้างไหม ถ้าเรามีผลแห่งความดีมากพอที่จะทำให้ตัวเองอุ่นใจอะไรจะเกิดก็รับมันให้ได้ แต่หลวงพ่อรู้ในหัวใจของตัวเองนะ ว่าเราทำสิ่งดีงามมามากมาย เอาง่ายๆ หลวงพ่อทำงานทุกวัน โยมก็เห็น ไม่มีวันไหนที่หลวงพ่อหยุดงาน ไม่มีวันไหนที่หลวงพ่อจะสบาย แต่ถ้าหากว่าอะไรเป็นความบกพร่องผิดพลาด ถึงขั้นจะต้องรับเคราะห์กรรมสูงสุดหลวงพ่อก็จะยินดีแล้วก็ยิ้มรับ สิ่งเหล่านี้ยังบอกไม่ได้ในวินาทีนี้ ก็รอเพียงว่าผลแห่งบุญกุศลที่เราได้ทำแล้วนั้นบุญย่อมคุ้มครอง ถ้าเรามีบุญมาก ขณะเดียวกันก็จะเห็นว่าถึงจะมีบุญมากแค่ไหนก็ตาม ในโลกนี้ก็จะมีคำว่ามาร พระพุทธองค์ท่านก็มีมาร เหล่าพระอริยสงฆ์ทั้งหลาย ทุกคนมีมาร คนในโลกนี้เกิดมาโดยที่ไม่มีมารนั้นไม่มี โดยส่วนตัวแล้วหลวงพ่อใช้ความเมตตา ก็พูดอยู่เสมอ ใครจะทำอะไรเราก็ต้องเมตตาให้อภัย พระองค์ท่านสอนให้เราให้อภัยและอย่าได้จองเวรต่อกันและกันเลย”
อีกประเด็นที่สังคมยังเกิดคำถาม คือเรื่อง วุฒิการศึกษาของหลวงพ่ออลงกต หลังพบว่ามีการเผยแพร่ประวัติการศึกษาของหลวงพ่อว่าจบการศึกษาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ ศึกษาระดับปริญญาตรี ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และศึกษาต่อประดับปริญญาโท สาขาวิศวกรรม จากประเทศออสเตรเลียนั้น ปรากฎว่าไม่พบข้อมูลการศึกษาดังกล่าว
หลวงพ่ออลงกต ชี้แจงประเด็นการศึกษาที่กำลังถูกพูดถึง ว่า มันเกิดความคลาดเคลื่อนในประวัติหลวงพ่อในช่วงเวลาหนึ่ง แท้จริงแล้วเกี่ยวกับออสเตรเลียนั้น โรงเรียนที่หลวงพ่อเรียน เป็นโรงเรียนแห่งแรกที่ออสเตรเลียสร้าง และเป็นคนที่ชื่นชอบด้านวิศวกรรมมากอยู่แล้ว หลวงพ่อมีความฝันอยากจะไปเรียนที่ออสเตรเลียเพื่อเอาความรู้ด้านวิศวกรรม มาใช้ในการจัดการต่างๆ อย่างเช่นการสร้างอาคารในวัดพระบาทน้ำพุ หลวงพ่อเองก็เป็นคนออกแบบ เขียนแบบเอง ด้วยความชอบและพรสวรรค์ บางครั้งร่วมสร้าง จนเกิดคำพูดที่ว่า หลวงพ่อเป็นวิศวกรเองเลยนะ นั่นอาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และถูกเผยแพร่ออกไป
ส่วนที่โรงเรียนเทพศิรินทร์นั้น เมื่อยังเด็ก หลวงพ่อเป็นคนที่มีพรสวรรค์ด้านกีฬา เคยเป็นตัวแทนจังหวัดไปแข่ง และได้เก็บตัวฝึกซ้อม คัดเลือกเป็นนักกีฬาที่โรงเรียนเทพศิรินทร์ แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ความเกี่ยวข้องกับโรงเรียนนี้จึงเป็นเพียงระยะเวลาสั้นๆ เท่านั้น จึงออกมาชี้แจงในครั้งนี้
ทั้งนี้ ประชาชนทุกคนก็ยังคงรอติดตามการชี้แจงอย่างเป็นทางการ จากวัดพระบาทน้ำพุ ถึงประเด็นที่เกิดขึ้นนี้อีกครั้ง