คุยกับ ‘อาจารย์พี’ กับภารกิจพาเมืองเดินหน้า ผ่านมือคนทำเทศกาลหน้าใหม่
ย่านเก่าแก่ในกรุงเทพฯ อย่าง “ตลาดน้อย” กลายเป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมที่ผู้คนหลั่งไหลมาเดินชมและจับจ่าย สร้างความคึกคักให้เศรษฐกิจในท้องถิ่นอย่างเห็นได้ชัด หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้ย่านนี้กลับมามีชีวิตอีกครั้ง อาจเป็นเพราะการจัด เทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ (Bangkok Design Week) ที่เกิดขึ้นเป็นประจำทุกปี โดย สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (องค์การมหาชน) หรือ CEA ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อผลักดันให้ย่านเจริญกรุง…เจริญสมชื่อ
บางกอกดีไซน์วีก เป็นเทศกาลงานออกแบบสร้างสรรค์ที่เปิดพื้นที่ให้เหล่านักสร้างสรรค์หลากหลายสาขามาร่วมกันเติมชีวิตชีวาให้กับเมือง และทำให้พื้นที่น่าอยู่ยิ่งขึ้น โดยเริ่มต้นจากย่านเจริญกรุง–ตลาดน้อยในฐานะพื้นที่จัดงานหลัก ก่อนจะค่อย ๆ ขยายไปยังย่านอื่น ๆ ทั่วกรุงเทพฯ ตามทรัพยากรและความพร้อม
แต่การจัดเทศกาลในแต่ละพื้นที่ ไม่ใช่เพียงแค่การนำกิจกรรมเข้าไปจัดเท่านั้น หากต้องอาศัยพลังของ “คนในพื้นที่” เป็นหัวใจสำคัญ นี่จึงเป็นที่มาของโครงการ Festival Creator ที่ CEA จัดร่วมกับ สำนักงานส่งเสริมวัฒนธรรมสร้างสรรค์ (THACCA) และ คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล เพื่อผลักดันให้คนในชุมชนลุกขึ้นมาสร้างเทศกาลของตนเอง โดยมีบทบาทตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่แค่ผู้ร่วมกิจกรรม
เพราะเมื่อคนในพื้นที่เป็นเจ้าของเทศกาลเสียเอง เมืองก็มีแนวโน้มจะพัฒนาอย่างยั่งยืนยิ่งกว่า นี่คือการเปลี่ยนจากการขับเคลื่อน “เมือง” ไปสู่การขับเคลื่อน “คน” ซึ่งจะเป็นกำลังหลักในการเปลี่ยนแปลงเมืองของตน
งานที่ผูกพันกับทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ที่สำคัญคือ คนในพื้นที่เป็นคนทำเอง มันจะมีเสน่ห์ในแบบของมัน
เราได้พูดคุยกับหนึ่งในที่ปรึกษาหลักของโครงการ Festival Creator อย่าง ดร. พีรียา บุญชัยพฤกษ์ หรือ “อาจารย์พี” ตัวแทนจาก Urban Ally ศูนย์ออกแบบและวิจัยเรื่องเมือง ผู้ทำหน้าที่สนับสนุนกระบวนการทำงานในพื้นที่ และหนึ่งในผู้ที่จุดประกายแนวคิดตั้งต้นอย่าง ปิยา ลิ้มปิติ (อาจารย์ไอ๋) ผู้เคยเปลี่ยนพื้นที่รกร้างของสำนักงานประปาแม้นศรี ย่านพระนคร ให้กลายเป็นพื้นที่แห่งโอกาสในเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ปี 2566–2567
ดร. พีรียา บุญชัยพฤกษ์ หรือ “อาจารย์พี” ตัวแทนจาก Urban Ally ศูนย์ออกแบบและวิจัยเรื่องเมือง
เทศกาลคือเครื่องมือ (ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูป)
การพัฒนาเมืองมีหลากหลายวิธีการและหลายรูปแบบ แต่โจทย์สำคัญคือจะทำอย่างไรให้เมืองเดินไปข้างหน้าอย่างเป็นระบบ พร้อมสร้างบรรยากาศทำให้ผู้คนรู้สึก “รัก” พื้นที่ที่ตนเองอาศัยอยู่
หนึ่งในวิธีการนั้นคือการจัด “เทศกาลสร้างสรรค์” หรือ “Creative Festival” โดยมีเป้าหมายเพื่อ “หยิบยกเรื่องราว อัตลักษณ์ และตัวตนของเมือง” ขึ้นมาขยายต่อ เปิดเผยเนื้อหาที่ซ่อนอยู่ให้โดดเด่นขึ้น จนสามารถต่อยอดไปสู่การพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ได้จริง
หลังจาก CEA มีประสบการณ์ในการจัดเทศกาลสร้างสรรค์ในหลากหลายพื้นที่มาหลายปี ก็ถึงเวลาที่จะ “ถอดบทเรียน” และ “ถ่ายทอดกระบวนการ” เหล่านั้นให้กับคนในพื้นที่สามารถลุกขึ้นมาทำได้ด้วยตนเอง จึงออกมาเป็นโปรเจ็กต์ Festival Creator ที่ผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขาเดินทางไปทำงานร่วมกับนักสร้างสรรค์ท้องถิ่นในจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ โครงการนี้ทำหน้าที่เป็นเหมือนสนามทดลองที่ให้นักสร้างสรรค์ระดับชุมชนได้ลงมือจัดเทศกาลจริงด้วยมือของตนเอง
“หลายคนยังมองว่าเทศกาลต้องจัดใหญ่ จัดเต็ม แล้วจบไป”
“แต่พีว่าจริง ๆ แล้ว งานที่ผูกพันกับทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ ที่สำคัญคือ คนในพื้นที่เป็นคนทำเอง มันจะมีเสน่ห์ในแบบของมัน คือไม่จำเป็นต้องมีพิธีเปิด ไม่ต้องมีพลุ ไม่ต้องมีซุ้มประตู บางคนไม่เคยจัดงานมาก่อนเลย แต่เขาอยากทำอะไรบางอย่างเพื่อทำให้เมืองเขาน่าอยู่ขึ้น นั่นแหละคือหัวใจของโจทย์” ดร. พีรียา บุญชัยพฤกษ์ หรือ “อาจารย์พี” เล่าด้วยน้ำเสียงหนักแน่นแต่เป็นกันเอง
เธอยังชวนเราถอดภาพจำเดิม ๆ ที่ติดอยู่ในหัวเกี่ยวกับคำว่า “เทศกาล” ว่าจริง ๆ แล้วไม่จำเป็นต้องเหมือนงานประเพณีหรือคอนเสิร์ตใหญ่ หากเรามองให้ลึกถึงแก่นแท้ จะพบว่าเทศกาลคือ “รูปแบบหนึ่งของการสื่อสารและการรวมพลังของชุมชน” ซึ่งสามารถปรับให้เหมาะกับบริบทของแต่ละพื้นที่ได้อย่างหลากหลาย
ฉะนั้น คอนเทนต์ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ เฟสติวัล แตกต่างจาก อีเวนต์
“เทศกาลทำไม่ได้ทุกอย่าง มันไม่ใช่ยาสามัญประจำบ้านที่ทุกเมืองต้องมีต้องทำ เพราะฉะนั้นสิ่งสำคัญคือเราต้องถามว่า เทศกาลช่วยอะได้ในปัญหาหรือเป้าหมายของเมืองที่เราอยากแก้ไข”
นักวิชาการอย่างอาจารย์พียังย้ำอีกว่า เทศกาลเป็นเพียง “เครื่องมือหนึ่ง” ที่จะช่วยพัฒนาเมือง ไม่ใช่คำตอบสำเร็จรูปที่ใช้ได้กับทุกบริบท “มันช่วยพัฒนาเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของย่านได้ ทำให้คนหันมาสนใจพื้นที่ และช่วยชูจุดเด่นหรือสินทรัพย์ของเมืองขึ้นมาได้ แต่มันจะเวิร์กหรือไม่ อยู่ที่ว่าเราตั้งคำถามกับเมืองของเราถูกหรือเปล่า ว่าอยากเปลี่ยนอะไร”
“เฟสติวัล" ไม่ใช่ “อีเวนต์”
หลายคนอาจยังสับสนและตั้งคำถามว่า “เทศกาล” คืออะไร และต่างจาก “อีเวนต์” อย่างไร เพราะหลายครั้งที่คำสองคำนี้ถูกใช้แทนกันโดยไม่ตั้งใจ แต่ในมุมมองของคนที่ทำงานกับเมือง ความหมายของทั้งสองคำนี้ “ไม่เหมือนกัน” เลย
อีเวนต์ คือกิจกรรมที่จัดขึ้นเพียงแค่ครั้งเดียว มีเป้าหมายเฉพาะหน้า และมักจบลงในระยะเวลาสั้น ๆ ขณะที่ เฟสติวัล หรือเทศกาล เป็นการเฉลิมฉลองบางสิ่งบางอย่างในบางประเด็น และมัก “ทำซ้ำ” อย่างต่อเนื่องจนกลายเป็นภาพจำของพื้นที่นั้น ๆ ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การเพิ่มมูลค่าสินทรัพย์และเมืองได้อย่างยั่งยืน
“ฉะนั้น คอนเทนต์ คือหัวใจสำคัญที่ทำให้ เฟสติวัล แตกต่างจาก อีเวนต์”
อาจารย์พียังอธิบายว่า การเข้าใจความหมายให้ชัดจะช่วยให้ไม่สับสน และไม่หลงประเด็นว่าเทศกาลคือแค่การจัดงานที่สนุกสนานแล้วก็จบไป
“เราไม่ได้มาจัดอีเวนต์ แต่เราจัดเทศกาลเพื่อพูดถึงบางอย่าง และถ้าเป็นไปได้ ทุกคนก็อยากทำให้มันดำเนินต่อ เพราะเราเห็น อิมแพ็กต์ ที่มันสร้างได้จากเทศกาลจริง ๆ”
หนึ่งในตัวอย่างชัดเจนคือย่านเจริญกรุง ที่หลังจากการจัดเทศกาลงานออกแบบกรุงเทพฯ ต่อเนื่องหลายปี ก็เริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลงในพื้นที่อย่างชัดเจน มีร้านค้าใหม่ ๆ เกิดขึ้น อาคารที่เคยถูกทิ้งร้างได้รับการปรับปรุง และพื้นที่ที่เคยเงียบเหงากลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ถึงแม้ว่าเทศกาลจะไม่ใช่คำตอบเดียวของการพัฒนาเมือง แต่อย่างน้อยก็เป็น “หนึ่งในแรงกระเพื่อมสำคัญ” ที่ส่งผลต่อเมืองในระยะยาว“เทศกาลไม่ใช่งานที่ทำแล้วจบไป แต่คืองานกระบวนการระยะยาวที่ต้องทำอย่างต่อเนื่อง การจัดเทศกาลหนึ่งขึ้นมา ไม่มีทางที่ทุกอย่างจะสำเร็จได้ในครั้งเดียว ต้องค่อย ๆ ทำ ค่อย ๆ สร้างต่อเนื่อง”
อาจารย์พียังเล่าถึงบทบาทของโครงการ Festival Creator ว่าแม้การจัดเทศกาลเพียงปีเดียวอาจยังไม่สมบูรณ์แบบ แต่สิ่งสำคัญคือการเริ่มลงมือ — ได้ลองคิด วางแผน ลงมือทำ และเรียนรู้จากกระบวนการจริง
“ถ้าไม่ได้ลองทำ มันก็จะไม่มีวันเห็นภาพ โปรเจ็กต์นี้คือโอกาสสำหรับนักสร้างสรรค์ที่มีใจอยากพัฒนาเมืองได้ทดลองจัดเทศกาลด้วยตนเอง ขยายผลจากงานที่ทำอยู่ให้สื่อสารได้ไกลกว่าเดิม ปีถัดไปก็ทำได้ดีขึ้น หยิบสิ่งที่เวิร์กมาขยายต่อ หรือหยิบสิ่งที่ยังไม่เวิร์กมาลองใหม่ มันคือ การเรียนรู้แบบต่อเนื่อง”
เราเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถกันทั้งหมด มีตัวตน มีความอยากจะทำ ถ้าเราสามารถพูดคุยและตั้งเป้าหมายร่วมกันได้ มันก็มีโอกาสจะเกิดเป็นเทศกาลขึ้นมา
ในฐานะนักวิจัยเมือง อาจารย์พีอธิบายว่า เทศกาลเมือง คือการใช้ ‘พื้นที่’ อย่างเต็มศักยภาพด้วยการดึง ‘คอนเทนต์ที่อยู่ในเมือง’ ขึ้นมาสื่อสารกับผู้คนให้เกิดกิจกรรมที่ส่งเสริมให้คนออกมาใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะ เกิดประสบการณ์ดี ๆ ร่วมกันระหว่างคนกับเมือง
ในมุมคนทำงานเธอรู้ดีว่า การออกแบบเพื่อความสวยงามลำพังไม่เพียงพอ “มันต้องให้คนรู้สึกมีประสบการณ์ร่วม มีความเป็นส่วนหนึ่งส่วนเดียวกันกับพื้นที่ รู้สึกเป็นเจ้าของ” เครื่องมือที่มักใช้บ่อยที่สุดในกระบวนการนี้คือ ความร่วมมือ (Collaboration) เพราะเมืองไม่ได้สร้างด้วยคนเพียงคนเดียว
“ในหนึ่งพื้นที่ มันไม่ควรมีแค่งานเดียวหรือคนเดียว มันเหงา (หัวเราะ) เมืองคือพื้นที่ของคนหลายคน หลายกลุ่ม หลายงาน หลายวิชาชีพ ถ้าเราจะทำให้พื้นที่มันมีชีวิต เราก็ต้องทำด้วยหลายมือหลายใจ คนที่มาเยือนเขาจะสัมผัสได้เลยว่า เมืองนี้มีชีวิตจริง ๆ”
รวมตัว สนับสนุน และงบประมาณ : สามเสาหลักของการจัดเทศกาลที่ยั่งยืน
กว่าจะสร้างเทศกาลหนึ่งขึ้นมา ไม่ใช่แค่เรื่องของความคิดสร้างสรรค์หรือความตั้งใจเท่านั้น แต่ยังต้องอาศัย “การรวมตัวของผู้คน” “โอกาสจากผู้สนับสนุน” และ “งบประมาณ” ซึ่งเป็นปัจจัยหลักที่ช่วยขับเคลื่อนเทศกาลให้เกิดขึ้นจริง และเติบโตต่อเนื่อง
“เราเชื่อว่าทุกคนมีความสามารถกันทั้งหมด มีตัวตน มีความอยากจะทำ ถ้าเราสามารถพูดคุยและตั้งเป้าหมายร่วมกันได้ มันก็มีโอกาสจะเกิดเป็นเทศกาลขึ้นมา อย่างน้อยก็ในรูปแบบงานเล็ก ๆ” อาจารย์พีกล่าว และเสริมว่า ความสำคัญของเทศกาลคือการทำซ้ำ ไม่ใช่แค่อีเวนต์ที่เกิดขึ้นครั้งเดียวจบ แต่คือการเริ่มต้นจากเล็ก แล้วค่อย ๆ ขยายให้ใหญ่ขึ้นตามกำลังและความร่วมมือของชุมชน
อีกองค์ประกอบสำคัญที่มองข้ามไม่ได้คือ “หน่วยงานภาครัฐหรือผู้มีอำนาจนโยบาย (Policy Maker) เพราะถึงแม้จะมีกลุ่มคนพร้อมทำ แต่ถ้าภาครัฐไม่เปิดใจ โอกาสในการทำเทศกาลก็อาจไม่เกิดขึ้น“ คำถามคือ เขาเปิดโอกาสไหม? เขาเข้าใจสิ่งที่เราทำไหม? และกฎระเบียบในพื้นที่นั้นเอื้อต่อการจัดเทศกาลสร้างสรรค์หรือเปล่า” หลายพื้นที่ยังติดอยู่ตรงนี้ ที่ต้องอาศัยการพูดคุยอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน
และสิ่งสุดท้ายที่เป็นความท้าทายสูงสุดคือเรื่องงบบประมาณ “งานเล็ก ๆ ทำกันเองได้ แต่พอทำงานใหญ่ขึ้น รายละเอียดเพิ่มขึ้น ปัจจัยหลายอย่างก็อาจจะควบคุมไม่ได้ ซึ่งงบประมาณมีผลอย่างมากที่จะทำให้เราทำงานได้มีประสิทธิภาพดีขึ้น ปลอดภัยขึ้น เช่น ต้องมีถังดับเพลิง มีไฟส่องสว่าง มีทีมดูแล ซึ่งทั้งหมดต้องใช้งบประมาณ” เธอยกตัวอย่างให้ฟัง
ในมุมของนักพัฒนาเมือง ในมุมของคนพัฒนาเมือง เทศกาลเป็นเพียง “หนึ่งช่วงเวลา” ของกระบวนการพัฒนาเมืองทั้งหมด และสิ่งที่ยากที่สุดคือการขยับจากเทศกาล ไปสู่ “การพัฒนาอย่างเป็นระบบ” ที่ครอบคลุมทุกขั้นตอน ทั้งการเก็บข้อมูล รับฟังเสียงจากทุกฝ่าย ออกแบบ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ทำกิจกรรมต่อเนื่อง ไปจนถึงการใช้งานระยะยาว “เราทำเทศกาลได้ แต่มันยังไม่ครบกระบวนการพัฒนาเมือง ความท้าทายคือ เราจะทำอย่างไรให้มันไปได้ทั้งกระบวนการจริง ๆ”
เพราะฉะนั้น เทศกาลจึงเป็นเหมือน “ภาพจำลองของอนาคตเมือง” ที่ผู้จัดอยากให้เป็น เป็นภาพของพื้นที่ที่มีชีวิต ผู้คนออกมาใช้พื้นที่ร่วมกัน สินทรัพย์ท้องถิ่นถูกดึงมาเพิ่มคุณค่า และเกิดการรวมตัวของกลุ่มคนที่แข็งแรง “เราเห็นเมืองผ่านเทศกาล แต่สิ่งที่ดีที่สุดคือการได้พัฒนาเมืองแบบยั่งยืนจริง ๆ ซึ่งต้องอาศัยกระบวนการระยะยาว”
โจทย์ตั้งต้นของโปรเจ็กต์ Festival Creator จึงไม่ใช่แค่การจัดงานให้สำเร็จ แต่คือการสนับสนุนให้ “นักสร้างสรรค์ในแต่ละพื้นที่ไม่เหนื่อยเกินไป” พร้อมให้พื้นที่พวกเขาได้ทดลองคิด ทดลองทำ โดยไม่ต้องถูกบีบให้อยู่ในกรอบตายตัว “เพราะเมื่อเขาได้ลงมือทำเอง ภายใต้ข้อจำกัดที่ไม่มากเกินไป เทศกาลนั้นก็จะมีความหมายกับเขา และผูกพันกับทุนทางวัฒนธรรมในพื้นที่ของเขาเอง”
ในทุกปี ทีมงาน Urban Ally จึงยังคงมีส่วนร่วมในการจัดงานเทศกาลอยู่เสมอ แม้จะเหนื่อยแต่ก็ยังทำต่อไป “เพราะมันมีความหมายกับเรา เรารู้สึกว่าเราเป็นส่วนเล็ก ๆ ที่ทำให้เมืองของเราดีขึ้น” และนั่นคือสิ่งที่พวกเขาอยากส่งต่อให้กับนักสร้างสรรค์ทุกพื้นที่ ให้รู้ว่าพลังของคนเล็ก ๆ ก็สร้างเมืองใหญ่ให้เปลี่ยนแปลงได้จริง
เทศกาลแห่งชุมชน : Festival Creator ใน 5 จังหวัดนำร่อง
โปรแกรม Festival Creator ครั้งนี้ คัดเลือก 5 จังหวัดที่มีศักยภาพในการสร้างเทศกาลจากรากวัฒนธรรมและพลังชุมชน โดยแต่ละทีมจะได้รับคำแนะนำจากเมนเทอร์เฉพาะพื้นที่ เพื่อพัฒนาทักษะและเครื่องมือในการจัดเทศกาลที่ยั่งยืนในอนาคต
ขอนแก่น – Columbo Craft Village
ชุมชนนักสร้างสรรค์ในขอนแก่นที่มีเป้าหมายในการผลักดันศิลปินรุ่นใหม่ในพื้นที่ให้เป็นที่รู้จัก และมีงานต่อในอนาคต ผ่านกิจกรรมการคอลแล็บสุดหลากหลายของคนในพื้นที่ เพื่อให้เกิดการรับรู้และโอกาสใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง
เลย – ทีมเทศกาลสายแข็งจากมูลนิธิประยูรเพื่อศิลปะ
กลุ่มนักจัดเทศกาลสุดแกร่งที่มีหัวเรือเป็นมูลนิธิประยูรเพื่อศิลปะ มีประสบการณ์จากการจัดเทศกาลเลยอาร์ตเฟส พวกเขาอยากขยายผลให้งานไปถึงคนให้มากขึ้นและไกลขึ้นผ่านการทำเอกสารเก็บข้อมูล (documentation) เพื่อใช้งานต่อเนื่องในอนาคต
อุดรธานี – ทีมคนรุ่นใหม่ผู้เชี่ยวชาญงานประเพณี
กลุ่มคนที่มีประสบการณ์จัดประเพณีทั่วไป มุ่งใช้เทศกาลสร้างสรรค์เป็นเครื่องมือสร้างเทศกาลเมืองที่สะท้อนอัตลักษณ์ของอุดรอย่างแท้จริง
หาดใหญ่ – Hatyai Connect จากเวทีปักษ์ใต้ดีไซน์วีก
จากกลุ่มหาดใหญ่คอนเน็กต์ที่มีประสบการณ์ทำปักษ์ใต้ดีไซน์วีก มีความตั้งใจอยากพัฒนาพื้นที่สำหรับเด็กรุ่นใหม่ได้มีที่ยืนในเมืองอย่างยั่งยืน โดยเชื่อมความร่วมมือกับภาคเอกชนมากขึ้น
พัทลุง – กลุ่มน้องใหม่หัวใจสร้างสรรค์
กลุ่มนักสร้างสรรค์น้องใหม่ที่แม้ยังไม่เคยจัดเทศกาลใหญ่ แต่เต็มไปด้วยพลังสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจจากวัฒนธรรมท้องถิ่นอย่างหนังตะลุงและโนราห์ พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลในสไตล์ของตัวเอง
สามารถติดตามเทศกาลสร้างสรรค์จากฝีมือคนพื้นที่ในโปรเจ็กต์ Festival Creator ได้ในเทศกาลงานออกแบบปักษ์ใต้ 2568 (Pakk Taii Design Week) ระหว่างวันที่ 28 สิงหาคม - 7 กันยายน 2568 ที่มีฉาด เฟสติวัล ผลงานของชาวพัทลุงเป็นส่วนหนึ่ง โดยจะจัดขึ้นวันที่ 22-24 สิงหาคม 2568
ภาพ : Urban Ally